- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 400 - หาเจ้าอาวาสพบแล้ว
บทที่ 400 - หาเจ้าอาวาสพบแล้ว
บทที่ 400 - หาเจ้าอาวาสพบแล้ว
บทที่ 400 - หาเจ้าอาวาสพบแล้ว
"จิ๊ๆ เหล่าฟาง ข้าเพิ่งมองมาจากข้างนอก มันเป็นอย่างที่ท่านพูดไว้จริงๆ ด้วย วันนี้หนังสือพิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ของที่เขียนจนน่าเลี่ยนขนาดนี้มันมีอะไรให้น่าดูนักหนา? คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนชอบเยอะขนาดนี้ ข้าเห็นปัญญาชนตั้งมากมายก็มาร่วมแจมด้วย"
หลี่หยวนจ้าวเดินถือหนังสือพิมพ์เข้ามาในสำนักพิมพ์ด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
ก่อนหน้านี้ตอนที่สัมภาษณ์คณะทูตเป่ยหรง เขายังเคยหัวเราะเยาะฟางเจิ้งอีอยู่เลย
การทำเรื่องที่น่าขนลุกขนพองขนาดนี้ มันเป็นการลดระดับความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์ชัดๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะขายดีจนระเบิดระเบ้อขนาดนี้!
คนอ่านหนังสือพิมพ์ก็กำลังจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสออกชาติเพื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเนี่ยนะ
ช่างเป็นพฤติกรรมที่ชวนงงเสียจริง...
ฟางเจิ้งอีนั่งไขว่ห้างแทะแอปเปิลอยู่ เมื่อเห็นหลี่หยวนจ้าวกลับมา ก็โยนแอปเปิลไปให้หนึ่งผลพร้อมกับหัวเราะร่า
"ข้าบอกแล้วไงล่ะ ราษฎรก็ชอบดูอะไรแบบนี้แหละ!"
"ข้าดูแล้ว พวกเราต้องหมั่นลงข่าวแบบนี้เป็นประจำ ให้สำนักพิมพ์ส่งคนสักสองสามคนไปดักรอที่หน้าประตูเรือนรับรองกรมการทูต"
"พอมีชาวต่างแดนออกมาก็ลากมาสัมภาษณ์โดยตรงเลย เต็มที่ก็ยัดเงินให้เขาสักหน่อย"
หลี่หยวนจ้าวนั่งลงตรงข้ามฟางเจิ้งอี พลางกล่าวด้วยสีหน้าดูแคลน "ท่านเคยบอกไม่ใช่หรือว่าสำนักพิมพ์ห้ามเขียนข่าวปลอม? แบบนี้มันต่างอะไรกับการสร้างเรื่องโกหก อีกอย่าง ของพวกนี้มันไม่มีคุณค่าอะไรเลยนี่นา!"
ฟางเจิ้งอีส่ายหัวไปมา "จะเป็นข่าวปลอมได้อย่างไร? ชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองหลวงดีกว่าพวกแคว้นเล็กแคว้นน้อยพวกนั้นตั้งเยอะไม่ใช่หรือ? พวกเราก็แค่ช่วยพูดสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขาออกมาก็เท่านั้นเอง!"
"อีกอย่าง ข่าวประเภทนี้ความจริงแล้วมีคุณค่านะ ไม่ต้องพูดถึงผลดีต่อยอดขายของหนังสือพิมพ์ อย่างน้อยราษฎรพอได้อ่านก็รู้สึกกระชุ่มกระชวย! มั่นใจในตัวเอง! ทุกคนเกิดความรักชาติขึ้นมาเลยเชียวล่ะ!"
พอพูดถึงเรื่องรักชาติ ฟางเจิ้งอีก็พบความผิดปกติมาตั้งนานแล้ว
ตั้งแต่ทะลุมิติมา เขาก็พบว่าราษฎรธรรมดาทั่วไปของแคว้นจิ่งแทบจะไม่มีความรู้สึกรักชาติเลยแม้แต่น้อย
มันต่างจากที่เขาจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง แต่พอลองคิดดูให้ดีก็เข้าใจได้ไม่ยาก
การเรียนประวัติศาสตร์มักจะทำให้เราเอาตัวเองไปแทนที่ผู้ปกครอง แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ ขุนนางที่ตกอับกับราษฎรธรรมดานั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย
ราษฎรธรรมดาแค่จะหาเนื้อกินสักคำยังยากลำบาก เวลาทางการเกณฑ์ทหารก็แทบอยากจะมุดลงไปซ่อนในรอยแยกของแผ่นดิน
แต่ในเมืองหลวงยังถือว่าดีกว่าหน่อย เห็นได้ชัดว่ายังพอมีพื้นฐานในด้านนี้อยู่บ้าง
"ชิ! เรื่องตลก! มีราษฎรแคว้นจิ่งคนไหนบ้างที่ไม่รักชาติ ยังต้องมาดูของพวกนี้อีกหรือ? ข่าวพวกนี้พวกเขาก็แค่อ่านเอาแปลกใหม่เท่านั้นแหละ ข้าว่าไม่เห็นจำเป็นต้องทำข่าวแบบนี้บ่อยๆ เลย" หลี่หยวนจ้าวกล่าวอย่างไม่แยแส
"นี่ไม่ได้เรียกว่าความมั่นใจ นี่เรียกว่าความต่ำต้อยต่างหาก! สงบนิ่งเยือกเย็น ไม่ดีใจเพราะวัตถุภายนอก ไม่เสียใจเพราะเรื่องส่วนตัว ถึงจะคู่ควรกับคำว่ามั่นใจ!"
"รอให้เปิ่นกงนำทัพใหญ่บดขยี้อูตูรวดเดียวราบคาบ! ถึงตอนนั้น ราษฎรแคว้นจิ่งของเราไม่ต้องดูของพวกนี้ ก็ยังคงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม!"
ท่านนำทัพใหญ่งั้นหรือ? ฟางเจิ้งอีปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
ช่างเถอะ สภาพท่านนี่มันมีกลิ่นอายเหมือน 'นักเรียนแลกเปลี่ยนเผ่าวาหล่า' ชะมัด...
"เตี้ยนเซี่ยกล่าวได้ดี แต่พวกเขาเป็นเพียงราษฎรธรรมดา อย่าไปคาดหวังกับพวกเขาให้มากนักเลย"
"ตอนนี้กระเป๋าเงินยังแฟบอยู่ จะเอาความมั่นใจมาจากไหน พวกเราก็ยังไม่สามารถช่วยพวกเขาหาเงินได้อย่างรวดเร็ว เรื่องทำศึกก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้"
"เช่นนั้นแทนที่จะพัฒนาตัวเอง สู้ไปเหยียบย่ำคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ!"
"อีกอย่าง นี่แหละที่เรียกว่ากุญแจเรียกกระแส! ถ้าราษฎรชอบดู พวกเราก็เอามาให้พวกเขาดูทุกวัน ยอดขายหนังสือพิมพ์จะไม่พุ่งปรี๊ดได้อย่างไร?"
หลี่หยวนจ้าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองดูแกนแอปเปิลที่ถูกแทะจนหมดในมือแล้วกล่าวว่า "เหมือนจะพอมีเหตุผลอยู่บ้าง เอาแอปเปิลให้ข้าอีกผลสิ"
"หมดแล้ว"
"เฮ้อ เปิ่นกงอยากกินแตงเย็นแล้วล่ะ ในตลาดยังมีขายไหม ให้คนไปซื้อมาสักหน่อยดีกว่า?"
"ในตลาดไม่มีแล้วล่ะ แต่ในเรือนกระจกที่อำเภอเถาหยวนยังมีอยู่ หากเตี้ยนเซี่ยอยากกิน พรุ่งนี้ข้าจะให้คนส่งมาให้"
"เรือนกระจก?" บนใบหน้าของหลี่หยวนจ้าวปรากฏแววตาสงสัย "ทำไมฟังดูคุ้นหูจังเลยนะ?"
"ก็คือการปลูกพืชผลไว้ในเรือนช่วงฤดูหนาว แล้วใช้เตาผิงเพิ่มอุณหภูมิ เช่นนี้พืชผลก็สามารถเติบโตในฤดูหนาวได้แล้ว เพียงแต่เทคนิคยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ข้าจำได้ว่าเคยพูดเรื่องเรือนกระจกกับเตี้ยนเซี่ยไปแล้วนะ เตี้ยนเซี่ยลืมไปแล้วหรือ?"
อันที่จริง เรือนกระจกเริ่มทดลองปลูกในอำเภอเถาหยวนมาตั้งนานแล้ว ตอนที่จิ่งตี้เสด็จไปอำเภอเถาหยวนครั้งแรก ก็บังเอิญเห็นคนซื้อแตงเย็นมากิน
เพียงแต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้ปลูกอย่างแพร่หลาย เพราะในแง่ของเศรษฐศาสตร์มันยังไม่คุ้มค่า ทำได้เพียงปลูกผักผลไม้นอกฤดูกาลไว้กินเองเท่านั้น
หลี่หยวนจ้าวลูบคาง "อ้อ เปิ่นกงเหมือนจะนึกออกแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น ชาวนาก็สามารถปลูกพืชในฤดูหนาวได้แล้วสิ?"
