- หน้าแรก
- ระบบไม่ปลื้ม: ผมใช้บัคอัปเกรดของฟรีจนเป็นเทพ
- บทที่ 910 - ทุกท่านมาไกลถึงที่นี่ มีคำชี้แนะอะไรหรือ?
บทที่ 910 - ทุกท่านมาไกลถึงที่นี่ มีคำชี้แนะอะไรหรือ?
บทที่ 910 - ทุกท่านมาไกลถึงที่นี่ มีคำชี้แนะอะไรหรือ?
บทที่ 910 - ทุกท่านมาไกลถึงที่นี่ มีคำชี้แนะอะไรหรือ?
"ทีนี้ก็แค่รอให้ไป๋เยี่ยเดินมาติดกับดักเอง"
เหยาจู่เก็บตราประทับกลับมา ประกายความโหดเหี้ยมพาดผ่านดวงตา
เมื่อมีค่ายกลปิดผนึกไว้แบบนี้ ตราบใดที่ไป๋เยี่ยก้าวออกจากแม่น้ำแห่งมิติเวลาสายย่อย มันก็ต้องโผล่มาที่นี่อย่างเลี่ยงไม่ได้
อีกฝ่ายเป็นแค่จ้าวแห่งกฎเกณฑ์กระจอกๆ ต่อให้จุดไฟแห่งศรัทธาขึ้นมาได้แล้ว ก็ยังไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือของจ้าวผู้คุมกฎไปได้หรอก
มหาเทพคนไหนในที่นี้ก็สามารถพลิกฝ่ามือบดขยี้มันได้สบายๆ
ที่พวกมันตัดสินใจบุกมาพร้อมกันในครั้งนี้ ก็เพื่อความมั่นใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม!
สองเผ่าพันธุ์รวมกันเป็นมหาเทพถึงหกองค์ ต่อให้เผ่ามนุษย์จะยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก ก็ไม่มีทางปกป้องไป๋เยี่ยได้แน่นอน!
"พวกเราลงมือเองแบบนี้ ไป๋เยี่ยก็เหมือนนกปีกหักนั่นแหละ"
"เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ ป่านนี้พวกมนุษย์คงเตรียมขยับตัวแล้วล่ะ"
บรรดามหาเทพมองไปยังทางเข้าแม่น้ำแห่งมิติเวลาพร้อมกับรอยยิ้มหยันบนใบหน้า
พวกมันอยากจะเห็นนักว่าเผ่ามนุษย์ในยุคนี้จะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ยังไง
"ไม่ใช่แค่เผ่ามนุษย์หรอก มหาเทพของเขตแดนมรณะก็คงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฉันแล้วเหมือนกัน"
เหยาจู่หรี่ตาลงเล็กน้อย "ไม่รู้ว่าเผ่าอันเดดไปตกลงแลกเปลี่ยนอะไรกับเผ่ามนุษย์ไว้ ไอ้บรูโน่อาจจะสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้ก็ได้"
เมื่อได้ยินแบบนั้นคุนเผิงก็แค่นเสียงเย็นชา "หึ ถ้ามันกล้าสอดมือเข้ามายุ่ง ก็จัดการเชือดมันไปพร้อมกันเลยสิ"
ระหว่างที่พูด สายตาของมันก็กวาดมองไปยังมหาเทพเผ่าจักรกลทั้งสาม "เผ่าของแกกับเผ่าของฉันจับมือกัน ต่อให้เผ่าอันเดดอยากจะช่วยมนุษย์ ก็ต้องดูด้วยว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือเปล่า!"
"นั่นสิ เพื่อจะฆ่าไป๋เยี่ย พวกเรายอมทุ่มสุดตัวอยู่แล้ว มหาเทพเผ่าอันเดดจะกล้าเอาตัวมาแลกไหมล่ะ"
...
ระหว่างที่สนทนากัน มหาเทพแต่ละองค์ล้วนแสดงท่าทีราวกับถือชัยชนะไว้ในมือแล้ว
ในสายตาของพวกมัน ไป๋เยี่ยต้องตายสถานเดียว เผ่าอันเดดก็ไม่มีทางปกป้องมันได้!
...
ณ เขตแดนมรณะ ทวีปแห่งความตาย
ช่วงเวลาเดียวกับที่เหยาจู่เปิดใช้งานตราประทับมายา ท่ามกลางห้วงอวกาศอันเงียบสงัดแห่งหนึ่ง ร่างร่างหนึ่งก็เบิกตากว้างขึ้นกะทันหัน
"กลิ่นอายพลังนี่ ตาเฒ่าเหยาจู่นี่นา"
ร่างนั้นขมวดคิ้วแน่น "ไอ้แก่หัวงูนั่นมาทำอะไรในเขตแดนมรณะของฉัน"
พึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางตั้งสมาธิจับตำแหน่งที่มาของกลิ่นอายอันคุ้นเคยนั้น
เพียงครู่เดียวร่างนั้นก็ค่อยๆ ยืนขึ้น
"แดนดารารกร้างในพิภพหวังหลิง? หรือว่าตาเฒ่านั่นกะจะเข้าไปในแม่น้ำแห่งมิติเวลาสายย่อย"
พอคิดถึงตรงนี้ แววตาของร่างนั้นก็เต็มไปด้วยความฉงน
"ทางเข้าแม่น้ำแห่งมิติเวลาสายย่อยมันปิดไปแล้วไม่ใช่หรือไง"
ด้วยความสงสัย เขาจึงวาดมือฉีกกระชากห้วงอวกาศตรงหน้า ก้าวเท้าข้ามผ่านเข้าไปก่อนจะหายตัวไปจากห้วงดาราอันเงียบงันแห่งนี้
ไม่ว่าเหยาจู่จะวางแผนทำอะไร เขาก็ต้องไปดูให้เห็นกับตา
เขตแดนมรณะไม่ใช่ที่ที่เผ่าปีศาจจะมายื่นมือสอดรู้สอดเห็นได้
...
"เอาล่ะ ต่างคนต่างเก็บซ่อนกลิ่นอายพลังซะ เดี๋ยวจะกลายเป็นแหวกหญ้าให้งูตื่น"
เหยาจู่ปรายตามองทุกคนพลางโบกมือ ทว่าวินาทีต่อมามันกลับขมวดคิ้วมุ่น สายตาตวัดขวับไปยังบริเวณข้างทางเข้าแม่น้ำแห่งมิติเวลา
เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกปลอมบางอย่างพัดผ่านไป
"ใครน่ะ!"
เหยาจู่ตวาดกร้าว ซัดพลังมหาเทพฟาดสายฟ้าแลบเข้าใส่จุดนั้นทันที
เหตุการณ์พลิกผันกะทันหันนี้ทำเอามหาเทพองค์อื่นสะดุ้งเฮือก รีบหันขวับไปมองทิศทางที่เหยาจู่โจมตีเป็นตาเดียว
แม้จะไม่คิดว่าจะมีใครสามารถพรางตัวอยู่ใต้จมูกพวกมันได้ แต่ในเมื่อเหยาจู่เป็นคนลงมือเอง ย่อมไม่มีทางเป็นแค่เรื่องตาฝาดแน่
ท้ายที่สุดแล้วค่ายกลแห่งนี้เป็นฝีมือของเหยาจู่ การรับรู้ทุกสรรพสิ่งภายในค่ายกลย่อมเฉียบคมที่สุด!
ครืน!
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่พลังมหาเทพของเหยาจู่กระแทกเข้าใกล้ทางเข้าแม่น้ำแห่งมิติเวลา ห้วงอวกาศบริเวณนั้นก็เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหว
ราวกับม่านพรางตาถูกกระชากออก ร่างสองร่างพลันปรากฏขึ้นแก่สายตามหาเทพทุกองค์
ภาพที่เห็นคืออวี๋มู่และอี้เยวียนกำลังนั่งเผชิญหน้ากัน ตรงกลางมีกระดานหมากรุกวางอยู่ ดูเหมือนกำลังประลองหมากกันอย่างเมามัน
พลังมหาเทพที่เหยาจู่ซัดเข้ามาเมื่อครู่ ถูกอวี๋มู่ยกมือขึ้นปัดทิ้งอย่างง่ายดาย
ทว่าเขาดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจมันเลยสักนิด เพียงแค่หยิบหมากขึ้นมาหนึ่งตัวพลางขมวดคิ้ว คล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะเดินหมากตานี้ยังไงดี
"หึ ทำเป็นเล่นงิ้วหลอกผี!"
