เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 335 : สถานการณ์ในลาว; มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลจิ้น | บทที่ 336 : ทำไมไม่มีไวท์เทนนิ่งล่ะ? (พิจารณาก่อนกดซื้อตอนนะ!)

บทที่ 335 : สถานการณ์ในลาว; มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลจิ้น | บทที่ 336 : ทำไมไม่มีไวท์เทนนิ่งล่ะ? (พิจารณาก่อนกดซื้อตอนนะ!)

บทที่ 335 : สถานการณ์ในลาว; มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลจิ้น | บทที่ 336 : ทำไมไม่มีไวท์เทนนิ่งล่ะ? (พิจารณาก่อนกดซื้อตอนนะ!)


บทที่ 335 : สถานการณ์ในลาว; มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลจิ้น

"เดี๋ยวก่อน" กัวหยางโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณ

ร่างของหยางกั๋วเฉิงชะงักไปเล็กน้อย จากการแต่งตัวและนิสัยบางอย่าง กัวหยางพอมองออกว่าฐานะทางการเงินของเขาไม่ได้ ‘ร่ำรวย’ นัก

"แน่ใจนะว่าจะไม่คุยกันอีกสักหน่อย เรื่องสวัสดิการผมไม่เอาเปรียบคุณแน่นอน"

หยางกั๋วเฉิงพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง ชุดสูทบนตัวมองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาไม่เบา

แม้ผิวจะคล้ำไปสักนิด แต่ก็ได้รับการดูแลมาอย่างดี ทั้งยังมีบุคลิกที่ดูเยือกเย็นและสง่างามแผ่ออกมา

แถมร้านชาชานเต็งที่เลือกมาแห่งนี้ ได้ยินมาว่าราคาแพงหูฉี่

ตอนที่เขามาถึง ต้องบอกชื่อคนจองถึงจะเข้ามาได้

แต่แล้วยังไงล่ะ?

เขาเป็นลูกศิษย์ของนักวิชาการระดับบัณฑิตยสภาเชียวนะ

เขาคิดว่าตัวเองยังมีอนาคตอีกไกลในเส้นทางสายวิจัย และในวันข้างหน้าก็อาจจะกลายเป็นบุคคลสำคัญในวงการวิชาการได้

หยางกั๋วเฉิงพูดเหน็บแนม "คุณดูหน้าผมเหมือนคนที่เห็นแก่เงินงั้นเหรอ?"

กัวหยางขมวดคิ้ว

"พวกคุณน่าจะเคยสืบเรื่องของผมมาแล้วนี่ ผมเกิดในครอบครัวนักธรณีวิทยา ซึมซับเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ถึงได้เลือกเดินเส้นทางนี้"

หยางกั๋วเฉิงพูดต่อ "ถ้าให้เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคก็พอได้ แต่ให้เป็นผู้รับผิดชอบโปรเจกต์คงไม่เอาดีกว่า ผมไม่ได้วางแผนทางนี้เอาไว้"

กัวหยางอึ้งไป เขาตระหนักได้แล้วว่าการสื่อสารระหว่างทางต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

เพียงแค่ลังเลไปชั่วอึดใจ หยางกั๋วเฉิงก็เดินออกจากห้องน้ำชาเล็กๆ ไปแล้ว ในมือยังถือถ้วยกาแฟ ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังอันอิสระเสรีให้กัวหยางดู

จะพูดยังไงดีล่ะ?

หยางกั๋วเฉิงให้ความรู้สึกค่อนข้างหยิ่งยโส หรือจะเรียกว่าหลงตัวเองดี? ความประทับใจแรกไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

คิดอยู่ครู่หนึ่ง กัวหยางก็กดโทรศัพท์หาหลี่เยี่ยน ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของเจียเหอ เพื่อเล่าสถานการณ์ที่พบเจอให้ฟัง

"บอสคะ ขอโทษด้วยค่ะ นี่เป็นความผิดพลาดในการทำงานของฉันเอง ฉันสื่อสารกับศาสตราจารย์โหวแห่งหลานต้าไม่ดี ทำให้ทางนั้นเข้าใจผิด เดี๋ยวฉันจะคุยกับหยางกั๋วเฉิงเองค่ะ"

กัวหยางถาม "ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน?"