ข้าขอขอบใจแทนชาวนาด้วยนะ! ฟางเจิ้งอียิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม
"ผลผลิตของเรือนกระจกไม่สูง ควบคุมยาก ต้นทุนก็แพงหูฉี่ ปลูกได้แค่พืชที่มีมูลค่าสูงอย่างพวกผักผลไม้เท่านั้นแหละ"
"แถมแตงเย็นที่ปลูกออกมาก็รสชาติไม่ค่อยดี ไม่ค่อยหวาน มิเช่นนั้นปีที่แล้วข้าคงส่งไปให้เตี้ยนเซี่ยตั้งนานแล้ว"
"โรยเกลือสักหน่อยก็หวานแล้วไม่ใช่หรือ?"
พอได้ยินเขาพูดถึงเกลือ ฟางเจิ้งอีก็ชะงักไปทันที
เกลือหรือ... คำนวณดูจากเวลาแล้ว เซี่ยเสียนกับพวกน่าจะกลับไปถึงเมืองเจี้ยนเจียงแล้ว ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
กว่าจะได้รับจดหมายตอบกลับก็คงต้องใช้เวลาอีกเกือบหนึ่งเดือน
หากยังคงสืบสวนลึกลงไปทางใต้ การสื่อสารไปมาระหว่างกันคงจะยุ่งยากน่าดู...
"เหล่าฟาง! เหล่าฟาง ข้าพูดอยู่ท่านได้ยินหรือไม่เนี่ย?"
"หืม? เตี้ยนเซี่ยพูดว่าอะไรนะ?" ฟางเจิ้งอีได้สติกลับมา ก็เห็นหลี่หยวนจ้าวมองตนด้วยสีหน้าตื่นเต้น
"ข้าบอกว่า อำเภอเถาหยวนของพวกท่านมีของดีแบบนี้ ทำไมไม่เอาออกไปขายหาเงินข้างนอกล่ะ?"
"เปิ่นกงจะช่วยท่านเอาไปขายในวังเอง! แตงลูกหนึ่งขายสักสิบยี่สิบตำลึง ก็บอกไปว่าเป็นแตงบำรุงสุขภาพ!"
"แตงที่สามารถเติบโตในฤดูหนาวได้ เห็นได้ชัดว่าต้องมีสรรพคุณวิเศษ แบบนั้นก็กำไรเละเทะเลยไม่ใช่หรือ?"
เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นจนเนื้อเต้นของเขา สีหน้าของฟางเจิ้งอีก็ดูแปลกประหลาดไปเล็กน้อย
ทำไมองค์รัชทายาทถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
ดูท่าทางแล้วกำลังจะกลายเป็นพ่อค้าหน้าเลือดไร้คุณธรรมเสียแล้ว!
ทำตัวเหมือนพวกเซลล์แมนขายอาหารเสริมที่หลอกเอาเงินคนแก่ไม่มีผิด
หลิวจินเป็นคนสอนหรือไง? ไอ้ขันทีเวรนี่ดันพาองค์รัชทายาทเสียคนเสียแล้ว!
เรื่องนี้วันหลังถ้าฝ่าบาททรงถาม คงต้องอธิบายให้ดีเสียแล้ว...
"ช่างมันเถอะเตี้ยนเซี่ย ก็แค่แตงเน่าๆ ลูกหนึ่ง จะกินหรือไม่กินก็ไม่เห็นเป็นไร หาเงินไม่ได้เท่าไหร่หรอก ไม่จำเป็นต้องทำหรอก!"
"เปิ่นกงรู้สึกว่า..."
"มารดามันเถอะ อยู่นิ่งๆ อย่าขยับ!!"
หลี่หยวนจ้าวเพิ่งจะอ้าปากพูด เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตู
จากนั้นประตูก็ถูกผลักออก
ชายหนุ่มสองคนหิ้วปีกชายชราที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมเดินเข้ามา ทันทีที่เห็นฟางเจิ้งอี ใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความดีใจ
"อ๊ะ! นายท่าน ในที่สุดก็หาท่านพบ เมื่อครู่พวกข้าไปหาที่จวนของท่านแต่ไม่พบขอรับ!"
ฟางเจิ้งอีมองดู ทั้งสองคนนี้มาจากอำเภอเถาหยวน จึงรีบถาม "เกิดอะไรขึ้น? คนผู้นี้คือใคร?"
ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความงุนงง "นายท่าน ท่านไม่รู้จักเขาหรือขอรับ?"
