- หน้าแรก
- ระบบปล้นอายุขัย: อัปเกรดสเตตัสไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 30 - ปิงเย่ ฉันเก่งกว่าที่เธอคิดเอาไว้เยอะนะ!
บทที่ 30 - ปิงเย่ ฉันเก่งกว่าที่เธอคิดเอาไว้เยอะนะ!
บทที่ 30 - ปิงเย่ ฉันเก่งกว่าที่เธอคิดเอาไว้เยอะนะ!
บทที่ 30 - ปิงเย่ ฉันเก่งกว่าที่เธอคิดเอาไว้เยอะนะ!
ตึกแถว อาคารห้า ห้องสองศูนย์หก
ซูจวิ้นและเสิ่นปิงเย่นั่งเผชิญหน้ากัน
บนโต๊ะมีเนื้ออสูรกลายพันธุ์สามชาม ผักสองจาน และผักดองอีกหนึ่งถ้วยเล็ก
ทั้งสองคนต่างก้มหน้าก้มตา ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอย่างไรดี
ปกติเวลาพวกเขากินข้าว ยายมักจะนั่งอยู่ข้างๆ คอยบ่นจุกจิกเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ฟังอยู่เสมอ
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องมานั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังโดยที่อารมณ์ยังอึดอัดกันอยู่
ทั้งสองคนจึงรู้สึกประดักประเดิดอย่างบอกไม่ถูก
"ฉันไปตามยายมากินข้าวดีกว่า"
ในที่สุดเสิ่นปิงเย่ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
ซูจวิ้นเงยหน้าขึ้น เขาสังเกตเห็นแววตาตื่นตระหนกพาดผ่านดวงตาของพี่สาวบุญธรรมผู้แสนเย็นชาคนนี้
เธอรีบลุกขึ้นเดินไปเคาะประตูห้องของยายราวกับกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง
"คุณยายคะ ออกมากินข้าวได้แล้วค่ะ"
"จ้ะ..."
ยายใช้ไม้เท้าพยุงตัวเดินออกมา ก่อนจะตวัดสายตามองซูจวิ้นอย่างขัดใจ
"อาจวิ้น นึกครึ้มอะไรขึ้นมาถึงได้ซื้อของขวัญให้แม่หนูปิงเย่ล่ะ"
ยายตัดสินใจเป็นแม่สื่อแม่ชักชงให้ซูจวิ้นเต็มที่
แต่ซูจวิ้นกลับตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ยายครับ ก็แค่การตอบแทนน้ำใจน่ะครับ เธอให้ผงปราณโลหิตผมมา ผมก็เลยซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับ แล้วก็เครื่องสำอางตอบแทนเธอกลับไปบ้าง"
"ไม่ได้มีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างอื่นเลยเหรอ"
ยายขยิบตาให้ซูจวิ้นอย่างมีเลศนัย แต่เขากลับทำหน้างง
"ยาย ฝุ่นเข้าตาเหรอครับ ทำไมตากระตุกยิกๆ แบบนั้นล่ะ"
"ใช่ๆ... กินข้าวกันเถอะ"
ยายเห็นซูจวิ้นซื่อบื้อไม่ทันเกม ก็เลยล้มเลิกความคิดที่จะจับคู่ให้ทั้งสองคนไปชั่วคราว
ไม่รู้ทำไม พอเสิ่นปิงเย่ได้ยินคำตอบของซูจวิ้น แม้สีหน้าของเธอจะยังคงเป็นปกติ แต่ประกายในดวงตากลับหม่นแสงลงเล็กน้อย
อันที่จริง
ซูจวิ้นไม่ได้ซื่อบื้อขนาดนั้น
เขาใช้ชีวิตอยู่กับยายมาหลายปี มีหรือจะไม่รู้เจตนาของท่าน
แต่ซูจวิ้นคิดว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม คงต้องรอให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จสิ้นไปก่อนค่อยว่ากันอีกที
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็นั่งกินข้าวกันเงียบๆ จนอิ่ม
"เดี๋ยวฉันเก็บล้างเอง"
ซูจวิ้นและเสิ่นปิงเย่โพล่งขึ้นมาพร้อมกัน ยายเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ
"ดูสิ พวกเธอสองคนเข้าขากันดีเป็นบ้าเลย!"
