เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 640 - ศึกครั้งนี้... หญิงสาวอย่างฉันขอมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้คุณชายเป็นคนสั่งการได้เลย!

บทที่ 640 - ศึกครั้งนี้... หญิงสาวอย่างฉันขอมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้คุณชายเป็นคนสั่งการได้เลย!

บทที่ 640 - ศึกครั้งนี้... หญิงสาวอย่างฉันขอมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้คุณชายเป็นคนสั่งการได้เลย!


บทที่ 640 - ศึกครั้งนี้... หญิงสาวอย่างฉันขอมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้คุณชายเป็นคนสั่งการได้เลย!

พวกเขาตั้งตารอที่จะได้ร่วมทำภารกิจกับกู้เหวินใจแทบขาด พวกเขารอคอยวันนี้มาเนิ่นนานแล้ว โดยเฉพาะสือเว่ยที่ตื่นเต้นจนคิ้วเต้นระริก

"ฮ่าๆๆๆๆๆ เสี่ยวกู้ ในที่สุดภารกิจคราวนี้ก็จะพาพวกเราไปด้วยแล้วใช่ไหม ฉันรักนายที่สุดเลย! ฮ่าๆๆๆๆๆ ถึงเวลาที่สือเว่ยคนนี้จะได้ผงาดสร้างชื่อเสียงอีกครั้งแล้ว!" สือเว่ยตื่นเต้นดีใจสุดขีด แถมยังโพสท่าหล่อๆ ไปอีกหลายท่า

หมอนี่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวเจ็บตัว และไม่กลัวตายเลยสักนิด เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดทาสแรงงานชั้นยอดของแท้!

ไป๋จิ้งเยว่เองก็ดีใจไม่แพ้กัน เธอมองหน้ากู้เหวินพลางเอ่ย "ฮิฮิ ฉันจะได้คอยซัปพอร์ตนายอีกแล้วนะเสี่ยวกู้!"

กู้เหวินยิ้มรับ "แน่นอนอยู่แล้ว"

ในบรรดาสามคนนี้ คนที่สามารถทำประโยชน์ให้กับกู้เหวินได้มากที่สุดก็คือไป๋จิ้งเยว่

ด้วยความสามารถของไป๋จิ้งเยว่ในตอนนี้ หากเธอกดบัฟทั้งหมดที่มีใส่ตัวกู้เหวิน ก็จะสามารถยกระดับความสามารถของกู้เหวินให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัวได้ในชั่วพริบตา

ซึ่งจุดนี้คือสิ่งที่ผู้ใช้กู่สายสนับสนุนคนอื่นๆ ไม่มีทางทำได้เลย

ทว่าหากไป๋จิ้งเยว่ไปบัฟให้กับคนที่อ่อนแอกว่า ก็จะไม่สามารถยกระดับพลังได้มากมายขนาดนี้ โดยภาพรวมแล้ว ความสามารถและบทบาทของไป๋จิ้งเยว่จะขึ้นอยู่กับคนที่เธอสนับสนุน ยิ่งคนที่เธอสนับสนุนแข็งแกร่งมากเท่าไร พลังที่เธอรีดเร้นออกมาได้ก็จะยิ่งมหาศาลมากขึ้นเท่านั้น หากคนที่เธอสนับสนุนเป็นแค่พวกไก่กา ต่อให้บัฟให้ตายก็คงยกระดับพลังขึ้นมาได้ไม่เท่าไรหรอก ดังนั้น... ไป๋จิ้งเยว่ถึงได้ขี้เกียจบัฟให้สือเว่ยกับเยี่ยเหวยซือแบบสุดๆ!

"เอาล่ะ พวกนายสามคนก็ไปรวมตัวกันเถอะ ฉันสร้างโครงร่างของอุโมงค์มิติเอาไว้เรียบร้อยแล้ว อีกเดี๋ยวแค่ฉันเดินพลัง ก็จะมีอุโมงค์มิติโผล่ขึ้นมาในอาณาเขตของประเทศแดนภารตะทันที" กู้เหวินเอ่ย

ทั้งสามคนพยักหน้ารับคำทันที "ตกลง!"

