- หน้าแรก
- ยอดหมอเทวดาไร้เทียมทาน
- บทที่ 12 - ค่ารักษาหนึ่งแสน!
บทที่ 12 - ค่ารักษาหนึ่งแสน!
บทที่ 12 - ค่ารักษาหนึ่งแสน!
บทที่ 12 - ค่ารักษาหนึ่งแสน!
……
ตกเย็น ซุนอี๋เลิกงานกลับมา ความจริงเธอตั้งใจจะมาดูว่าเย่เฉินโกรธหรือเปล่า เพราะคำพูดเมื่อเช้าค่อนข้างจะทำร้ายจิตใจเขาอยู่บ้าง
แต่เมื่อเธอเห็นเย่เฉินซื้อธงประหลาดๆ มาเป็นกอง เธอก็รู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ
สงสารในความโชคร้าย แต่ก็โกรธที่ไม่รู้จักต่อสู้ดิ้นรน!
เธออุตส่าห์คิดว่าคำพูดเมื่อเช้าจะช่วยเตือนสติเขาได้ บางทีหมอนี่อาจจะยอมไปหางานทำอย่างว่านอนสอนง่าย แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เย่เฉินจะไม่เพียงไม่ออกไปหางานทำ แต่กลับมาทำธุรกิจต้มตุ๋นหลอกลวงอีกแล้ว!
ครั้งนี้ไม่ได้หลอกเธอ! แต่ไปหลอกคนอื่น! น่าโมโหยิ่งกว่า!
เย่เฉินเองก็สังเกตเห็นว่าซุนอี๋กลับมาแล้ว เขาเพิ่งจะอ้าปากอธิบายแผนการ ซุนอี๋ก็พุ่งเข้ามายืนจ้องหน้าเขาด้วยความโกรธจัด "เย่เฉิง นายจะทำตัวไร้สาระไปถึงไหน? หางานทำดีๆ ไม่เป็นหรือไง?"
เย่เฉินยักไหล่ ตอบกลับอย่างจนใจ "ฉันกำลังจะไปช่วยชีวิตคนต่างหาก ทำไมถึงไม่ใช่งานที่ดีล่ะ?"
"เย่เฉิง ถ้านายต้องการเงิน ฉันให้ได้ แต่ฉันหวังว่านายจะซื่อสัตย์เหมือนชื่อของนาย ฉันว่าพ่อแม่นายที่ตั้งชื่อนี้ให้ก็คงหมายความแบบนี้เหมือนกัน การที่นายทำแบบนี้ นายไม่อายพ่อแม่ที่อยู่บ้านนอกบ้างเหรอ?
ต่อไปนายจะเอาหน้าไปสู้พวกท่านได้ยังไง? นายไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีบ้างเลยหรือ?"
พูดถึงตรงนี้ ซุนอี๋คิดว่าเย่เฉิงจะต้องยิ้มแย้มและเถียงกลับ หรือไม่ก็พูดจาสองแง่สองง่ามใส่เธอ แต่กลับกลายเป็นว่าแววตาของเย่เฉินหม่นแสงลง เขาหันหลังกลับเงียบๆ หยิบของที่เตรียมไว้สำหรับวันนี้ แล้วเดินออกไป
เมื่อเย่เฉินเดินไปถึงประตู เขาก็หยุดฝีเท้าลง "ฉันเองก็อยากจะเอาหน้าไปสู้พวกท่านในวันข้างหน้าเหมือนกัน แต่มันเป็นไปไม่ได้แล้วล่ะ ฉันไม่มีวันได้เจอพวกท่านอีกแล้ว"
พูดจบ เย่เฉินก็เดินออกไปทันที
ซุนอี๋มองตามแผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของเย่เฉิน ถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดไปเสียแล้ว
"เย่เฉิง... ไม่มีพ่อแม่แล้วเหรอ..."
เธอรู้ดีว่าคำพูดเมื่อกี้มีความหมายอย่างไรต่อเด็กกำพร้าที่ไร้พ่อแม่
เธอรู้ดีว่าตอนนี้หัวใจของเย่เฉิงจะเจ็บปวดแค่ไหน
ไม่รู้ทำไม ขอบตาของเธอถึงได้ร้อนผ่าว เธอหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนอีกครั้ง
เธอนึกถึงเพื่อนร่วมโต๊ะคนนั้นที่เคยมีครอบครัวที่อบอุ่น แต่เพียงชั่วข้ามคืน ทุกอย่างก็พังทลายลง
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น
เธอรู้เพียงแค่ว่า ตระกูลเย่ ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
เด็กหนุ่มที่ชื่อเย่เฉินคนนั้นก็ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวนั้นเจ็บปวดเพียงใด เธอเคยสัมผัสมันมาแล้ว
ดังนั้นในตอนนั้น เธอจึงอยากใช้กำลังของตัวเองทำอะไรสักอย่างเพื่อเพื่อนเก่าที่หายสาบสูญหรืออาจจะตายไปแล้วคนนั้น
เธอฝ่าฝืนอุปสรรคทุกอย่าง นำร่างของคนในตระกูลเย่ทั้งสามไปฝัง...
จู่ๆ ซุนอี๋ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอรีบวิ่งตามออกไป แต่เย่เฉินได้หายลับไปในฝูงชนอันกว้างใหญ่เสียแล้ว
ไร้ซึ่งร่องรอยให้ตามหา
ขณะที่ซุนอี๋กำลังยืนเหม่อลอย โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เธอคิดว่าเป็นสายจากเย่เฉิน แต่เมื่อหยิบขึ้นมาดูถึงนึกขึ้นได้ว่าเย่เฉินไม่มีโทรศัพท์มือถือ
หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏชื่อสามพยางค์: เซี่ยรั่วเสวี่ย
"ท่านประธานเซี่ย คุณกลับมาแล้วเหรอคะ?" ซุนอี๋ปรับอารมณ์และกดรับสาย
"ซุนอี๋ อยู่ไหน? รีบกลับมาที่บริษัทด่วน มีการประชุมฉุกเฉินระดับ S"
พูดจบ สายก็ถูกตัดไปทันที
ซุนอี๋ตระหนักได้ว่าเรื่องเริ่มไม่ชอบมาพากลแล้ว เธอทำงานในบริษัทนี้มาหลายปี ไม่เคยได้ยินน้ำเสียงที่รีบร้อนขนาดนี้ของท่านประธานมาก่อน ราวกับเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ นี่เป็นการประชุมฉุกเฉินระดับ S! นี่คือการประชุมฉุกเฉินขั้นสูงสุด!
"หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับกลุ่มบริษัทฮว๋าเหม่ย?"
……
สวนสาธารณะเฉิงเป่ย
เย่เฉินแบกข้าวของพะรุงพะรังมาถึงถนนการค้าในสวนสาธารณะ
เนื่องจากเป็นช่วงเย็น แผงลอยเล็กใหญ่จึงเริ่มตั้งกันแล้ว ผู้คนก็พลุกพล่านใช้ได้
เย่เฉินใช้ความพยายามอย่างมากในการหาที่ว่าง เขาว่าของลงและตั้งโต๊ะเล็กๆ แบบง่ายๆ ทันที
เมื่อตั้งโต๊ะเสร็จ เขาก็นึกถึงปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ เขาลืมเอาเก้าอี้มา!
จะให้คนป่วยยืนให้รักษาหรือยังไง
"อย่าบอกนะว่าเปิดร้านวันแรกก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน?"
ขณะที่เย่เฉินกำลังขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ คุณลุงที่ขายเครื่องปั้นดินเผาแผงข้างๆ ก็เดินเข้ามาทัก
"โย่ พ่อหนุ่ม เพิ่งมาใหม่ล่ะสิ ลุงไม่เคยเห็นหน้าเลย"
เย่เฉินเพิ่งสังเกตเห็นคุณลุงที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้พูดคุยกันเล็กน้อยก็ถือว่าทำความรู้จักกันแล้ว
คุณลุงชื่อจงเสวี่ยหย่ง มาจากอำเภอซงซานซึ่งเป็นพื้นที่ใต้การปกครองของเมืองเจียงเฉิง เขามาตั้งแผงขายของหาเลี้ยงชีพที่นี่ เป็นคนร่าเริงแจ่มใสและมักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ
"พ่อหนุ่ม เมื่อกี้ลุงเห็นเธอทำหน้าเครียดๆ เจอเรื่องลำบากอะไรหรือเปล่า?"
เย่เฉินตอบตามตรง "คุณลุงจงครับ วันนี้ผมเพิ่งมาตั้งแผงเป็นวันแรก ดันลืมเอาเก้าอี้มาด้วย นี่ผมก็ว่าจะเก็บของกลับแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่"
ลุงจงได้ยินดังนั้น ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินไปหยิบเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งเมื่อครู่นี้มาให้ทันที "ลุงไม่ค่อยชอบนั่งหรอก เอาเก้าอี้ตัวนี้ไปใช้เถอะ วันนี้คนกำลังเยอะ ไม่ตั้งแผงขายของก็น่าเสียดายแย่"
"แต่ถ้าคุณลุงไม่มีเก้าอี้ ก็ต้องยืนทั้งคืนเลยนะ จะดีเหรอครับ..."
ยังไม่ทันที่เย่เฉินจะพูดจบ ลุงจงก็โบกมือแล้วเดินกลับไปที่แผงของตัวเอง "พ่อหนุ่ม อย่ามัวแต่เกรงใจเลย ให้ก็คือให้ ถ้าวันไหนขายดี ก็เลี้ยงบุหรี่ลุงสักมวนก็พอ"
เย่เฉินไม่ได้ทำตัวมากความ เขาขอบคุณลุงจงแล้วเอาเก้าอี้ไปวางไว้หน้าแผงทันที จากนั้นก็นำธงที่สั่งทำมาแขวนประดับ!
ลุงจงอยากรู้อยู่แล้วว่าเย่เฉินมาตั้งแผงขายอะไร เขาจึงแอบมองดูอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อเห็นข้อความบนธง เขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย!
ผืนแรกยังพอดูเป็นปกติ: "เคร่งครัด ซื่อสัตย์ อุทิศตน!"
ผืนที่สองเริ่มไม่ค่อยเข้าท่า: "ช่วยชีวิตผู้คน หมอเทวดารักษาโรค เปี่ยนเชวี่ยจุติ ฮูโต๋กลับชาติมาเกิด!"
ลุงจงคิดไม่ถึงเลยว่าเสี่ยวเย่คนนี้จะเป็นหมอ แต่จะมีหมอที่ไหนมายกยอตัวเองขนาดนี้!
แม้แต่หมอในโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของเมืองเจียงเฉิงก็ยังไม่กล้าคุยโวขนาดนี้เลย!
เสี่ยวเย่คนนี้บ้าไปแล้วแน่ๆ!
แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ เมื่อได้เห็นข้อความบนธงผืนที่สาม ลุงจงแทบจะอยากกรีดร้อง!
"ฉลองเปิดร้านใหม่ ลดราคาทั้งร้าน 20% รักษาได้ทุกโรค ค่ารักษาเริ่มต้นที่หนึ่งแสนหยวน!"
พระเจ้าช่วย เสี่ยวเย่กำลังทำอะไรอยู่เนี่ย รักษาโรคมีลดราคาด้วยเหรอ!
ลดราคาก็ว่าไปอย่าง แต่ค่ารักษาเริ่มที่หนึ่งแสนหยวน นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย!
ในโลกนี้มีใครเขาตั้งราคากันแบบนี้!
ลุงจงตั้งใจจะเข้าไปเตือนเย่เฉิน แต่กลับพบว่าผ่านไปไม่นาน แผงของเย่เฉินก็มีคนมามุงดูจนแน่นขนัด!
เขาแทรกตัวเข้าไปไม่ได้เลย
"ซวยแน่ๆ เสี่ยวเย่เจอปัญหาเข้าแล้ว" ลุงจงพูดด้วยความร้อนใจ
ความจริงแล้ว สาเหตุที่มีคนมามุงเยอะขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะอยากมาดูความตลกของเย่เฉิน!
พวกเขาอยากจะเห็นหน้าคนที่กล้าเรียกค่ารักษาหนึ่งแสนหยวน!
วัยรุ่นผมทองคนหนึ่งก้าวออกมา มองเย่เฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแสยะยิ้ม "ไอ้น้อง เพิ่งมาใหม่สินะ มาเปิดแผงรักษาโรคที่นี่เนี่ยนะ? แสนนึง? แน่ใจนะว่าไม่ได้ล้อเล่น?"
เย่เฉินปรายตามองวัยรุ่นผมทองก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดี จึงพูดขึ้นว่า "จ่ายค่ารักษามาแสนนึงสิ แล้วแกจะรู้เองว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม"
วัยรุ่นผมทองไม่คิดว่าพ่อค้าคนนี้จะปากดีขนาดนี้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก "น้ำหน้าอย่างแก กล้ามาเรียกเงินฉันตั้งแสนนึง? พวกต้มตุ๋นอย่างแก ฉันเจอที่ไหนเป็นต้องกระทืบที่นั่น"
เย่เฉินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว "ถ้ามีปัญญาก็ลองดูสิ!"
แม้เย่เฉินจะไม่ได้ใช้พลังปราณแท้เลยแม้แต่น้อย แต่เขาคือคนที่คลานออกมาจากกองซากศพ แค่สายตาเพียงปรายเดียวก็เพียงพอที่จะสะกดคนทั้งฝูงได้แล้ว!
วินาทีนั้น วัยรุ่นผมทองรู้สึกราวกับถูกมัจจุราชเพ่งเล็ง เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก ร่างกายหนาวเหน็บราวกับตกลงไปในธารน้ำแข็ง!
"ฉัน..."
วัยรุ่นผมทองก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่ทว่าลื่นล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาหัวเราะลั่น เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ วัยรุ่นผมทองก็ไม่กล้าอยู่ต่อ รีบเผ่นหนีหางจุกตูดไปทันที
(จบแล้ว)