- หน้าแรก
- ลูกเขยไร้ค่าคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง
- บทที่ 30 - เพื่อนสนิท หมี่หลานซิน
บทที่ 30 - เพื่อนสนิท หมี่หลานซิน
บทที่ 30 - เพื่อนสนิท หมี่หลานซิน
บทที่ 30 - เพื่อนสนิท หมี่หลานซิน
สิ้นคำพูดของเฉินเหม่ยหลิง!
ฉินเฟิงก็ปรายตาตวัดมองสองพ่อลูกซูต้าเหอด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน แล้วปิดประตูดังปัง
"เฮ้อ ก็คนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น จะทำเรื่องให้มันบาดหมางกันไปทำไมเนี่ย!" พอประตูปิดลง ซูต้าไห่ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ตดเถอะ! คุณน่ะเห็นมันเป็นพี่ใหญ่ แต่มันเคยเห็นคุณเป็นน้องหรือไง คุณยอมก้มหัวให้มันเป็นนายเหนือหัว แต่มันเห็นหัวคุณบ้างไหมฮะ!"
"ลูกสาวอุตส่าห์เหนื่อยแทบตายกว่าจะได้โปรเจกต์นี้มา แต่พวกมันกลับลอบกัดแทงข้างหลัง คุณตาบอดหรือว่าไม่มีสมองกันแน่ ลูกสาวโดนรังแกขนาดนี้ คุณยังจะไปเข้าข้างคนนอกอยู่อีก!!"
"ฉันล่ะปวดหัวกับคุณจริง ๆ!" เฉินเหม่ยหลิงพอเห็นท่าทีหงอ ๆ ของซูต้าไห่ ที่ชอบพูดอะไรหลังจากเรื่องมันผ่านไปแล้ว ก็ยิ่งหงุดหงิด
เธอด่ากราดใส่ชุดใหญ่ทันที
ซูต้าไห่โดนด่าจนหูชา ได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าเถียง แต่พอเหลือบไปเห็นฉินเฟิง เขาก็อดพูดไม่ได้ว่า "แกก็เหมือนกัน ถึงยังไงเขาก็เป็นญาติผู้ใหญ่ ทำไมถึงกล้าลงไม้ลงมือแบบนั้นฮะ!"
"พ่อครับ ผมลงมือตอนไหนกัน?" พอนึกถึงตอนที่ถีบซูต้าเหอกระเด็นเมื่อกี้ ฉินเฟิงก็ยิ้มมุมปาก แล้วหมุนตัวเดินหนีไปดื้อ ๆ!
ทันใดนั้น เสียงด่าของเฉินเหม่ยหลิงก็ดังไล่หลังมา!
"ซูต้าไห่ คุณนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ สู้ฉินเฟิงยังไม่ได้เลย อย่างน้อยหมอนั่นยังกล้าสู้คน พวกนั้นมันมารังแกถึงหน้าประตูบ้านแล้ว คุณยังจะยอมทนอยู่อีกเหรอฮะ!"
"ไอ้ขี้ขลาดตาขาว ฉันนี่ตาบอดจริง ๆ ที่แต่งงานกับคนไม่ได้เรื่องอย่างคุณ!"
"คืนนี้ไม่ต้องมานอนบนเตียงเลยนะ ไปนอนโซฟาโน่นเลย เห็นหน้าคุณแล้วหงุดหงิดโว้ย!"
เฉินเหม่ยหลิงพูดจบ ก็เดินปึงปังเข้าห้องนอนไป ปิดประตูกระแทกดังปัง!
ซูต้าไห่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างนอกอย่างเดียวดาย เขารู้สึกจนใจ ได้แต่ถอนหายใจยาว แล้วเดินไปนั่งจิบน้ำอยู่ที่โซฟาด้วยความกลัดกลุ้ม!
ขณะเดียวกัน ภายในห้องนอน!
ฉินเฟิงเห็นซูหลานยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังคิดถึงเรื่องคำตัดสินของคุณย่าซู!
