- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 40 - ข้ามันไร้ค่าเกินไป
บทที่ 40 - ข้ามันไร้ค่าเกินไป
บทที่ 40 - ข้ามันไร้ค่าเกินไป
บทที่ 40 - ข้ามันไร้ค่าเกินไป
นี่มันเกิดอันใดขึ้นกัน? คนพวกนี้ถึงเอาแต่สบถด่าทอคำหยาบออกมาทุกวี่ทุกวัน? แล้วมารยาทในฐานะศิษย์สำนักอักษรล่ะ? ภาพลักษณ์ล่ะ? กฎสำนักหายไปไหนหมด?
"เขามีสิทธิ์อันใดมาปักใจเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเสี่ยวซุน? เพียงเพราะว่าเขาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดสุนัขผายลมงั้นหรือ?"
"ศิษย์อา อย่าเพิ่งพูดเรื่องพวกนี้เลย อาศัยจังหวะที่ยังมืดอยู่ รีบหนีไปเถิดขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิงชำเลืองมองซุนกู้แวบหนึ่ง
"ข้าไม่ไป ข้ามือสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง อยากตรวจสอบก็ตรวจสอบไปสิ!"
"ท่านนี่นะ เหตุใดถึงได้ดื้อรั้นเพียงนี้?"
"ผู้อาวุโสสูงสุดก็เป็นตาเฒ่าวิกลจริตที่ไม่เคยพูดจาด้วยเหตุผลเหมือนอย่างท่านนายท่านนั่นแหละ ท่านคุยด้วยเหตุผลกับเขาไม่ได้หรอกนะขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิง : "..." ภาพลักษณ์ของข้าในสายตาไอ้หนูกวงจิ่วอย่างเจ้า มันย่ำแย่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"เชื่อข้าสักครั้งเถิด พาซุนกู้รีบหนีไปเถิด"
"แม้ว่าเจ้าจะเป็นตัวมหาซวย แต่กลับช่วยให้ท่านอาเผิงรู้แจ้งได้ แสดงว่าความซวยของเจ้าทำอันใดเขาไม่ได้"
"พวกท่านสองคนอยู่ด้วยกันคือคู่สร้างคู่สมที่เหมาะสมที่สุด กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่โลกฆราวาสเถิดนะ"
ผู้อาวุโสเผิง : "..."
ซุนกู้ : "..."
"แต่หากท่านปล่อยข้าไป แล้วท่านจะทำเช่นไรล่ะ?"
"ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้ามีวิธีจัดการของข้าเอง"
"เรื่องทางนี้ ข้าจะช่วยจัดการเคลียร์ให้เรียบร้อย ส่วนเรื่องของเสิ่นลี่เฟิง วันหลังข้าจะเดินทางไปที่สำนักเคลื่อนดาราด้วยตัวเอง รับรองว่าจะขจัดเสี้ยนหนามให้เจ้าได้อย่างแน่นอน"
ซุนกู้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"เจ้าสำนักกวง ท่านหลงเชื่อคำทำนายของหนูยักษ์ตัวนั้นจริงๆ หรือ?"
กวงจิ่วหงก็นิ่งเงียบไปสองอึดใจเช่นกัน
ในใจของเขายังไม่ทันได้ลังเล มิงค์เขี้ยวทองก็ฟื้นขึ้นมาเสียก่อน มันดิ้นพล่านอยู่ในถุงสัตว์วิเศษ กระแทกตัวเองดังปึ้กปั้ก จนสลบเหมือดไปอีกรอบ
กวงจิ่วหง : ...ชนจนสลบขนาดนี้แล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะ!
"เสี่ยวซุน ข้าจะเชื่อหรือไม่นั้นไม่สำคัญ สิ่งเดียวที่สำคัญในตอนนี้คือ สำนักอักษรไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว รีบหนีไปเสียเถิด"
"ข้าเองก็ต้องรีบกลับไปคิดหาวิธีรับมือ เพื่อเตรียมรับอารมณ์เกรี้ยวกราดของผู้อาวุโสสูงสุดในวันพรุ่งนี้ด้วย"
กวงจิ่วหงพูดจบก็เตรียมจะจากไป
ผู้อาวุโสเผิง : "ไอ้หนูกวงจิ่ว เจ้ารอก่อน"
"ศิษย์อา ท่านยังมีสิ่งใดจะสั่งเสียอีกหรือขอรับ?"
ผู้อาวุโสเผิงนิ่งอึ้งไปพักใหญ่...
"ขอบใจนะ"
กวงจิ่วหง : ข้าหูแว่วไปหรือเปล่า? ข้าหูแว่วไปใช่หรือไม่? แซ่เผิงเมื่อครู่นี้พูดกับข้าว่า — "ขอบใจนะ" งั้นหรือ?
ผู้อาวุโสเผิง : "รีบไสหัวไปได้แล้ว"
กวงจิ่วหงไสหัวไปทันที
ผู้อาวุโสเผิง : "ไอ้หนู หรือพวกเราจะเก็บของแล้วเผ่นกันดีล่ะ?"
ซุนกู้ส่ายหน้า
"นายท่าน ข้ารู้ว่าท่านกำลังทำเพื่อข้า"
"แต่ข้าจะทำให้ท่านต้องลำบากใจไม่ได้"
"ท่านองอาจห้าวหาญ ปราดเปรื่องเกรียงไกรมาโดยตลอด ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด ต่อให้ต้องจากไป ก็ต้องจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ข้าจะยอมให้ท่านต้องมาทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ เพียงเพราะข้าได้อย่างไรกัน?"
ผู้อาวุโสเผิง : "..."
ไอ้หนู เจ้าคิดมากไปจริงๆ บิดาน่ะอยากจะแอบหนีไปเงียบๆ จริงๆ นะ!
เจ้าไม่รู้อันใด ตาเฒ่าผู้อาวุโสสูงสุดนั่นน่ะ มันเป็นคนบ้าคลั่งที่ร้ายกาจกว่าบิดาถึงพันเท่า! เวลาลงมือก็ไม่เคยออมแรง ทั่วทั้งสำนักอักษร มีเพียงเขาคนเดียวที่บิดาหวาดกลัว!
แต่ทว่า ในเมื่อถูกซุนกู้ยกย่องเชิดชูเสียขนาดนี้แล้ว เขาก็ละอายใจที่จะเอ่ยปากพูดเรื่องหนีอีก
"ดี! งั้นเราก็อยู่ต่อ คอยดูสิว่าพวกเขาจะทำอันใดพวกเราสองคนตาหลานได้บ้าง?"
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
จิงปู้ชวนก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าถ้ำถามใจ
ไม่น่าเชื่อว่าผู้อาวุโสหนึ่งก็จะอยู่ที่นั่นด้วย
"เจ้ามาทำอันใดที่นี่? เจ้าทำตัวเป็นนกสองหัว เช้าซบฉู่เย็นซบฉินเช่นนี้ มันคงไม่ค่อยดีกระมัง?"
ผู้อาวุโสหนึ่ง : "..."
อันใดคือเช้าซบฉู่เย็นซบฉิน? ท่านนี่ยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือน ไม่สำรวมเอาเสียเลย ข้ากับผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสฉู่ ล้วนคบหากันด้วยความบริสุทธิ์ใจดั่งพี่น้องร่วมสำนักต่างหากเล่า!
"เรียนท่านอาจารย์ปู่ ข้ามาเพื่อสนทนาธรรมเรื่องวิถีแห่งความสงบกับผู้อาวุโสฉู่ขอรับ"
จิงปู้ชวนเบ้ปาก ไม่สนใจเขาอีก
หันไปพูดกับผู้อาวุโสฉู่ว่า : "เดี๋ยวข้าจะให้ไอ้เด็กซุนกู้นั่นลองเข้าไปเดินในถ้ำถามใจดูอีกรอบ พอเข้าไปแล้ว เจ้าก็แอบเปิดระดับนรกภูมิเสียล่ะ"
ผู้อาวุโสฉู่ตกตะลึง : "เหตุใดท่านอาจารย์ปู่ถึงได้พูดล้อเล่นเช่นนี้ล่ะขอรับ?"
"ใครพูดล้อเล่นกัน?"
"ระดับธรรมดาของถ้ำถามใจก็ทำให้เด็กนั่นก้าวเท้าไม่ออกแล้ว หากเปิดระดับนรกภูมิ นั่นไม่เท่ากับเอาชีวิตเขาหรือขอรับ?"
ผู้อาวุโสหนึ่ง : "เอาชีวิตก็เอาไปสิ อย่างไรเสียคนที่ตายก็ไม่ใช่เจ้ากับข้าอยู่แล้วนี่"
ผู้อาวุโสฉู่ : ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย! นั่นมันชีวิตคนจริงๆ ทั้งคนเลยนะขอรับ! จิตใจอำมหิตเยี่ยงนี้ ยังมีหน้ามาพูดคุยสนทนาธรรมเรื่องวิถีแห่งความสงบกับข้าอีกหรือ? ถุย!
จิงปู้ชวน : "ไอ้หนูหนึ่ง เจ้านี่ก็รู้จักประยุกต์ใช้คำพูดได้ดีเหมือนกันนี่นา"
"ล้วนเรียนรู้มาจากท่านอาจารย์ปู่ทั้งสิ้นขอรับ"
"เรียนรู้บิดาเจ้าน่ะสิ! เหตุใดถึงรู้จักแต่เรียนรู้เรื่องเลวทราม ไม่รู้จักเรียนรู้เรื่องดีๆ บ้างหือ?"
ผู้อาวุโสหนึ่ง : "..."
"รีบไสหัวกลับไปได้แล้ว พอออกจากถ้ำถามใจ ข้าก็ต้องพาไอ้เด็กนั่นไปที่ยอดเขาทดสอบปราณต่อ"
ผู้อาวุโสหนึ่ง : ท่านแน่ใจหรือว่าไอ้เด็กนั่นยังมีโอกาสรอดชีวิตออกมาจากถ้ำถามใจ? ยังมีชีวิตรอดไปที่ยอดเขาทดสอบปราณได้อีกหรือ?
"รับทราบขอรับท่านอาจารย์ปู่ ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
ผู้อาวุโสหนึ่งล่าถอยหนีไปอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสฉู่ยังคงไม่สามารถทำใจให้สงบลงได้
"ท่านอาจารย์ปู่ ท่านแน่ใจแล้วหรือขอรับว่าจะทำเช่นนี้จริงๆ?"
"ระดับนรกภูมิ จะขยายมารในใจของคนผู้นั้นให้ใหญ่ขึ้นนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะภาพลวงตาแห่งความเป็นความตาย แม้แต่ตัวข้าซึ่งเป็นผู้รักษาสถิติของถ้ำถามใจ เป็นผู้อาวุโสขอบเขตแปลงวิญญาณที่คุ้นเคยกับถ้ำแห่งนี้มากที่สุด และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ที่สุดในสำนักอักษร ก็ยังไม่อาจก้าวผ่านมันไปได้เลยนะขอรับ"
"เขาเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง แล้วจะไปมองทะลุปรุโปร่งเรื่องความเป็นความตายได้อย่างไรกันขอรับ?"
จิงปู้ชวน : "..." จะใช้คำขยายความเยอะแยะไปเพื่ออันใดกัน? แค่เจ้าก้าวผ่านไปไม่ได้ ก็ใช่ว่าผู้ครอบครองรากปราณอัสนีทองคำจะก้าวผ่านไปไม่ได้เสียหน่อย
"เจ้าจะตื่นเต้นตกใจไปไยกัน?"
"ข้าไม่ได้ให้ไอ้เด็กนั่นเดินเข้าถ้ำถามใจไปโต้งๆ เสียหน่อย"
"ก่อนจะให้เข้าถ้ำ ข้าจะทดสอบเขาสักอย่างหนึ่งก่อน หากผ่านการทดสอบ ค่อยให้เข้าไป แต่หากไม่ผ่าน ก็ไม่จำเป็นต้องให้เข้าถ้ำแล้ว"
ผู้อาวุโสฉู่ : "การทดสอบอันใดหรือขอรับ?"
"ข้าไปขอยาลูกกลอนพรูดเดียวพันลี้มาจากผู้อาวุโสฉินแล้ว ก่อนจะเข้าถ้ำ ข้าจะให้เขากินยานี่เสียก่อน หากเขาไม่มีอาการเป็นพิษ ค่อยให้เขาเข้าไป"
ผู้อาวุโสฉู่ : "..."
ไอ้เดรัจฉาน! ไม่สิ ไอ้เดรัจฉานเฒ่า! นี่มันเรื่องอันใดกัน? ตำราของศิษย์สำนักอักษรทุกคน ล้วนถูกสุนัขกินเข้าไปหมดแล้วหรืออย่างไร?
จิงปู้ชวน : "ดูนั่น ไอ้เด็กนั่นมาแล้ว"
ซุนกู้และเผิงหมานร่อนลงแตะพื้นพร้อมกัน
"เสี่ยวซุน พวกเราได้พบกันอีกแล้วนะ"
"คารวะท่านผู้อาวุโสสูงสุด คารวะผู้อาวุโสฉู่ขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิง : "คารวะท่านอาจารย์ปู่ขอรับ"
จิงปู้ชวน : "ไอ้ทึ่มอย่างเจ้ามาที่นี่ทำไม?"
ผู้อาวุโสเผิง : "...คือว่าเสี่ยวซุน เขาขี่กระบี่เหาะไม่เป็น ข้าเลยมาส่งเขาขอรับ"
"มาส่งถึงที่แล้ว เจ้าก็ไสหัวไปได้แล้ว"
"ข้า... ขออยู่ตรงนี้ได้หรือไม่ขอรับ?"
"ไสหัวไป!"
ผู้อาวุโสเผิงจำต้องกลิ้งม้วนตัวหนีไปอย่างว่าง่าย แต่ก็ไม่ได้หนีไปไกลนัก
ซุนกู้ : ข้าไม่เคยเห็นนายท่านยอมก้มหัวลดตัวลงทำตัวต่ำต้อยถึงเพียงนี้มาก่อนเลย เป็นเพราะข้าทำให้นายท่านต้องพลอยเดือดร้อนแท้ๆ
จิงปู้ชวน : "เสี่ยวซุน ที่เรียกเจ้ามาวันนี้ ก็เพื่อจะสืบสวนเรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งให้กระจ่าง"
"ผู้อาวุโสสูงสุด ข้าน้อยไม่ได้ทำอันใดเลยจริงๆ นะขอรับ"
"ข้าเชื่อเจ้า แต่เพื่อให้ความจริงกระจ่าง ข้าต้องการให้เจ้าจำลองเหตุการณ์ในวันนั้นให้ดูอีกรอบ"
"ได้เลยขอรับ เรื่องแค่นี้ง่ายมาก"
ซุนกู้ก้าวเท้าเดินมุ่งตรงไปยังประตูด้านซ้ายของถ้ำถามใจ
ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปทันที
จิงปู้ชวน : "เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เจ้าไม่ใช่บอกว่าตอนนั้นเขาไม่ทันได้เข้าถ้ำด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ?"
ผู้อาวุโสฉู่ที่ยืนตกตะลึง : "ใช่แล้วขอรับ ตอนที่ข้าเดินออกมาจากในห้อง ข้ายังเห็นเขายืนอยู่หน้าปากถ้ำอยู่เลยขอรับ"
ผ่านไปสองสามนาที
ที่ประตูด้านขวาของถ้ำถามใจ
ซุนกู้ : "ผู้อาวุโสสูงสุด ผู้อาวุโสฉู่ ครั้งนี้ข้าน้อยก็ยังไม่เห็นถ้ำถามใจเลยขอรับ"
ผู้อาวุโสสูงสุด : "..."
ผู้อาวุโสฉู่ : "..."
ทั้งสองคนต่างยืนตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปแล้ว
ซุนกู้ถอยกลับเข้าไปในถ้ำ
อีกสองสามนาทีต่อมา
เขาก็เดินออกมาจากประตูด้านซ้าย
พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความท้อแท้
จิงปู้ชวน : "ครั้งที่แล้วเจ้าก็เดินไปเดินมาแบบนี้งั้นหรือ?!"
ผู้อาวุโสฉู่ : "เดินไปกลับแบบนี้เลยหรือ?!"
ซุนกู้ : "อืม ข้ามันไร้ค่าเกินไป เดินไปเดินมาสองรอบแล้ว ถ้ำถามใจก็ยังไม่ยอมโผล่มาให้เห็นเลยขอรับ"
จิงปู้ชวน : "..."
ผู้อาวุโสฉู่ : "..."
(จบแล้ว)