- หน้าแรก
- ฉันมองเขาเป็นแค่เครื่องดูดโชค แต่เขามองฉันเป็นภรรยา
- บทที่ 5 การพบกันของความซวยและโชคลาภ
บทที่ 5 การพบกันของความซวยและโชคลาภ
บทที่ 5 การพบกันของความซวยและโชคลาภ
บทที่ 5 การพบกันของความซวยและโชคลาภ
"พวกเขามาแล้ว พวกเขามาแล้ว" ใครบางคนหัวเราะออกมา "จ้าวหมิงซี วันเวลาของเธอคงจะมีสีสันขึ้นอีกเยอะเลย ขอให้เธอโชคดีนะ"
ทว่าก่อนที่เขาจะพูดจบ จ้าวหมิงซีและหัวหน้าห้องหกก็เดินถือหนังสือผ่านหน้าห้องไป
บรรยากาศในห้องคิงส์พลันเงียบกริบลงไปห้าวินาที
เยี่ยไป๋ดูตกตะลึง "นั่นมันห้องนานาชาตินี่นา เธอเข้าห้องผิดหรือเปล่า"
หมิงซีไม่มีเวลามานั่งคิดว่าห้องคิงส์ที่อยู่ติดกันกำลังคิดอะไรอยู่
ขณะที่เธอกำลังถือหนังสือเดินเข้าไปทางประตูหลังของห้องนานาชาติ ทันใดนั้นการมองเห็นของเธอก็เริ่มมืดดำลงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับว่าเธอกำลังเดินอยู่บนสำลี
"ชาติที่แล้วฉันก็รู้สึกแบบนี้บ่อยๆ ฉันยังคิดว่าตัวเองเป็นน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่เลย เดี๋ยวสิ—" หมิงซีได้สติขึ้นมาฉับพลัน "นี่ไม่ใช่ลางบอกเหตุของโรคที่ฉันกำลังจะตายใช่ไหม"
"ใช่แล้ว เธอคิดว่ามันคืออะไรล่ะ" ระบบตอบ "ต่อให้เป็นนิยายก็ยังต้องคำนึงถึงตรรกะและการปูเรื่องนะ ต่อให้ตัวร้ายจะน่ารำคาญแค่ไหน มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จู่ๆ จะเสียชีวิตด้วยอาการป่วยกะทันหัน นักเขียนมักจะใช้ประโยคแฝงอย่าง 'จ้าวหมิงซีรู้สึกไม่สบายอย่างอธิบายไม่ได้' หรือ 'รอยช้ำที่ข้อเท้าของจ้าวหมิงซียังคงไม่หายไป' เพื่อบอกใบ้และหยั่งเชิงคนอ่านอยู่แล้ว"
หมิงซีไม่มีแรงที่จะพูดจาหยอกล้อกับระบบอีกต่อไป เธอประคองหนังสือในมือไว้พร้อมกับร่างกายที่โอนเอนอย่างไม่มั่นคง นอกจากสายตาที่เริ่มมืดมิดแล้ว ยังมีกลุ่มแสงสีขาวจางๆ ปรากฏขึ้นและกระจัดกระจายอยู่ตามที่นั่งต่างๆ
ระบบกล่าวว่า "นั่นคือแต้มโชคลาภ ยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ อันดับในรายการที่ฉันให้เธอก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น"
หมิงซีพุ่งตัวไปยังจุดที่สว่างที่สุดโดยไม่คิดชีวิตราวกับปลาที่กำลังจะจมน้ำ
หลังจากทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เธอปล่อยมือจนหนังสือร่วงหล่นลงพื้น
เธอไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น รีบโน้มตัวลงบนโต๊ะแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ไปทางแสงสว่างที่สุดที่อยู่ด้านขวาของตน
กลิ่นหอมจางๆ ของไม้สนปนกับกลิ่นยาจีนโบราณลอยมาปะทะจมูกอย่างไม่คาดคิด ราวกับออกซิเจนที่สะอาดและสดชื่นกำลังไหลเวียนเข้าสู่สมองของเธอ ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายตัวของหมิงซีลงได้ในทันที
และกระถางต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้าเธอก็สั่นไหวอย่างกะทันหัน ก่อนที่ยอดอ่อนเล็กๆ เรียวบางขนาดไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตรจะโผล่พ้นขอบขึ้นมา มันดูเหมือนเพียงหนึ่งในสิบของตุ่มยอดอ่อนที่สมบูรณ์เท่านั้น แต่นั่นก็ทำให้หมิงซีเบิกตากว้างจนแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ
"นี่มันอะไรกัน! ทำไมอันแรกถึงโผล่ออกมาได้ล่ะ" เธอถามระบบด้วยความปิติ
ระบบตอบว่า "ลองดูสิว่าใครนั่งอยู่ข้างๆ เธอ"
หมิงซีเงยหน้าขึ้น
ทั้งห้องนานาชาติเงียบสงัด ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ
ทุกคนมองดูเด็กสาวแปลกหน้าที่สวมหน้ากากและถือหนังสือเดินเข้ามาโดยไม่ทักทายใคร ก่อนจะพุ่งเข้าไปนั่งที่แถวที่สองจากด้านหลังติดทางเดินแล้วทิ้งตัวลงนั่ง!
จากนั้นเธอก็สูดดมกลิ่นจากตัวฟู่หยางซีอย่างลึกซึ้ง
ท่ามกลางความตกตะลึง ใครบางคนก็โพล่งออกมาว่า "ให้ตายเถอะ ใจถึงจริงๆ"
อีกคนกระซิบเตือน "พี่ซีอยู่ข้างเธอเลยนะ เธอยังกล้าไปดมเขาอีก พอเขาตื่นขึ้นมาเธอจบเห่แน่"
พี่ซี คือฟู่หยางซีอย่างนั้นหรือ?
หมิงซีรีบหันไปทางขวาทันที
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือแผ่นหลังของคนคนหนึ่งที่มีทรงผมชี้ฟูสีแดงฉาน ดู "หยิ่งยโสที่สุดในปฐพี"
ชายหนุ่มกำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ เขาสวมหูฟังตัดเสียงรบกวนสีเงินและกอดเสื้อแจ็คเก็ตกีฬาเอาไว้ ท่าทางนอนหลับของเขาดูเกียจคร้านโดยหันหลังให้เธอ เขาสูงอย่างน้อยหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร ขาที่ยาวของเขาดูจะอึดอัดเป็นพิเศษเมื่ออยู่ใต้โต๊ะ เขาสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ลำคอขาวผ่อง และมีสร้อยคอรูปหัวกะโหลกสีดำทองเส้นบางคล้องอยู่ที่คอ
จากมุมที่หมิงซีมองเห็น เธอทำได้เพียงเห็นใบหน้าด้านข้างเพียงครึ่งเดียว ที่มุมตาขวาของเขามีไฝหยดน้ำเล็กๆ โครงหน้าของเขาหล่อเหลาอย่างโดดเด่น คิ้วขมวดเล็กน้อย ทำให้เขาดูเหมือนกับเครื่องจักรสังหารที่เอาแต่ใจ หยิ่งผยอง และเดินได้ตัวเป็นๆ
คำไม่กี่คำผุดขึ้นมาในหัวของหมิงซีทันที: "คนงามปากร้ายที่แสนโง่เขลา"
มีคนถามขึ้นมาว่า "เธอเป็นใคร? ไม่เคยมีใครกล้านั่งที่นั่งตรงนั้นมาก่อน!"
หมิงซีหันไปตอบคนคนนั้นว่า "ฉันชื่อจ้าวหมิงซี ย้ายมาจากห้องหกธรรมดาๆ ทำไมฉันจะนั่งที่นั่งตรงนี้ไม่ได้ล่ะ"
"เธออยากตายหรือไง" คนคนนั้นดูประหลาดใจ "เธอไม่เคยได้ยินชื่อของคุณชายตระกูลฟู่หรือไง"
อันธพาลประจำโรงเรียนสินะ?
ใครก็ตามที่กล้านั่งข้างเขาจะต้องถูกข่มขู่และบังคับให้ไปทำธุระให้แน่ๆ
แต่หมิงซีกลับหวังว่าเธอจะได้ทำธุระให้ฟู่หยางซี
ถ้าเธอได้วิ่งงานให้เขาบ่อยๆ แต้มโชคลาภของเธอก็คงจะไหลมาเทมาไม่ขาดสายใช่ไหมล่ะ?
