- หน้าแรก
- จากเชลยสู่กัปตัน เปิดตำราสร้างกองเรือไร้พ่าย
- บทที่ 81 - กองเรือระดมยิง เปิดฉากยิงใส่ข้าเลย
บทที่ 81 - กองเรือระดมยิง เปิดฉากยิงใส่ข้าเลย
บทที่ 81 - กองเรือระดมยิง เปิดฉากยิงใส่ข้าเลย
บทที่ 81 - กองเรือระดมยิง เปิดฉากยิงใส่ข้าเลย
สิ่งที่คนอื่นไม่รู้ก็คือ แม้ภายนอกไบรอนจะกำลังโบกมือให้เคราแดงอย่างแข็งขัน แต่ภายในใจเขากลับกำลังเต้นเร่าๆ ด้วยความโมโหผ่าน [บทเพลงแห่งวาฬ]
"เจ้าพวกงั่งเอ๊ย ประสิทธิภาพในการประสานงานของพวกเจ้ามันห่วยแตกเกินไปแล้ว"
"แค่จัดขบวนเรือรบแบบเรียงหน้ากระดานตามแผนที่วางไว้ จัดมาครึ่งชั่วโมงแล้วยังจัดไม่เสร็จอีก"
"ตามกฎเกณฑ์ช่วงสงครามของกองทัพเรือ อย่าว่าแต่ทำตัวเละเทะแบบนี้เลย แค่ขับเรือออกจากกลุ่มตามอำเภอใจ กัปตันก็สมควรถูกยิงเป้าเป็นร้อยรอบแล้ว"
"เคราแดงตัวเบ้อเริ่มขนาดนั้น ถ้าไม่มีการโจมตีแบบปูพรมจากขบวนเรือรบ จะไปฆ่ามันให้ตายจริงๆ ได้ยังไง"
วีโอเล็ตขยี้หูที่กำลังอื้ออึงของตัวเอง
แม้เธอจะเป็นถึงมหาโจรสลัดระดับสามอย่างสง่าผ่าเผย แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะไปเถียงเขา ได้แต่อธิบายเสียงอ่อย
"พวกโจรสลัดชินกับการต่อสู้แบบตัวใครตัวมันมาตลอด ตอนแรกพวกเราก็วางแผนกันมาอย่างดี แต่พอลงมือทำจริงถึงได้รู้ว่าคิดง่ายแต่ทำยาก ปัญหามันเยอะไปหมด"
"[เรือกุหลาบเพลิง] ถึงจะอยู่ตรงกลาง ข้าก็ยังมองไม่ค่อยเห็นเรือรบลำอื่นที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งถึงสองกิโลเมตรเลย"
"แถมยังไม่เหมือนขบวนเรือรบระดับอาณาจักร ที่ประกอบด้วยเรือรบชั้นสามขึ้นไป รูปแบบคล้ายคลึงกัน พารามิเตอร์ต่างๆ ก็ใกล้เคียงกัน ทำให้ประสานงานได้ง่าย"
"กองกำลังผสมแบบพวกเรามีความยากกว่านั้นเยอะ"
"พวกลูกเรือบนเรือโจรสลัดก็ไม่เคยผ่านการฝึกฝนอะไรมาเลย แค่เลียนแบบให้พอถูไถไปได้ก็นับว่าเก่งแล้ว"
"เดี๋ยวพอเริ่มยิงกัน ควันปืนลอยคลุ้งเข้ามา ทัศนวิสัยและการประสานงานก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก"
ทุกคนต่างรู้ดีว่าสำหรับสายลับ การรักษาความลับคือเป้าหมายอันดับหนึ่ง
นอกจากวีโอเล็ตแล้ว ไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ของไบรอน
ผู้บัญชาการมือใหม่อย่างเธอสามารถทำงานมาได้ขนาดนี้ด้วยตัวคนเดียว ก็นับว่าทุ่มเทสุดกำลังแล้ว
และนี่ก็เป็นผลลัพธ์จากการที่มหาโจรสลัดคนอื่นๆ ให้ความร่วมมือกับเธออย่างเต็มที่แล้วด้วยซ้ำ
"ข้ามาถึงแล้ว รอสัญญาณจากข้า"
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน [เรือโกลเด้นฮินด์] ก็ฝ่าด่านสกัดกั้นของพวกเรือโลงศพโบราณเหล่านั้นมาได้อย่างรวดเร็ว และมาถึงด้านข้างของเรือเทพีแห่งการแก้แค้นแล้ว
ไม่มีการลดความเร็วเลยแม้แต่น้อย บรูซผู้เป็น [อัศวินผู้พิทักษ์] ทำหน้าที่ควบคุมพวงมาลัยเรือ ทำการดริฟท์หักเลี้ยวมุมกว้างกลางทะเล
ในจังหวะที่สวนทางกัน ไบรอนคว้าเชือกเส้นหนึ่งที่ห้อยลงมาจากเสากระโดงยอด โหนตัวไปบนดาดฟ้าของเรือเทพีแห่งการแก้แค้นอย่างคล่องแคล่วราวกับลิง
เขากลิ้งตัวเพื่อลดแรงกระแทกแล้วสปริงตัวลุกขึ้นยืนโดยไร้รอยขีดข่วน ก่อนจะเอามือทาบอกโค้งคำนับเคราแดง
"กัปตัน ระหว่างทางโดนพวกเรือโลงศพขัดขวาง ทำให้เสียเวลาไปหน่อย ข้ามาสายแล้ว"
เคราแดงก้าวเข้าไปตบไหล่เขาด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
"คุณบิล สายตาที่มองคนมานับไม่ถ้วนของข้า ไม่เคยมองคนผิดจริงๆ"
"ความภักดีของเจ้านั้นเปล่งประกายยิ่งกว่าทองคำเสียอีก"
พูดจบเขาก็มองไปที่เรือสำเภาสามเสาด้านหลังไบรอน น้ำเสียงแฝงความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด
"นั่นคือ [เรือโกลเด้นฮินด์] ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าใช่ไหม พวกเจ้า..."
ไบรอนอ่านสายตาของอีกฝ่ายออกทันที มันเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า นี่ลูกน้องใคร ของดีแบบนี้ ข้าอยากได้
มหาโจรสลัดทุกคนที่หมายปองตำแหน่งราชันโจรสลัดล้วนให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีความสามารถ
ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานของเรือลำนั้นเมื่อครู่นี้ช่างโดดเด่นสะดุดตา เปลี่ยนเป็นใครก็ต้องอยากดึงตัวมาเป็นพวกทั้งนั้น
แต่ก่อนที่เคราแดงจะทันได้เอ่ยปากรั้งตัว บรูซที่รู้ใจไบรอนมานานก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขับ [เรือโกลเด้นฮินด์] ฝ่าวงล้อมออกไปจากอีกด้านหนึ่งทันที
ระหว่างทางปืนใหญ่คาร์โรเนดขนาด 32 ปอนด์กระบอกนั้นแผลงฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง ส่งพวกเรือโลงศพที่กล้ามาขวางทางลงไปก้นทะเลจนหมด ทำให้เคราแดงยิ่งมองด้วยความอิจฉาตาร้อน
เดิมทีคิดว่า [เรือโกลเด้นฮินด์] เป็นแค่โจรสลัดหน้าใหม่เพิ่งเข้าวงการ แต่ตอนนี้เขามองออกแล้วถึงความเหนือชั้นของเรือใบเกลเลียนลำนี้ในฐานะเรือโจรสลัด
ไบรอนขยับบังสายตาของเคราแดง กล่าวโทษตัวเองด้วยความเจ็บปวดใจ
"เรือโจรสลัดลำนี้พร้อมทั้งกัปตันและลูกเรือยอดเยี่ยมมากจริงๆ"
"แต่ในการต่อสู้ระดับนี้ในปัจจุบัน พวกเขาคงช่วยอะไรไม่ได้มาก"
"แค่มาส่งข้า ให้ข้าได้กลับมาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ร่วมเป็นร่วมตายกับ [เรือเทพีแห่งการแก้แค้น] กัปตัน และเพื่อนพ้อง ก็ถือว่ายากลำบากมากแล้ว"
"ให้พวกเขาคอยแล่นวนอยู่รอบนอก อย่างน้อยก็ช่วยดึงดูดอำนาจการยิงของพวกเรือโลงศพไปได้บ้าง"
"ข้ายังบังเอิญไปเจอเรือสองในเจ็ดลำของกลุ่มโจรสลัดอิสระที่ท่านแบ่งมาให้ข้าด้วย แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะยื่นมือเข้าช่วย"
"น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถนำกองกำลังเสริมมาให้ท่านได้มากกว่านี้"
เคราแดงฟังคำพูดเหล่านี้แล้ว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งใจ เขากล่าวด้วยความเสียดายปนชื่นชม
"แค่เจ้าซึ่งเป็นแขนซ้ายแขนขวาของข้าสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย ก็ถือเป็นความโชคดีที่สุดของกัปตันอย่างข้าแล้ว"
"เจ้าวางใจได้ ข้าได้ส่งรายชื่อของพวกโจรสลัดอิสระที่มาสวามิภักดิ์ต่อพวกเรากลับไปยังกระทรวงทหารเรือแล้ว เพื่อให้พวกเขาเข้าสู่กระบวนการพิจารณา"
"เจ้าไปบอกเพื่อนของเจ้าได้เลยว่า ขอเพียงศึกนี้พวกเราได้รับชัยชนะ ตระกูลยอร์กจะไม่ตระหนี่ [ใบอนุญาตปล้นสะดม] แม้แต่ใบเดียวแน่นอน"
"หรือแม้กระทั่งวันหนึ่งพวกเขารวมเข้าเป็นทหารเรืออาชีพจริงๆ พลิกโฉมกลายเป็นท่านนายพลก็ไม่ใช่ความฝัน"
พูดพลางเขาก็ตบไปที่หอยสังข์สีดำทะมึนรูปร่างคล้ายเปลือกเหล็กเล็กๆ ที่เอว
ไบรอนเคยเห็นวัตถุวิเศษ [หอยสังข์สะท้อนเสียง] ชิ้นนี้มาตั้งนานแล้ว
ขอเพียงพูดใส่มัน ก็จะเกิดเสียงสะท้อนไปที่หอยสังข์อีกชิ้นที่เป็นคู่กัน ระยะสื่อสารสูงสุดคือ 1000 กิโลเมตร
แถมยังสามารถบันทึกเสียงสะท้อนทั้งหมดภายในสามเดือน และนำมาเปิดฟังซ้ำได้ตลอดเวลา
นี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเขาเช่นกัน คิดว่าในนั้นจะต้องมีความลับส่วนตัวระหว่างเคราแดงกับตระกูลยอร์กเก็บไว้เพียบแน่ๆ
"ขอบคุณกัปตัน พวกเขาจะต้องซาบซึ้งในความเมตตาของท่านอย่างแน่นอน"
"เพียงแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยกัน บนเรือเทพีแห่งการแก้แค้นมีเพียงข้าที่ใช้สัญญาณธงได้ดีที่สุด ข้าจะขึ้นไปบนรังกาช่วยท่านและเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณสั่งการกองเรือเดี๋ยวนี้"
พูดยังไม่ทันจบประโยคดี ไบรอนที่เพิ่งรีบมาช่วยก็โค้งคำนับเคราแดงอีกครั้ง แล้วปีนขึ้นไปตามเชือกโยงด้านข้างของเสากระโดงท้ายอย่างรวดเร็ว
พวกเจ้าหน้าที่โจรสลัดรอบๆ รวมถึงตัวเคราแดงเอง ต่างก็นับถือในความกล้าหาญของเขาจากใจจริง
มีทั้งคำสรรเสริญเยินยออย่าง จงรักภักดี วีรบุรุษ และแน่นอนว่าต้องมีบางคนที่เยาะเย้ยว่าเขาเป็น คนโง่ที่บ้าบิ่น
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ใช่การรบแบบประชิดตัวนะ
ในการดวลปืนใหญ่ระยะไกล การไปยืนเปิดเผยตัวอยู่บนรังกาที่ไม่มีอะไรกำบังเลย ก็ได้แต่ฝากชีวิตไว้กับโชคชะตา ใครจะไปรู้ว่าจะโดนกระสุนหลงปลิดชีพไปตอนไหน
"น่าขัน เจ้าคิดว่าเจ้ามีร่างอมตะแบบกัปตันหรือไง"
เมื่อไบรอนถือกล้องส่องทางไกลแบบตาเดียวปีนขึ้นไปบนรังกา ซึ่งเป็นจุดที่ทัศนวิสัยดีที่สุด และมองเห็น เรือข้าศึก ฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน
การกระทำแรกของเขาคือการส่งข้อความหาวีโอเล็ต
"คุณหนูศิลปิน ข้ามาถึงจุดชมวิวที่ดีที่สุดบน อัฒจันทร์ แล้วนะ"
"ทางนี้ทัศนวิสัยดีมาก เจ้าแค่ทำหน้าที่ทวนคำสั่งของข้าและถ่ายทอดไปยังเรือทุกลำก็พอ"
"หลังจากนี้ เชิญเริ่มการแสดงของเจ้าได้เลย"
ปลายทางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใส
"รับทราบ โปรดรอชมได้เลย คุณพลเมืองดี"
บน [เรือกุหลาบเพลิง] ออร่าของวีโอเล็ตเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทำให้พวกเจ้าหน้าที่โจรสลัดรอบข้างอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
ความมั่นใจบนใบหน้าของเธอราวกับจะเปล่งประกายออกมา ทำให้ผู้คนแทบจะคิดว่าเทพเจ้าประทับร่าง
วีโอเล็ตอาศัยเครื่องรางกระดูกวาฬ จัดการใส่รหัสตัวเลขให้กับเรือรบในสังกัดอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ [เรือสายลมยาว] [เรือบริสตอล] [เรือเหยี่ยวสายฟ้า]... รวมทั้งหมดหกลำ ตามลำดับขบวนจากหน้าไปหลัง
จากนั้นเธอก็มเริ่มออกคำสั่งใหม่อย่างเป็นระบบระเบียบ แม้กระทั่งส่งตรงไปถึงระดับเจ้าหน้าที่โจรสลัดในแต่ละแผนก
"เรือหมายเลขหนึ่งล้ำหน้าเกินไป รักษาระยะห่างด้วย"
"คลายเชือกดึงสรั่งหลัก ปรับใบเรือบนกลับ 10 องศา เผื่อมุมต้านลมไว้ รักษาให้สอดคล้องกับเรือรบด้านหลัง"
"เรือหมายเลขสองคลายเชือกรัดใบเรือบนของเสากระโดงท้ายหนึ่งเส้น ตามเรือนำร่องให้ติด รักษาเส้นบอกตำแหน่งให้ดี ทำตัวเป็นมาตรวัดให้เรือรบด้านหลัง"
"ตำแหน่งของเรือหมายเลขสามสำคัญที่สุด..."
เมื่อคำสั่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดลงไปผ่าน [บทเพลงแห่งวาฬ]
เรือโจรสลัดสองสามลำที่กำลังวุ่นวายทำอะไรไม่ถูกก็มีศูนย์รวมใจทันที และค่อยๆ ผสมผสานกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
"ก็ไม่ถึงกับหมดหวังเสียทีเดียว ไม่อย่างนั้นการจะล่าเคราแดงก็คงยากขึ้นอีกเยอะ"
ไบรอนมองดูขบวนเรือรบที่เพิ่งก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างตรงหน้า พยักหน้าเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ
การบัญชาการกองเรือก็คล้ายกับการบังคับเรือใบหนึ่งลำ
ลองดูระบบเชือกโยงเสี้ยนที่ประกอบด้วยเชือกนับร้อยเส้นบนเรือเป็นตัวอย่าง
คนสมัยใหม่ที่มีความรู้ส่วนใหญ่แค่มองแวบเดียวเห็นพวกเชือกใบเรือยุ่งเหยิงพวกนั้นก็ตาลายแล้ว นับประสาอะไรกับกะลาสีที่ไม่รู้หนังสือจะจำได้หมด
เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ระบบเชือกโยงเสี้ยนก็เหมือนกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานนั้นง่ายมาก มีแค่ 0 กับ 1 คือเชือกโยงเคลื่อนที่และเชือกโยงคงที่ แต่การนำมาประกอบกันนั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง
โชคดีที่เรือหนึ่งลำใช้คนควบคุมเป็นร้อย แต่ละคนรับผิดชอบเชือกแค่เส้นเดียว
กะลาสีใบเรือขอแค่ทำตามกฎ จำไว้ว่าเมื่อหัวหน้าใบเรือเป่านกหวีดแบบไหน หรือตะโกนสั่งด้วยคำหยาบคายแบบไหน ตัวเองจะต้องดึงหรือปล่อยเชือกเส้นที่อยู่ในมือก็พอแล้ว
มีเพียงหัวหน้าใบเรือเท่านั้นที่ใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลางทะเล จนกลายเป็นกะลาสีเฒ่าที่คุ้นเคยและเข้าใจวิธีการใช้งานระบบเชือกโยงเสี้ยนทั้งหมด
การบัญชาการเรือรบก็ใช้หลักการเดียวกัน
ต้องการเพียงเครือข่ายการบังคับบัญชาที่เป็นระบบ รวบรวมเรือรบทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกหน่วยรบทำในสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่ถูกต้อง นั่นก็คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
และตอนนี้ไบรอนก็คือสมองของระบบการบังคับบัญชานี้
การอยู่ใน ที่นั่งผู้ชม ที่ดีที่สุด ทำให้เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษ
เพียงเวลาสิบนาทีสั้นๆ กองเรือมหาโจรสลัดของชาววารีก็จัดขบวน ขบวนเรือรบแบบย่อส่วน ได้ค่อนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อย
แม้ฝั่งชาววารีจะมีเรือน้อยกว่าหนึ่งลำ และไม่มีเรือลำไหนที่มีอำนาจการยิงเทียบเท่าเรือชั้นสามอย่างเรือเทพีแห่งการแก้แค้นเลย
แต่เดิมทีพวกเขาล้วนมีความสัมพันธ์ภายในอันดี เชื่อใจกันและกัน แถมยังมีระบบบังคับบัญชาแบบเรียลไทม์ในวงแคบอย่าง [เครื่องรางกระดูกวาฬ บทเพลงแห่งวาฬ] ดูๆ ไปแล้วเหมือนกองทัพเรือในเครื่องแบบเสียมากกว่า
หันกลับมามองฝั่งเคราแดง ไม่เพียงแต่ต่างคนต่างมีความคิดแอบแฝง แถมยังใช้สัญญาณธงแบบล้าหลังอีก
ขาดการฝึกซ้อมและประสานงานกัน ไม่มีทางจัดขบวนเรือรบแบบเดียวกันได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการตีฝ่ากระแสลมต้าน
งานนี้ความได้เปรียบตกอยู่ที่ข้าจริงๆ
ภายใต้การบัญชาการของไบรอน ขบวนเรือรบที่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นจู่ๆ ก็ฉีกตัวออกจากพื้นที่ใต้ลมของเป้าหมายหลักอย่าง [เรือเทพีแห่งการแก้แค้น]
เนื่องจากผลของ ตราสัญลักษณ์ความแค้น ยังคงอยู่ เมื่อขบวนเรือรบอาศัยแรงลมทิ้งระยะห่าง เรือชั้นสามลำนี้ก็ถูกบังคับให้เร่งความเร็วตามทันที ทำให้หลุดออกจากขบวนรบของตัวเองที่ไม่ค่อยจะเป็นระเบียบอยู่แล้ว
เปิดเผยตัวตนอยู่ต่อหน้าปากกระบอกปืนใหญ่สีดำทะมึนของกองเรือชาววารี
ณ เวลานี้ เรือรบทั้งหมดถึงได้แล่นทวนลมพุ่งทะยานเข้าไปในระยะยิงของฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง
แต่กระแสน้ำวนท้ายเรือระยะทางไม่ถึงสามร้อยเมตรนั้น ไม่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อขบวนเรือรบที่ประกอบด้วยเรือรบหกลำได้อีกต่อไป
และในตอนนี้นี่เอง ผู้บัญชาการไบรอนก็ออกคำสั่งเปิดศึกในที่สุด
"กองเรือระดมยิง เปิดฉากยิงใส่ข้าเลย"
"ยิงได้"
ปืนใหญ่หลักของเรือชั้นสี่หกลำในขบวนเรือรบยิงพร้อมกัน
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม
เปลวไฟสีส้มแดงจากปากกระบอกปืนใหญ่สว่างวาบไปทั่วผืนทะเลอันมืดมิด อาบหมู่เมฆที่ขอบฟ้าให้กลายเป็นสีแดงชาด และแทงทะลุเข้าไปในดวงตาของโจรสลัดฝ่ายศัตรูทุกคน
[จบแล้ว]