สือเว่ยอดสงสัยไม่ได้จึงถามแทรกขึ้นมาอีกประโยค "แล้วถ้าภารกิจคราวนี้ล้มเหลวล่ะ จะทำยังไง รอจนพวกเราตายห่ากันหมด พวกคนประเทศแดนภารตะก็สามารถใช้อุโมงค์นี้บุกเข้ามาถึงใจกลางจิ่วโจวได้เลยไม่ใช่เหรอ"

พอได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของกู้เหวินก็ดำทะมึนทันที "แกช่วยพูดอะไรที่เป็นมงคลกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงวะ"

กล้ามเนื้อบนแก้มของเยี่ยเหวยซือกระตุกยิกๆ พลางเอ่ย "อยากตายก็ตายไปคนเดียวเถอะ ฉันไม่ตายด้วยหรอกโว้ย!"

ไป๋จิ้งเยว่ยกมือขึ้นกุมขมับเบาๆ "ฉันว่าพวกเราเอาเข็มมาเย็บปากสือเว่ยกันดีกว่า ปากก็ออกจะกว้าง ทำไมถึงพ่นคำพูดดีๆ ออกมาไม่ได้เลยนะ ถุย!"

สือเว่ยรู้สึกน้อยใจนิดหน่อย เขาเกาหัวแกรกๆ พลางเอ่ย "ฉันก็แค่มองการณ์ไกลเผื่อเอาไว้ สมมติว่าพวกเราตายห่ากันหมดจริงๆ..."

เขายังพูดไม่ทันจบ กู้เหวินกับอีกสองคนก็ประสานเสียงตะคอกขึ้นมาพร้อมกัน "หุบปาก!"

วินาทีต่อมา เยี่ยเหวยซือกับไป๋จิ้งเยว่ก็หิ้วปีกสือเว่ยไปคนละข้าง แล้วลากตัวเขาออกไปให้พ้นทาง เยี่ยเหวยซือไม่ลืมที่จะเอามือตะครุบปากสือเว่ยเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้หมอนี่พ่นคำพูดอัปมงคลอะไรออกมาอีก!

ก่อนจะออกรบ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือการปักธงตายนี่แหละ! ถ้าเกิดต้องตายห่ากันหมดจริงๆ จะไปร้องเรียนเอาผิดกับใครได้ล่ะ!

หลังจากแยกย้ายกับทั้งสามคน ใบหน้าของกู้เหวินก็ดำคร่ำเครียด "ฉันเริ่มจะเสียใจแล้วแฮะที่เรียกสือเว่ยไปด้วย... ไอ้ปากเสียเอ๊ย!"

กู้เหวินส่ายหน้าเบาๆ พริบตาเดียวเขาก็มาโผล่อยู่ตรงหน้าหร่าน เขามองหร่านพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตามฉันมา เตรียมตัวต่อสู้"

หร่านผู้เป็นกู่ระดับเก้าหัวเราะคิกคักทันทีพลางตอบ "ได้เลยค่ะเจ้านาย~!"

จากนั้นเธอก็คืนร่างเป็นจิ้งจอกน้อยเดินตามหลังกู้เหวินต้อยๆ พวงหางทั้งเก้าแกว่งไกวไปมา รูปลักษณ์ดูน่ารักน่าชังและบอบบางน่าทะนุถนอม ทว่าใครจะไปคาดคิดล่ะ ว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะเป็นถึงผู้ใช้กู่ระดับเก้าเชียวนะ

หลังจากนั้น... กู้เหวินก็ไปโผล่อยู่ตรงหน้าหลิ่วหรูเยียน ในเวลานี้หลิ่วหรูเยียนกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ยาวสามเมตร แน่นอนว่า... บนเตียงนั้นไม่ได้มีผีอย่างเธอแค่งานเดียว ยังมีหนุ่มหน้ามนผิวขาวจั๊วะอยู่อีกคน ทั้งสองกำลังนอนอิงแอบแนบชิดกันอยู่

หลิ่วหรูเยียนมีสีหน้าอิ่มเอมใจสุดๆ เห็นได้ชัดเลยว่า หลังจากออกมาจากเมืองผีเฟิงตูและสามารถหาผู้ชายมาปรนเปรอได้อย่างอิสระ ชีวิตของเธอก็มีความสุขขึ้นเป็นกอง... สำหรับเธอแล้ว สถานที่แห่งนี้แทบจะไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์เลย

พอเห็นกู้เหวินปรากฏตัว สีหน้าของหลิ่วหรูเยียนก็เปลี่ยนไปกะทันหัน เธอเตรียมจะลุกขึ้นจากเตียงตามสัญชาตญาณ ทว่ากู้เหวินกลับใช้พลังงานกดทับร่างของเธอเอาไว้โดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้เธอมุดออกมาจากผ้าห่ม จนทำให้เขาต้องเห็นภาพอุจาดตา

"เอาล่ะ ไม่ต้องลุก รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วไปรวมตัวกันที่องค์กรนักทำความสะอาด กำลังจะมีศึกใหญ่เกิดขึ้น ฉันต้องการใช้ความสามารถของเธอ"

พูดจบ กู้เหวินก็หันหลังฉีกกระชากมิติและหายวับไปจากที่เกิดเหตุทันที ก็แหงล่ะ ภายในห้องนั้นมันมีกลิ่นคาวโลกีย์โชยหึ่งชวนให้แสบจมูก... กู้เหวินไม่อยากจะทนดมเลยจริงๆ! หลิ่วหรูเยียนนี่มัน... มั่วสุมกามารมณ์กลางวันแสกๆ ชัดๆ!

คล้อยหลังกู้เหวินจากไป หนุ่มหน้ามนข้างกายหลิ่วหรูเยียนก็ช็อกจนสติหลุดไปแล้ว เขามองหลิ่วหรูเยียนพลางกัดริมฝีปากและเอ่ยถาม "พี่สาวครับ~ ผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นใครเหรอ... เขาดุจังเลยอ่า~!"

หลังจากได้เห็นหน้ากู้เหวิน พอกลับมามองดูหนุ่มหน้ามนข้างกาย หลิ่วหรูเยียนก็รู้สึกขัดหูขัดตาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

หลิ่วหรูเยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ด้วยสถานะของนาย ยังไม่มีสิทธิ์รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร ไสหัวไปซะ!"

พอหนุ่มหน้ามนเห็นหลิ่วหรูเยียนเปลี่ยนท่าทีมาเย็นชาใส่กะทันหัน เขาก็กะจะออดอ้อนสักหน่อย ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเยือกเย็นทะลุถึงกระดูกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเธอ เขาจึงหุบปากฉับไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก รีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่แล้ววิ่งหนีเตลิดไปทันที

หลังจากหนุ่มหน้ามนเผ่นแน่บไปแล้ว หลิ่วหรูเยียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพึมพำกับตัวเอง "ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่... ถึงกับต้องมาขอใช้พลังของฉันเลยเชียวเหรอ..."

"อืม..."

"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ฉันก็ต้องไปให้ได้ หากขาดกู้เหวิน หากต้องก้าวออกจากเมืองอิ๋นเหอ ฉันก็คงไม่มีวันหาสวรรค์ชั้นเลิศแบบนี้เจออีกแล้ว เพื่อรักษาสิ่งนี้ไว้ ต่อให้ต้องตายก็ยอม!"

หลิ่วหรูเยียนกัดฟันกรอด พลังผีสางในร่างเปล่งประกายวาบ เพียงพริบตาเดียวเธอก็สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยและรีบมุ่งหน้าไปยังองค์กรนักทำความสะอาดทันที ในฐานะผู้ใช้กู่ระดับแปด พลังของเธอก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นกู้เหวินจึงไม่มีทางปล่อยให้เธออยู่เฉยแน่ (บทก่อนหน้าเขียนผิดไปนิดนึง ไม่ใช่ระดับเก้านะ ต้องเป็นระดับแปดต่างหาก~!)

หลังจากผละมาจากหลิ่วหรูเยียน กู้เหวินก็แวะไปที่ดินแดนเร้นลับเขาจิ้งจกอีกครั้ง ภายในดินแดนเร้นลับเขาจิ้งจก สยงเทียนเทียนกำลังนอนแผ่หลาหลับสนิทอยู่บนพื้น รูปร่างของมันใหญ่โตมโหฬาร พอนอนราบลงไปก็ดูราวกับภูเขาสีน้ำตาลขนาดย่อมๆ ลูกหนึ่ง ในอ้อมแขนของมันกอดโหลน้ำผึ้งไซซ์ยักษ์เอาไว้ เสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหว

"ครอก~"

"ครอกฟี้~"