ไม่ว่าใครเจอแบบนี้ก็ต้องเสียความรู้สึกทั้งนั้นแหละ
แต่เธอก็อยากจะสร้างผลงานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และไม่อยากให้พ่อแม่ต้องทนอยู่บ้านคนอื่นแบบนี้อีกต่อไป
เธออยากซื้อบ้านสักหลัง เป็นบ้านของตัวเองจริง ๆ
จะได้ไม่ต้องทนอยู่บ้านที่คุณย่ายกให้ แล้วต้องมาคอยทนกับคำขู่ว่าจะโดนไล่ออกอยู่ตลอดเวลา
"ออกไปเดินเล่นกันไหมครับ" ฉินเฟิงเอ่ยปากชวนเบา ๆ
ซูหลานไม่ได้ตอบอะไร แต่เธอหันหลังกลับมา เป็นการตอบตกลงด้วยการกระทำ!
ไม่นาน ฉินเฟิงกับซูหลานก็ใส่รองเท้า แล้วเดินออกจากบ้านไป
"ซูหลานเป็นอะไรไปนะ รู้สึกว่าช่วงนี้ความสัมพันธ์ของหล่อนกับฉินเฟิงจะดีขึ้นผิดปกตินะเนี่ย นี่มันไม่ใช่เรื่องดีเลยนะ!" ซูต้าไห่เห็นดังนั้น ก็ขมวดคิ้วมุ่น รีบเดินไปเคาะประตูห้องนอน
พยายามพูดเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าเฉินเหม่ยหลิงจะยอมเปิดประตูให้
"ช่วงนี้ลูกสาวเราดูแปลก ๆ ไปนะ ดูเหมือนจะสนิทกับฉินเฟิงมากขึ้น พวกเขาสองคนคงไม่ได้..." ซูต้าไห่พูดด้วยความกังวล!
"ไร้สาระ! ลูกสาวฉันเป็นคนสูงส่งจะตายไป ถึงจะนอนห้องเดียวกันมาหลายปี แต่พวกเขาก็ไม่เคยมีอะไรเกินเลยกันหรอกนะ!"
"ฉันไม่มีทางยอมให้ลูกสาวโดนเอาเปรียบเด็ดขาด เดี๋ยวพอกลับมา ฉันจะคุยกับหล่อนให้รู้เรื่องเลย!"
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ในใจของเฉินเหม่ยหลิงก็แอบหวั่นอยู่ลึก ๆ กลัวว่าลูกสาวจะเกิดความผูกพันกับฉินเฟิงขึ้นมาจริง ๆ!
ถ้าเป็นแบบนั้น มันไม่คุ้มกันเลยจริง ๆ
...
ด้านนอกหมู่บ้าน!
ฉินเฟิงพาซูหลานเดินข้ามไปฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นเขตหมู่บ้านจัดสรรสุดหรู
เพราะการจัดสวนของที่นั่น สวยงามตระการตามาก
บนยอดเขา มีคฤหาสน์หรูตั้งตระหง่านอยู่ ราวกับกำลังเหยียบย่ำบ้านวิลล่าหลังอื่น ๆ ไว้เบื้องล่าง ดูสูงส่งดุจราชาที่ประทับอยู่บนหมู่เมฆ
รูปลักษณ์ของมันคล้ายกับปราสาทของพวกขุนนางยุโรปยุคกลางไม่มีผิด
เวลานี้ ซูหลานกำลังยืนพิงรั้ว แหงนหน้ามองคฤหาสน์หลังนั้น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งหวัง
"ถ้าฉันสามารถซื้อคฤหาสน์หลังนี้ได้ ฉันเชื่อว่าคุณย่าจะต้องยอมรับในตัวฉันแน่ ๆ"
"ตอนที่คุณปู่ยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลซูเราเคยประมูลคฤหาสน์หลังนี้มาได้แล้วนะ แต่ดันมีปัญหาเรื่องเงินทุนซะก่อน ทำให้ตระกูลซูตกต่ำลงอย่างหนัก คฤหาสน์จวินหลินหลังนี้ ก็เลยกลายเป็นแค่ความฝันที่ตระกูลซูเอื้อมไม่ถึงอีกต่อไป!"
ซูหลานใฝ่ฝันอยากจะได้รับการยอมรับจากคุณย่ามาตลอด
ตั้งแต่เด็ก คุณย่าก็ลำเอียงมาโดยตลอด!
