เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 38 หมอหลวงเคอ โปรดเริ่มการแสดงของท่าน!

ตอนที่ 38 หมอหลวงเคอ โปรดเริ่มการแสดงของท่าน!

ตอนที่ 38 หมอหลวงเคอ โปรดเริ่มการแสดงของท่าน!


ตอนที่ 38 หมอหลวงเคอ โปรดเริ่มการแสดงของท่าน!

สายลมวสันต์พัดพาความภาคภูมิใจควบทะยาน ม้าของปราชญ์ยุทธ์ข้าจะขี่มันเอง

ม้าตัวนี้มิใช่ของธรรมดาสามัญ หมอหลวงเคอจูงอยู่เบื้องหน้า หวังเจี๋ยนั่งอยู่บนหลังม้า ชั่วพริบตาเดียว ทั้งสองก็มาถึงหน้าตึกสำนักงาน และที่แห่งนี้ ก็มีคนรอคอยอยู่นานแล้ว

“หมอหลวงเคอ”

ผู้อำนวยการเซียวขวางคนทั้งสองไว้ สีหน้าดูซับซ้อนเล็กน้อย เอ่ยปากกล่าวว่า

“ขอยืมเวลาสนทนาสักประเดี๋ยวได้หรือไม่”

หมอหลวงเคอที่จูงม้าอยู่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านต้องการจะกล่าวสิ่งใดก็จงพูดมาตามตรง เรื่องงานก็ว่าไปตามงาน ส่วนเรื่องส่วนตัว...ข้าเป็นคนของสำนักหมอหลวง ฟังเพียงคำสั่งของฝ่าบาท ไม่มีเรื่องส่วนตัวใดกับมหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิของท่าน”

“เช่นนั้นข้าก็จะพูดตามตรง”

ผู้อำนวยการเซียวมองไปยังหวังเจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า

“ร่างกายของหวังเจี๋ยมีความผิดปกติ นับตั้งแต่วินาทีที่เขาสอบเข้าชั้นเรียนวรรณกรรมบริสุทธิ์ได้ คนทั้งหมดที่จับตาดูเรื่องนี้ล้วนรู้ดี ทางฝั่งสำนักผู้ตรวจการ เพียงแค่ฎีกาที่โจมตีว่ามหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิตรวจสอบไม่เข้มงวด ก็มีไม่ต่ำกว่าห้าฉบับแล้ว

ถึงกระนั้น มหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิของข้าก็ยังคงรับหวังเจี๋ยเอาไว้ ท่านรู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด”

หมอหลวงเคอหาวหวอดหนึ่ง “ไม่รู้ อยากพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด”

“เพราะหากข้าปฏิเสธหวังเจี๋ย ฎีกาในการประชุมผู้ตรวจการ ก็จะมิใช่เพียงห้าฉบับ ทว่าเป็นห้าสิบฉบับ หรือกระทั่งห้าร้อยฉบับ!”

ผู้อำนวยการเซียวกล่าวอย่างเย็นชา “อันใดคือ ‘ละเมิดสนธิสัญญาหลินเจียง’ อันใดคือ ‘เปลี่ยนแปลงกฎบรรพชน’ ข้อหาเหล่านี้สวมทับลงมา ย่อมต้องก่อให้เกิดพายุโลหิตคาวรุนแรงอย่างแน่นอน

ต่อให้ข้าต้องถูกถอดเสื้อผ้าชุดนี้ ก็เพียงแค่เปลี่ยนที่ไปเป็นผู้อำนวยการที่อื่น แต่หากมหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิไร้ซึ่งอธิการบดี...รากฐานนับร้อยปี ย่อมพังทลายลงในพริบตา”

พู่กันอยู่ในมือผู้ตรวจการ พวกเขาต้องการจะด่าทอผู้ใด ย่อมมีข้ออ้างเสมอ ผู้อำนวยการเซียวยอมแบกรับความกดดันรับหวังเจี๋ยเข้าเรียน ก็ไม่ยินยอมทำลายกฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิ เพื่อหลีกเลี่ยงการดึงอธิการบดีเข้ามาพัวพัน

คำพูดเหล่านี้ หมอหลวงเคอย่อมเชื่อถือ ทว่าเขาเพียงไม่เข้าใจ

“ท่านกล่าวสิ่งเหล่านี้ เกี่ยวอันใดกับหวังเจี๋ย”

“ย่อมต้องเกี่ยวข้องกัน!”

