- หน้าแรก
- จากเชลยสู่กัปตัน เปิดตำราสร้างกองเรือไร้พ่าย
- บทที่ 111 - พิธีกรรมระดับสองและพิธีบรรลุนิติภาวะ
บทที่ 111 - พิธีกรรมระดับสองและพิธีบรรลุนิติภาวะ
บทที่ 111 - พิธีกรรมระดับสองและพิธีบรรลุนิติภาวะ
บทที่ 111 - พิธีกรรมระดับสองและพิธีบรรลุนิติภาวะ
ความมืดมิด ความเหน็บหนาว และความอึดอัด
ไบรอนรู้สึกคล้ายกับว่าร่างกายของตนกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรอันลึกลับอย่างช้าๆ
แสงสว่างเหนือศีรษะเริ่มริบหรี่ลงทุกที ขณะที่ความมืดมิดใต้ฝ่าเท้ากลับยิ่งแผ่ขยายลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เรี่ยวแรงในกายค่อยๆ เหือดหายไปทีละน้อยพร้อมกับความหวาดกลัวที่เริ่มกัดกินจิตใจ
ราวกับว่าเขากำลังจะหลุดพ้นจากระเบียบและอารยธรรมที่มนุษยชาติร่วมกันสร้างสรรค์มานานนับล้านปี เพื่อหวนคืนสู่รูปลักษณ์อันดิบเถื่อนดั้งเดิมที่เคยอาศัยอยู่ในทะเลลึกเมื่อยุคดึกดำบรรพ์
ตึง
เสียงโซ่สมอเรือที่ถูกกระชากจนตึงเปรี๊ยะดังก้องขึ้นข้างหูทันที
ส่งผลให้ไบรอนสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน
เขาตระหนักได้ทันทีว่าภาพทั้งหมดเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น
ชายหนุ่มหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิอีกครั้ง เขาใช้การทำสมาธิค่อยๆ สยบความกลัวในส่วนลึกของมหาสมุทรที่ดูสมจริงจนเกินไป พลางขบคิดถึงก้าวต่อไปของตนเอง
"ยิ่งพลังวิญญาณของฉันแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ แรงกดดันจากทะเลแห่งต้นกำเนิดก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น"
"โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เดินทางออกมาจากใจกลางของกฎเกณฑ์สีเงินในทวีปเก่า สถานการณ์เช่นนี้ก็ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ"
"ฉันจำเป็นต้องเริ่มเตรียมการสำหรับพิธีกรรมเลื่อนระดับเพื่อเข้าถึงกฎเกณฑ์สีเงินชั้นที่สอง เพื่อสร้างหลักยึดเหนี่ยวอันใหม่และก้าวเข้าสู่ขอบเขตของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติระดับสองอย่างแท้จริง"
เวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว เผลอแป๊บเดียวขบวนเรือเดินทางไกลก็เข้าสู่เขตกระแสน้ำวนที่หนึ่งมานานกว่ายี่สิบวันแล้ว
ด้วยผลบุญจากการที่ไบรอนสามารถรอดชีวิตจากวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่าและไขปริศนาความลับได้มากมาย ส่งผลให้พลังวิญญาณของเขาพุ่งสูงถึงสี่จุดห้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่เขตกระแสน้ำวนนี้
และในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เขาก็ยอมกัดฟันกลืนโลหิตสกัด จุมพิตนางฟ้า เข้าไปถึงสองแก้วเต็มๆ
ยาเวทที่ปรุงขึ้นจากเลือดของผู้บัญญัติกฎหมายระดับสามอย่าง โลหิตแห่งการแปรสภาพ นั้น ต่อให้ตัวเขาจะเป็นผู้ฝึกฝนวิชาจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งโลหิต ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบของมันได้ทั้งหมด
เขาจำต้องแบกรับผลข้างเคียงบางประการอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่าในเวลานี้บนเรือโกลเด้นฮินด์ นอกจากลูกฮันส์ตัวน้อยที่มีพ่อน่าอิจฉาแล้ว ตัวเขาเองก็เป็นคนที่มีพี่สาวคอยหนุนหลังเช่นกัน
ผลข้างเคียงประหลาดที่ทำให้โหยหาความรักจากมารดาจะมาทำอะไรเขาได้ เขาย่อมไม่ต้องไปแย่งชิงแม่วัวกับพวกกะลาสีคนอื่นอย่างแน่นอน
วันเวลาล่วงเลยไปอีกหนึ่งเดือนจนย่างเข้าสู่ช่วงกลางเดือนธันวาคม
ด้วยปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการส่งผลให้พลังวิญญาณของไบรอนเพิ่มขึ้นจนถึงสี่จุดเก้าในที่สุด ทำให้เขาต้องเริ่มวางแผนสำหรับพิธีกรรมเลื่อนขั้นขั้นต่อไปของอาชีพอัศวินพายุเสียที
"ในฐานะอาชีพขั้นสูงของโจรสลัด อัศวินพายุได้รวมเอาข้อดีของโจรสลัดในน่านน้ำและอัศวินบนผืนแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว"
"ยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ ความได้เปรียบที่เหนือกว่าพวกโจรสลัดทั่วไปก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น"
"พิธีกรรมเลื่อนขั้นในระดับแรกคือการบรรลุเป้าหมายผ่านการต่อสู้แย่งชิงอันดุเดือด"
"ยิ่งเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยิ่งยอดเยี่ยมมากขึ้นเท่านั้น"
"แถมยังมีโอกาสได้รับความสามารถบางส่วนของศัตรูมาครอบครองโดยตรง ซึ่งในระดับแรกฉันก็ได้รับวิชาจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งโลหิตมาด้วยวิธีนี้"
"สำหรับพิธีกรรมเลื่อนขั้นในระดับที่สองนั้นมีสองเส้นทางให้เลือกเดิน"
"เส้นทางแรกจะเน้นไปที่วิถีของโจรสลัด โดยยึดมั่นในคติพจน์ที่ว่าปล้นชิงดีกว่าตรากตรำ และต้องทำการปล้นสะดมเป้าหมายที่เป็นกลุ่มคนให้สำเร็จครบสามครั้ง"
"ซึ่งเป้าหมายอาจจะเป็นเรือสินค้าหรือจุดตั้งถิ่นฐานขนาดเล็กบนบกก็ได้"
"หากการปล้นสะดมในครั้งเดียวสามารถกวาดทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล ก็มีความเป็นไปได้ที่จะผ่านพิธีกรรมเลื่อนขั้นได้ทันทีในคราวเดียว"
"ส่วนเส้นทางที่สองจะเน้นไปที่วิถีของอัศวิน โดยต้องแสดงความกล้าหาญในการบุกเบิกดินแดนใหม่ในฐานะผู้ปกครองอาณานิคม"
"เงื่อนไขคือต้องยึดครองดินแดนใหม่ที่มีพื้นที่ไม่น้อยกว่าสิบตารางกิโลเมตร ซึ่งดินแดนดังกล่าวต้องไม่เป็นของฝ่ายเราตามกฎหมาย และต้องกำจัดกองกำลังต่อต้านทั้งหมดบนพื้นที่นั้นให้สิ้นซาก"
"ทั้งสองเส้นทางต่างมีจุดเด่นเฉพาะตัว และความสามารถหลักในระดับที่สองที่จะได้รับก็แตกต่างกันออกไปด้วย"
"นั่นก็คือพลังแห่งบุตรแห่งวายุอันเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ หรือพลังแห่งสรรพสิ่งหายใจอันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจปกครอง"
"หากไม่นับความแข็งแกร่งของทักษะเหล่านี้ ลำพังเพียงแค่ทางเลือกที่เปิดกว้างถึงร้อยละห้าสิบ ท่ามกลางระบบบันไดแห่งเกียรติยศอันเข้มงวด ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบอันล้ำค่าที่ไม่อาจหาอะไรมาเปรียบได้แล้ว"
ทว่ายังไม่ทันที่ไบรอนจะตัดสินใจเลือกเส้นทางใด เขาก็รู้สึกเหมือนมีก้อนน้ำแข็งเยือกแข็งถูกยัดเข้ามาที่หน้าท้องอย่างกะทันหัน
ซี้ด
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาทันที ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือใบหน้าอันงดงามและรอยยิ้มหวานของแคทเธอรีน
หญิงสาวกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง หล่อนใช้นิ้วม้วนเล่นเส้นผมสีบลอนด์ทองสลวยของตนเองพลางส่งเสียงหัวเราะใสเหมือนกระดิ่งลมอย่างชอบใจในผลงานการแกล้งคนของตน
"อรุณสวัสดิ์นะ ไบรอนตัวน้อย"
ที่จริงแล้วห้องนี้ตั้งอยู่ภายในโครงสร้างส่วนท้ายของเรือออสเปรย์ ซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของแคทเธอรีนพอดี
โดยปกติแล้วผู้มีพลังเหนือธรรมชาติย่อมมีลางสังหรณ์พิเศษที่ว่องไวเหนือกว่าประสาทสัมผัสของคนธรรมดา
อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้แต่สัตว์ตัวเล็กๆ ที่ไร้พิษภัยเฉียดเข้ามาใกล้
พวกเขาก็ย่อมรู้สึกตัวและตื่นขึ้นมาทันทีตามสัญชาตญาณ
ทว่าสัญชาตญาณระแวดระวังนี้กลับใช้ไม่ได้ผลเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าแคทเธอรีน
เนื่องจากไบรอนมอบความไว้วางใจให้พี่สาวของตนอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์โดยเชื่อว่าหล่อนไม่มีวันทำร้ายเขาอย่างแน่นอน ระบบป้องกันตัวเองตามธรรมชาติจึงไม่ทำงานประสานกันเลย
หล่อนจึงสามารถย่องเข้ามาหาเขาได้อย่างเงียบเชียบเช่นนี้
สำหรับอัศวินผู้พิทักษ์อย่างบรูซก็เช่นเดียวกัน ทว่าบรูซมีนิสัยเคร่งครัดและจริงจัง ย่อมไม่มีวันทำตัวตามสบายเหมือนอย่างแคทเธอรีนอย่างแน่นอน
แคทเธอรีนที่ย่องเข้ามาปลุกเขาตั้งแต่เช้าตรู่สวมเพียงชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาที่แสนอ่อนนุ่ม
ชายกระโปรงเผยให้เห็นน่องขาขาวนวล รอบข้อเท้าเรียวสวมสร้อยข้อเท้ามิธริลทอประกายแวววาว ทว่าฝ่าเท้าทั้งสองข้างกลับมุดเข้าไปอยู่ในผ้าห่มของเขาเรียบร้อยแล้ว
ไบรอนก้มหน้าลงพลางเปิดผ้าห่มออกอย่างเงียบๆ
และก็เป็นไปตามคาด ใต้ผ้าห่มผืนนั้น ฝ่าเท้าอันเย็นเฉียบของหล่อนกำลังแนบสนิทอยู่กับหน้าท้องของเขา ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจนทำให้เขาตื่นเต็มตาในพริบตา
ชายหนุ่มรีบคว้าข้อเท้าของหล่อนไว้เตรียมจะแก้แค้นด้วยการจี้จุดสะดุ้ง ทว่าเมื่อสบตากับพี่สาวที่กำลังส่งสายตาเว้าวอนและน่าสงสารมาให้ เขาก็ต้องชะงักไป
"นอนคนเดียวมันหนาวจะตายไป เรื่องแค่นี้นายยังไม่อยากจะช่วยพี่สาวคนนี้เลยเหรอ"
"ไหนบอกว่าจะยอมเป็นอัศวินผู้พิทักษ์คอยดูแลพี่สาวคนนี้อย่างไรล่ะ ท่านผู้ว่าการของฉัน..."
ไบรอนถอนหายใจอย่างยอมจำนนพลางคลายมือออกและห่มผ้าทับข้อเท้าอันเย็นเยือกของหล่อนใหม่อีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
แตกต่างจากความคิดของคนทั่วไปที่มักจะเข้าใจว่าพวกชนชั้นสูงจะแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย
ในความเป็นจริง มีชนชั้นสูงเพียงร้อยละหกเท่านั้นที่แต่งงานก่อนอายุสิบห้าปี หากเฉลี่ยตามสถิติทั่วไป ฝ่ายหญิงมักจะแต่งงานตอนอายุยี่สิบปี ส่วนฝ่ายชายจะแต่งงานตอนอายุยี่สิบสองปี
เนื่องจากการแต่งงานของพวกขุนนางไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นอกจากเพื่อสืบทอดทายาทแล้ว มันยังเกี่ยวข้องกับสิทธิ์การรับมรดกและการโอนย้ายทรัพย์สินอีกมากมาย
เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติของตระกูลไว้ให้ครบถ้วนและเป็นการขยายขั้วอำนาจรวมถึงผลประโยชน์ผ่านการดองญาติ
ขุนนางส่วนใหญ่จึงมองว่าการแต่งงานของบุตรหลานเป็นหน้าที่ทางสังคมอย่างหนึ่ง ส่งผลให้อายุในการแต่งงานครั้งแรกเริ่มล่าช้าออกไปเรื่อยๆ
สำหรับสตรีในแวดวงขุนนาง หากไม่ได้มีพลังเหนือธรรมชาติจนสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ก็จะมีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้น คือการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ หรือไม่ก็ต้องก้าวเข้าสู่อารามเพื่อบวชเรียนตลอดชีวิต
ตระกูลยอร์กผู้ชนะในศึกครั้งนี้ได้ส่งสตรีทั้งหมดของตระกูลแลงคาสเตอร์รวมถึงอดีตพระราชินีมาร์กาเร็ตเข้าไปกักขังอยู่ในอารามจนหมดสิ้น
แล้วแสร้งทำเป็นเมตตาโดยประทานสิทธิ์ในการแต่งงานให้แก่แคทเธอรีน
ทว่านอกจากพวกมันจะกลั่นแกล้งในเรื่องการโอนย้ายดินแดนเพื่อดึงหล่อนให้กลายเป็นอริกับอาณาจักรคาสตีลแล้ว พวกมันยังจงใจปล่อยให้สุนัขล่าเนื้อแห่งราชวงศ์อย่างวินเซนต์คอยหาโอกาสรุมทึ้งทรัพย์สมบัติของหล่อนอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ตามธรรมเนียมแล้วเมื่อสตรีแต่งงานก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามี และสินสอดทั้งหมดก็จะตกอยู่ใต้การควบคุมของฝ่ายชายทันที
ชายหนุ่มในขบวนเรือที่คอยเฝ้ามองท่านหญิงเคาน์เตสผู้เลอเลิศคนนี้ด้วยความโลภคงมีไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดสิบคนเป็นแน่
และมีหลายคนที่พยายามเสนอตัวเข้ามาขายขนมจีบอย่างไม่ขาดสาย
ทว่าพวกมันทั้งหมดกลับถูกไบรอนกีดกันออกไปโดยอาศัยอำนาจของวินเซนต์และชื่อเสียงของบิลนายพลโจรสลัดบังหน้า
ในช่วงที่ผ่านมา มีคนดวงซวยถูกเขาหักกระดูกมือและเท้าไปแล้วหลายคน กว่าจะสามารถสยบพวกชอบฉวยโอกาสเหล่านั้นลงได้สำเร็จ
ชายหนุ่มจึงกลายเป็นอัศวินผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องแคทเธอรีนอย่างแท้จริง
"จริงด้วย วันนี้พี่สาวมีของขวัญสุดพิเศษมามอบให้นายด้วยนะ"
แคทเธอรีนรู้สึกว่าฝ่าเท้าของหล่อนเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว หล่อนจึงแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาพลางกระโดดลงจากเตียงและเดินไปที่โต๊ะไม้
หล่อนยกฝาครอบจานเงินหรูหราขึ้นมาด้วยท่าทางดูลึกลับ
"แต่น แตน แตน สุขสันต์วันเกิดนะ ไบรอนตัวน้อยของพี่"
บนโต๊ะมีเค้กหน้าตาบิดๆ เบี้ยวๆ วางอยู่ชิ้นหนึ่ง
ทว่าตัวอักษรที่เขียนอยู่บนหน้าเค้กกลับงดงามชดช้อยยิ่งนัก
"ขอให้มีความสุขในทุกวัน"
"นี่เป็นครั้งแรกที่พี่ลงมือทำเอง อาจจะดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นะ"
"เพื่อที่จะให้เค้กยังสดใหม่ พี่ต้องตื่นขึ้นมาทำตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเลย"
"แถมอากาศก็หนาวมากจนมือไม้เย็นไปหมดเจ้ารุ่นน้องตัวแสบ เพราะฉะนั้นการที่นายต้องคอยอุ่นเท้าให้พี่ถือเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เข้าใจไหม"
แม้ปากของหล่อนจะพูดอย่างถ่อมตัวทว่าสองมือกลับเท้าสะเอวพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ แสดงออกชัดเจนว่ากำลังปลื้มอกปลื้มใจในผลงานของตนเองเป็นอย่างยิ่ง
จากนั้นหล่อนก็แสร้งทำเป็นขู่เสียงแข็ง
"แต่ว่า นายต้องกินมันเข้าไปให้หมดทุกคำด้วยความซาบซึ้งนะ หากกล้าเอ่ยปากบอกว่าไม่อร่อยแม้แต่คำเดียวล่ะก็ นายโดนดีแน่"
หล่อนโบกกำปั้นขาวนวลใส่น้อยๆ ทว่ากลับไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิดเดียว
ทว่าไบรอนกลับลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้เป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ของตนเอง
แม้จะไม่มีพิธีบรรลุนิติภาวะอันยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของราชวงศ์ ไม่มีของขวัญล้ำค้าราคาแพง มีเพียงเค้กหน้าตาธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่งตั้งอยู่ตรงหน้า
แต่เขากลับมีสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต นั่นคือพี่สาวที่ยังคงจดจำวันเกิดของเขาได้เสมอมา
ขอบตาของชายหนุ่มเริ่มร้อนผ่าว เขาขยับกายเข้าไปสวมกอดหญิงสาวไว้แน่น สองแขนโอบรัดรอบเอวบางพลางดึงรั้งร่างของหล่อนเข้าหาตัวอย่างสุดรัก
"ขอบคุณครับพี่สาว"
ความผูกพันในครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่จากทั้งสองชาติภพนี้ เขาจะไม่มีวันยอมให้มันหลุดลอยไปเด็ดขาด
เขาตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องปกป้องหล่อนไม่ให้ต้องเร่ร่อนเผชิญวิบากกรรมอีก และจะทำให้หล่อนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกษัตริย์อีกครั้ง
จากนั้น คนทั้งสองก็พากันซ่อนตัวอยู่ในห้องผลัดกันป้อนเค้กวันเกิดคำแล้วคำเล่าจนหมดสิ้นอย่างอบอุ่น
ไบรอนท่องคำจารึกชี้ขาดประจำถ้วยแห่งนักรบเพื่อเรียกน้ำสะอาดออกมาล้างหน้าล้างตา
หลังจากแต่งกายเรียบร้อยทั้งคู่ก็ก้าวเดินออกจากห้องพักกัปตันพร้อมกัน
ปริมาณน้ำจืดในการเดินเรือมหาสมุทรนั้นมีจำกัดอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ปกติแม้แต่ผู้บัญชาการกองเรือก็อาจได้อาบน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้งโดยใช้น้ำฝนที่คนรับใช้รองเก็บไว้
ทว่าถ้วยแห่งนักรบซึ่งเป็นวัตถุวิเศษชิ้นนี้กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับการเดินเรือทางไกลอย่างยิ่ง
การที่มันเรียกน้ำสะอาดออกมาได้ไม่สิ้นสุดเปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยชีวิตแคทเธอรีนรักสะอาดไว้แท้ๆ มิเช่นนั้นหากต้องทนไม่อาบน้ำนานหลายวัน หล่อนคงอกแตกตายเป็นแน่
พลันนั้น เสียงระฆังจากเรือธงก็ดังขึ้นกังวาน
ท่ามกลางแสงอรุณแรก แผ่นดินเกาะขนาดเล็กปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของขบวนเรือ โดยมีแสงสว่างจากประภาคารเบื้องบนคอยส่งมอบความอุ่นใจให้แก่ผู้สัญจร
ณ จุดนี้ เขตกระแสน้ำวนที่หนึ่งเริ่มลดระดับความแรงลงและค่อยๆ มุดหายลงใต้ผิวน้ำ
การมองเห็นแสงประภาคารเป็นสัญญาณบอกว่าอีกเพียงสามวัน ขบวนเรือก็จะหลุดพ้นจากเขตกระแสน้ำวนและเข้าสู่หมู่เกาะบันตาอันอย่างเป็นทางการ
และถึงเวลาแล้วที่เรือโกลเด้นฮินด์จะต้องแยกตัวเดินทางล่วงหน้า เพื่อปฏิบัติภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมายจากเจ้านายคนใหม่
ไบรอนทอดสายตามองเรือธงที่อยู่ด้านหน้าด้วยแววตาเย็นเยือก
"เจ้าคนเจ้าเล่ห์ หากฉันยอมให้แกได้ผลประโยชน์แม้แต่แดงเดียวจากเรื่องนี้ ฉันคงยอมเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดียวกับแกแน่"
"ไม่ว่าบนเกาะไทแมนบราคจะมีสมบัติอะไรซ่อนอยู่ มันย่อมต้องตกเป็นของพวกเราผู้ปกครองที่แท้จริงเท่านั้น"
"และในตอนนี้ ฉันคิดออกแล้วว่าควรจะเลือกพิธีกรรมเลื่อนระดับขั้นที่สองในเส้นทางไหน"
[จบแล้ว]