เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 380 - แผนการ

บทที่ 380 - แผนการ

บทที่ 380 - แผนการ


บทที่ 380 - แผนการ

ทหารสามนายกำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบ ตามร่างกายของพวกเขาพอกด้วยโคลนและสมุนไพรพื้นบ้าน แต่ก็ยังไม่วายถูกฝูงยุงและแมลงรบกวนอยู่ตลอดเวลา

ช่วงสองสามวันมานี้มันช่างทรมานเหลือเกิน ไอ้พวกยุงแมลงพวกนี้ มันน่ารำคาญยิ่งกว่าลูกปืนที่ปลิวว่อนอยู่ในสนามรบซะอีก!

หนึ่งในนั้นปัดมือไล่ยุงที่บินวนอยู่ใกล้หน้า พลางบ่นอู้อี้ "ไอ้หมอนี่มันเก่งขนาดนั้นเลยเหรอวะ?"

คนที่หมอบอยู่ข้างๆ เขาพยักหน้า "เงียบปากซะ"

ส่วนคนที่สามกลับหัวเราะร่า "ได้ยินมาว่าเก่งมากเลยนะ หาเงินได้วันละเป็นหมื่นเหรียญเลยล่ะ"

สองคนที่เหลือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง คนที่ถือปืนอยู่ถึงกับหลุดปากพูดออกมา "แบบนั้นจะซื้อเสบียงได้ตั้งเท่าไหร่กันวะเนี่ย?"

พวกเขาทั้งสามคนคือคนของกองกำลังต่อต้านแห่งจักรวรรดิ เป็นเพื่อนร่วมรบของมาดอร์ และสนิทสนมกันพอสมควร

หลังจากที่องค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิสามารถกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง กองกำลังต่อต้านก็มีสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ และใกล้จะถึงจุดจบเต็มที

หากกองกำลังต่อต้านถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ราชวงศ์ก็คงจะเปิดฉากกวาดล้างขั้วอำนาจภายในประเทศครั้งใหญ่แน่นอน

บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายในเรื่องนี้ ได้อาศัยการลุกฮือของประชาชนที่เกือบจะโค่นล้มราชวงศ์ได้สำเร็จนี้ เป็นข้อต่อรองเพื่อจัดสรรผลประโยชน์กับราชวงศ์ใหม่ และตอนนี้พวกเขาก็คืนดีกันแล้ว

ดังนั้น เครื่องมือที่หมดประโยชน์อย่างพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีตัวตนอยู่อีกต่อไป

ทั้งขาดแคลนเสบียง เงินทุน อาหาร เรียกได้ว่าขาดทุกอย่าง กองกำลังต่อต้านส่วนใหญ่แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ตามหุบเขา

การที่พวกเขาออกมาทำภารกิจในครั้งนี้ ก็มีเป้าหมายแอบแฝงอยู่เช่นกัน ได้ข่าวว่ามาดอร์ได้ดิบได้ดีในสหพันธรัฐ ถึงขนาดรับครอบครัวไปอยู่ด้วยแล้ว ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ต้องใช้เงินมหาศาลเลยทีเดียว

พวกเขาตั้งใจจะใช้หัวของลูอิจิเป็นของขวัญชิ้นแรก เพื่อดูว่าจะสามารถใช้เส้นสายของมาดอร์หาทางออกได้บ้างหรือไม่

ถ้าได้เงินหรือเสบียงกลับไปสักหน่อย ก็จะได้มีกำลังสู้กับความโหดร้ายของจักรพรรดิต่อไป

ดังนั้นภารกิจนี้จึงมีความสำคัญต่อพวกเขามาก พวกเขาจะต้องทำมันให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ

ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกันถึงชีวิตอันแสนสุขของมาดอร์ในสหพันธรัฐ จู่ๆ ก็มีคนหนึ่งสั่งให้เงียบ "เป้าหมายปรากฏตัวแล้ว"

ที่อาคารหลังหนึ่งบริเวณตีนเขา ลูอิจิเดินออกมาที่ริมระเบียงชั้นสอง

นี่เป็นจุดเดียวที่มีโอกาสลอบสังหารลูอิจิได้ หากลงไปต่ำกว่านี้ ก็จะจ๊ะเอ๋กับหน่วยลาดตระเวนของลูอิจิเข้าอย่างจัง

ค่าแรงในสาธารณรัฐอัลเดรานั้นถูกแสนถูก จ่ายแค่ไม่กี่เหรียญก็สามารถจ้างผู้ชายตัวโตๆ มาทำงานให้ได้เป็นเดือนๆ โดยไม่มีวันหยุด แถมยังไม่ต้องเลี้ยงข้าวด้วยซ้ำ ให้กินแค่กล้วยประทังชีวิตก็พอแล้ว

เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ลูอิจิจึงจ้างคนมาคุ้มกันเป็นจำนวนมาก พวกเขาจะเดินลาดตระเวนทุกๆ สิบกว่านาที แถมยังมีปืนกันทุกคนด้วย

หากถูกจับได้ ทั้งสามคนก็ไม่แน่ใจว่าจะรอดชีวิตออกไปได้หรือไม่

คนของลูอิจิมีเยอะแยะ แถมยังมีรถอีกต่างหาก แต่พวกเขากลับไม่มีอะไรเลย

ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงแค่รอ รออย่างอดทน

ในที่สุด ลูอิจิก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขายืนอยู่ริมระเบียง มือถือโทรศัพท์สายยาวที่ต่อมาจากแท่นวางข้างเก้าอี้ผ้าใบ

"พอลตายแล้วงั้นเหรอ?"

"ให้ตายสิ บ้าเอ๊ย!"

"ฉันยังหวังพึ่งเขาให้ไปคุยกับแลนซ์ เพื่อช่วยเคลียร์ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเราอยู่เลย เขาจะมาตายเอาตอนนี้ได้ยังไง?"

เขากำลังหงุดหงิดสุดๆ ตอนนี้เขาไม่กล้าส่งเหล้าเถื่อนไปที่เมืองจินกั่งแล้ว ขืนส่งไปแล้วโดนยึด เสียหายทีเป็นแสนๆ เหรียญ ใครมันจะไปทนไหววะ?

แต่จะให้ลักลอบส่งไปที่อื่นก็ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ เพราะตอนนี้กองกำลังตรวจการณ์ชายฝั่งเริ่มนำเรือรบและเรือปืนมาลาดตระเวนแล้ว ความเสี่ยงในการลักลอบส่งสินค้าจึงสูงขึ้นมาก แต่กำไรกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่นัก

เขายังอยากจะส่งเหล้าไปขายที่เมืองจินกั่งอยู่ แต่ตอนนี้พอลตายแล้ว เขาก็หมดโอกาสที่จะคืนดีกับแลนซ์ เขาจึงต้องหาวิธีอื่นแทน

"โอเคๆ เข้าใจแล้ว แค่นี้นะ" เขายื่นโทรศัพท์ให้พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วหันหลังเดินไปที่มุมระเบียง

และนั่นก็ทำให้คนที่ซุ่มอยู่บนเนินเขาเห็นเป้าหมายได้อย่างชัดเจน

เขาโยนซิการ์ทิ้งลงไปในพงหญ้า แล้วหยิบบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมาจุดสูบด้วยความหงุดหงิด

ถ้าตกลงกันไม่ได้... นัยน์ตาของเขาประกายความโหดเหี้ยมวาบผ่าน ก็แค่เก็บแลนซ์ทิ้งซะก็สิ้นเรื่อง

คนเราเกิดมาก็ต้องตายทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครทนลูกปืนได้หรอก ต่อให้เป็นประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐก็เถอะ

เขาไม่เชื่อหรอกว่า แลนซ์จะเก่งกาจถึงขั้นหนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า ทนกระสุนปืนได้?

ภูมิภาคอาแลนยากจนจะตาย สิ่งที่ไร้ค่าที่สุดก็คือชีวิตคนนี่แหละ

ที่สหพันธรัฐ อาจจะต้องจ้างมือปืนด้วยเงินสองสามพันเหรียญ แต่ที่อาแลน จ่ายแค่ห้าสิบเหรียญ ก็มีคนพร้อมรับจ้างฆ่าคนแล้ว!

"ไอ้ลูกหมาเอ๊ย ขวางทางรวยของฉันนัก งั้นก็อย่าหาว่าฉันโหดก็แล้วกัน!" เขาสูดควันบุหรี่เข้าปอดลึกๆ เอามือเท้าเอว ยืดอกมองออกไปทางภูเขา

ป่าทึบทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขาชอบดูสัตว์ตัวเล็กๆ ที่โผล่มาให้เห็นประปรายในป่า

การที่หัวหน้าแก๊งมาเฟียจะรักสัตว์ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่นา

ในขณะที่เขากำลังมองหานกแก้วมาคอว์แสนสวยอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เห็นใบไม้สั่นไหวอย่างผิดปกติ และในวินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครชกเข้าที่หน้าอย่างจัง

เขาพยายามจะยกมือขึ้นมาลูบแก้ม แต่กลับทำไม่ได้!

