- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบเปลี่ยนชะตา ข้าขอตัดหน้าเหล่าบุตรแห่งสวรรค์
- ตอนที่ 38 หนิงหรงหรง: จู๋ชิง เจ้าอยากเป็นอาจารย์หญิงใช่ไหม?
ตอนที่ 38 หนิงหรงหรง: จู๋ชิง เจ้าอยากเป็นอาจารย์หญิงใช่ไหม?
ตอนที่ 38 หนิงหรงหรง: จู๋ชิง เจ้าอยากเป็นอาจารย์หญิงใช่ไหม?
“โธ่เอ๊ย จะมีอะไรซะอีกล่ะ ตาเฒ่าถือกระบี่นั่น วันนี้พอเจ้าออกไปจากที่นี่ ก็ป่าวประกาศบอกชาวบ้านเขาไปให้ทั่วเลยนะ”
“บอกไปเลยว่า ข้าเยี่ยฉานผู้นี้คือราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับ 98 เจอใครก็บอกไป ไม่ต้องสนหรอกว่าจะเป็นแม่ไก่แก่ๆ หรือหมาเหลืองหน้าบ้านใคร”
เยี่ยฉานจ้องมองราชทินนามพรหมยุทธ์กระบี่ด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกหนาวสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ สตรีผู้นี้ดูมีกลิ่นอายสูงส่งไม่ธรรมดา ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีนิสัยร้ายกาจดั่งนางมารเช่นนี้
เขาสังหรณ์ใจว่า หากตัวเองกล้าเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อ คงได้ถูกนางลากตัวเข้ากรงแปดเหลี่ยมไปเปิดอกคุยกันอย่างลึกซึ้งแน่ๆ
“เยี่ยฉาน ผู้อาวุโสกระบี่เป็นผู้อาวุโสของศิษย์ข้า ระวังคำพูดคำจาของเจ้าด้วย”
เย่เฉินเอ่ยปากดุ
“รู้แล้วน่า น่าเบื่อจริงๆ ล้อเล่นนิดล้อเล่นหน่อยก็ไม่ได้ ข้าออกจะเป็นคนใจดีมีเมตตาแท้ๆ”
เยี่ยฉานโบกมือไปมา ทำหน้าตาซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
‘ใจดีมีเมตตา? เมตตาประทานความตายล่ะสิไม่ว่า!’ ราชทินนามพรหมยุทธ์กระบี่หนังตาตากระตุกยิกๆ
“ทุกคนลงมือทานข้าวกันเถอะ ปล่อยให้เย็นชืดจะไม่อร่อยเสียเปล่าๆ”
ทุกคนพยักหน้ารับ ก่อนจะพากันคีบอาหารจานโปรดของตน บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนสิ้น
ต้องยอมรับเลยว่า ฝีมือการทำอาหารของสวีลี่นั้นไร้ที่ติจริงๆ โดยเฉพาะอาหารจานพิเศษแปลกๆ ที่ไม่เคยมีปรากฏในทวีปโต้วหลัวมาก่อน ทำเอาชาวเมืองที่นี่กินกันจนแทบร้องขอชีวิตด้วยความฟิน
แม้กระทั่งราชทินนามพรหมยุทธ์กระบี่ เมื่อได้เห็นเมนูแปลกตาอย่างผัดสามเซียนบนดิน, ไก่ฟ้าตุ๋นเห็ด, หมูทอดเปรี้ยวหวาน, เต้าฮวยเค็มและบัวลอยน้ำขิง ต่อมรับรสของเขาก็ถูกกระตุ้นจนทำงานอย่างหนักเช่นกัน
“มาเถิด นายท่าน~ ท่านลองชิมอันนี้ดูสิ อร่อยมากเลยนะ”
เยี่ยฉานเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มตุ่ย ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะใช้ตะเกียบของตนคีบของโปรดไปป้อนให้เย่เฉิน
เย่เฉินปรายตามองเยี่ยฉานด้วยสายตารังเกียจ ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลย ก็แค่นางมารน้อยนี่กินข้าวมูมมามเกินไป แถมตรงปลายตะเกียบยังมีน้ำลายใสๆ ยืดติดมาด้วย