ไม่เหมือนกับคุณปู่ ที่รักและเอ็นดูหลาน ๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
คุณย่ารักหลานชายมากกว่า ดังนั้นพอซูหมิงเจ๋อกลับมาจากเรียนเมืองนอก เขาก็ได้รับการสนับสนุนจากเธออย่างเต็มที่แบบไร้เงื่อนไข!
ฉินเฟิงได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มบาง ๆ "คฤหาสน์จวินหลินเหรอ ผมจำได้ ตอนที่เราหมั้นกัน เหมือนจะจัดงานที่นี่ใช่ไหม ไม่รู้ว่าของที่เคยอยู่ที่นั่น ตอนนี้จะยังอยู่หรือเปล่านะ!"
ตอนนั้นตระกูลซูเกิดวิกฤต ทำให้คฤหาสน์ที่เพิ่งประมูลมาได้ สุดท้ายก็ต้องเอาไปจำนองกับธนาคาร
และเนื่องจากยังไม่หมดช่วงเวลาประมูลทรัพย์สินรอการขาย มันก็เลยถูกทิ้งร้างมาปีกว่าแล้ว
แค่ปีเดียว อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหมด
"น่าจะยังอยู่นะ แต่... อีกไม่นานก็คงไม่มีเหลือแล้วล่ะ"
"ได้ยินมาว่าคฤหาสน์หลังนี้ กำลังจะถูกนำออกประมูลภายในสามวันนี้แล้วล่ะ!" พอพูดถึงตรงนี้ ซูหลานก็เผยรอยยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา
คฤหาสน์หลังนี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็นคฤหาสน์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหนิงโจวเชียวนะ
ตอนที่ตระกูลซูประมูลมาได้ ต้องจ่ายเงินไปตั้งร้อยสามสิบล้านแน่ะ!!
ถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลเลยล่ะ!
ในตอนนั้น มีเรื่องใหญ่โตสองเรื่องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหนิงโจว ซึ่งทั้งสองเรื่องก็ล้วนมาจากตระกูลซูทั้งสิ้น
เรื่องแรกก็คือ การที่หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหนิงโจวอย่างเธอ ต้องมาแต่งงานกับไอ้ขี้แพ้ ลูกเขยที่ตระกูลซูรับเข้ามาอยู่ในบ้าน!
สื่อต่าง ๆ พากันประโคมข่าว!
ขึ้นหน้าหนึ่งทุกฉบับ!
ส่วนเรื่องที่สองก็คือ ตระกูลซูล้มละลาย บริษัทสิบกว่าแห่งในเครือทยอยปิดตัวลง คฤหาสน์อันดับหนึ่งที่เพิ่งประมูลมาได้ ก็ต้องจำใจขายทิ้งเพื่อใช้หนี้!
สองเรื่องนี้ ถือเป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงสำหรับตระกูลซู
จนถึงตอนนี้ คุณย่าซูก็ยังหวังให้เธอหย่ากับฉินเฟิง เพื่อทุ่มเทพัฒนาตระกูลซูให้กลับมาผงาด และซื้อคฤหาสน์อันดับหนึ่งหลังนี้กลับคืนมาให้ได้
มันถือเป็นความใฝ่ฝันของทุกคนในตระกูลซูเลยก็ว่าได้
"ไม่ต้องห่วงหรอก ของพวกนั้นยังอยู่แน่นอน และจะอยู่ตลอดไป ไม่มีใครกล้าแตะต้องมันหรอก"
จังหวะนั้นเอง ฉินเฟิงก็แหงนหน้าขึ้นมองคฤหาสน์สีขาวบริสุทธิ์บนยอดเขาหลังนั้น พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เพียงแต่ คำพูดของเขา ในสายตาของซูหลาน มันก็เป็นแค่คำพูดล้อเล่นเท่านั้นแหละ
เธอหันหลังกลับ แล้วเดินลงเขาไป!
...
วันต่อมา!
ฉินเฟิงเตรียมอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย รอจนพ่อตาแม่ยายและซูหลานกินเสร็จ เขาก็เริ่มเก็บกวาด
"ฉินเฟิง เดี๋ยวคุณพอมีเวลาว่างไหม"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูหลานแต่งหน้าบาง ๆ สวมชุดกระโปรงสีครีม รวบผมขึ้นเป็นมวย ดูเรียบร้อยเป็นกุลสตรีสุด ๆ
สลัดคราบสาวทำงานสุดทะมัดทะแมง กลายเป็นสาวหวานละมุนขึ้นมาทันตา
ขนาดฉินเฟิงยังเผลอมองจนตาค้าง
"ว่างสิครับ คุณจะเข้าบริษัทเหรอ หรือว่าคุณย่าโทรมาตามแล้ว!"
"ครั้งนี้คุณจะยอมอ่อนข้อง่าย ๆ ไม่ได้แล้วนะ ถ้าคุณกังวลล่ะก็ เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน!" ฉินเฟิงวางชามและตะเกียบลง เช็ดมือแล้วเดินออกมาจากครัว
"เปล่าหรอก ฉันยังไม่อยากไปยุ่งเรื่องบริษัทตอนนี้หรอกนะ ถึงยังไงคุณย่าก็ไม่ได้คิดจะให้ฉันรับผิดชอบอยู่แล้วนี่!"
"ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันสู้ขอพักผ่อนสักสองสามวันดีกว่า!"
"คืออย่างนี้ คุณจำหลานซินได้ไหม หล่อนชวนฉันไปเดินช้อปปิ้งน่ะ พอดีฉันอยู่บ้านว่าง ๆ ก็รู้สึกเบื่อ ๆ เหมือนกัน ไปด้วยกันไหมล่ะ"
ซูหลานเอ่ยปากชวนแบบส่ง ๆ
ความจริงแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องชวนฉินเฟิงไปด้วยก็ได้ แต่เธอก็แค่ถามพอเป็นมารยาทเท่านั้น
แถมอีกอย่าง เรื่องวุ่นวายหลาย ๆ เรื่องในช่วงที่ผ่านมา ถ้าไม่ได้ฉินเฟิงช่วยไว้ มันก็คงไม่ราบรื่นขนาดนี้หรอก
"จำได้สิครับ ครูสอนดนตรีคนนั้นใช่ไหม แต่ดูเหมือนหล่อนจะไม่ค่อยชอบหน้าผมเท่าไหร่นะ ถ้าผมไปด้วย มันจะดีเหรอครับ?"
จู่ ๆ ฉินเฟิงก็นึกถึงชื่อหลานซินขึ้นมาได้
หล่อนเป็นเพื่อนรักและเพื่อนสนิทที่สุดของซูหลาน มีอาชีพเป็นครูสอนดนตรีในมหาวิทยาลัย
สวย หน้าตาจิ้มลิ้ม แถมขายังเรียวยาวอีกต่างหาก!
เครื่องหน้าก็สวยเป๊ะ แถมยังมีออร่าความสง่างามแฝงอยู่นิด ๆ ด้วย
ติดอยู่อย่างเดียว คือหล่อนมีอคติกับฉินเฟิงอย่างแรง
ก็แหงล่ะสิ ตอนที่ฉินเฟิงแต่งเข้าบ้านตระกูลซูเมื่อหลายปีก่อน ซูหลานต้องทนรับสายตาดูถูกและคำครหามาไม่น้อย หลานซินก็เลยพานเกลียดขี้หน้าฉินเฟิงไปด้วย
แถมพวกเขาก็เคยเจอกันแค่ครั้งเดียวเองมั้ง เมื่อสี่ปีที่แล้วนู่น
"อยากไปก็ไปสิ จะมาถามเซ้าซี้อะไรเยอะแยะเนี่ย ช่างเถอะ ฉันไปคนเดียวก็แล้วกัน!"
พูดจบ ซูหลานก็เดินไปเปลี่ยนรองเท้า เธอเลือกรองเท้าส้นเตี้ยสีดำที่ดูใส่สบาย
สะพายกระเป๋าใบเล็กสีฟ้า ดูสดใสมีชีวิตชีวามาก
(จบแล้ว)