"ยายเข้าห้องก่อนล่ะนะ"
พอยายเดินคล้อยหลังไป บรรยากาศระหว่างซูจวิ้นและเสิ่นปิงเย่ก็กลับมาอึดอัดอีกครั้งเมื่อต้องอยู่ด้วยกันตามลำพัง
แต่สุดท้ายเสิ่นปิงเย่ก็เลือกที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
"ซูจวิ้น ถ้าหลังจากนี้นายมีเรื่องสงสัยเกี่ยวกับวิชาลมปราณหรือวิชาต่อสู้ ก็มาถามฉันได้นะ"
ซูจวิ้นพยักหน้ารับ ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"ปิงเย่ จริงๆ แล้วฉันอาจจะเก่งกว่าที่เธอคิดเอาไว้เยอะเลยนะ"
เสิ่นปิงเย่ถึงกับชะงัก
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยายรับพวกเขาสองคนมาเลี้ยง ที่ซูจวิ้นเรียกเธอว่า 'ปิงเย่' ห้วนๆ แบบนี้
เธอรู้สึกได้ว่าซูจวิ้นในตอนนี้ดูแตกต่างไปจากเมื่อก่อน
แต่จะให้ระบุว่าต่างตรงไหน เสิ่นปิงเย่เองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
"เก่งกว่าที่ฉันคิดเหรอ จะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว นายก็ตั้งใจฝึกฝนให้ดีเถอะ มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจหรอก"
เสิ่นปิงเย่เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
แล้วจู่ๆ เธอก็โพล่งประโยคหนึ่งออกมาอย่างลืมตัว "หลังจากนี้ นายก็เลิกเอาเวลาไปสนใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ได้แล้วนะ"
ซูจวิ้นยืนอึ้งไปนิด
เมื่อก่อนเสิ่นปิงเย่ไม่เคยมาพูดจาทำนองนี้กับเขาเลยสักครั้ง
เสิ่นปิงเย่เพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรออกไป เธอจึงรีบอธิบายแก้เก้อทันที
"ฉันหมายถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมันจวนจะถึงอยู่แล้ว นายควรจะทุ่มเทสมาธิให้กับการสอบมากกว่า"
"เข้าใจแล้ว!"
ซูจวิ้นพยักหน้ารับคำ
เมื่อทั้งคู่ช่วยกันเก็บล้างจานชามเสร็จ เสิ่นปิงเย่ก็ขอตัวกลับเข้าห้องไปทบทวนตำราต่อ
ส่วนซูจวิ้นไม่ได้ขลุกอยู่แต่ในบ้าน
เขาเดินออกไปตามโถงทางเดินเพื่อกำจัดพวกแมลงสาบและแมลงรบกวน หวังจะสะสมแต้มอายุขัยเพิ่ม
อายุขัย +0.5
อายุขัย +0.7
อายุขัย +1...
ตึกแถวแห่งนี้เก่าและทรุดโทรมมากแล้ว
แถมสุขอนามัยในอาคารก็ย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤต
ใช้เวลาเพียงไม่นาน ซูจวิ้นก็ฟาร์มแต้มอายุขัยมาได้ถึง 100 แต้ม
แม้แต้มที่ได้จากการฆ่าแมลงพวกนี้จะน้อยนิดเมื่อเทียบกับการฆ่าอสูรกลายพันธุ์
แต่ถึงแม้จะน้อยมันก็ยังเป็นแต้ม
ค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ มันก็ต้องเป็นประโยชน์ต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งมาให้ได้อย่างแน่นอน
อัปสเตตัส!
【ปราณโลหิต: 912】
【อายุขัย: 0】
"เอ๊ะ ตรงนี้มันห้องของไอ้หมวกแก๊ปสวมเสื้อแขนยาวที่เจอเมื่อตอนกลางวันนี่นา"
ซูจวิ้นเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าตัวเองเดินมาจนสุดทางเดินแล้ว
"อ้าว อาจวิ้น วันนี้คึกคักจังเลยนะลูก ออกมาช่วยทำความสะอาดตึกด้วยเหรอเนี่ย"
ป้าหวังที่อาศัยอยู่ห้องถัดไปกำลังเปิดประตูออกมาทิ้งขยะพอดี พอเห็นซูจวิ้นก็เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
"ครับป้า ผมเห็นทางเดินมันค่อนข้างสกปรก ก็เลยออกมาทำความสะอาดนิดหน่อยครับ"
"เป็นเด็กดีจริงๆ เลยน้า ถ้าเกิดว่าหนูมีค่าปราณโลหิตสูงกว่านี้อีกสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อยเลย"
ป้าหวังถอนหายใจด้วยความเสียดาย
หลานสาวของป้าหวังก็เรียนอยู่โรงเรียนมัธยมหกเหมือนกัน
แกก็เลยรู้จากหลานสาวมาว่าซูจวิ้นมีค่าปราณโลหิตแค่ 35 แต้มเท่านั้น
ซูจวิ้นไม่ได้อธิบายอะไรให้ยืดยาว
แต่เขานึกอะไรขึ้นมาได้ จึงแกล้งถามออกไป "ป้าหวังครับ เมื่อกี้ผมเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้าห้องนี้ไป เขาเป็นผู้เช่าใหม่เหรอครับ"
ป้าหวังแกว่งหัวไปมา "จะว่าเป็นผู้เช่าใหม่ก็ไม่เชิงหรอกนะ เพิ่งย้ายมาได้ประมาณอาทิตย์หนึ่งนี่แหละ แต่ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตาหรอก บางทีป้าเอาผลไม้ไปฝาก เคาะประตูเรียกก็ไม่ยอมเปิดรับสักที..."
คนแบบป้าหวังนี่แหละที่เป็นแหล่งข่าวชั้นดีในหมู่เพื่อนบ้าน แกเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ซูจวิ้นฟังเป็นฉากๆ
จนกระทั่งมีคนตะโกนเรียกให้ไปตั้งวงไพ่นกกระจอกนั่นแหละ
ป้าหวังถึงได้ยอมขอตัวเดินจากไปอย่างเสียไม่ได้
ซูจวิ้นยืนขมวดคิ้วใช้ความคิด
เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ไม่นาน...
ปกติก็เก็บตัวเงียบไม่ยอมสุงสิงกับใคร...
แถมยังแต่งตัวมิดชิดผิดสังเกต...
ไม่ว่าจะมองมุมไหน หมอนี่มันก็ดูมีพิรุธไปซะทุกอย่าง!
แต่ซูจวิ้นก็เลือกที่จะไม่บุ่มบ่ามแหวกหญ้าให้งูตื่น
ข้อแรก เขาไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของหมอนี่คือใคร
ข้อสอง
เขาไม่สามารถประเมินระดับความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้เลย
เอาเรื่องนี้ไปรายงานให้กวนผิงทราบก่อนน่าจะดีกว่า
ขณะเดียวกัน
ภายในห้องพักสุดทางเดิน ผ้าม่านถูกปิดทึบจนแสงลอดผ่านเข้ามาไม่ได้
คนภายนอกไม่อาจมองเห็นความเป็นไปภายในห้องได้เลยแม้แต่น้อย
ในห้องด้านในสุดที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ ชายรูปร่างสูงผอมกำลังจ้องมองเอกสารบนโต๊ะเขม็ง
หนิงซีเยว่
เย่ชิงเกอ
โจวหยวน
ฉินฮวนฮวน...
ในรายชื่อเหล่านั้นมีชื่อของเสิ่นปิงเย่รวมอยู่ด้วย แถมยังถูกวงกลมเน้นด้วยปากกาสีแดงเอาไว้อย่างชัดเจน
กริ๊งๆๆ
เสียงโทรศัพท์ของชายร่างสูงผอมดังขึ้น
เขากดรับสาย ก่อนจะมีเสียงทุ้มต่ำดังรอดผ่านลำโพงออกมา
"เจอตัวสายลับของประเทศนีฮงที่ลอบเข้ามาในตึกแถวเพื่อจับตาดูเสิ่นปิงเย่หรือยัง"
"ยังเลยครับ กำลังเร่งค้นหาอยู่ ผมอยากใช้การแต่งตัวแปลกๆ เพื่อล่อให้อีกฝ่ายเผยตัวออกมาครับ!"
"แผนการใช้ได้ นายต้องกระชากหน้ากากสายลับออกมาให้ได้ และต้องคุ้มครองความปลอดภัยของครอบครัวเสิ่นปิงเย่ให้ดี!"
"รับทราบครับ!"
...
คฤหาสน์ตี้ตู
"เยี่ยม! เดี๋ยวพ่อจะโทรหาผอ.จ้าว ลองเลียบเคียงถามดูหน่อย แล้วก็จะฟ้องเรื่องพฤติกรรมแย่ๆ ของซูจวิ้นให้แกฟังด้วย!"
เสิ่นเฉียงเห็นด้วยกับคำแนะนำของเสิ่นเวย จึงรีบต่อสายหาจ้าวซงทันที
พอปลายสายกดรับ เสิ่นเฉียงก็ปั้นหน้าระรื่นส่งเสียงทักทาย "สวัสดีครับท่านผู้อำนวยการจ้าว ผมเสิ่นเฉียงพูดสายครับ"
น้ำเสียงของจ้าวซงจากปลายสายราบเรียบสนิท "มีธุระอะไร"
"ท่านผู้อำนวยการจ้าวครับ คืนนี้แวะมาดื่มสังสรรค์ที่บ้านผมสักหน่อยไหมครับ"
"ไม่ว่าง ฉันกำลังประชุมกับเบื้องบนของฐานทัพเจียงหลินอยู่"
จ้าวซงนึกว่าเสิ่นเฉียงโทรมาเพราะมีธุระสำคัญอะไร
ที่แท้ก็แค่เรื่องกินข้าวเนี่ยนะ
ถ้าเป็นนิสัยสมัยตอนเป็นทหารของจ้าวซงล่ะก็
มีหวังเสิ่นเฉียงคงโดนด่าเปิงไปแล้ว
เสิ่นเฉียง กู้เหมย และเสิ่นเวย พอได้ยินคำตอบของจ้าวซงก็พากันยิ้มกริ่มด้วยความยินดี
ดูท่าข่าวลือนั่นจะเป็นความจริงสินะ!
ผู้อำนวยการจ้าวซงกำลังใช้เส้นสายส่วนตัวจริงๆ ด้วย
กำลังงัดข้อกับเบื้องบนเพื่อขอวิชาต่อสู้กึ่งระดับสามมามอบให้อัจฉริยะอันดับหนึ่งของมัธยมหกแน่ๆ!
"มีอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีฉันจะวางสายแล้วนะ"
"ท่านผู้อำนวยการจ้าวครับ ผมมีเรื่องอยากจะรายงานสักหน่อยครับ"
"พูดมา!"
น้ำเสียงของจ้าวซงเริ่มเจือความหงุดหงิด
"ท่านผู้อำนวยการจ้าวครับ ผมได้ยินจากเวยเวยเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องทดสอบวันนี้แล้วล่ะครับ ค่าปราณโลหิต 153 กับพลังหมัด 1453.5 กิโลกรัมของซูจวิ้นนั่น มันต้องมีนอกมีในแน่ๆ ครับ!
หมอนั่นต้องแอบปรับแต่งเครื่องวัดปราณโลหิตกับเครื่องวัดพลังหมัดชัวร์ๆ เลยครับ ผู้อำนวยการจ้าวครับ นักเรียนนิสัยเสียแบบนี้ คุณต้องสั่งสอนให้เขารู้สำนึกบ้างนะครับ"
พูดจบเสิ่นเฉียงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะอย่างได้ใจ
[จบแล้ว]