ผู้อำนวยการเซียวกล่าวอย่างจริงจัง

“เขาเป็นนักศึกษาชั้นเรียนวรรณกรรมบริสุทธิ์ ตามกฎระเบียบ ทางมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องใส่ใจการบำเพ็ญมรรคยุทธ์ใดๆ ของเขา และจะไม่มอบทรัพยากรมรรคยุทธ์ใดๆ แก่เขา...ดังนั้น ความผิดปกติของหวังเจี๋ย จะไม่มีวันถูกเปิดเผยเพราะมหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิ ต่อให้ถูกเปิดเผย ก็ไม่เกี่ยวข้องกับทางมหาวิทยาลัย”

คำพูดของผู้อำนวยการเซียวชุดนี้ เท่ากับเป็นการประกาศความรับผิดชอบ

ในแผนการเริ่มแรกของเขา หากสามารถขับไล่หวังเจี๋ยออกไปได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ นั่นย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ยินดีปรีดากันทุกฝ่าย

หากไม่สำเร็จ ก็ปล่อยให้หวังเจี๋ยเรียนต่อไป!

อย่างไรเสียสี่ปีก็ผ่านไปเพียงชั่วดีดนิ้ว หลังจากหวังเจี๋ยเรียนจบ ก็เป็นอันหมดเรื่องหมดราว

แต่บัดนี้ กลับมีสำนักหมอหลวงโผล่มากลางคัน ไม่เพียงแต่ทำการตรวจร่างกายให้หวังเจี๋ยจนครบถ้วน ยังต้องการจะประกาศความผิดปกติของหวังเจี๋ยต่อสาธารณชนอีก...

สำหรับผู้อำนวยการเซียวแล้ว นี่คือปัจจัยที่ไม่มั่นคงอย่างยิ่ง!

ก่อนหน้านี้เขาได้ฝากคนไปบอกกล่าวหวังเจี๋ยแล้ว ด้วยนิสัยของหวังเจี๋ย ย่อมไม่มีทางฟังความนัยของผู้อำนวยการเซียวไม่ออก

ผู้อำนวยการเซียวแววตาจมลึก นึกในใจว่า ขอเพียงหวังเจี๋ยกล้าปฏิเสธสำนักหมอหลวง...

“ขอเพียงหวังเจี๋ยกล้าปฏิเสธ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า พรุ่งนี้จะมีราชโองการฉบับหนึ่ง ส่งเขาไปที่สำนักหมอหลวง ขอเพียงไม่จับเขามาหั่นเป็นชิ้นๆ จะวิจัยเช่นไรก็ได้ทั้งสิ้น”

หมอหลวงเคอแค่นเสียงเย็น

“เอาแต่คิดถึงผลประโยชน์เล็กน้อยตรงหน้าตนเอง จักรพรรดิยุทธ์เอ่ยปาก ปราชญ์ยุทธ์แจ้งเบาะแสด้วยชื่อจริง ข้อใดที่ท่านสามารถแบกรับไหว”

ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่า ยังมีจางกงกงคอยดูแลอีก...

เวลานี้ หหวังเจี๋ยที่เงียบงันมาตลอด พลิกตัวลงจากม้า กล่าวอย่างจริงจังว่า

“อันที่จริง...ข้าเองก็อยากรู้ ว่าบนร่างของข้ามีความผิดปกติอันใดกันแน่”

หมอหลวงเคอบอกว่าเขามีคำตอบแล้ว หวังเจี๋ยก็อยากรู้ยิ่งนัก คำตอบที่หมอหลวงเคอหาพบ กับคำตอบที่ตน ‘แต่ง’ ขึ้นมาแต่เดิม จะมีความคลาดเคลื่อนกันเพียงใด

ความลับเรื่องการบำเพ็ญเซียนไม่มีทางถูกเปิดเผย ปัญหาเรื่องโลหิตปราณอย่างไรก็ต้องมีคำอธิบาย

และในยามนี้ ก็มีโอกาสอันดีพอดี ไม่ต้องกล่าวถึงขั้นจัดการได้เด็ดขาด อย่างน้อย ภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็ช่วยลดความยุ่งยากให้หวังเจี๋ยไปได้มาก!

จุดสำคัญที่สุดคือ หากหวังเจี๋ยไม่แสดงออกถึงความสงสัยใคร่รู้ในตนเองเลยสักนิด กลับจะดึงดูดความคลางแคลงใจของผู้อื่นเสียมากกว่า!

แม้กระทั่งหวังเจี๋ยยังกล่าวเช่นนี้ สายตาของผู้อำนวยการเซียวก็กวาดมองไปมาระหว่างคนทั้งสอง ดูเหมือนยังคงลังเลใจ

หมอหลวงเคอหัวเราะ

“เผยข้อมูลพื้นฐานให้ท่านรู้ล่วงหน้าสักหน่อย หลังจากที่ข้าประกาศทุกอย่างอย่างเปิดเผย ท่านจะพบว่า หวังเจี๋ยมิใช่ทั้งไส้ศึกของสหพันธรัฐ และมิใช่สายลับของลัทธิบัวขาว เขาคือ...คนโชคร้ายผู้หนึ่งเท่านั้น!”

หมอหลวงเคอกล่าวถึงตอนท้าย ก็หัวเราะอย่างกำเริบเสิบสาน ทว่าก็เก็บอาการอย่างรวดเร็ว

ไม่ได้ ข้ายังหัวเราะไม่ได้...

“เข้าไปคุยกันข้างใน! เข้าไปคุยกันข้างใน!”

หมอหลวงเคอดึงตัวหวังเจี๋ย ครานี้ผู้อำนวยการเซียวไม่ได้ขวางเขา

ภายในห้องปกครอง นอกจากรองอธิการบดีกิตติมศักดิ์และหัวหน้าครูฝึกแล้ว ยังมีอาจารย์ชั้นเรียนวรรณกรรมที่อยู่ในช่วงทดลองงาน และชายวัยกลางคนหน้าขาวไร้หนวดเคราที่หวังเจี๋ยเคยพบในหอดูดาวก่อนหน้านี้

รวมหวังเจี๋ย หมอหลวงเคอ และผู้อำนวยการเซียวแล้ว มีด้วยกันทั้งหมด 7 คน

ผู้อำนวยการเซียวปิดประตู หมอหลวงเคอวางกระเป๋าลง ประสานมือคารวะอย่างขอไปที

“ทุกท่าน ข้าน้อยคือเคอปู้เป่ยแห่งสำนักหมอหลวง อดีตนักชันสูตรศพป้ายทองแห่งศาลต้าหลี่ คารวะใต้เท้าทุกท่าน”

ทุกคนไม่ได้คารวะตอบ เขากระแอมกระไอ

“วันนี้ ภายในวังได้รับแจ้งเบาะแสด้วยชื่อจริงจากซ่างกวนส่าง ก้งเฟิ่งใหญ่ตระกูลขุนนางตงฟาง แจ้งว่าหวังเจี๋ย นักศึกษาชั้นเรียนวรรณกรรมบริสุทธิ์ของมหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิแห่งนี้ คาดว่าจะมีวิธีการเร้นลับโลหิตปราณที่พิเศษ อาจเป็นไส้ศึกของศัตรู

รับพระราชบัญชาจากหัวหน้าขันทีในวัง ข้าน้อยรับหน้าที่สืบสวนหาความจริง หลังจากผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุม ข้าน้อยก็สามารถรื้อฟื้นเรื่องราวทั้งหมดในเวลานั้นได้อย่างสำเร็จ...”

กล่าวถึงตรงนี้ ความสนใจของทุกคน ล้วนถูกเขาดึงดูดไปจนสิ้น

“แต่ทว่า...”

หมอหลวงเคอลากเสียงยาว

“ก่อนที่จะประกาศการอนุมานของข้าน้อย ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องการให้ทุกท่านให้ความร่วมมือ!”

ทุกคนเผยสีหน้าไม่เข้าใจ ผู้อำนวยการเซียวขมวดคิ้ว กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เลิกทำตัวลึกลับซับซ้อนอยู่ที่นี่เสียที อยากพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด!”

ดึงดูดความสนใจ นับเป็นเรื่องอันใดกัน

ชายวัยกลางคนหน้าขาวไร้หนวดผู้นั้น เอ่ยปากกล่าวว่า “เรื่องอันใด”

“เรียน...ใต้เท้า”

หมอหลวงเคอโค้งคำนับ กล่าวตามตรง

“เรื่องการอนุมานเช่นนี้ มักจะตกหลุมพรางปรากฏการณ์ 【ยิงธนูก่อนแล้วค่อยวาดเป้า】 ได้ง่าย ไม่ได้กุมสาเหตุอันเป็นแก่นแท้ของการเกิดเหตุการณ์ เพียงแต่นำเอาคำอธิบายชั้นหนึ่งมาสวมทับปรากฏการณ์ผิวเผิน แล้วก็ตบตาให้จบเรื่องไป

ต่อให้การอนุมานของข้าน้อยจะไม่เคยผิดพลาด ทว่าหากข้าน้อยกล่าวการอนุมานออกมาก่อน ก็ย่อมถูกคนตั้งข้อกังขาในภายหลังได้ง่ายเช่นกัน”

จางกงกงไม่เข้าใจ

“ดังนั้น เจ้าเตรียมตัวจะทำเช่นไร”

หมอหลวงเคอตอบตามความจริง

“ข้าน้อยเตรียมตัว จำลองฉากในเวลานั้นขึ้นมาก่อน หากข้าน้อยรื้อฟื้นสำเร็จ ถึงเวลานั้น ข้าน้อยค่อยประกาศกระบวนการอนุมาน แก่นแท้ของปรากฏการณ์สอดประสานกัน การอนุมานของข้าน้อยย่อมไร้ช่องโหว่ แต่หากข้าน้อยรื้อฟื้นไม่สำเร็จ...”

ผู้อำนวยการเซียวบังเกิดลางสังหรณ์อันเลวร้ายขึ้นมาในทันใด รีบเอ่ยถามว่า

“เจ้าเตรียมการจะรื้อฟื้นเช่นไร”

หมอหลวงเคอเปิดกระเป๋าหิ้วที่นำมาก่อนหน้านี้

“นี่คือ【ยาเสริมโลหิตปราณ 5,000】หนึ่งเข็ม ฉีดลงไปหนึ่งเข็ม ออกฤทธิ์ใน 10 วินาที คนธรรมดาหากมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทียนเสวียน เข็มนี้ฉีดลงไป เส้นลมปราณและหลอดเลือดทั่วร่างจะขาดสะบั้น ปราชญ์ยุทธ์ก็ยากจะช่วยชีวิต!”

ระดับเทียนเสวียน ระดับที่สองของผู้ฝึกยุทธ์ เกณฑ์มาตรฐานในการเริ่มต้น ก็คือโลหิตปราณ 5,000

ในแววตาของหมอหลวงเคอวูบไหวไปด้วยความบ้าคลั่ง แฝงไว้ด้วยความวิปลาสในสายตาของผู้อื่น เอ่ยปากกล่าวว่า

“ขอเพียงเข็มนี้ฉีดลงไป หวังเจี๋ยไม่ตาย ก็พิสูจน์ได้ว่าการอนุมานของข้าถูกต้อง!”

ซี๊ด——

“เหลวไหล!”

ผู้อำนวยการเซียวตวาดลั่น “หวังเจี๋ยมีโลหิตปราณเพียง 51 เจ้าทำเช่นนี้ มิสู้ใช้มีดแทงเขาให้ตายไปเลย จะได้รวดเร็วทันใจกว่า!”

แม้กระทั่งจางกงกง ในเวลานี้ก็เริ่มนั่งไม่ติด เอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า

“ข้ากลับมีความมั่นใจในการอนุมานของเจ้าอยู่บ้าง เพียงแต่ จำเป็นต้องใช้ยา 5,000 โลหิตปราณเลยเชียวหรือ หากเป็นการทดลอง ใช้ 1,000 โลหิตปราณมาทดลอง ไม่เหมือนกันหรือ”

“เรียนใต้เท้า ไม่เหมือนกันขอรับ”

หมอหลวงเคอตอบตามความจริง

“ผู้แจ้งเบาะแสซ่างกวนส่างกล่าวไว้ชัดเจน ภายใต้การเสริมพลังของมหาค่ายกลโลหิตปราณ หวังเจี๋ยมีโลหิตปราณทะลวง 5,000 ยาเสริมใดๆ ที่ต่ำกว่า 5,000 โลหิตปราณ ล้วนเป็นการทดลองที่ไร้ผล สิ้นเปลืองเวลา”

หากฉีด 1,000 โลหิตปราณลงไป สุดท้ายก็ยังคงต้องใช้ 5,000 โลหิตปราณมาทดลองอยู่ดี สำหรับหวังเจี๋ยแล้ว การทดลองล้มเหลวหนึ่งครั้ง ผลลัพธ์ก็คือตาย ไม่มีความแตกต่าง

“ไสหัวไป!”

ผู้อำนวยการเซียวครานี้โกรธจริงแล้ว

“มหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิของข้า ไม่มีทางบีบบังคับให้นักศึกษาของตนเองต้องเอาชีวิตไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของปราชญ์ยุทธ์! หากซ่างกวนส่างมีปัญญา ก็ให้เขามาทวงคนถึงมหาวิทยาลัยวิทยายุทธ์เมืองจักรพรรดิด้วยตนเอง!”

จางกงกงก็ขมวดคิ้วเช่นกัน

“เรื่องนี้ออกจะไม่เหมาะสมจริงๆ...ค่อยๆ หารือกันในระยะยาวจะดีกว่า”

“มีอันใดให้ต้องหารือกันในระยะยาว! ไม่ได้! ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!”

“......”