"คนผู้นี้หน่วยจับลิงของอำเภอเราไปเจอตัวอยู่บนภูเขา เอาแต่สบถด่าไม่หยุด พอพวกข้าฟังดีๆ เหมือนกำลังด่าท่านอยู่นะขอรับ"
"พอมารายงานใต้เท้าอ๋าวเฉิน เขาก็บอกให้พามาหาท่าน เพื่อถามดูว่าเป็นศัตรูคนสำคัญหรือไม่!"
ชายชราผมเผ้ายุ่งเหยิง ผมสีขาวปรกหน้าจนมองไม่เห็นสีหน้า ปากก็ยังคงพึมพำไม่หยุด
"เจ้าต้องตายอย่างอนาถ... ต้องตกนรกขุมที่สิบแปด..."
ฟางเจิ้งอีขมวดคิ้ว "แหวกผมเขาออกซิ"
คนผู้นี้เป็นใครกัน เขาจำไม่ได้เลยสักนิดว่าเคยไปล่วงเกินคนบ้าๆ บอๆ แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เมื่อแหวกผมออก ชายชราเห็นฟางเจิ้งอีก็คล้ายกับถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที เขาร้องตะโกนเสียงหลง "เจ้าปีศาจสุนัขบังอาจนัก! ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าไม่ใช่คน! ยังไม่รีบเผยร่างเดิมออกมาอีก!"
ปีศาจสุนัข?
หลี่หยวนจ้าวที่อยู่ข้างๆ ปิดปาก หัวเราะคิกคักไม่หยุด
สีหน้าของฟางเจิ้งอีดำมืดลงทันที เขาพินิจดูชายชราอย่างละเอียด
เพ่งดูอยู่นาน แววตาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
มารดามันเถอะ นี่มันเจ้าอาวาสฮงเฉิงแห่งวัดฝูหยุนไม่ใช่หรือ?
ทำไมถึงตกอยู่ในสภาพนี้ได้? แถมยังหนีไปถึงบนภูเขาในอำเภอเถาหยวนอีก!
หรือว่าได้ยินว่าตัวเองอยู่ที่อำเภอเถาหยวน เลยตามไปแก้แค้น...
บาปกรรม บาปกรรม!
"ท่านเจ้าอาวาสฮงเฉิง?" ฟางเจิ้งอีถามอย่างระมัดระวัง
ฮงเฉิงที่ยังคงพ่นคำด่าทอไม่หยุด พอได้ยินคนเรียกชื่อตัวเองก็ชะงักไปทันที
ความทรงจำอันเลวร้ายหลั่งไหลเข้ามาในหัว
น้ำตาขุ่นมัวสองสาย ไหลรินอาบแก้มจนกลายเป็นทาง...
"ฟางเจิ้งอี ข้าขอเย็*มารดาเจ้า ≈¥≈34..."
"..."
เห็นทีท่าว่าจะเบรกไม่อยู่ ฟางเจิ้งอีจึงรีบยัดแกนแอปเปิลในมือเข้าปากเจ้าอาวาสฮงเฉิงทันที
ฮงเฉิงเริ่มกลืนกินอย่างตะกละตะกลามทันที...
เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของเขา ฟางเจิ้งอีก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้
หลวงจีนผู้นี้ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเขาจริงๆ แต่กลับถูกทำร้ายจนบอบช้ำลึกซึ้งถึงเพียงนี้
หลังจากทอดทอนใจ เขาก็ชี้ไปที่ฮงเฉิงแล้วสั่งชายหนุ่มจากอำเภอเถาหยวนทั้งสองคนว่า "จำไว้ นี่คือแขกคนสำคัญของนายท่าน เขาเกิดเสียสติไป พากลับไปที่อำเภอแล้วหาคนจัดการให้เขาได้พักพิงให้ดี"
"ไปบอกอ๋าวเฉิน ให้หาหมอมาตรวจอาการเขาสักสองคน แล้วก็จัดหาที่อยู่ให้เขาด้วย กลับไปได้แล้ว"
ทั้งสองรับคำ ก่อนจะหิ้วปีกเจ้าอาวาสฮงเฉิงหันหลังเดินจากไป
มองดูแผ่นหลังของฮงเฉิง ฟางเจิ้งอีก็ถอนหายใจ "เตี้ยนเซี่ย นี่แหละคือผลของการศึกษาพุทธศาสนามาไม่ถึงแก่น"
หลี่หยวนจ้าวทำหน้าจริงจัง "อืม เอาไปลงข่าวในหนังสือพิมพ์เพื่อประชาสัมพันธ์เลยแล้วกัน"
(จบแล้ว)