แม้ว่าร่างกายของราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับ 98 จะวิวัฒนาการไปถึงขั้นที่เกินจินตนาการ จนแม้กระทั่งน้ำลายก็ยังมีกลิ่นหอมหวลชวนดม
แต่ถึงอย่างนั้น เย่เฉินก็ยังรู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่ดี อีกอย่าง เขาก็มีมือมีเท้า ไม่ได้เป็นง่อยเสียหน่อย
“กินสิเจ้าคะนายท่าน มันอร่อยจริงๆ นะ”
เมื่อเห็นเย่เฉินไม่ตอบสนอง เยี่ยฉานก็ไม่ยอมแพ้ ยื่นตะเกียบไปจ่อถึงปากเย่เฉิน ราวกับจะบอกว่า
‘ถ้าท่านไม่กิน ข้าก็จะถือค้างไว้อย่างนี้แหละ’
เย่เฉินปรายตามองหลิงซวงที่นั่งอยู่ตำแหน่งที่สามทางขวามือ ตอนนี้หลิงซวงยังคงทำหน้านิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จากับใคร ภายนอกดูเย็นชาไร้ความรู้สึกเช่นเคย
ทว่าใต้โต๊ะ มืออีกข้างของนางกลับเท้าอยู่บนเก้าอี้ราวกับเด็กน้อย ส่วนมืออีกข้างก็คีบอาหารเข้าปาก เคี้ยวหงุบหงับอยู่นานสองนานในแต่ละคำ
ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา มีเพียงมือซ้ายบนเก้าอี้ที่กางออกและหุบเข้าเป็นจังหวะ ราวกับลูกแมวน้อยกำลังนวดแป้ง ช่างขัดกับภาพลักษณ์เย็นชาที่แสดงออกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
เย่เฉินยิ้มแห้งๆ ในใจ เยี่ยฉานหัดเรียนรู้ความสำรวมจากหลิงซวงบ้างไม่ได้หรือไง? ทำตัวเกาะแกะแบบนี้มันน่ารำคาญนะโว้ย! เขาไม่ใช่พวกบ้าตัณหาหน้าหม้อที่ชอบเที่ยวเล่นเด็ดดมดอกไม้ไปเรื่อยเสียหน่อย!
และเขาก็วางแผนการสำหรับช่วงหลายวันต่อจากนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ในเมื่อมียอดฝีมือมากมายคอยดูแลสั่งสอน แถมลูกศิษย์แต่ละคนก็ล้วนขยันขันแข็ง เขาย่อมสามารถปลีกตัวไปทำธุระของตัวเองได้เสียที
คืนนี้และอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากที่เขาดูดซับกะโหลกศีรษะภูตอัสนีระดับแสนปีเสร็จสิ้น และทำความคุ้นเคยกับเคล็ดวิชาเทพสายฟ้ารวมถึงวิชาลับอย่างเคล็ดวิชาวิญญาณเทียมที่ล้ำยุคเหนือกว่ายุคสมัยนี้ซึ่งได้รับเป็นรางวัลจากระบบแล้ว เขาก็ต้องเริ่มพิจารณาเรื่องวงแหวนวิญญาณวงที่แปดเสียที
ตอนนี้เรื่องราวทางฝั่งโรงเรียนสื่อไหลเค่อถือว่าจัดการไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว เขาไม่ได้มีความคิดที่จะรับไต้มู่ไป๋หรือหม่าหงจวิ้นเข้ามาเป็นศิษย์แต่อย่างใด
คนหนึ่งคือเสือราคะที่เกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ ชนิดที่อยากจะกินเลือดกินเนื้อเขาให้ได้ ส่วนอีกคนก็คือหม่าหงจวิ้น ศิษย์รักที่ฝูหลันเต๋อเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก โอกาสที่จะดึงตัวมาได้นั้นแทบจะเป็นศูนย์
ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้พญาหงส์เพลิงชั่วร้ายของหม่าหงจวิ้นนั่น ขืนปล่อยให้มาอยู่ในเมืองเทียนโต่ว มีหวังได้ก่อเรื่องงามหน้าขึ้นมาแน่ๆ
แถมสองคนนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไร ทัศนคติบิดเบี้ยว เห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง หากในนิยายต้นฉบับไม่ได้มีมือที่มองไม่เห็นคอยช่วยเหลือ เกรงว่าพวกมันคงกลายเป็นวิญญาณจารย์ผู้ตกต่ำที่ถูกผู้คนทั้งทวีปรังเกียจเดียดฉันท์ไปแล้ว
ส่วนอ้าวซือข่านั้น แน่นอนว่าเขาอยากรับมาเป็นศิษย์ ทว่าเขายังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้เลย
พูดได้เลยว่า อ้าวซือข่าคือคนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในบรรดาเจ็ดประหลาดแห่งสื่อไหลเค่อ หากไม่นับถังซาน
เขาคือวิญญาณจารย์สายอาหารที่มีพลังวิญญาณเต็มขั้นแต่กำเนิดคนแรกของทวีป ขอเพียงฝึกฝนตามขั้นตอนจนไปถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ เขาก็มีโอกาสก้าวขึ้นไปเป็นเทพได้เช่นกัน
แต่เย่เฉินก็ไม่ได้ดึงดัน ถ้าได้มาก็ถือเป็นโชคดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ถือว่าเป็นคราวเคราะห์ อีกอย่าง อ้าวซือข่าก็เติบโตมาในโรงเรียนสื่อไหลเค่อตั้งแต่เด็ก
แถมโรงเรียนเทียนสิงของเขาก็ดันไปทำร้ายอาจารย์รับสมัครนักเรียนของพวกนั้นจนพิการ แถมยังตั้งตนเป็นศัตรูกันอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ขอเพียงอ้าวซือข่ายังเป็นคนปกติ เขาย่อมต้องไม่พอใจเย่เฉินอย่างแน่นอน
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องไปฝืนบังคับ
ขณะที่เย่เฉินกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เยี่ยฉานก็เริ่มร้อนใจ นางจึงยัดอาหารในมือใส่ปากเย่เฉินอย่างแรง!
จูจู๋ชิงแค่นเสียงเย็นชาออกมาตั้งแต่ตอนที่เริ่มกินข้าวแล้ว เธอจ้องเยี่ยฉานเขม็งมาตลอด แต่ไม่คิดเลยว่ายัยนั่นจะกล้าทำตัวสนิทสนมขนาดนี้!
ตะเกียบหยกขาวในมือจูจู๋ชิงหักดัง เป๊าะ! เสียงนั้นดังก้องไปทั่วห้อง
ในขณะเดียวกัน ใบหน้าของเธอก็อึมครึมจนน่ากลัว บูดบึ้งประหนึ่งหยดน้ำจะหยดออกมาได้
ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก คนส่วนใหญ่ในที่นี้ล้วนเป็นคนโสดที่วันๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน จึงไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
ด้วยระดับความฉลาดทางอารมณ์ของพวกเขา ถ้าสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้สิถึงจะแปลก!
เยี่ยฉานส่งสายตาท้าทายไปให้จูจู๋ชิงราวกับห่านขาวตัวใหญ่ที่เพิ่งชนะการต่อสู้ นางเชิดลำคอขาวผ่องขึ้นสูง แถมยังไม่วายชี้ให้ดูตะเกียบของตัวเองอีกต่างหาก
จูจู๋ชิงตบโต๊ะเสียงดังปัง! ก่อนจะลุกพรวดพราดเดินหนีไปอย่างเดือดดาล
“ศิษย์พี่จู๋ชิง? เอ๊ะ?”
“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ทุกท่าน แล้วก็ท่านปู่เจี้ยน ดูเหมือนศิษย์พี่จู๋ชิงจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย ข้าขอตัวไปดูนางก่อนนะคะ”
“ไปเร็วเสี่ยวอู่ ยังจะกินอยู่อีก!”
หนิงหรงหรงคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของเสี่ยวอู่ ที่กำลังแทะซาลาเปาไส้แครอทอย่างเอร็ดอร่อย
‘นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะห่วงกินอยู่อีก!’
“เอ๊ะ ซาลาเปาข้า!”
ก่อนจะโดนลากตัวไป เสี่ยวอู่ก็ยังไม่วายคว้าซาลาเปายัดใส่สาบเสื้อไปอีกหลายลูก
“ไปเถอะ”
เย่เฉินพยักหน้ารับ ทันใดนั้น ความคิดบ้าระห่ำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
‘คงไม่ใช่ว่า... เวรเอ๊ย!’
ท่ามกลางแสงจันทร์ จูจู๋ชิงเดินออกจากโรงอาหาร และกำลังเดินทอดน่องไปตามทางเดินในโรงเรียนเพียงลำพัง
แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบร่างของเธอ ขับเน้นให้เธอดูงดงามราวกับเทพธิดาใต้เงาจันทร์
เธอเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหิน จู่ๆ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็แล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่อก... ใช่แล้ว มันคือความน้อยใจ
หลังจากรู้ใจตัวเอง และได้เห็นท่าทีสนิทสนมเกินงามของเยี่ยฉานเมื่อครู่นี้ เธอก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาจับจิต แม้แต่จะหึงหวงก็ยังไม่กล้า
“นั่นสินะ คนอย่างข้าจะไปคู่ควรกับท่านอาจารย์ได้อย่างไร ท่านอาจารย์คู่ควรกับคนที่ดีกว่านี้”
จูจู๋ชิงสะอื้นไห้เงียบๆ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า หนิงหรงหรงกับเสี่ยวอู่มายืนอยู่ตรงหน้าเธอตั้งแต่เมื่อไหร่
“ศิษย์พี่จู๋ชิง ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ข้าไม่เป็นไร แค่นึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาน่ะ”
“งั้นหรือ”
หนิงหรงหรงพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะโพล่งคำถามที่ไม่เข้าหูออกมาประโยคหนึ่ง
“จู๋ชิง ข้ามองออกหมดแล้วนะ จะให้เราคุยกันแค่สองคน หรือจะให้เสี่ยวอู่รับรู้ด้วยล่ะ?”
“เรื่องที่ท่านแอบชอบท่านอาจารย์น่ะ”
ประโยคหลัง หนิงหรงหรงกระซิบข้างหูจูจู๋ชิง เสี่ยวอู่ที่กำลังง่วนอยู่กับการแทะซาลาเปาไส้แครอทแสนอร่อยจึงไม่ได้ยิน
เมื่อได้ยินประโยคนี้จากปากหนิงหรงหรง ใบหน้าเล็กๆ ของจูจู๋ชิงก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเถือกในพริบตา
‘นางรู้ได้อย่างไร? หรือว่าทุกคนดูออกกันหมดแล้ว? ข้าแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเชียวหรือ?’
“วางใจเถอะ เรื่องนี้มีแค่ข้าคนเดียวที่มองออก คนอื่นไม่มีใครรู้หรอก”
“อืม... เสี่ยวอู่ เจ้ากลับไปกินข้าวต่อก่อนได้ไหม ข้ามีเรื่องจะคุยกับหรงหรงสักหน่อย”
จูจู๋ชิงหันไปมองเสี่ยวอู่
เสี่ยวอู่พยักหน้ารับ แต่ก่อนจะไปก็ไม่วายยัดซาลาเปาอีกลูกที่ยังไม่ได้กินใส่มือจูจู๋ชิง
“ศิษย์พี่ เมื่อกี้ข้าเห็นท่านกินไปนิดเดียวเอง รับไปเถอะ”
“ขอบใจนะ”
คล้อยหลังเสี่ยวอู่ที่เดินกลับไปกินข้าวต่อ ประโยคแรกของหนิงหรงหรงก็ทำเอาจูจู๋ชิงแทบช็อก
“ศิษย์พี่จู๋ชิง คืนนี้ท่านบุกไปหาท่านอาจารย์ที่ห้องเลยสิ”