- หน้าแรก
- ลำดับ เครื่องสังเวย
- ตอนที่ 38 เอาจริง ?
ตอนที่ 38 เอาจริง ?
ตอนที่ 38 เอาจริง ?
“ของล้ำค่าหรือ?”
“ใช่แล้วๆ รีบมาเร็วเข้า เจ้าเดินตรงไปตามทางที่ข้าบอกก่อนหน้านี้ได้เลย ข้าอยู่ตรงแผงลอยข้างถังขยะใบใหญ่ เจ้าต้องเห็นมันทันทีที่มาถึงแน่”
“ได้”
อิ่นหยางรับคำ พลางก้าวย่างไปตามทิศทางนั้นอยู่ 2-3 นาทีจึงพบหลินเจิน
เมื่อหลินเจินเห็นอิ่นหยาง นางก็รีบดึงตัวเขาเข้าไปใกล้ แล้วชี้ไปยังรูปปั้นชิ้นหนึ่งบนแผงลอยอย่างแนบเนียนไร้พิรุธ
รูปปั้นชิ้นนั้นดูเก่าแก่คร่ำคร่า มองออกเพียงลางๆ ว่าเป็นรูปคน วัสดุคล้ายกระดูกของสัตว์ชนิดหนึ่ง บนนั้นมีรอยร้าวปรากฏอยู่ทั่ว และถูกห่วงทองแดงวงหนึ่งรัดรึงไว้แน่นหนา
บนห่วงทองแดงนั้น สลักอักขระอาคมเอาไว้เป็นวงหนาแน่น
อิ่นหยางหรี่ตาลง ช่วงเวลานี้เขาอ่านตำราเกี่ยวกับอักขระอาคมในห้องสมุดจนหมดสิ้นแล้ว กระทั่งตำราเกี่ยวกับค่ายกลเขาก็เริ่มศึกษาไปบ้างแล้ว
ยามนี้เพียงแค่ปราดตามอง เขาก็จดจำอักขระอาคมบนห่วงทองแดงได้เกือบทั้งหมด
ส่วนที่เหลือไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จัก ทว่ามันสึกกร่อนไปมาก อักขระอาคมเป็นสิ่งที่ผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันมหาศาล
‘ดูดซับ, เปลี่ยนแปลง, ผนึก, สะกดมาร, บรรจุ, กักเก็บ’
อิ่นหยางเชื่อมโยงอักขระเหล่านั้นเข้าด้วยกันพลางหรี่ตาลง
สิ่งนี้ดูไม่เหมือนวัตถุอาถรรพ์ ทว่าคล้ายกับผนึกอาคมบางอย่างมากกว่า
และสิ่งที่มันผนึกเอาไว้ ก็น่าจะเป็นรูปปั้นกระดูกสัตว์ชิ้นนี้
อิ่นหยางหยิบรูปปั้นนั้นขึ้นมาพินิจ มันหนักอึ้ง ทั้งที่เป็นรูปปั้นขนาดเพียงกำปั้น แต่กลับมีน้ำหนักมากกว่าเหล็กในขนาดเท่ากันเสียอีก
สัมผัสที่ได้รับเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง
“เถ้าแก่ รูปปั้นนี้คือสิ่งใดหรือ?”
อิ่นหยางเอ่ยถามตรงๆ เจ้าของแผงลอยเป็นหญิงชราวัย 60 กว่าปี เมื่อได้ยินคำถามของอิ่นหยางนางก็หัวเราะออกมา
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นรูปปั้นสิ่งใด ทั้งหมดล้วนเป็นของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ”
“ไม่ได้จะคุยโวหรอกนะ บรรพบุรุษข้าก็เคยมีฐานะมาก่อน หากไม่ใช่เพราะค่าเทอมของหลานชาย ข้าคงไม่เอาของดีขนาดนี้ออกมาขายหรอก”
หลินเจินได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา ส่วนอิ่นหยางก็ลองชั่งน้ำหนักรูปปั้นในมือดู
“ราคาเท่าไหร่?”
“1,500”
“80”
“1,300”
“80”
“พ่อหนุ่ม เจ้าไม่ได้ตั้งใจจะซื้อจริงๆ นี่นา ดูความเงางามนี้สิ นี่เป็นของเก่าแก่ของแท้เลยนะ”
“80”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อหนุ่มไปเดินดูแผงอื่นเถนะ”
ทว่าอิ่นหยางไม่ได้รีบร้อนจะเดินจากไป เขาชี้ไปยังรูปปั้นชิ้นอื่นๆ ข้างๆ พลางกล่าวว่า
“ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่รับมาขายส่ง รวมกันแล้วอายุยังไม่เท่าท่านเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าซื้อชิ้นนี้ไปก็แค่เอาไว้ตั้งโชว์ 80 ก็ไม่ถือว่าน้อยแล้ว”
หญิงชราได้ยินดังนั้นก็กวาดสายตามองอิ่นหยางแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ถือว่าข้าเปิดประเดิมให้ก็แล้วกัน 100 ขาดกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
ยังไม่ทันที่อิ่นหยางจะต่อรองราคาต่อ หลินเจินก็จ่ายเงินไปอย่างอดใจไม่ไหวเสียแล้ว
หญิงชราเห็นเงินก็ไม่ได้ดูดีใจจนออกนอกหน้า ดูท่าการต่อรองราคาครั้งนี้จะประสบความสำเร็จไม่น้อย
หลังจากทั้งสองเดินถือรูปปั้นออกมาได้ระยะหนึ่ง หลินเจินก็กล่าวอย่างตื่นเต้น
“เซียวหยาง เป็นอย่างไรบ้าง? นี่ใช่วัตถุอาถรรพ์หรือไม่?”
“ตอนที่เจ้าอ่านหนังสืออักขระอาคม ข้าก็อ่านตามไปด้วยบ้าง ข้าพบว่าอักขระอาคมบนห่วงทองแดงนี้ข้าเคยเห็นมาก่อน”
“ของทั่วไปจะใช้อักขระอาคมทำไมกัน? ข้าเลยคิดว่านี่อาจจะเป็นวัตถุอาถรรพ์ ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่?”
อิ่นหยางส่ายหน้า หลินเจินก็มีสีหน้าผิดหวังทันที
“เอ๊ะ? ไม่ใช่หรือ?”
“บอกยาก”
ขณะที่ทั้งสองเดินไปข้างหน้า อิ่นหยางก็อธิบายความรู้ให้ฟัง
“วัตถุอาถรรพ์ล้วนมีผลข้างเคียงด้านลบ ดังนั้นเวลาไม่ใช้งานจึงมักจะใช้ทองคำผนึกเอาไว้”
“หากเจ้าพบวัตถุอาถรรพ์ที่ไม่ได้ถูกผนึกด้วยทองคำ เจ้าจะรับรู้ได้ทันที”
“เอ๊ะ?”
หลินเจินมึนงงเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าที่บอกว่าจะรับรู้ได้ทันทีนั้นหมายความว่าอย่างไร
“หมายความว่าวัตถุอาถรรพ์ที่แท้จริงล้วนพิเศษมาก เจ้าเพียงแค่มองแวบเดียวก็จะรู้ได้เลยว่ามันเป็นวัตถุอาถรรพ์”
“เว้นเสียแต่ว่ามันจะถูกผู้ถือครองใช้จิตวิญญาณกดทับเอาไว้ หรือถูกห่อหุ้มผนึกด้วยทองคำ”
“แต่ถึงแม้จะใช้จิตวิญญาณกดทับเอาไว้ มันก็แค่ไม่เปิดเผยกลิ่นอาย ทำให้ดูเหมือนของธรรมดา แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีผลข้างเคียงด้านลบอยู่ดี”
“ดังนั้นวัตถุอาถรรพ์ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน หรือวัตถุอาถรรพ์ที่มีผลข้างเคียงรุนแรงมาก มักจะต้องห่อหุ้มด้วยทองคำเอาไว้เสมอ”
หลินเจินพยักหน้า ทว่ายังไม่ยอมแพ้พลางกล่าวว่า
“ถ้าอย่างนั้นหากนี่ไม่ใช่วัตถุอาถรรพ์ เหตุใดจึงมีอักขระอาคมอยู่บนนั้นล่ะ? คงไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรอกนะ”
ยิ่งพูดนางก็ยิ่งไม่มั่นใจ เพราะของประดับบางอย่างก็มีการสลักอักขระอาคมไว้จริงๆ หากไม่มีวัสดุพิเศษหรือการปลุกเสก อักขระอาคมก็เป็นเพียงเครื่องประดับชนิดหนึ่งได้เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น อักขระมงคล โชคลาภ เป็นต้น ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปบนเครื่องประดับมากมาย
อิ่นหยางคิดครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า
“ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ใช่แค่เครื่องประดับก็ได้ อักขระอาคมบนนี้พิเศษมาก”
ระหว่างที่พูด อิ่นหยางก็แปลอักขระอาคมบนนั้นคร่าวๆ ฟังแล้วสีหน้าของหลินเจินก็เปลี่ยนไปมาไม่หยุด
“เราสองคนคงไม่ได้ซื้อสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทพวิปลาสมาหรอกนะ?”
คำว่าเทพวิปลาสราวกับทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลง จนทั้งสองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
“ไม่มั้ง ของที่เกี่ยวข้องกับเทพวิปลาส มักจะเป็นวัตถุอาถรรพ์ทั้งสิ้น”
“ของชิ้นนี้ไม่มีกลิ่นอายของผู้เหนือสามัญเลยแม้แต่น้อย ไม่น่าจะเป็นไปได้”
หลินเจินยังคงไม่ยอมแพ้พลางกล่าวว่า
“เจ้าจะรู้ได้อย่างไร? เจ้าเคยเห็นวัตถุอาถรรพ์หรือ?”