"มณฑลเสฉวนค่ะ" หลี่เยี่ยนตอบ "โรงเรียนที่เจียเหอบริจาคสร้างเปิดใช้งานแล้ว เลยมาตรวจดูสถานการณ์ที่นี่ค่ะ"

"ตรวจเสร็จก็รีบกลับจิ่วเฉวียนนะ" กัวหยางเลิกคิ้ว ครุ่นคิดเล็กน้อย "เรื่องหยางกั๋วเฉิง เดี๋ยวผมลองดูอีกที ถ้าไม่เวิร์คค่อยเปลี่ยนคน"

"ค่ะ"

วางสายไปแล้ว ความรู้สึกของกัวหยางก็หนักอึ้งขึ้นมา แผ่นดินไหวครั้งใหญ่กำลังจะมา...

นั่งเหม่ออยู่สองสามนาที จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงกรี๊ดแหลมปรี๊ดดังขึ้น

"กรี๊ด!"

"ว้าย เสื้อฉัน..."

"เพิ่งซื้อมาใหม่วันนี้เลยนะ ตั้งหลายหมื่น!"

"จ่ายเงินชดใช้มาเลยนะ!"

"ชดใช้บ้าอะไรล่ะ เธอเดินไม่ดูตาม้าตาเรือเอง ต้องเป็นฝ่ายขอโทษฉันสิ!"

ตามมาด้วยเสียงทะเลาะกันอื้ออึง ฟังไม่ค่อยถนัด แต่กัวหยางรู้สึกว่ามีเสียงหนึ่งคุ้นหู เหมือนจะเป็น... หยางกั๋วเฉิง?

"ไอ้บ้านนอกซกมก ไอ้ยาจก!"

"ด่าอีกสิ แม่งเอ๊ย นังตัวดี ดูสารรูปแต่งหน้าทาปากอย่างกับผู้หญิงหากินของเธอสิ ฉันเห็นแล้วจะอ้วก"

ตอนนี้ กัวหยางที่เดินออกมาจากห้องน้ำชาพอมองเห็นสถานการณ์ลางๆ แล้ว เป็นหยางกั๋วเฉิงจริงๆ ด้วย ตอนนี้เขากำลังหน้าดำหน้าแดงเถียงกับชายหญิงคู่หนึ่งอยู่

ผู้ชายคนนั้นหน้าตาไม่เอาไหน หน้ามันแผล็บ พุงพลุ้ย

ส่วนผู้หญิงก็พอมีหน้าตาอยู่บ้าง แต่งหน้าจัดเต็ม เครื่องประดับหรูหราทั้งสร้อยคอ กำไล แหวนเพชร ตุ้มหู จัดมาครบ

เพียงแต่สภาพดูทุลักทุเลไปหน่อย เสื้อผ้าเลอะกาแฟเต็มไปหมด

ในที่เกิดเหตุมีคนมุงดูไม่น้อยแล้ว

แต่กัวหยางกลับเปลี่ยนมุมมองต่อหยางกั๋วเฉิงขึ้นมาทันที

หมอนี่อย่าเรียกว่าแค่มีกระดูกสันหลังเลย ท่ามกลางวงล้อมของคนที่ถ้าไม่รวยก็มีอำนาจ เขากลับไม่ถอยหนี กล้าโต้ตอบ ถือว่ามีความกล้าหาญมาก

ดูแตกต่างจากพวกนักวิชาการทั่วไป ดีไม่ดีอาจจะเหมาะกับโปรเจกต์เหมืองของเจียเหอกว่าด้วยซ้ำ