พร้อมๆ กับที่ถูกแรงมหาศาลผลักจนล้มลง เขาก็ได้ยินเสียงปืนดังสนั่น...

ในตอนนั้น ในหัวของเขามีความคิดเพียงอย่างเดียว คือ...

ฉิบหายแล้ว กูตายแน่!

แต่โชคดีที่เขาไม่ทันได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากนัก เพียงแค่ไม่กี่วินาที สติของเขาก็ดับวูบ ดำดิ่งสู่ความมืดมิดตลอดกาล!

มือปืนทั้งสามคนรีบเก็บกวาดข้าวของ แล้ววิ่งหนีไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน พวกเขาก็หายวับไปในป่าทึบ!

สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่!

"...ครับ แน่นอน ผมชื่นชมสมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์มากครับ ความคิดของพวกเขาดูจะล้ำเส้นไปหน่อย... ได้ครับ ผมจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีครับ"

แลนซ์วางสายโทรศัพท์ เขาเพิ่งจะบอกทอมเรื่องที่สมาพันธ์แรงงานมีแผนจะยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น

ด้วยความสามารถของทอมที่ตามติดสมาชิกรัฐสภาเดินทางไปทั่ว แม้ว่าเรื่องมนุษยสัมพันธ์ของเขาอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่เรื่องการทำงานของเขาย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน

และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่ทอมรู้ข่าว เขาก็รีบไปรายงานสมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์ทันที สมาชิกรัฐสภาได้ยินดังนั้นถึงกับคิ้วกระตุก

"นี่คือคำพูดของแลนซ์เลยงั้นเหรอ?" เขาจ้องมองทอม

การส่งสารเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะอย่างมาก เพราะต่อให้เลียนแบบได้เหมือนแค่ไหน ก็ยากที่จะถ่ายทอดคำพูดต้นฉบับออกมาได้ครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์

ทอมยืนยันอีกครั้ง "นี่คือคำพูดของแลนซ์เลยครับ เขาบอกว่าสมาพันธ์แรงงานกำลังวางแผนจะใช้โอกาสนี้เพื่อผลักดันการประเมินระดับค่าแรงให้เป็นรูปธรรมครับ"

สมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์ได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา "พวกเขานี่ช่างหาจังหวะได้เก่งจริงๆ ไอ้พวกนี้มันน่าโดนดีซะบ้าง ไม่สนเลยว่าตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดแค่ไหน"

"แต่ก็ยังดีนะ ที่เมืองจินกั่งอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา"

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ข่าวที่แลนซ์นำมาบอกนี้ ทำให้ความสำคัญของแลนซ์ในสายตาของเขาเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น

ตอนนี้หน้าที่ของเขาคือต้องรีบหาจุดกึ่งกลางที่ทั้งสองฝ่ายรับได้ให้เร็วที่สุด เพื่อยุติเรื่องวุ่นวายที่ท่าเรือให้เร็วที่สุด

"คุณลองไปกระซิบพวกบริษัทจัดการท่าเรือดูหน่อยนะ บอกพวกเขาว่ามีคนกำลังจะฟ้องร้องพวกเขาข้อหาผูกขาดการทำธุรกิจในเมืองจินกั่ง"

ทอมถูกจ้องมองอยู่ประมาณสองสามวินาที เขาก็ก้มหน้าลง หลบสายตาของอีกฝ่าย เพราะเขาเข้าใจความหมายที่สมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์ต้องการจะสื่อแล้ว

"เดี๋ยวผมจะไปหาบริษัทที่เรารู้จักสักสองสามแห่งครับ"

การให้บริษัทต่างๆ เป็นฝ่ายยื่นฟ้องร้องข้อหาผูกขาดทางการค้า ย่อมมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือกว่าการส่งสัญญาณเตือนเฉยๆ

สมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ผมจำได้ว่า อัยการสูงสุดประจำรัฐก็มาด้วยใช่ไหม?"

"ไปหาเรื่องให้เขาทำหน่อยสิ!"