กู้เหวินมองสยงเทียนเทียนพลางหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ "แกนี่สบายใจเฉิบจริงๆ เลยนะ" สยงเทียนเทียนวันๆ ไม่ทำอะไรเลย นอกจากการนอนหลับแล้วก็คือการกิน ไม่ต้องรับผิดชอบภาระหน้าที่อะไรให้ปวดหัวเลยสักนิด เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขสุดๆ

เมื่อได้ยินเสียงของกู้เหวิน ร่างกายของสยงเทียนเทียนก็ขยับเขยื้อนตามสัญชาตญาณ จากนั้นมันก็กะพริบตาปริบๆ และตื่นขึ้นมา พอเห็นกู้เหวินยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาของมันก็เป็นประกายวาววับ มันกระโดดผลุงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

ทันใดนั้น แผ่นดินก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น! ครืนนน! เขาจิ้งจกเกือบจะโดนมันเหยียบจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงอีกรอบแล้ว!

"ไอ้หยา นายมาเยี่ยมฉันเหรอ! เอาผึ้งหวานมาฝากฉันด้วยหรือเปล่า!" สยงเทียนเทียนมองกู้เหวินด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับ

กู้เหวินมองสยงเทียนเทียนที่ยืนตระหง่านราวกับภูผาอยู่ตรงหน้าพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "แกหดร่างกลับเป็นขนาดปกติก่อนเถอะ"

สยงเทียนเทียนเกาหัวแกรกๆ พลางตอบ "อ้อ ฉันดีใจไปหน่อย เลยเกือบจะลืมไปเลย!"

วินาทีต่อมา ร่างกายของสยงเทียนเทียนก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานมันก็กลายเป็นลูกหมีตัวน้อย แน่นอนว่า... คำว่า 'ลูกหมี' ในที่นี้เป็นการเปรียบเทียบกับขนาดตัวมหึมาเมื่อครู่ของสยงเทียนเทียนเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ต่อให้หดตัวเล็กลงแล้ว สยงเทียนเทียนก็ยังคงเป็นสัตว์ร่างยักษ์อยู่ดี

กู้เหวินมองสยงเทียนเทียนและเอ่ย "คราวนี้ฉันไม่ได้เอาน้ำผึ้งมาฝากหรอกนะ แต่มีเรื่องอยากจะขอให้แกช่วย ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมาหาเรื่องฉัน มันต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น เพราะงั้น..."

กู้เหวินยังพูดไม่ทันจบ สยงเทียนเทียนก็แทรกขึ้นมาทันที "ไอ้หยา นายไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาวหรอก ฉันฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอก ตกลงว่าต้องไปตีกับใครใช่ไหม ถ้าใช่ ก็เรียกฉันไปช่วยได้เลย! นายเคยช่วยบ้านเกิดของฉันเอาไว้ ไม่ต้องมาเกรงใจกันหรอก!"

สยงเทียนเทียนตบหน้าอกตัวเองฉาดใหญ่จนเกิดเสียงดังก้อง ปึง! ปึง! ปึง! ช่างเป็นสหายที่รักคุณธรรมเสียจริง!

กู้เหวินหัวเราะออกมา ดีจังเลยแฮะ คนบางคนในบางทียังพึ่งพาได้ไม่เท่าหมีตัวหนึ่งเลยด้วยซ้ำ! ลองนึกถึงสภาพหวาดผวาของหลิวฮ่าวเมื่อกี้ดูสิ แล้วหันกลับมามองสยงเทียนเทียนตัวนี้! จึ๊...

จู่ๆ กู้เหวินก็เบิกตากว้าง เขามองสยงเทียนเทียนพลางเอ่ยโพล่ง "เดี๋ยวก่อนๆๆ... แกทะลวงระดับแล้วเหรอเนี่ย..."

กู้เหวินเพิ่งจะมาสังเกตเห็นว่า กลิ่นอายของสยงเทียนเทียนตรงหน้าแข็งแกร่งขึ้นมาตั้งกะรัตหนึ่ง แถมยังเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่การทะลวงระดับเล็กๆ น้อยๆ ธรรมดาด้วย!

นี่มัน... ไอ้อ้วนนี่วันๆ ไม่ทำห่าอะไรเลย นอกจ่ากกินกับนอน แต่ผลปรากฏว่า... ทะลวงระดับซะงั้น ทะลวงระดับเอาดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ

สยงเทียนเทียนเกาหัวแกรกๆ พลางตอบ "ใช่แล้วล่ะ ฉันทะลวงระดับแล้ว เรื่องนี้มันน่าตกใจตรงไหนเหรอ ทุกครั้งที่ฉันทะลวงระดับก็มักจะเป็นตอนที่กำลังนอนหลับอยู่นี่แหละ ทะลวงระดับไปตอนไหนก็ไม่รู้ตัวเลย ฮิฮิ..." สยงเทียนเทียนพูดด้วยท่าทีซื่อๆ ไม่ได้มีเจตนาจะอวดอ้างสรรพคุณเลยแม้แต่น้อย

แต่คำพูดนั้นกลับทำให้มุมปากของกู้เหวินกระตุกยิกๆ อย่างห้ามไม่อยู่ บ้าเอ๊ย... ทำไมช่องว่างระหว่างคนกับหมีมันถึงได้ห่างไกลกันลิบลับขนาดนี้วะ

ก่อนหน้านี้สยงเทียนเทียนอยู่ระดับแปดขั้นสูงสุด พอทะลวงระดับปุ๊บก็ก้าวขึ้นสู่ระดับเก้าทันที แถมวิธีการทะลวงระดับยังมาจากการนอนหลับ... นอนหลับไปหลับมา... ก็กลายเป็นระดับเก้าเฉยเลย! แบบนี้จะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้ล่ะ!

ถึงกู้เหวินจะรู้สึกว่าความเร็วในการทะลวงระดับของตัวเองก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญกับเรื่องราวบ้าบอคอแตกมาตั้งเท่าไร ต้องหลอมรวมกู่ไปตั้งกี่ตัว ต้องเปิดใช้งานโปรแกรมโกงไปตั้งกี่ครั้ง ถึงจะปีนป่ายขึ้นมาถึงจุดนี้ได้! แล้วตัดภาพมาที่สยงเทียนเทียนสิ... เวรเอ๊ย! มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!

กู้เหวินมองสยงเทียนเทียนแล้วอดไม่ได้ที่จะโพล่งถาม "แกคงไม่ได้นอนหลับไปหลับมาจนกลายเป็นเทพเจ้าไปเลยหรอกใช่ไหม!"

สยงเทียนเทียนเกาหัวพลางตอบ "เป็นไปไม่ได้หรอก พรสวรรค์ของฉันไม่ได้สูงส่งขนาดนั้น คงนอนหลับจนระดับพลังพุ่งปรี๊ดขนาดนั้นไม่ได้หรอก"

กู้เหวินถอนหายใจอย่างโล่งอก "ค่อยยังชั่วหน่อย"

วินาทีต่อมา สยงเทียนเทียนก็พูดต่อ "อย่างมากก็คงนอนหลับไปจนถึงระดับสิบสองนั่นแหละ นั่นน่าจะเป็นขีดจำกัดพรสวรรค์ของฉันแล้วล่ะ ถ้าอยากจะแข็งแกร่งกว่านี้ ฉันก็คงต้องพยายามด้วยตัวเองแล้ว... แต่ฉันค่อนข้างขี้เกียจน่ะ ฉันขี้เกียจพยายาม... ฮิฮิ..." สยงเทียนเทียนหัวเราะแบบซื่อบื้อ

กู้เหวินถึงกับมีเส้นประดำทะมึนพาดผ่านหน้าผาก เขาทอดถอนใจแผ่วเบา... บ้าเอ๊ย... คนเรายังเอาดีสู้หมีไม่ได้เลย! แค่นอนหลับยังอัปเลเวลไปได้ถึงระดับสิบสอง แบบนี้มันถูกแล้วเหรอวะ

ยามาตะโนะโอโรจิเวรตะไลของประเทศเกาะนั่น ตอนนี้ก็ยังอยู่แค่ระดับสิบเองนะเว้ย! ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะยามาตะโนะโอโรจิยังไม่ได้ฟื้นคืนพลังกลับมาในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุดก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น พรสวรรค์ของสยงเทียนเทียนก็ยังถือว่าน่าตกตะลึงจนกรามค้างอยู่ดี

ถ้าให้เดา... เผ่าหมีพสุธาของสยงเทียนเทียนตัวนี้ คงไม่ใช่เผ่าพันธุ์ธรรมดาๆ ไก่กาอาราเร่แน่นอน...