ในระยะไม่ถึงยี่สิบเมตร กัวหยางรู้สึกว่าคนคนนี้น่าลองดูสักตั้ง

การโต้เถียงของทั้งสามคนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงคนนั้นถึงกับจะลงไม้ลงมือ แต่หยางกั๋วเฉิงหลบได้ เธอเลยเสียหลักล้มลงไปเอง

ฝ่ายชายก็กะจะลงมือเหมือนกัน แต่ร่างกายอ้วนฉุจะไปสู้พวกนักธรณีวิทยาที่ออกภาคสนามเป็นประจำได้ยังไง เลยโดนปั่นหัวไปอีกคน

หยางกั๋วเฉิงเย้ยหยัน "แกไม่ชะโงกดูเงาตัวเองในกระจกบ้างล่ะ ดูสารรูปอ้วนเป็นหมูของแกสิ! เธอชอบแกที่ตัวคนรึไง? เธอชอบเศษเงินเหม็นๆ ในกระเป๋าแกต่างหากล่ะ!"

ผู้ชายคนนั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หอบแฮกๆ ตะคอกว่า "รปภ.! รปภ.! ผู้จัดการล็อบบี้ไปไหน ปล่อยให้ไอ้ยาจกพรรค์นี้เข้ามาได้ยังไง?"

บังเอิญว่าผู้จัดการล็อบบี้และรปภ. ร่างกำยำอีกสองสามคนพุ่งเข้ามาพอดี

ดูทรงแล้ว คงกะจะล้อมหยางกั๋วเฉิงไว้

"เขาเป็นแขกของผม"

เสียงเรียบๆ ดังขึ้น ผู้จัดการล็อบบี้และรปภ. ต่างก็หยุดชะงัก

คนที่มุงอยู่ด้านหน้าเปิดทางให้ กัวหยางเดินออกมาแล้วพูดว่า "เขาเป็นแขกที่ผมพามา มีปัญหาอะไร ผมรับผิดชอบเอง"

"ก็แค่เสื้อตัวเดียวใช่ไหม ราคาหลักหมื่น? ตีซะว่าแสนนึงแล้วกัน หลัวซิว รูดบัตรที"

"ครับ บอส"

หลัวซิวไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้หญิงแต่งหน้าจัดคนนั้น เขาเดินตรงดิ่งไปหาผู้จัดการล็อบบี้ แววตาและรัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวข่มพวก รปภ. ได้มิด พวก รปภ. ได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับ

คนอื่นๆ ก็เงียบกริบ

ชั่วขณะนั้น

กัวหยางกับหลัวซิวกลับกลายเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์

หลักๆ เป็นเพราะชายสองคนนี้ คนหนึ่งล้วงกระเป๋ามือเดียว ท่าทางเยือกเย็นสบายๆ มาตั้งแต่ต้น ส่วนอีกคนกลับตรงกันข้าม ราวกับแผ่รังสีอำมหิตของคนที่เลียเลือดบนปลายมีดมาโชกโชน

กัวหยางมองหยางกั๋วเฉิงยิ้มๆ "ไปเถอะ ด็อกเตอร์หยาง เดี๋ยวผมไปส่งที่สถาบันวิจัย"

หยางกั๋วเฉิงย่อมอยากจะไปอยู่แล้ว

ถึงขั้นอยากบอกชายตรงหน้าว่าไม่ต้องรูดบัตรจ่ายเงินหรอก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป

ตอนที่พวก รปภ. เข้ามา เขาเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี โชคดีที่ผู้สัมภาษณ์คนนี้ออกตัวช่วยไว้ทัน เพียงแต่ผู้สัมภาษณ์คนนี้ ดูเหมือนจะมีฐานะไม่ธรรมดานะ?