สมาชิกรัฐสภาแต่ละคน มักจะมีเครือข่ายผลประโยชน์ที่เกี่ยวโยงกับหลายๆ รัฐคอยหนุนหลังอยู่ และแต่ละจุดเชื่อมต่อในเครือข่ายนี้ ก็มีเส้นสายและอิทธิพลที่กว้างขวางเป็นของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น ผู้สนับสนุนเบื้องหลังของสมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์ ก็คือกลุ่มทุนในรัฐที่เขาเป็นตัวแทนอยู่ และกลุ่มทุนเหล่านี้ ก็มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนหรือบริษัทในพื้นที่อื่นๆ ด้วย

ตราบใดที่บริษัทเหล่านี้มีการทำธุรกิจนำเข้าส่งออก หรือต้องการทรัพยากรจากต่างประเทศ พวกเขาก็ต้องเข้ามาติดต่อทำธุรกิจกับเมืองจินกั่งไม่มากก็น้อย หรือไม่ก็ถึงขั้นมาเปิดสาขาที่นี่เลยทีเดียว

ไม่นานทอมก็หาบริษัทแบบนี้ได้สองสามแห่ง เขาส่งสัญญาณเตือนให้พวกเขารู้ตัวล่วงหน้า จากนั้นก็พาพวกเขาไปที่หน้าห้องพักของอัยการสูงสุด เคาะประตู

"เชิญครับ!"

อัยการสูงสุดให้การต้อนรับอย่างสุภาพ ยิ่งพอเห็นว่าเป็นทอม เขาก็ยิ่งแสดงความต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เขาก็ปรายตามองคนที่เดินตามทอมมา

ทอมแนะนำตัวพวกเขาคร่าวๆ "พวกนี้คือเพื่อนจากรัฐโครินสลีย์ครับ พวกเขาเจอปัญหาทางกฎหมายที่นี่ แล้วไม่รู้จะไปปรึกษาใครดี"

"พูดตามตรง ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายเท่าไหร่หรอก ผมไม่ได้จบนิติศาสตร์มา ผมก็เลยนึกถึงท่านอัยการสูงสุดขึ้นมาครับ"

อัยการสูงสุดพอจะจับเค้าโครงเรื่องได้แล้ว เขายิ้มและหันไปมองคนกลุ่มนั้น "มีปัญหาอะไรก็บอกมาได้เลยครับ ผมให้คำปรึกษาได้ หรือไม่ก็หาคนมาช่วยพวกคุณได้เหมือนกัน"

คนเหล่านั้นจึงเริ่มเล่าพฤติกรรมแย่ๆ ของบริษัทจัดการท่าเรือให้ฟัง ซึ่งรวมถึงการใช้วิธีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพื่อผูกขาดธุรกิจ

ความจริงข้อหานี้มันค่อนข้างจะฝืนธรรมชาติไปสักหน่อย แต่จะฝืนหรือไม่ฝืน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด

ถ้าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเป็นคนงานหรือกรรมกรท่าเรือ มันก็คงจะฟังดูฝืนๆ หน่อย

แต่ในเมื่อคนพวกนี้มาหาเขาเพราะสมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์เป็นคนส่งมา เรื่องนี้ก็ไม่ฝืนธรรมชาติเลยสักนิด

"เข้าใจแล้วครับ รบกวนทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะให้คนไปตรวจสอบเรื่องนี้ดู"

"ถ้าเป็นความจริง ผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด และจะให้คำตอบที่ชัดเจนแก่พวกคุณด้วย"

ทอมสัมผัสได้ว่าท่านอัยการสูงสุดประจำรัฐเข้าใจความหมายของเขาแล้ว เขาจึงลุกขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ ที่เอาเรื่องนอกเหนือจากงานมาสร้างความลำบากให้คุณ"

"ไม่ลำบากเลยครับ ไม่ลำบากสักนิด นี่แหละคืองานของเรา"

คำพูดนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อ ทอมก็คงไม่เชื่อ และคนที่ตามทอมมาก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน!

แต่นี่แหละคือการเมือง!

ไม่นานพวกเขาก็ลากลับ อัยการสูงสุดเหลือบมองเบอร์โทรศัพท์ที่คนพวกนั้นทิ้งไว้ ซึ่งน่าจะโทรไม่ติดหรอก

เครือข่ายของรัฐบาลระดับรัฐ ล้วนมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวโยงกับเมืองจินกั่งไม่มากก็น้อย เขาไม่มีทางเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้หรอก

ถ้าจะให้เขาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ต้องให้สมาชิกรัฐสภาคลีฟแลนด์เป็นคนโทรมาสั่งด้วยตัวเองนั่นแหละ

ดังนั้น เขาจึงมองว่านี่เป็นการสร้างแรงกดดันรูปแบบหนึ่ง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโทรหาอัยการเขตในพื้นที่

"มาหาผมที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย!"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 380 - แผนการ

คัดลอกลิงก์แล้ว