“แน่นอนสิ เพราะแบบนั้นข้าถึงบอกเจ้าว่า หากเจ้าพบวัตถุอาถรรพ์ เจ้าจะรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นของเหนือสามัญ”
“แต่ข้าหมายถึงในกรณีที่มันยังไม่ได้ถูกใช้งานนะ”
หลินเจินได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกาย
“วัตถุอาถรรพ์ชิ้นที่เจ้าเคยเห็นมีหน้าตาเป็นอย่างไร? มีหน้าที่อะไร?”
“เป็นแหวนวงหนึ่ง หน้าที่ของมันคือทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกหกอยู่หรือไม่ ส่วนหน้าตานั้น...”
อิ่นหยางดึงคอเสื้อลง เผยให้เห็นสร้อยคอโลหะที่อยู่บนลำคอพลางกล่าวว่า
“ประมาณนี้แหละ”
บนสร้อยคอโลหะเส้นนั้นมีแหวนวงหนึ่งห้อยอยู่ดั่งจี้ประดับ ดูประณีตบรรจงยิ่งนัก
“เฮ้อ เธอว่าเมื่อใดข้าถึงจะมีวัตถุอาถรรพ์ไว้ในครอบครองบ้างนะ”
อิ่นหยางปล่อยมือจากสร้อยเส้นนั้นแล้วเอ่ยขึ้น
“เจ้าก็ไม่ใช่ผู้เหนือธรรมชาติ แล้วเหตุใดจึงปรารถนาวัตถุอาถรรพ์เหล่านั้นกัน?”
“อ้าว? มีเพียงผู้เหนือธรรมชาติเท่านั้นหรือที่สามารถใช้วัตถุอาถรรพ์ได้?”
“ก็มิเชิงหรอก เพียงแต่วัตถุอาถรรพ์ทุกชิ้นล้วนมีผลกระทบย้อนกลับ ซึ่งผลกระทบเหล่านี้มีทั้งรุนแรงและเบาบาง เหล่าผู้เหนือธรรมชาติจึงจำต้องใช้อย่างระมัดระวังยิ่ง”
“วัตถุอาถรรพ์บางชิ้นที่ทรงอานุภาพร้ายกาจ อาจถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้เหนือธรรมชาติสูญเสียการควบคุมตนเองได้เลยด้วยซ้ำ”
“หากคนธรรมดาเป็นผู้ครอบครองเข้าล่ะก็ รับรองว่าต้องเสียสติไปอย่างแน่นอน”
หลินเจินเมื่อได้ยินอิ่นหยางอธิบายเช่นนั้นก็ยิ่งตกตะลึง
“เอ๊ะ? เหตุใดเจ้าถึงรู้ละเอียดถึงเพียงนี้เล่า?”
อิ่นหยางหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน
“ก็ต้องอ่านจากหนังสือสิ ข้าค่อนข้างสนใจเรื่องราวเหล่านี้อยู่พอดี”
หลินเจินรับรูปปั้นจากมือของอิ่นหยางมาถือไว้
“ช่างเถอะ หากไม่ใช่วัตถุอาถรรพ์ก็ช่างมันเถิด ข้ามิอยากเสียสติหรอกนะ”
“แต่จะให้เสียเงิน 100 บาทไปโดยเปล่าประโยชน์ก็คงไม่ได้ เดี๋ยวข้ากลับไปจัดการดูอีกทีว่าพอจะขายต่อได้บ้างหรือไม่”
“จริงสิ หากเจ้าสนใจเรื่องพวกนี้ ที่ร้านหนังสือของเรายังมีหนังสือมือสองที่รับซื้อมาอีกมาก ข้าจำได้ว่าในนั้นมีบางเล่มที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเอาไว้ด้วย”
“จริงหรือ?”
ดวงตาของอิ่นหยางเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาต้องการความรู้เหล่านี้มากเหลือเกิน
“ใช่แล้ว พวกหนังสือเก่าเหล่านั้นรับซื้อมาเป็นกิโล เก็บไว้ในห้องเก็บของน่ะ เดี๋ยวกลับไปแล้วข้าจะให้กุญแจเจ้าไว้”
“ขอบคุณครับพี่เจิน”
“เรื่องเล็กน้อยน่า”
ทั้งสองเดินวนเวียนอยู่ในตลาดของเก่าต่ออีกกว่า 1 ชั่วโมง ทว่ากลับมิพบสิ่งใดเพิ่มเติม
กระทั่งในยามที่ทั้งคู่กำลังจะเดินออกจากตลาดเพื่อกลับ อิ่นหยางก็รู้สึกถึง ‘แรงดึงดูดลึกลับ’ นั้นอีกครั้ง
เขาหันขวับกลับไปมอง สายตาจับจ้องไปยังแผงขายของแห่งหนึ่งในทันที