ตอนนั้นเอง หญิงสาวแต่งหน้าจัดที่ล้มลงไปก็ลุกขึ้นยืน "ห้ามไปนะ จ่ายเงินแล้วคิดว่าจบเหรอ?"

"แล้วคุณยังต้องการอะไรอีก?"

กัวหยางหันตัวมา มือยังคงล้วงกระเป๋า สายตาปรายมองเธออย่างวางอำนาจ สายตานั้นทำให้หญิงสาวหดคอลงตามสัญชาตญาณ

เวลานั้น มีคนจำตัวตนของชายหญิงคู่นี้ได้ ผู้หญิงเป็นแค่ดาราระดับล่างๆ

ส่วนผู้ชายเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินจากมณฑลจิ้น

ช่วงหลายปีมานี้ เป็นยุคทองที่รุ่งเรืองที่สุดของพวกเจ้าของเหมืองถ่านหิน ในโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์หรูๆ ในเมืองหลวง มักจะเห็นพวกเขาป้วนเปี้ยนอยู่ทั่วไป

ถึงขนาดมีสื่อการเงินเขียนบทความว่า พวกเจ้าของเหมืองจากมณฑลจิ้นมีเงินสดหมุนเวียนกว่าสี่แสนล้านหยวนที่หาที่ลงทุนไม่ได้

ฝ่ายชายตอนนี้ก็ตั้งสติได้แล้ว เลิกหอบ แต่ดูแล้วไม่ได้โง่ เขาไม่ได้พุ่งเข้ามาหาเรื่องทันที แต่กลับลังเลและถามว่า

"นายเป็นใคร?"

ยังไม่ทันที่กัวหยางจะตอบ ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น

"ประธานหม่าน้อย ทำไม ปอดแหกเหรอ?"

กัวหยางหันไปมอง เป็นชายร่างเตี้ยอ้วน หน้าตามันแผล็บดูไม่น่าไว้ใจอีกคน ข้างกายมีสาวสวยยืนอยู่ คงเพิ่งเข้ามาจากข้างนอก

เจ้าของเหมืองที่ถูกเรียกว่าประธานหม่าน้อยพูดด้วยท่าทีเก้อเขิน "บอสหลี่ คุณก็มาดื่มชาเหมือนกันเหรอ"

"ให้ช่วยไหม?"

เทียบกับเจ้าของเหมืองเมื่อครู่ สองคนนี้เห็นได้ชัดว่ามีชื่อเสียงมากกว่า หญิงสาวสวยคนนั้นก็ดูคุ้นหน้าคุ้นตา น่าจะเป็นดาราเหมือนกัน

ส่วนฝ่ายชายก็ไม่ใช่ใครอื่น คือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลจิ้น หลี่จ้าวฮุ่ย แห่งไห่ซินกรุ๊ป ทั้งยังเป็นผู้นำองค์กรเอกชนที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ ด้วยวัยเพียง 27 ปี

ประธานหม่าน้อยส่ายหน้า ไม่อยากหาเรื่อง สองคนนี้ดูแล้วมีของ การรังแกชาวบ้านตาดำๆ ก็เรื่องนึง แต่การไปล่วงเกินคนอื่นโดยใช่เหตุ ไม่ใช่วิสัยของเจ้าของเหมือง

ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็จ่ายเงินชดใช้มาแล้ว

ถึงแม้จะเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ทายาทเหมืองรุ่นสองก็ตั้งใจจะให้เรื่องมันจบๆ ไป

หลี่จ้าวฮุ่ยพยักหน้า ก่อนจะยื่นมือไปทางกัวหยาง "มารู้จักกันหน่อยเถอะ ผมหลี่จ้าวฮุ่ย จากฮุ่ยอวี่อินเวสต์เมนต์ ส่วนหม่าเสี่ยวส่วยคนนี้มาจากบ้านเกิดผม เห็นแก่หน้าผมสักครั้ง ทุกคนเลิกแล้วต่อกันเถอะ"

ฮุ่ยอวี่อินเวสต์เมนต์ เป็นบริษัทของหลี่จ้าวฮุ่ยในเมืองหลวง เป็นการแปะป้าย ‘เศรษฐีรุ่นแรก’ ให้ตัวเอง

"ได้สิ คุยกันดีๆ ก็ดีเหมือนกัน"

"ขอทราบนามสกุลหน่อย?"