ไหนๆ ก็จะต้องตายอยู่แล้ว หมิงซีจึงไม่คิดว่าเด็กหนุ่มงี่เง่าอายุสิบเจ็ดปีจะเป็นภัยคุกคามไปมากกว่าโชคร้ายของตัวร้ายได้
หมิงซีรีบฉวยโอกาสสูดหายใจลึกๆ อย่างลับๆ ต่อไปเพื่อดูดซับแต้มโชคลาภจากฟู่หยางซี
เมื่อเห็นแสงสีขาวจางๆ ที่รายล้อมรอบตัวเขาค่อยๆ ถ่ายโอนมาที่เธอเพียงเล็กน้อย แม้จะเป็นปริมาณเพียงแค่เศษเล็บที่แทบไม่รู้สึก แต่ถึงอย่างไรมันก็ทำให้หมิงซีมีความหวังขึ้นมา
เธอหยิบหนังสือที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาทีละเล่มอย่างใจเย็น "อืม ฉันรู้แล้ว แต่ว่าไม่มีที่นั่งอื่นเหลือแล้ว ฉันขอขัดตาทัพนั่งตรงนี้ไปก่อนแล้วกัน"
นักเรียนในห้องนานาชาติต่างพากันอ้าปากค้าง
หลายคนเคยพยายามเข้าหาฟู่หยางซี แต่เด็กสาวคนนี้ที่สวมหน้ากากจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน กลับเป็นคนแรกที่เข้าหาเขาด้วยท่าทางที่ "บ้าบิ่น" ถึงเพียงนี้
เธอยังไปสูดดมกลิ่นตัวเขาอีกด้วย
เธอสูดดมพี่ซีราวกับกำลังดมแมวไม่มีผิด
ให้ตายเถอะ
ท่ามกลางเสียงอื้ออึง ฟู่หยางซีก็ตื่นขึ้น
ทันทีที่ฟู่หยางซีตื่นขึ้น ทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา พวกเขาทุกคนต่างรอคอยให้เขาบันดาลโทสะอย่างเงียบเชียบ
ฟู่หยางซีถอดหูฟังตัดเสียงรบกวนออกแล้วโยนไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะขยี้ผมตัวเองอย่างงัวเงีย ท่วงท่าของเขาดูนุ่มนวล
จากนั้นเขาก็ควานหาของในลิ้นชักโต๊ะ ก่อนจะหยิบขวดสีขาวออกมาหลายขวดโดยที่ยังปิดตาอยู่ เขาไม่รู้หรอกว่าข้างในเป็นวิตามินหรืออะไร แล้วเทยาออกมาจำนวนหนึ่งลงบนฝ่ามือด้วยเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง
หมิงซีมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ราวกับสายตาที่คนใช้มองหาจุดเชื่อมต่อไวไฟบนถนน หรือแตงโมเย็นๆ ในช่วงฤดูร้อน หรือแมวที่แพงที่สุดในคาเฟ่แมว เธอหยิบน้ำที่อยู่บนโต๊ะของเขาแล้วส่งให้
"ขอบใจ" ฟู่หยางซีกล่าว เสียงของเขาแหบพร่าจากการเพิ่งตื่นนอน
เขาจิบน้ำและกลืนยาลงไปโดยที่ยังหลับตาอยู่
หลังจากกลืนยาลงไปแล้วนั่นเอง เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นการมีอยู่ของหมิงซี
ฟู่หยางซีมีปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรง เขาลุกขึ้นยืนทันที ด้วยความที่เขามีรูปร่างสูงโปร่งและขายาว ทำให้เขาเกือบจะทำโต๊ะด้านหลังล้มลง เขาจ้องมองหมิงซีลงมา ใบหน้าของเขาหมองคล้ำลงทันควัน ทั่วทั้งร่างแผ่รังสีที่ตะโกนก้องว่า 'อย่าเข้ามาใกล้': "ยัยนี่เป็นใคร และมานั่งข้างฉันทำไม"