"เอาล่ะ แกไปรวมตัวที่องค์กรนักทำความสะอาดเมืองอิ๋นเหอก็แล้วกัน จำทางไปได้ใช่ไหม" กู้เหวินเอ่ยถาม

"จำได้ๆ แน่นอนอยู่แล้ว ตอนที่ฉันน้ำผึ้งหมด ฉันก็ชอบไปขอจากที่นั่นแหละ ผู้อำนวยการหลิวฮ่าวของพวกนายใจดีมากเลยนะ ให้น้ำผึ้งฉันมาตั้งเยอะแยะ!" พอพูดถึงน้ำผึ้ง น้ำลายของสยงเทียนเทียนก็แทบจะสอออกมา สิ่งที่มันรักที่สุดในชีวิตนี้ก็คือน้ำผึ้งกับการนอนหลับนี่แหละ

กู้เหวินส่ายหน้ายิ้มๆ ตอนที่เขาไม่อยู่ หลิ่วฮ่าวก็เป็นคนคอยดูแลสยงเทียนเทียนมาตลอดจริงๆ นั่นแหละ "ไปเถอะๆ"

หลังจากบอกลาสยงเทียนเทียน กู้เหวินก็พลิกร่างวาร์ปไปอีกครั้ง คราวนี้เขามาโผล่ที่เซียนเก๋อ

ทันทีที่มาถึงเซียนเก๋อ กู้เหวินก็เห็นเยี่ยยางสวมชุดดำสนิทและสะพายดาบสีดำยืนรออยู่หน้าประตูตั้งแต่เนิ่นๆ เยี่ยยางมองหน้ากู้เหวินพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "อัจฉริยะอันดับสอง ฉันรู้อยู่แล้วล่ะว่านายต้องมา ฉันยืนรอนายมาพักใหญ่แล้ว"

กู้เหวินหัวเราะร่วน "คนที่รู้ใจฉันดีที่สุด ก็เห็นจะมีแค่อัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างนายนี่แหละ ไปกันเถอะ!"

"ศึกครั้งนี้เราจะไปบุกเบิกประเทศแดนภารตะกัน!"

เยี่ยยางพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ก็แค่ประเทศแดนภารตะกระจอกๆ ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าไก่วัด ศึกครั้งนี้ ฉันมองว่าพวกเราล้างบางพวกมันให้สิ้นซากไปเลยก็ยังได้!"

ไม่ไกลออกไป ตวนมู่อวิ๋นเดินทำหน้าบูดบึ้งอมทุกข์ออกมาร่วมวงพลางเอ่ย "คุณชายเยี่ยยางที่รักของผม เราช่วยพูดจาให้มันดูเป็นปกติชนหน่อยไม่ได้เหรอ ยังจะมาล้างบงล้างบางประเทศอะไรอีก... นายอย่าไปตีๆ อยู่แล้วเป็นลมล้มพับไปอีกก็แล้วกัน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นที่นอนเคลื่อนที่ของนายเลย ถ้านายสลบปุ๊บ ฉันก็ต้องเป็นคนแบกนายปั๊บ" ตวนมู่อวิ๋นพูดไปก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน ถึงแม้พรสวรรค์ของเขาจะไม่ได้สูงส่งลิบลิ่วเหมือนพวกเยี่ยยางหรือกู้เหวิน แต่อย่างไรเสีย เขาก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งนะเว้ย! ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องมีคนคอยให้เกียรติและเคารพยำเกรง แต่ทว่า พอมาอยู่ต่อหน้าเยี่ยยาง... ประโยชน์เพียงหนึ่งเดียวของเขาก็คือการเป็นคนแบกหามเยี่ยยางตอนหมดสติก็เท่านั้นเอง

เยี่ยยางปรายตามองตวนมู่อวิ๋นพลางเอ่ยเรียบๆ "การได้ติดตามรับใช้ฉัน ถือเป็นบุญวาสนาของนาย จงดื่มด่ำกับมันให้เต็มที่เถอะ!"

กู้เหวินก็อดขำไม่ได้ "ใช่แล้ว พี่ตวนมู่ ดื่มด่ำกับมันให้เต็มที่เถอะ"

ตวนมู่อวิ๋นทอดถอนใจแผ่วเบา "เฮ้อ... ช่วยไม่ได้นี่นา! คนมันเกิดมาอาภัพ!"

กู้เหวินตัดบท "เชิญทั้งสองท่านเลย ไปรวมตัวที่องค์กรนักทำความสะอาดนะ"

... พริบตาเดียว กู้เหวินก็ไปหาองค์หญิงชิงเหอ ช่วงนี้องค์หญิงชิงเหอพักอาศัยอยู่ในเมืองอิ๋นเหอมาโดยตลอด แต่ด้วยความที่เธอไม่ยึดติดกับชื่อเสียงเงินทองและขี้เกียจทำกิจกรรมจุกจิก เธอจึงปลูกกระท่อมหลังเล็กๆ ไว้แถบชานเมือง วันๆ เอาแต่ปลูกดอกไม้ ชมทิวทัศน์ธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบและผ่อนคลาย

และในฐานะผู้ใช้กู่ระดับแปด กู้เหวินรู้สึกว่า พลังระดับนี้ จำเป็นต้องพาไปร่วมศึกด้วย!

ยิ่งไปกว่านั้น... ยังไงซะยัยนี่ก็เป็นถึงลูกสาวของเฉาเชา หากพวกเขาทั้งหมดเกิดพลาดท่าเสียทีที่ประเทศแดนภารตะขึ้นมาจริงๆ ต่อให้เฉาเชาจะอ้างว่าไม่ว่างแค่ไหน เขาก็ต้องสรรหาวิธีบุกทะลวงไปช่วยชีวิตองค์หญิงชิงเหอลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาอยู่ดี! อะแฮ่ม... ก็แหงล่ะ ในบรรดาลูกสาวทั้งหมดของเฉาเชา องค์หญิงชิงเหอเป็นคนเดียวที่สามารถฝังร่วมสุสานกับเขาได้นี่นา เฉาเชาย่อมต้องโปรดปรานเธอเป็นพิเศษอยู่แล้ว!

ทันทีที่เห็นหน้ากู้เหวิน องค์หญิงชิงเหอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอก็พอจะเดาจุดประสงค์การมาเยือนของกู้เหวินได้ทะลุปรุโปร่ง น้ำเสียงเย็นเยียบของเธอแฝงความอ่อนโยนเอาไว้จางๆ "คุณชายมาเยือนคราวนี้คงมีธุระสำคัญเป็นแน่ เชิญพูดมาได้เลย"

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เฉาเชาจะเคยสั่งให้องค์หญิงชิงเหอเรียกกู้เหวินว่าท่านอา แต่เห็นได้ชัดเลยว่า หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้เก็บเอาเรื่องพรรค์นั้นมาใส่ใจอีกต่อไป ต่างฝ่ายต่างก็เรียกขานกันตามสะดวก

กู้เหวินมององค์หญิงชิงเหอพลางพยักหน้า "ทางทิศตะวันตกมีประเทศหนึ่งชื่อว่าประเทศแดนภารตะ ตอนนี้พวกมันกำลังเตรียมจะบุกเข้ามาในจิ่วโจว และเรื่องนี้ฉันก็เป็นคนก่อขึ้นมาเองด้วย ตอนนี้เลยต้องการกำลังคนไปช่วยจัดการ ไม่ทราบว่าองค์หญิงยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือไหม"

องค์หญิงชิงเหอฟังจบก็เพียงแค่แย้มยิ้มบางๆ น้ำเสียงของเธอเจือความผ่อนคลายและเด็ดเดี่ยว "แน่นอน"

"คุณชายมีบุญคุณช่วยชีวิตทั้งฉันและท่านพ่อ แถมเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการปกป้องบ้านเมือง คุ้มครองแผ่นดินฮว๋าเซี่ย"

"ไม่ว่าจะในแง่ของเรื่องส่วนตัวหรือส่วนรวม ฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธ!"

"ศึกครั้งนี้... หญิงสาวอย่างฉันขอมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้คุณชายเป็นคนสั่งการได้เลย!" พูดจบ องค์หญิงชิงเหอก็ประสานมือคารวะกู้เหวิน ท่าทีของเธอดูดุดันและห้าวหาญราวกับวีรสตรีในยุทธภพก็ไม่ปาน!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 640 - ศึกครั้งนี้... หญิงสาวอย่างฉันขอมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้คุณชายเป็นคนสั่งการได้เลย!

คัดลอกลิงก์แล้ว