"กัวหยาง"

หลี่จ้าวฮุ่ยขมวดคิ้ว แนะนำตัวแบบนี้หมายความว่าไง กัวหยางดังมากงั้นเหรอ?

ตอนนั้นเอง มีชายวัย 50 กว่าคนหนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน ใบหน้าเหลี่ยม รูปร่างกำยำล่ำสัน บางคนจำได้แล้วว่าเขาคือใคร

"ได้ยินชื่อเสียงมานาน ประธานกัว เมื่อกี้มองแล้วก็รู้สึกคุ้นๆ ตอนนี้ถึงแน่ใจ เจียเหอรีบร้อนจะเข้าสู่ตลาดธัญพืชและน้ำมันในเมืองหลวงแล้วเหรอ?"

"ยินดีที่ได้รู้จักครับ ประธานสือ"

สือเค่อหรง จากฮุ่ยฝูธัญพืชและน้ำมันแห่งมณฑลจี้

ในรายงานการสำรวจตลาดของบริษัทเจียเหอธัญพืชและน้ำมัน ฮุ่ยฝูธัญพืชและน้ำมันครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันพืชในเมืองหลวงประมาณ 20-30% และคิดเป็น 70-80% ของรายได้ทั้งหมดของฮุ่ยฝู

แต่ฮุ่ยฝูธัญพืชและน้ำมันใช้วัตถุดิบหลักคือถั่วเหลืองนำเข้า เสริมด้วยข้าวโพดและดอกทานตะวันเพียงเล็กน้อย

เมื่อฐานการผลิตครบวงจรของบริษัทเจียเหอธัญพืชและน้ำมันที่จินเหมินเริ่มเดินสายพาน การแข่งขันของทั้งสองฝ่าย...

"ไอ้แก่เวรเอ๊ย!"

เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงบีบตอนจับมือ กัวหยางก็ออกแรงสวนกลับ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำให้ทั้งคู่ยื้อกันอยู่พักหนึ่ง

สือเค่อหรงหัวเราะ "วัยรุ่นนี่เลือดร้อนจังนะ!"

กัวหยางก็หัวเราะตอบ "ประธานสือสองปีมานี้สร้างบ้านไปไม่น้อย ฝีมือแบกอิฐดูท่าทางจะไม่ตกเลยนะ!"

สือเค่อหรงเริ่มต้นธุรกิจจากโรงงานอิฐ ก่อนจะมารับช่วงต่อโรงงานธัญพืชและน้ำมันในระดับตำบลที่ใกล้จะเจ๊ง สิบกว่าปีผ่านไป ตอนนี้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้ทะลุหมื่นล้านหยวนไปแล้ว

แต่สือเค่อหรงไม่ได้ดังในวงการธัญพืชและน้ำมัน สิ่งที่ทำให้เขาดังพลุแตกจริงๆ คือความสำเร็จของฮุ่ยฝูในวงการอสังหาริมทรัพย์ช่วงสองปีที่ผ่านมา

พัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรรไปหลายแห่งก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ดังนั้น ที่กัวหยางบอกว่าฝีมือแบกอิฐของเขายังไม่ตก จึงไม่ใช่คำพูดที่ผิดแปลกอะไร

สือเค่อหรงยิ้ม "ฝีมือทำมาหากินก็ไม่ตกเหมือนกันนะ เรื่องจะกดดันดาวรุ่งพุ่งแรงในเมืองหลวงน่ะไม่มีปัญหาหรอก"

"ผมว่าไม่แน่หรอก"

"งั้นก็คอยดูกันต่อไป"

ตอนที่คุยกัน ทั้งสองคนต่างก็มีรอยยิ้ม คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงคิดว่าพวกเขากำลังคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน

ความจริงแล้วกำลังห้ำหั่นกันอยู่

ทายาทเหมืองรุ่นสอง หม่าเสี่ยวส่วยถอนหายใจอย่างโล่งอก มาเมืองหลวง เขาก็แค่อยากซื้อบ้านเพิ่มอีกสักสองสามหลัง แล้วก็มาหาความสำราญกับดาราสาวๆ ไม่ได้คิดจะไปล่วงเกินใคร

เห็นได้ชัดว่า คนตรงหน้าทั้งสองคน เขาไม่กล้าไปล่วงเกินเลย

เวลาผ่านไปสักพัก ในที่เกิดเหตุเริ่มมีคนจำกัวหยางได้

ช่วงหลายปีมานี้แม้เขาจะทำตัวโลว์โปรไฟล์ ไม่ค่อยออกงานสังคม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเข้าร่วมงานแถลงข่าว งานเปิดตัว หรือให้สัมภาษณ์สื่อในแวดวงธุรกิจเลย

จำได้แล้ว ก็ไม่มีใครตาบอดเดินเข้าไปให้เขาตอกหน้าหรอก

แม้แต่หลี่จ้าวฮุ่ยก็ยังทำหน้าครุ่นคิด

ทักทายกันอยู่ที่ล็อบบี้ครู่หนึ่ง หลัวซิวก็กลับมา ผู้จัดการล็อบบี้กำลังคุยกับเจ้าของเหมืองอยู่

"นั่งต่ออีกสักพักเถอะ ด็อกเตอร์หยาง" กัวหยางยิ้ม "ยังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่ไหม? กินก่อนค่อยไปดีไหม?"

กาแฟแก้วนั้น เห็นชัดๆ ว่าหยางกั๋วเฉิงพกมาจากข้างนอก ไม่นึกว่าจะพาซวย

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หยางกั๋วเฉิงก็พยักหน้า

กลับมาที่ห้องน้ำชาอีกครั้ง กัวหยางให้หลัวซิวไปสั่งอาหารมาให้

"เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นเดินไม่ดูตาม้าตาเรือเอง พุ่งเข้ามาชนเอง ไม่จำเป็นต้องชดใช้ให้เลย"

"ไม่เป็นไรหรอก เงินนิดหน่อย"

"หนึ่งแสนก็ไม่น้อยนะ คุณอย่าหวังให้ผมชดใช้ให้ แล้วก็อย่าหวังให้ผมทำงานให้คุณด้วย" หยางกั๋วเฉิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

ดูท่าทางนั่งตัวตรงแน่วของเขาแล้ว กัวหยางก็เลิกล้มความคิดที่จะล้อเล่น คนคนนี้ไม่เพียงแต่มีฝีปากในการเถียงที่ดี แต่ดูเหมือนจะค่อนข้างอ่อนไหวเรื่องเงินทองด้วย

"ผมอยากจะปรึกษาปัญหาเรื่องเหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาวสักหน่อย ถือซะว่าเป็นค่าที่ปรึกษาให้คุณก็แล้วกัน"

"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา ผมจะบอกทุกอย่างที่รู้เลย"

ตอนนั้นเอง พนักงานเสิร์ฟก็นำขนมอบหลากสีหลายจานมาให้

"กินอะไรรองท้องก่อนเถอะ ด็อกเตอร์หยาง"

หยางกั๋วเฉิงไม่เกรงใจ อาจเป็นเพราะหิวจริงๆ วิธีกินไม่ถึงกับมูมมาม แต่ก็เรียกได้ว่าหยาบกระด้างเอาเรื่อง

"ชีวิตคนรวยนี่ไม่เหมือนใครจริงๆ ของกินไม่เพียงแต่ประณีต แต่ยังอร่อยมากด้วย"

กัวหยางกินตามไปสองสามคำ "ก็พอกินได้"

หยางกั๋วเฉิงเบ้ปาก ไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์นี้ แต่คนตรงหน้าก็แตกต่างจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเจ้าของเหมืองเมื่อครู่

ฝ่ายหนึ่งหน้ามันแผล็บ อ้วนฉุ ควงดารา ซื้อคฤหาสน์หรู ส่วนอีกฝ่ายสง่างาม เยือกเย็น สบายๆ และใจเย็น

ยกเว้นเรื่องผิวคล้ำไปหน่อย...

"มีปัญหาอะไรก็ถามมาเถอะ"

กัวหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้อมูลของเหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาวที่คุณรู้ เล่าให้ผมฟังให้หมดเลย"

"ก็ได้ เงินหนึ่งแสนคุ้มค่าขนาดนี้"

"..."

หยางกั๋วเฉิงจิบกาแฟ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่ตัวเองรู้

"พื้นที่เหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาวส่วนใหญ่กระจายอยู่ในที่ราบเวียงจันทน์ ที่ราบคำม่วน การสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีปริมาณสำรองของเกลือโพแทสเซียมแข็งซึ่งส่วนใหญ่เป็นแร่คาร์นัลไลต์มหาศาล"

"ตอนนี้ลาวยังไม่มีแผนจะทำการสำรวจทางธรณีวิทยาเพิ่มเติม แต่ใช้ข้อมูลทางธรณีวิทยาที่มีอยู่ในการเปิดประมูลระดับนานาชาติ ล็อตแรกมี 6 โครงการ"

"ตอนนี้ถือว่าไม่ช้าไม่เร็ว"

"คู่แข่งสำคัญคือบริษัทไคหยวนจากมณฑลเสฉวน และบริษัทจงเหลียวไมนิ่งจากมณฑลอวิ๋น นอกจากนี้ยังมีบริษัทหัวเซี่ยไฮโดรพาวเวอร์ไมนิ่งและกลุ่มบริษัทวัสดุการเกษตรอีกด้วย"

"บริษัทจงเหลียวไมนิ่งแห่งมณฑลอวิ๋นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอวิ๋นเทียนฮว่า และเป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปสำรวจเหมืองในลาว ไม่ขาดแคลนทั้งเทคโนโลยีและเงินทุน ปีที่แล้วประสบความสำเร็จในการทดลองผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ได้ถึง 50,000 ตัน"

"ส่วนบริษัทไคหยวนยังขาดแคลนเทคโนโลยี กระบวนการทำเหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาว ปัจจุบันทั่วโลกมีเพียงบริษัทสำรวจธรณีวิทยาแห่งมณฑลอวิ๋นเท่านั้นที่มีประสบการณ์จนประสบความสำเร็จ แถมไคหยวนก็ยังไม่ได้สิทธิในการสำรวจแร่ด้วย"

"ส่วนรัฐวิสาหกิจอีกสองแห่งมีความกังวลเยอะเกินไป ถ้าคุณเล็งไว้แล้ว พวกเขาอาจจะเดินเกมสู้คุณไม่ได้หรอก"

กัวหยางเงียบไป

การเป็นผู้บุกเบิกไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากความเสี่ยงทางการตลาดแล้ว ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ นโยบายระดับภูมิภาค และอื่นๆ

โชคดีที่กัวหยางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับลาวถือว่าดีมาตลอด

"ใน 6 โครงการนี้ โครงการไหนดีที่สุด?"