คุนเผิงมองสองคนที่โผล่มาอย่างกะทันหันโดยไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นัก
ระดับความวิปริตของไป๋เยี่ยนั้นเป็นสิ่งที่หมื่นภพไม่เคยพานพบมาก่อน ไม่อย่างนั้นสองเผ่าพันธุ์ของพวกมันคงไม่ยอมจับมือกันเพื่อหมายหัวเอาชีวิตเขาหรอก
อัจฉริยะสัตว์ประหลาดขนาดนี้ เผ่ามนุษย์จะปล่อยปละละเลยไม่ส่งคนมาคุ้มกันลับๆ ได้ยังไง
โดยเฉพาะหลังจากที่จุดไฟแห่งศรัทธาสำเร็จแล้ว ผู้คุ้มกันของไป๋เยี่ยจะต้องเป็นอวี๋มู่ซึ่งเป็นจ้าวผู้คุมกฎเพียงคนเดียวที่เปิดเผยตัวตนอย่างแน่นอน!
สิ่งเดียวที่ทำให้มหาเทพทั้งสองเผ่าพันธุ์สงสัยก็คือ ดันมีแค่อวี๋มู่กับอี้เยวียนจอมเจ้าเล่ห์สองคนนี้จริงๆ งั้นหรือ
"คิดว่าลำพังพวกแกสองคนจะปกป้องไป๋เยี่ยได้จริงๆ เหรอ"
เหยาจู่หรี่ตาลง มองทะลุไปยังอวี๋มู่และอี้เยวียน
"จะไปมัวพล่ามกับพวกมันทำไม ฆ่าทิ้งซะก็จบเรื่อง!"
คุนเผิงพูดจบก็ตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปอัด แต่กลับถูกเหยาจู่ยกมือขวางเอาไว้ก่อน
"จะจัดการพวกมันเมื่อไหร่ก็ไม่สาย"
ระหว่างที่พูด สายตาของมันไม่ได้จับจ้องไปที่อวี๋มู่ แต่กลับจ้องเขม็งไปที่อี้เยวียนแทน
ราวกับว่าตัวตนระดับจ้าวแห่งกฎเกณฑ์อย่างอี้เยวียนจะทำให้มันหวาดระแวงยิ่งกว่าเสียอีก
เมื่อเห็นคุนเผิงถูกห้ามเอาไว้ ประกายความผิดหวังก็พาดผ่านลึกลงไปในดวงตาของอี้เยวียน
แม้มันจะแวบขึ้นมาเพียงชั่วครู่จนแทบสังเกตไม่เห็น แต่ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นจ้าวผู้คุมกฎ มีหรือจะหลุดรอดสายตาไปได้
คุนเผิงถึงกับใจหายวาบ
เกือบจะหลงกลไอ้จอมเจ้าเล่ห์นี่ซะแล้ว!
มันอดนึกย้อนไปถึงเมื่อก่อนไม่ได้ ตอนที่อี้เยวียนท้าดวลกับจ้าวผู้คุมกฎธาตุไฟ มันก็ทำหน้าตาแบบนี้แหละ
แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง จ้าวผู้คุมกฎธาตุไฟถึงกับเจ็บหนักจนกระอักเลือด ทำอะไรอี้เยวียนไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ใครจะไปรู้ว่าไอ้หมอนี่ซุกไพ่ตายอะไรเอาไว้บ้าง!
ท้ายที่สุดหมากในมือของอวี๋มู่ก็ไม่ได้ถูกวางลงบนกระดาน เขาส่ายหน้าเบาๆ วางหมากลงในกล่องด้านข้าง ก่อนจะหันไปมองมหาเทพของทั้งสองเผ่าพันธุ์พร้อมกับระบายยิ้มบางๆ
"ทุกท่านมาไกลถึงที่นี่ มีคำชี้แนะอะไรหรือ?"
อี้เยวียนเองก็ตวัดสายตามามองเช่นกัน ในมือควงหมากรุกเล่นสองสามตัว บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มยียวนกวนประสาท
ในฐานะจ้าวแห่งกฎเกณฑ์ระดับสิบเอ็ด หากมองไปทั่วทั้งหมื่นภพ ก็คงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่กล้าเผชิญหน้ากับมหาเทพผู้คุมกฎอย่างไม่เกรงกลัว
แถมยังไม่ได้มาแค่องค์เดียวด้วย!
เรื่องบ้าบิ่นแบบนี้ ต่อให้เป็นเทพมรณะอย่างบาคหรือเทพแห่งการสังหารอย่างฮุยจิ้นก็ยังทำไม่ได้เลย
ลองจินตนาการดูสิว่าอี้เยวียนแข็งแกร่งขนาดไหน
แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของเขามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง
นั่นคือเขาต้องมีเวลาในการวางแผนเตรียมการ หากต้องปะทะกันแบบกะทันหัน พลังรบของเขายังห่างชั้นจากเทพมรณะและเทพแห่งการสังหารอยู่มาก
แต่ยิ่งอวี๋มู่กับอี้เยวียนทำตัวชิลมากเท่าไหร่ เหยาจู่กับมหาเทพอีกห้าองค์ก็ยิ่งไม่กล้าผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่าม
พลังของอวี๋มู่อาจจะติดอันดับต้นๆ ในหมู่มหาเทพ แต่พวกมันก็พอจะรู้ฝีมือกันอยู่ จึงไม่ได้เกรงกลัวอะไรมากนัก
อย่างน้อยที่สุด เหยาจู่ก็มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าสามารถกดหัวอวี๋มู่ได้สบายๆ
แต่อี้เยวียนจอมเจ้าเล่ห์คนนี้นี่สิที่ไม่เหมือนใคร
หายหัวไปเกือบสิบยุคสมัย ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าไอ้หมอนี่มันแอบเตรียมแผนชั่วอะไรมารับมือพวกมันบ้าง!
เผ่ามนุษย์อาจจะไม่รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อน แต่รากฐานที่ทิ้งไว้ก็ไม่ใช่ย่อยๆ
สมัยก่อนเผ่ามนุษย์มียอดฝีมือมากมาย ทรัพยากรที่อี้เยวียนเบิกมาใช้ได้ก็มีขีดจำกัด
แต่ตอนนี้ยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ร่วงโรยกันไปหมด ทรัพยากรทั้งหมดที่เหลืออยู่ อี้เยวียนคงหยิบมาใช้ได้ตามอำเภอใจแน่
นั่นเป็นเหตุผลที่เหยาจู่ต้องห้ามคุนเผิงไว้ ไม่ยอมให้มันพุ่งออกไปเป็นเป้าซ้อมมือ
ที่สำคัญที่สุดคือไป๋เยี่ยยังไม่โผล่หัวออกมา ขืนตีกันตอนนี้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
เป้าหมายที่พวกมันมาที่นี่ไม่ได้ตั้งใจจะมาฆ่าอวี๋มู่หรืออี้เยวียนสักหน่อย
การมีอยู่ของสองคนนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะของเผ่าปีศาจและเผ่าจักรกลในหมื่นภพเลย
ตั้งแต่ต้นจนจบ เป้าหมายของพวกมันมีแค่ไป๋เยี่ยคนเดียวเท่านั้น!
เพราะถ้าปล่อยให้ไป๋เยี่ยเติบโตขึ้นมาได้จริงๆ ก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะกลายเป็นเหมือนจ้าวแห่งมิติเวลาในอดีต ที่สามารถเหยียบย่ำหมื่นภพและทุกเผ่าพันธุ์ไว้ใต้ฝ่าเท้าได้!
เหยาจู่จ้องมองอวี๋มู่กับอี้เยวียนที่กำลังยิ้มหน้าระรื่น ก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง
"ทำเป็นเก่งไปก็เท่านั้น รอให้ไป๋เยี่ยออกมาก่อนเถอะ พวกแกจะเอาอะไรมาขวางพวกฉัน!"
[จบแล้ว]