ส่วนหมอหลวงเคอกลับยืนหลุบตาต่ำอยู่ที่นั่น เขาเพียงรับหน้าที่โยนปัญหาออกไป ปล่อยให้บุคคลสำคัญเหล่านี้ไปโต้เถียงกันเอง เขาเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่ง

ส่วนสายตาของหวังเจี๋ยกลับจับจ้องไปที่เข็มฉีดยานั้น

5,000 โลหิตปราณ ของดีสำหรับบำรุงรากวิญญาณเลยนะ...

ระดับขั้นของรากวิญญาณสำคัญเพียงใด ลองดูเฒ่ามารหานสิ ผู้ที่รู้ก็ล้วนเข้าใจดี

นี่คือวาสนาในการบำเพ็ญเซียนของข้านะ!

เช่นนี้ยังมีอันใดให้ต้องลังเลอีก

เรื่องลักลอบขโมยสายเคเบิลเพื่อบำเพ็ญเซียน หวังเจี๋ยอาจจะต้องลังเลสักหน่อย แต่การขโมยกระแสไฟฟ้านั้นไม่จำเป็นต้องลังเลเลยสักนิด!

ยิ่งไปกว่านั้น ตามคำกล่าวของหมอหลวงเคอ เข็มนี้เดิมทีก็มอบให้หวังเจี๋ยฟรีๆ อยู่แล้ว

ในขณะที่ทุกคนกำลังโต้เถียงกันจนเป็นฝูง หวังเจี๋ยก็เอ่ยถามเสียงเบา “เข็มนี้ให้ข้าหรือ ฉีดเช่นไร”

หมอหลวงเคอตอบ “ฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบไร้ความเจ็บปวด”

“ข้าขอดูได้หรือไม่”

“ดูได้ตามสบาย”

หวังเจี๋ยรับเข็มฉีดยามา ตรวจสอบสินค้า ยืนยันว่าภายในนั้นเป็นเพียงตัวยาเสริมโลหิตปราณ จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ปักเข็มลงบนแขนของตนเองหนึ่งเข็ม

พูดจาเยิ่นเย้อ น่ารำคาญจะตายไป อย่ามาทำให้ข้าต้องเสียเวลาบำเพ็ญเซียนไปตามกฎเกณฑ์สิ!

ยาเสริมโลหิตปราณ 5,000 ดันให้เต็ม!

การฉีดยา ก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์ทุกกระเบียดนิ้ว!

เมื่อสังเกตเห็นการกระทำของหวังเจี๋ย ทุกคนก็เงียบกริบลงในทันใด

ส่วนโลหิตปราณบนร่างของหวังเจี๋ย ก็พุ่งพรวดจาก 50 อย่างรุนแรง มีชั่วพริบตาหนึ่ง ให้ความรู้สึกไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทียนเสวียนเลย!

ทว่าจุดสูงสุดมีเพียงชั่วพริบตา โลหิตปราณของหวังเจี๋ยก็ดุจดั่งปรอทไหลลงพื้น ร่วงหล่นหายไปในพริบตาเดียว!

โลหิตปราณที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหวังเจี๋ย ก็เฉกเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ท้ายที่สุดล้วนไปรวมอยู่ที่แท่นวิญญาณ ทำหน้าที่เป็นสารอาหารสำหรับหล่อเลี้ยงรากวิญญาณ

ภายในห้องปกครองทั้งหมด เงียบสงัดถึงขีดสุด ทุกคนล้วนตกตะลึงกับการกระทำของหวังเจี๋ย!

เข็มนี้ฉีดลงไป...นักศึกษาใหม่รุ่นนี้ไม่ว่าผู้ใด ล้วนต้องร่างระเบิดตายเพราะโลหิตปราณมากเกินไป!

แต่หวังเจี๋ย...ยังคงมีชีวิตอยู่

ปาฏิหาริย์ เกิดขึ้นจริงแล้ว!

ผู้อำนวยการเซียวก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ พินิจพิเคราะห์หวังเจี๋ยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ซี๊ด...”

ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือ

นี่ เจ้าว่า เจ้าเด็กน้อยหวังเจี๋ยผู้นี้ใครเป็นคนประดิษฐ์ขึ้นมา...ช่างเป็นอัจฉริยะโดยแท้...

หวังเจี๋ยส่งหลอดฉีดยาเปล่าคืนให้หมอหลวงเคอ ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเงียบๆ ทำท่าทางเชื้อเชิญ

“โปรดเริ่มการแสดงของท่าน!”

[จบตอน]

จบบทที่ ตอนที่ 38 หมอหลวงเคอ โปรดเริ่มการแสดงของท่าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว