- หน้าแรก
- รักซ่อนเร้นของยัยรุ่นพี่ตัวร้ายกับนายนักเขียนอัจฉริยะ
- บทที่ 440 ความกังวลของโค้ช
บทที่ 440 ความกังวลของโค้ช
บทที่ 440 ความกังวลของโค้ช
เวลาสามวันที่อัดแน่นไปด้วยตารางเรียน
ผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา
หลัวเย่เองก็ไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาสามวันนั้นให้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร เขารู้แค่ว่าหลับตาแล้วลืมตาขึ้นมาอีกที เวลาก็ผ่านไปแล้ว
ราวกับว่า ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเบื้องบน มีพระผู้สร้างผู้ทรงอำนาจกำลังเร่งเวลาของโลกใบนี้อย่างจงใจ ทำให้เขาสามารถข้ามผ่านช่วงเวลาสามวันนั้นมาได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มันก็แค่เพราะช่วงสามวันมานี้ตารางเรียนของเขาแน่นเอี้ยด และด้วยความวุ่นวายนี้เอง เวลาจึงดูเหมือนจะเดินผ่านไปรวดเร็วขึ้นก็เท่านั้น
หลังเลิกเรียน สมาชิกทั้งสี่แห่งหอพัก 515 ก็กลับมาถึงห้องพัก แล้วทิ้งตัวลงตามมุมต่างๆ ของห้องอย่างหมดสภาพ
เมื่อไม่นานมานี้ หลี่ฮ่าวหยางเพิ่งจะซื้อกระจกเงาเต็มตัวมาบานหนึ่ง เขาไปยืนอยู่หน้ากระจกทุกวัน โพสท่าต่างๆ นานา พลางจ้องมองกล้ามเนื้อของตัวเองด้วยสายตาหลงใหลได้ปลื้ม
หลัวเย่รู้สึกว่าความรักที่โค้ชมีต่อกล้ามเนื้อของเขานั้น ดูเหมือนจะมากกว่าความรักที่เขามีต่อสวี่เสี่ยวเจียเสียอีก
อย่างไรก็ตาม...
เขาเหลือบมองหลี่ฮ่าวหยางแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "โค้ช กล้ามของนายเล็กลงกว่าตอนช่วงเปิดเทอมหรือเปล่าเนี่ย"
เขาจำได้ว่าในวันแรกของการเปิดเทอม ครั้งแรกที่เขาได้เจอกับโค้ช อีกฝ่ายเพิ่งจะเปียกฝนมาหมาดๆ และสัดส่วนกล้ามเนื้ออันสมบูรณ์แบบก็ปรากฏชัดทะลุเสื้อผ้าออกมาให้เห็น
แม้แต่ผู้ชายด้วยกันเองก็ยังละสายตาไม่ได้
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ล่ำสันเท่าเมื่อก่อนแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลี่ฮ่าวหยางก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ราวกับถูกใครชกเข้าอย่างจัง
เขาหันไปหาหลัวเย่พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย "น้องหลัวเย่ ที่นายพูดมาน่ะจริงเหรอ"
"จริงสิ ถ้านายไม่เชื่อก็ลองถามพี่ชุยกับดาราหนุ่มดูสิ"
อีกสองคนก็พยักหน้ารับเช่นกัน
ที่น่าพูดถึงก็คือ ไม่รู้ว่าเกิดบ้าอะไรขึ้นมา หวังต้าชุยก็มายืนเบ่งกล้ามอวดอยู่ข้างๆ ด้วยเหมือนกัน
พอไปยืนอยู่ข้างหลี่ฮ่าวหยาง เขากลับดูเหมือนหมาขี้เรื้อนผอมโซซะอย่างนั้น
เขาเกี่ยวแขนรอบคอโค้ชพลางเอ่ยอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง "เป็นไงล่ะ การวิ่งจ็อกกิงตอนเช้าของฉันช่วงนี้เริ่มเห็นผลแล้วใช่ไหมล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลัวเย่และเสิ่นเฉียวก็มองเขาด้วยความรู้สึกเอือมระอา
เห็นผลเหรอ
แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยด้วยซ้ำ ยังจะมีหน้ามาพูดอีกนะ
หลี่ฮ่าวหยางไม่สนใจเขา เขากลับไปนั่งที่ของตัวเองพลางถอนหายใจ แล้วเอ่ยว่า "ต้องแบ่งเวลาไปเดต แล้วก็ต้องจัดการเรื่องจุกจิกอีกสารพัด ความฟิตของร่างกายฉันก็เลยลดลงไปเยอะเลย"
"ใช่แล้วล่ะ นายยุ่งเกินไป นายใช้เวลาอยู่ในหอพักน้อยกว่าเย่ว่าจื่อซะอีก แต่หมอนั่นยังไปหมกตัวอยู่ที่อาคารบ้านพักได้ ส่วนนายก็เอาแต่ตะลอนอยู่ข้างนอกนั่นแหละ" หวังต้าชุยเบ้ปาก
พูดจบ เขาก็นั่งลงข้างๆ โค้ชแล้วเอ่ยต่อ "ถ้าถามฉันนะ นายไม่น่าไปเป็นหัวหน้าห้องเลย งานก็เหนื่อยเปล่าๆ แถมทุนการศึกษาที่สัญญากันไว้ก็ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ทั้งเทอมได้มาแค่นั้นมันน้อยจะตายไป"
"ต่อให้ได้น้อย แต่มันก็ยังเป็นเงินนะ" หลี่ฮ่าวหยางเอ่ยอย่างห่อเหี่ยว
"เงินเหรอ ลองดูแฟนนายอย่างคุณหนูสวี่เสี่ยวเจียสิ เธอขาดแคลนเงินหรือไง ทำไมนายไม่ไปขอเธอเอาล่ะ"
"ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย!"
จู่ๆ หลี่ฮ่าวหยางก็ผุดลุกขึ้นยืนราวกับวัวกระทิง ทำเอาหวังต้าชุยสะดุ้งโหยง
"นายจะโมโหทำไมเนี่ย"
หวังต้าชุยเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก
เขารู้สึกว่าโค้ชสามารถกระแทกเขาให้ตายคาที่ได้ด้วยวิชากระแทกภูผาเหล็ก
"เฮ้อ"
หลี่ฮ่าวหยางทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งแล้วเอ่ยว่า "ฉันลองไปสืบดูแล้วนะ พ่อของสวี่เสี่ยวเจียเป็นถึงรองประธานบริษัทในเมืองหลวง มีรายได้ปีละหลายล้าน ฉันกลัวจริงๆ ว่าเขาจะดูถูกฉันน่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลัวเย่ก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง "โค้ช นี่มันยุคไหนสมัยไหนกันแล้ว และถึงแม้เสี่ยวเจียจะดูทำตัวเป็นเด็กๆ ไปบ้าง แต่นิสัยใจคอของเธอถือว่าไร้ที่ติเลยนะ เธอชอบนายจากใจจริงนะ"
"เฮ้อ... เรื่องนั้นฉันก็รู้อยู่หรอก แต่ต่อให้เธอจะชอบฉันจริงๆ ฉันก็ยังต้องทำตัวให้คู่ควรกับเธออยู่ดี ตอนนี้พวกเรายังเรียนอยู่ และถึงแม้ว่าหอพักเราจะมีนักเขียนชื่อดังอย่างน้องหลัวเย่อยู่ด้วย พวกเราก็ยังคงเข้ากันได้ดีราวกับพี่น้อง... ทางมหาวิทยาลัยได้มอบสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างยุติธรรมให้กับพวกเรา"
"แต่..."
หลี่ฮ่าวหยางมองไปที่พวกเขาทั้งสามคนแล้วเอ่ยถาม "หลังจากที่พวกเราเรียนจบและก้าวเข้าสู่สังคม ความยุติธรรมแบบนั้นมันก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป ถ้าฉันได้เจอกับนักเขียนชื่อดังอีกคนล่ะก็ เขาคงจะไม่แม้แต่จะชายตามองฉันด้วยซ้ำ และถ้าฉันได้เจอกับสวี่เสี่ยวเจียในสังคมจริงๆ เธอก็คงจะดูถูกไอ้กระจอกอย่างฉันอย่างแน่นอน"
เมื่อได้ยินประโยคนั้น ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบไป
นี่แหละคือความเป็นจริง
มหาวิทยาลัยได้มอบสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างยุติธรรมให้กับทุกคน แต่ในสังคมนั้น การแบ่งชนชั้นเป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก ประธานบริษัทไม่มีทางรู้จักพนักงานธรรมดาๆ หรอก และความน่าจะเป็นที่คุณหนูผู้ร่ำรวยจะไปตกหลุมรักหนุ่มมนุษย์เงินเดือนนั้น ก็แทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว
เสิ่นเฉียวเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาปรากฏแววถวิลหาอดีต เขาเอ่ยเสียงแผ่ว "โค้ชพูดถูก เมื่อก่อนฉันเคยทำงานรับจ้างสารพัดอย่าง หลังจากเรียนจบ ชีวิตก็จะมีแต่เรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้นแหละ"
ในสังคม ไม่มีใครมาทำดีกับคุณโดยไร้เหตุผลหรอก เว้นเสียแต่ว่าคุณจะมีผลประโยชน์อะไรบางอย่างให้กับเขา
เฉกเช่นเดียวกับเสิ่นเฉียว ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเข้าไปทำงานในโรงงาน เขาถูกผู้บริหารหญิงคนหนึ่งหมายตาเข้า และต้องการจะเลี้ยงดูเขาในฐานะผู้ชายของเธอ
เขาตกใจกลัวมากจนรีบลาออกและหนีเตลิดไปทันที โดยไม่แม้แต่จะอยู่รอรับเงินเดือนด้วยซ้ำ
"พวกนายเนี่ยนะ มันยังเร็วไปไหมที่จะมานั่งคิดเรื่องพวกนี้ พวกเราเพิ่งจะอยู่ปีหนึ่งเองนะ" หวังต้าชุยเริ่มทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย
"พี่ชุย หน่วยกิตกิจกรรมเสริมหลักสูตรของพี่น้อยที่สุดในกลุ่มพวกเราเลยนะ พี่ควรจะเอาเวลาไปกังวลเรื่องนั้นมากกว่านะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของหวังต้าชุยก็กระตุก
เกินไปแล้ว นี่มันจะเกินไปแล้วนะ ทำไมหัวข้อสนทนาถึงวกมาเข้าตัวเขาได้ล่ะเนี่ย
เย็นวันนั้น ระหว่างที่กำลังวิดีโอคอล หลัวเย่ก็กำลังมองดูรุ่นพี่นางฟ้ามาสก์หน้าไปด้วย
มาสก์หน้าพวกนี้ คุณป้าของเขาเป็นคนส่งมาให้รุ่นพี่นางฟ้า ตั้งแต่ที่คุณป้ารู้ว่าหลัวเย่มีแฟน เวลาที่คุณป้าซื้อของก็มักจะถามไถ่รุ่นพี่นางฟ้าอยู่เสมอว่าอยากได้อะไรไหม
คุณป้าปฏิบัติต่อเธอราวกับลูกในไส้ ซึ่งนั่นก็ทำเอาหลัวเย่ถึงกับอิจฉาเลยทีเดียว
เมื่อมองดูรุ่นพี่นางฟ้ามาสก์หน้า หลัวเย่ก็แสดงสีหน้าฉลาดหลักแหลมออกมาแล้วเอ่ยถาม "รุ่นพี่ครับ ความรู้สึกตอนแปะมาสก์บนหน้ามันเป็นยังไงเหรอครับ"
"หืม ฉันไม่ได้แบ่งให้นายไปครึ่งนึงหรอกเหรอ นายลองเอามาแปะดูสิ"
เมื่อได้ยินดังนั้น จู่ๆ หลัวเย่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่พัสดุมาส่ง รุ่นพี่เปิดมันออกแล้วแบ่งมาสก์หน้าครึ่งหนึ่งมาให้เขา
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ลงจากเตียงและเดินไปค้นกระเป๋าเป้ของตัวเอง และก็เป็นอย่างที่คิด เขาเห็นมาสก์หน้าหลายแผ่นอยู่ในนั้น
ทันทีที่มาสก์หน้าปรากฏแก่สายตา หวังต้าชุยก็สังเกตเห็นมันเข้าทันที
"เย่ว่าจื่อ ไก่อ่อนเอ๊ย นี่นายถึงกับมีมาสก์หน้าเลยเหรอเนี่ย แอบซ่อนของดีไว้ไม่ยอมแบ่งพวกเราใช่ไหม"
"ไม่มีทาง"
หลัวเย่โยนมาสก์หน้าออกไป มันมีทั้งหมดสี่แผ่น พอดีสำหรับพวกเขาทุกคน
อย่างที่รู้กันดีว่า ในหอพักชาย ไม่มีหรอกคำว่าของใช้ส่วนตัว
หวังต้าชุยหยิบมาสก์หน้าเดินตรงเข้าห้องน้ำไปทันที แล้วเริ่มมาสก์หน้าหน้ากระจกเงา
ส่วนหลี่ฮ่าวหยาง ก็ใช้กระจกเงาเต็มตัวของเขาเป็นตัวช่วยพิจารณามาสก์หน้าเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม โครงหน้าของโค้ชนั้นค่อนข้างใหญ่ ทำให้แผ่นมาสก์ดูเล็กจิ๋วและแปลกประหลาดพิลึกเมื่อแปะอยู่บนใบหน้าของเขา
และการที่ชายฉกรรจ์กล้ามโตมานั่งมาสก์หน้า มันก็มักจะให้ความรู้สึกแปลกประหลาดจนอธิบายไม่ถูกเสมอ
ทางด้านเสิ่นเฉียว ดูเหมือนว่าเขาจะมีประสบการณ์อย่างโชกโชน หลังจากมาสก์หน้าเสร็จ เขาก็ดูหล่อเหลาเอาการ สมกับที่เป็นถึงหนุ่มฮอตประจำมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงจริงๆ
หลัวเย่ไม่เคยมาสก์หน้ามาก่อน เขาจึงยังคงง่วนอยู่กับการหาวิธีแปะมันลงบนหน้า
กระจกในหอพักถูกคนอื่นแย่งไปใช้หมดแล้ว เขาจึงใช้หน้าจอวิดีโอคอลแทนกระจกเงาไปเลย
ในขณะเดียวกัน รุ่นพี่นางฟ้าก็ยังคงคอยแนะนำเขาผ่านทางโทรศัพท์
ไม่นานนัก เขาก็มาสก์หน้าเสร็จเรียบร้อย
เขาฉีกยิ้มกว้างแล้วเอ่ยถาม "เป็นยังไงบ้างครับรุ่นพี่"
ซูไป๋โจว: ...
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เธอก็เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ "อืม หล่อมากเลยล่ะ"
ทั้งสองคนต่างก็เอื้อมมือไปกดแคปหน้าจอโทรศัพท์พร้อมๆ กัน โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้การกระทำของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย