- หน้าแรก
- วิถีพรานพลิกชะตา สร้างความมั่งคั่งด้วยปืนกระบอกเดียว
- บทที่ 1 - พี่เขยปัญญาอ่อนฟื้นคืนชีพ แถมอาการปัญญาอ่อนก็หายแล้ว
บทที่ 1 - พี่เขยปัญญาอ่อนฟื้นคืนชีพ แถมอาการปัญญาอ่อนก็หายแล้ว
บทที่ 1 - พี่เขยปัญญาอ่อนฟื้นคืนชีพ แถมอาการปัญญาอ่อนก็หายแล้ว
บทที่ 1 - พี่เขยปัญญาอ่อนฟื้นคืนชีพ แถมอาการปัญญาอ่อนก็หายแล้ว
"ฮือๆๆ พี่เขย ตื่นสิ ฉันไม่เอา ไม่ให้พี่ตายนะ!"
"พี่เขย ถ้าพี่ตายไปก็ไม่มีใครเล่นเป็นเพื่อนฉันแล้วนะ!"
"พี่เขย ตื่นขึ้นมาเถอะนะ ถ้าพี่ตายไปพี่สาวต้องเสียใจมากแน่ๆ!"
มือน้อยๆ ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตบลงบนหน้าอกของสวี่อี้ เสียงร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจดังก้องอยู่ข้างหูของเขา
"มี่เอ๋อร์น้อย พี่เขยของเธอตายไปแล้ว อย่าไปกวนเขาเลย ปล่อยให้เขาไปสู่สุคติเถอะนะ!"
สวี่เว่ยกั๋ว ผู้ใหญ่บ้านส่งสายตาให้ชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ "พวกแกเข้าไปดึงตัวเธอออกมาก่อน ต่อไปก็ต้องจัดการเรื่องงานศพของสวี่อี้แล้ว!"
ชายหนุ่มทั้งสองเพิ่งจะเดินเข้าไป ก็ถูกเด็กหญิงตัวน้อยร้องไห้ตะโกนพร้อมกับผลักไส "ไสหัวไป พวกแกไสหัวไปให้พ้น พวกแกมันคนเลว พวกแกนั่นแหละที่ทำให้พี่เขยฉันต้องตาย!"
เสียงร้องไห้แสบแก้วหูปลุกให้สวี่อี้สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากอาการสลบไสล
วินาทีนี้ เขารู้สึกเพียงความหนาวเหน็บเสียดแทงไปถึงกระดูก แถมยังปวดหัวตึบๆ อีกด้วย
สวี่อี้ฝืนลืมตาที่แสบพร่าขึ้นมา ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือบ้านโครงสร้างไม้ผสมอิฐที่ว่างเปล่า คานบ้านสร้างจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ กำแพงกั้นทั้งสองด้านล้วนก่อขึ้นจากอิฐดินดิบ
บ้านหลังนี้เก่าและทรุดโทรมมาก พอลมหนาวพัดมาก็พัดทะลุเข้ามาในบ้าน ความหนาวเหน็บนี้ช่างเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ!
หลังจากสะท้านเฮือกใหญ่อย่างแรง สวี่อี้ถึงได้ตระหนักว่า ตัวเองทะลุมิติมาซะแล้ว!
สวี่อี้ เกิดปี 1993 ในฐานะพนักงานหาเช้ากินค่ำของบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่ง เพื่อเงินเดือนสองสามหมื่น เขาต้องทำงานล่วงเวลาหามรุ่งหามค่ำ ทว่าถึงจะเป็นอย่างนั้น ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องอันเย็นชาแห่งนั้น เขากลับไม่มีปัญญาซื้อแม้แต่ห้องน้ำสักห้อง!
ความจริงแล้วสวี่อี้ถือว่าเป็นคนเก่งมาก ในยุคสมัยใหม่ ความสามารถในการหาเงินของเขาเหนือกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันส่วนใหญ่เสียอีก
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่มีปัญญาซื้อรถซื้อบ้าน ในวัยสามสิบกว่าปี เขาก็ยังคงครองตัวเป็นโสดอยู่ดี!
ต้นปี 2025 สวี่อี้ในวัย 32 ปี ซึ่งอยู่ภายใต้ความกดดันมาอย่างยาวนาน ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงอย่างน่าเศร้า เวลาที่คิดตกไม่ตก เขามักจะซื้อยาเบื่อหนูมาวางไว้ที่หัวเตียง เตรียมพร้อมที่จะจบชีวิตตัวเองได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตาม คิดไปคิดมา เขาก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ ในตอนที่เขากำลังสะลึมสะลือรู้สึกตัวครึ่งไม่รู้สึกตัวครึ่ง เขารู้สึกทรมานมาก จึงเอื้อมมือไปควานหายาต้านซึมเศร้าที่หัวเตียง แต่ผีซ้ำด้ามพลอยดันไปหยิบยาเบื่อหนู แล้วกรอกเข้าปากไปกว่าครึ่งขวดรวดเดียว
กว่าเขาจะรู้ตัวว่ากินยาผิดก็สายไปเสียแล้ว สุดท้ายก็ทำได้แค่ชักกระตุกแล้วสิ้นใจไป!
คิดไม่ถึงว่าจะทะลุมิติมาอยู่ในร่างของชายหนุ่มที่มีชื่อและแซ่เดียวกันว่าสวี่อี้!
ในขณะที่หยางมี่เอ๋อร์กำลังร้องไห้โฮพลางผลักไสจางจื้อและสวี่เหล่ย จู่ๆ ทั้งสองคนก็ชะงักไป "อ๊าก! เชี่ยเอ๊ย ผีหลอก!"
จางจื้อและสวี่เหล่ยตกใจแทบสิ้นสติ รีบมุดไปหลบอยู่หลังผู้ใหญ่บ้านสวี่เว่ยกั๋ว "ผู้ใหญ่บ้าน สวี่อี้มันฟื้นคืนชีพ หรือว่ามันจะมาทวงชีวิตพวกเราสองคน?"
"ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราไม่ได้เป็นคนฆ่าสวี่อี้นะครับ มันดึงดันจะกระโดดลงไปจับปลาในแอ่งน้ำนั่นเองจนจมน้ำตายต่างหาก!"
"สวี่อี้ แค้นใครก็ไปลงที่คนนั้น ความตายของแกมันเป็นเพราะตัวแกเอง แกมันปัญญาอ่อน สมองมีปัญหา ถึงได้ทำตัวเองตาย! ถ้าจะทวงชีวิต แกก็ต้องไปทวงกับตัวเองสิโว้ย!"
"หุบปาก!" สวี่เว่ยกั๋วถลึงตาใส่ทั้งสองคน
สวี่เว่ยกั๋วมองสวี่อี้ที่ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ก็รู้สึกงุนงงไม่แพ้กัน "สวี่อี้ยังไม่ตาย งั้นก่อนหน้านี้ เขาก็น่าจะอยู่ในสภาวะแกล้งตาย!"
จางจื้อและสวี่เหล่ยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก "ผู้ใหญ่บ้าน สภาวะแกล้งตายคืออะไรครับ? แต่เมื่อกี้หมอประจำหมู่บ้านก็เพิ่งประกาศว่าเขาตายแล้วนี่นา!"
สวี่เว่ยกั๋วแค่นเสียงเย็นชา "พวกแกคิดว่าเรื่องผีดิบคืนชีพมันมีจริงๆ หรือไง นี่สวี่อี้ยังมีชีวิตอยู่ชัดๆ!"
สวี่เว่ยกั๋วอธิบาย "สภาวะแกล้งตายก็คือ คนที่เห็นชัดๆ ว่าไม่มีชีพจร ไม่หายใจ และหัวใจหยุดเต้นแล้ว หากมองจากสภาพร่างกายภายนอกก็คือตายไปแล้ว แต่ความจริงยังไม่ตาย แค่แสดงอาการเหมือนคนตายเท่านั้น!"
"ผ่านไประยะหนึ่ง ก็สามารถทำลายสภาวะนี้ แล้วกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง!"
"พูดแบบนี้ก็หมายความว่า สวี่อี้ฟื้นคืนชีพจริงๆ งั้นเหรอ?" จางจื้อและพวกอีกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก
พวกเขารู้ดีแก่ใจ ที่สวี่อี้ต้องตาย ก็เพราะถูกพวกเขาสองคนกลั่นแกล้ง เมื่อครู่นี้พวกเขายังกังวลอยู่เลยว่าจะกระเทือนไปถึงตำรวจให้มาสืบสวนเรื่องนี้ แล้วเอาผิดพวกเขา
ตอนนี้สวี่อี้ไม่เป็นอะไรแล้ว นั่นก็หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องกังวลอีกต่อไป!
ระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังคุยกัน ข้อมูลจำนวนมากก็ไหลเวียนเข้ามาในหัวของสวี่อี้ ทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง
ที่แท้ เขาก็ทะลุมิติมายังหมู่บ้านบนภูเขาแห่งหนึ่งในช่วงต้นยุคแปดสิบ หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านตระกูลสวี่ เป็นสถานที่ที่ครอบครัวของเขาใช้ชีวิตสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เมื่อสามปีก่อน พ่อแม่ของเขาเข้าไปล่าสัตว์ในภูเขา ไม่รู้ว่าไปเจออันตรายอะไรเข้า ไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปสามปีเต็มแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววใดๆ
ครอบครัวนี้ตอนนี้เหลือเพียงเขา ภรรยาของเขาหยางเสวี่ย และน้องเมียวัยเยาว์หยางมี่เอ๋อร์ สามคนพี่น้องที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน
สวี่อี้ค่อยๆ หันหน้าไป ภรรยาตัวน้อยรูปร่างสันทัด ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้าสะอาดยกจด รวบผมหางม้า ยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงหน้าเขา
ในเวลานี้ หยาดน้ำตาเม็ดโตดั่งเมล็ดถั่วรวมตัวกันในดวงตาของเธอ แล้วร่วงแหมะๆ ลงบนพื้น
ภรรยาตัวน้อยคนนี้ก็คือหยางเสวี่ย ภรรยาของเขา ขาของเธอข้างหนึ่งเหยียดตรง อีกข้างหนึ่งงอ เวลาเดิน ร่างกายก็จะโยกเยกไปมา ดูแล้วก็คล้ายกับสวี่อี้ที่เป็นโรคปัญญาอ่อน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมักจะถูกคนอื่นปฏิบัติราวกับคนบ้า
ถ้าดูแค่ผิวเผิน อาการของเธอเหมือนจะหนักกว่าสวี่อี้เสียอีก เพราะเธอมักจะไม่ค่อยพูดจา จนคนมักจะเข้าใจผิดว่าเธอเป็นใบ้ด้วย
เป็นใบ้แถมยังปัญญาอ่อน ดังนั้น คนสวยระดับนี้ สวี่อี้ถึงได้มีวาสนาแต่งงานด้วย
คนทั้งหมู่บ้านไม่มีใครรู้เลยว่า เธอไม่ได้เป็นใบ้ แล้วก็ไม่ได้ปัญญาอ่อน เพียงแค่ขาไม่ดีและไม่ค่อยชอบพูดก็เท่านั้น
ความจริงแล้ว เรื่องงานบ้านงานเรือน เธอทำได้ดีเยี่ยมเลยล่ะ!
ในขณะที่สวี่อี้กำลังเหม่อลอยนึกถึงเรื่องของหยางเสวี่ยอยู่นั้น จู่ๆ มี่เอ๋อร์น้อยก็โผเข้ามาหาเขาอย่างแรง "ฮือๆๆ พี่เขย ดีจังเลย พี่ไม่ตาย พี่ทำฉันตกใจแทบแย่!"
"พี่เขย ต่อไปเรายังเล่นซ่อนหากันได้อีกนะ!"
"แค่กๆ มี่เอ๋อร์น้อย ตัวพี่เปียกโชกไปหมด เย็นเฉียบเลย เธอถอยไปห่างๆ พี่หน่อยเถอะ เดี๋ยวเสื้อหนาวลายดอกของเธอจะเปียกเอานะ!"
สวี่อี้ดันหยางมี่เอ๋อร์ออกเบาๆ พร้อมกับลุกขึ้นยืน อาศัยจังหวะนั้นก็จัดแต่งทรงผมที่ยุ่งเหยิงของเธอด้วยมือที่สั่นเทา "มี่เอ๋อร์น้อยเป็นเด็กดี อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป พี่เขยหนาวจะตายอยู่แล้ว ต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งๆ ก่อน!"
สวี่เว่ยกั๋ว จางจื้อ และสวี่เหล่ย ทั้งสามคนต่างยืนอึ้ง พวกเขามองออกอย่างชัดเจนว่า อาการสั่นของสวี่อี้เป็นเพราะความหนาว ไม่ใช่อาการของโรคปัญญาอ่อนอีกต่อไปแล้ว "อาการปัญญาอ่อนของสวี่อี้หายแล้วเหรอ? รอดตายมาได้คราวนี้ โรคปัญญาอ่อนหายไปเลยงั้นรึ?"
หยางมี่เอ๋อร์ที่ฉลาดหลักแหลมก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน เธอจับมือสวี่อี้แน่น กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ "ดีจังเลย พี่เขย พี่นี่รอดตายมาได้ต้องมีโชคตามมาแน่ๆ พี่ฟื้นคืนชีพ แถมโรคปัญญาอ่อนก็หายด้วย"
"พี่เขย พี่ไม่บ้าแล้วนี่นา!"
"แคกๆ ไม่บ้าแล้ว พี่เขยไม่บ้าแล้ว!" สวี่อี้ดีดจมูกหยางมี่เอ๋อร์เบาๆ "ยัยตัวติดคน ถอยไปเร็วเข้า พี่เขยต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว หรือเธออยากจะให้พี่เขยหนาวตายกันหละ?"
ตอนนั้นเอง จู่ๆ หยางเสวี่ยก็รู้สึกตัว เธอพยายามเดินกะเผลกๆ ไปยังห้องที่อยู่ข้างๆ
พอเธอเดิน ร่างกายก็เริ่มสั่นเทาไปหมด!
หยางมี่เอ๋อร์มองเธอด้วยความเคยชิน "พี่เขย พี่สาวฉันไปหาเสื้อผ้าให้พี่แล้ว รีบตามเธอเข้าไปในห้องฝั่งตะวันออกเถอะ!"
(จบแล้ว)