- หน้าแรก
- ระบบปล้นอายุขัย: อัปเกรดสเตตัสไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 12 - เคล็ดวิชาขั้นสมบูรณ์! เมืองไคโจวได้เพชรเม็ดงาม!
บทที่ 12 - เคล็ดวิชาขั้นสมบูรณ์! เมืองไคโจวได้เพชรเม็ดงาม!
บทที่ 12 - เคล็ดวิชาขั้นสมบูรณ์! เมืองไคโจวได้เพชรเม็ดงาม!
บทที่ 12 - เคล็ดวิชาขั้นสมบูรณ์! เมืองไคโจวได้เพชรเม็ดงาม!
“อัปเกรดเลย!”
ซูจวิ้นจ้องมองเครื่องหมายบวกหลังวิชาพยัคฆ์กระเรียนคู่ แล้วกดอัปเกรดโดยไม่ลังเล
พริบตานั้น
เขารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในมิติพิศวง ร่างกายร่ายรำกระบวนท่าพยัคฆ์กระเรียนคู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เคล็ดลับและเทคนิคต่างๆ ของวิชานี้หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำ
ในเวลาเดียวกัน
เขาก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก หรือแม้แต่อวัยวะภายใน ต่างก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความปวดเมื่อยที่เคยมีก็ทุเลาลงไปเยอะ
“ฟู่ สบายตัวจัง
ฝึกเคล็ดวิชานี่มันช่วยเสริมสร้างร่างกายได้ดีกว่ากินเนื้ออสูรระดับต่ำตั้งเยอะ”
ซูจวิ้นมองดูกล้ามเนื้อที่เข้ารูปของตัวเองอย่างพอใจ
【เคล็ดวิชา: พยัคฆ์กระเรียนคู่ (ขั้นเชี่ยวชาญ+)】
【อายุขัย: 1270】
“อัปเกรดจากขั้นเริ่มต้นมาเป็นขั้นเชี่ยวชาญ ใช้ไปแค่ 200 อายุขัยเองเหรอ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้นี่มันเกินคุ้มจริงๆ”
ถึงจะมีเครื่องหมายบวกให้กดอัปเกรดต่อ แต่ซูจวิ้นก็ยังไม่กด
เขาตั้งใจจะอัปเกรดปราณโลหิตก่อน รอให้ร่างกายเริ่มปวดหนึบๆ แล้วค่อยอัปเกรดวิชาพยัคฆ์กระเรียนคู่ให้ทะลุไปถึงขั้นสมบูรณ์
เคล็ดวิชาแบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ ขั้นเริ่มต้น ขั้นเชี่ยวชาญ ขั้นสมบูรณ์ และขั้นบรรลุ
ต่อให้เป็นแค่วิชาระดับหนึ่งและคนฝึกเป็นอัจฉริยะ การจะเลื่อนจากขั้นเริ่มต้นไปขั้นเชี่ยวชาญ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน
แต่ซูจวิ้นใช้เวลาแค่กระพริบตาเดียว
จากนั้นเขาก็ทยอยกดอัปเกรดปราณโลหิตทีละ 20 จุด
【ปราณโลหิต: 105】
【ปราณโลหิต: 107】...
“ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้วสิ”
ซูจวิ้นเริ่มรู้สึกปวดแปลบๆ ตามร่างกาย เลยหยุดอัปเกรดปราณโลหิต
【ปราณโลหิต: 123+】
【เคล็ดวิชา: พยัคฆ์กระเรียนคู่ (ขั้นเชี่ยวชาญ+)】
【อายุขัย: 1070】
“อัปเกรดเคล็ดวิชา!”
ความรู้และเทคนิคของวิชาพยัคฆ์กระเรียนคู่ระดับสูงพรั่งพรูเข้ามาในหัวซูจวิ้น
ทั้งจังหวะการออกอาวุธ การใช้แรงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
พร้อมๆ กับเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บเบาๆ ดังมาจากข้างในร่างกาย
ครั้งนี้
อาการปวดแปลบที่เคยมีหายเป็นปลิดทิ้ง
ซูจวิ้นรู้สึกถึงพลังมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ทุกอณูขุมขน
เขาปล่อยหมัดชกแหวกอากาศไปที่ประตูห้อง เสียงลมตัดอากาศดังวูบ
แรงลมกระแทกบานประตูจนเกิดเสียงดังกึกกัก
“ร้ายกาจ”
【เคล็ดวิชา: พยัคฆ์กระเรียนคู่ (ขั้นสมบูรณ์)】
【อายุขัย: 270】
“หืม อัปเกรดจากขั้นเชี่ยวชาญมาขั้นสมบูรณ์ ใช้ไปตั้ง 800 อายุขัยเลยเหรอ”
ซูจวิ้นแอบตกใจ
เขารู้อยู่แล้วว่ายิ่งอัปเกรดสูงก็ยิ่งใช้อายุขัยเยอะ
แต่ไม่คิดว่าจะโดดไปถึงสี่เท่าแบบนี้
“แสดงว่าการฝึกวิชาจากขั้นเชี่ยวชาญไปขั้นสมบูรณ์ มันต้องยากมากๆ แน่เลย”
ซูจวิ้นดึงสติกลับมา แล้วเทอายุขัยที่เหลือทั้งหมดไปอัปเกรดปราณโลหิตรวดเดียว
เขารู้สึกอุ่นวาบที่ท้องน้อย สบายตัวเหมือนกำลังแช่น้ำพุร้อนไม่มีผิด
【ชื่อ: ซูจวิ้น】
【ระดับ: ผู้ฝึกตนขั้นต้น】
【พรสวรรค์: ไม่มี】
【ปราณโลหิต: 150】
【เคล็ดวิชา: พยัคฆ์กระเรียนคู่ (ขั้นสมบูรณ์)】
【วิชาการต่อสู้: ไม่มี】
【อาวุธ: ไม่มี】
【อายุขัย: 0】
“ปราณโลหิต 150 จุด
แค่นี้ก็น่าจะพอให้ฉันติดอันดับหนึ่งในทำเนียบยอดอัจฉริยะของเมืองไคโจวได้แล้วล่ะมั้ง
แล้วถ้าเทียบเป็นพลังหมัดล่ะ น่าจะพุ่งไปอยู่อันดับต้นๆ ของตารางเลยมั้ง”
ซูจวิ้นยิ้มกริ่มอย่างพอใจ
เขาเห็นเครื่องวัดพลังหมัดตั้งอยู่ในห้อง เลยสูดลมหายใจลึกๆ แล้วซัดหมัดเปรี้ยงเข้าไปเต็มแรง
150...250...850...1950....
ตัวเลขวิ่งปรู๊ดปร๊าด ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่ 3225
“เอ๊ะ
ปราณโลหิต 1 จุดของฉัน ทำพลังหมัดได้ตั้ง 21.5 กิโลกรัมเลยเหรอ”
ซูจวิ้นแอบแปลกใจ
จำได้แม่นว่าก่อนหน้านี้ปราณโลหิต 1 จุดของเขา ทำพลังหมัดได้ 20 กิโลกรัมนี่นา
“แสดงว่าฉันยังมีศักยภาพซ่อนอยู่อีกเยอะแน่ๆ แถมยังเป็นศักยภาพระดับสูงซะด้วย”
ปกติแล้วพลังที่เทียบเท่าปราณโลหิต 1 จุดจะไม่ตายตัว จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามปราณโลหิตที่สูงขึ้น
แต่ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นทีละนิด เต็มที่ก็ไม่เกิน 0.1 กิโลกรัม
ต่อให้เป็นอัจฉริยะระดับเทพ ก็เพิ่มได้แค่ 0.5 กิโลกรัมเท่านั้น
แต่ซูจวิ้นกลับพุ่งพรวดมาถึง 1.5 กิโลกรัม
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ซูจวิ้นเดินไปเปิด ก็เจอกวนผิงยืนอยู่
“ซูจวิ้น ฉันลืมไปสนิทเลย นี่บัตรประจำตัวผู้ฝึกตนขั้นต้นของเธอ
เอ๊ะ
ซูจวิ้น เธอฝึกวิชาพยัคฆ์กระเรียนคู่สำเร็จขั้นเชี่ยวชาญแล้วเหรอ”
กวนผิงเพิ่งยื่นบัตรให้ ก็สังเกตเห็นรัศมีของซูจวิ้นที่เปลี่ยนไปจากตอนแรก
“ขั้นเชี่ยวชาญเหรอ
พอดีฟลุ๊กฝึกทะลุไปถึงขั้นสมบูรณ์แล้วน่ะครับ”
ซูจวิ้นไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับกวนผิง พอพูดจบ กวนผิงก็ถึงกับหน้าตึง
“ส..สมบูรณ์
แค่แป๊บเดียวเนี่ยนะ เธอฝึกวิชาพยัคฆ์กระเรียนคู่จนถึงขั้นสมบูรณ์แล้วเหรอ”
กวนผิงแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ความเร็วในการฝึกระดับนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของฐานทัพเจียงหลินอย่างท่านนายพลหลัวเฉินตอนหนุ่มๆ ก็ยังทำไม่ได้เลย
คงมีแค่อัจฉริยะระดับท็อปจากฐานทัพเมืองหลวงอย่างจิงตูหรือโม่ตูเท่านั้นแหละ ที่พอจะเทียบรัศมีซูจวิ้นได้
“ท่านประธานครับ หรือว่าผมฝึกช้าไปเหรอครับ”
“ช้าเหรอ”
กวนผิงหน้ากระตุกอีกรอบ “ถ้าแบบนี้เรียกว่าช้า บนโลกนี้ก็คงไม่มีใครเร็วแล้วล่ะ”
ซูจวิ้นหัวเราะเบาๆ คุยกับกวนผิงอีกสองสามประโยค แล้วก็สวมหน้ากากอุลตร้าแมนเดินออกไป
เขาต้องกลับไปที่โรงเรียนเพื่อสมัครสอบสายบู๊ แล้วก็จ่ายค่าสมัครด้วย
“ฮ่าๆ
ไม่คิดเลยว่าเมืองไคโจวของเราจะมีเพชรเม็ดงามซ่อนอยู่
อนาคตของซูจวิ้นต้องไปได้ไกลกว่าท่านนายพลหลัวเฉินแน่ๆ
เผลอๆ อาจจะตามรอยท่านเทพมังกรได้เลยด้วยซ้ำ”
พูดถึงเทพมังกร แววตาของกวนผิงก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใส
ท่านเทพมังกรคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของต้าเซี่ย
ตอนที่นีฮงบุกต้าเซี่ยจนวิกฤต ท่านเทพมังกรนี่แหละที่ออกมากอบกู้สถานการณ์ เป็นวีรบุรุษในดวงใจของชาวต้าเซี่ยทุกคน
“เอ๊ะ
ทำไมเครื่องวัดพลังหมัดถึงยังเปิดอยู่นะ”
กวนผิงเดินไปจะปิดเครื่อง
แต่พอเห็นตัวเลข 3225 โชว์หราอยู่บนหน้าจอ เขาก็ถึงกับหน้าชา
เมื่อกี้ในห้องมีแค่ซูจวิ้นคนเดียว
แปลว่าพลังหมัดนี่ก็ต้องเป็นของซูจวิ้นแน่ๆ
“เมืองไคโจวเรากำลังจะมีมังกรผงาดแล้ว”
ตัดภาพมาที่ซูจวิ้น เขาเดินลงมาที่ชั้นหนึ่ง การปรากฏตัวของเขาไม่ได้เป็นที่สนใจของใครนัก
เพราะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ผลทดสอบสุดโหดของเขาในห้องนั้น
แต่บังเอิญที่เสิ่นเฉียงกับเสิ่นเวย สองพ่อลูกเดินสวนมาพอดี
พอเห็นหน้ากากอุลตร้าแมน พวกเขาก็รู้ทันทีว่านี่คืออัจฉริยะที่อยู่ในห้องเมื่อกี้
สองพ่อลูกทำท่าจะเข้าไปทัก แต่ซูจวิ้นกลับหมุนตัวเดินหนีไปอีกทาง ปล่อยให้ทั้งคู่ยืนเอ๋อ
ไม่เห็นเหรอไงนะ
“ซูจวิ้น เธอจะไปไหนน่ะ
เผื่อว่าเวยเวยลูกสาวฉันจะไปทางเดียวกัน จะได้เดินไปเป็นเพื่อน”
เสิ่นเฉียงรีบลากเสิ่นเวยเดินตามซูจวิ้นไป พร้อมกับส่งยิ้มหวานเจี๊ยบ
อัจฉริยะระดับนี้ อนาคตต้องได้เฉิดฉายในฐานทัพเจียงหลิน หรือไม่ก็ระดับประเทศแน่ๆ
ถ้าตระกูลเสิ่นได้ลูกเขยโปรไฟล์หรูแบบนี้ ฐานะทางสังคมก็ต้องอัปเกรดขึ้นอีกหลายขั้น
ส่วนเสิ่นเฉียงในฐานะพ่อตาก็คงได้ผลพลอยได้ไปด้วยบานตะไท
เสิ่นเฉียงพูดไปก็ขยิบตาให้เสิ่นเวยไป เสิ่นเวยก็รู้หน้าที่ตัวเองดี
“ซูจวิ้น นายจะไปไหนเหรอ ไปด้วยกันไหม”
ซูจวิ้นมองสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นที่พยายามตีสนิท โดยเฉพาะเสิ่นเวย เขาเผลอยิ้มหยันออกมา
เมื่อก่อนมีแต่เขาที่ต้องคอยตามเอาใจเสิ่นเวยตลอด
มาตอนนี้แม่คุณกลับเป็นฝ่ายวิ่งตามตื๊อเขาซะเอง โลกนี้มันช่างเล่นตลกดีแท้
แน่นอนล่ะ
ที่เสิ่นเวยทำตัวเฟรนด์ลี่ผิดกับมาดคุณหนูจอมหยิ่งแบบนี้
ก็เพราะศักยภาพที่ล้นเหลือของเขาภายใต้หน้ากากนี้ต่างหาก
ศักยภาพที่มากพอจะทำให้ดาวโรงเรียนผู้เย่อหยิ่ง ยอมก้มหัวให้
“ฉันจะไปเข้าห้องน้ำชาย ดาวโรงเรียนอย่างเธอจะตามไปด้วยไหมล่ะ”
พูดจบ ซูจวิ้นก็เดินจ้ำอ้าวหนีไป ปล่อยให้สองพ่อลูกตระกูลเสิ่นยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้น