"พูดยาก ไม่มีการสำรวจอย่างละเอียด คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของทีมงานแต่ละฝ่าย"

การจะพัฒนาเหมืองเกลือโพแทสเซียมสักแห่ง โดยทั่วไปต้องผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอน คือ การสำรวจเบื้องต้น, การสำรวจรายละเอียด, การศึกษาความเป็นไปได้ และ การทำเหมือง

และตอนนี้ โครงการในลาวเหล่านี้เพิ่งผ่านการสำรวจเบื้องต้นเท่านั้น เป็นการยืนยันว่าพื้นที่แถบนี้มีปริมาณสำรองอุดมสมบูรณ์

ส่วนจะมีเท่าไหร่ ตำแหน่งอยู่ตรงไหน จะขุดยังไง นั่นก็เป็นเรื่องของตัวบริษัทเองแล้ว

กัวหยางไม่ได้ติดใจอะไรอีก เขาถามว่า "คุณคิดว่าอุปสรรคของการไปทำเหมืองที่ลาวคืออะไร?"

"การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ล้าหลัง การพัฒนาพลังงานที่ล่าช้า และการขาดแคลนบุคลากร ทำให้ในช่วงแรกของการก่อตั้งบริษัท ต้องใช้เงินลงทุนไปกับระบบคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน และการฝึกอบรมบุคลากรสูงมาก"

"ทรัพยากรทางอุตสาหกรรมขาดแคลน วัสดุและอุปกรณ์กว่า 95% ต้องพึ่งพาการนำเข้า ประการที่สอง ขั้นตอนการอนุมัติของรัฐบาลลาวมีความซับซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ การอนุมัติเอกสารที่เกี่ยวข้องยังไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ใบอนุญาตนำเข้าและส่งออก ต้องผ่านการอนุมัติร่วมกันของกระทรวงอย่างน้อย 5-6 กระทรวง อย่างเร็วก็ 20 วันทำการ อย่างช้าก็อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จ..."

"นอกจากนี้ก็คือการขนส่งสินค้า ลาวใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลัก ต้นทุนก็เลยสูงมาก"

"แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่าเห็นว่าลาวยากจนเชียวนะ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของพวกเขาสูงลิบลิ่ว ลาวยอมทิ้งผลประโยชน์ระยะสั้น ดีกว่ายอมเสียการพัฒนาระยะยาว"

"ตอนเปิดประมูล รัฐบาลลาวจะให้คะแนนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในสัดส่วนที่สูงมาก"

"ได้ยินจากเพื่อนที่นั่นบอกว่า ตอนนี้บริษัทไคหยวนก็ติดแหง็กอยู่ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมนี่แหละ"

"หากยังทะลวงข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในการจัดการผลพลอยได้ กากของเสีย และน้ำเสียไม่ได้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะนำทรัพยากรมาใช้ในเชิงเศรษฐกิจและการผลิตขนาดใหญ่ในลาว..."

เมื่อพูดถึงการพัฒนาเหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาว หยางกั๋วเฉิงก็ดูเหมือนจะมีไฟขึ้นมา พูดน้ำไหลไฟดับไม่หยุด

สำหรับนักธรณีวิทยา การได้เห็นแร่ที่ตัวเองเคยสำรวจถูกขุดขึ้นมา คงเป็นเรื่องที่โชคดีทีเดียว

กัวหยางหัวเราะ "เงินหนึ่งแสนนี้จ่ายไปคุ้มจริงๆ"

"แค่ได้ไปเข้ากระเป๋าดาราปลายแถวซะเปล่าๆ"

"ฮ่าๆ ล้อเล่นน่ะ ล้อเล่น ค่าที่ปรึกษาผมจะให้คุณแยกต่างหาก"

หยางกั๋วเฉิงเม้มปาก ก่อนจะพูดต่อ "พูดถึงพวกเจ้าของเหมือง มีอีกเรื่องนึงที่สำคัญมาก"

"การทำเหมืองเกลือโพแทสเซียมแข็งต้องใช้ถ่านหินเยอะมาก ลาวขาดแคลนถ่านหิน จะส่งจากในประเทศไปก็ไม่สะดวก แต่ทางตอนกลางค่อนไปทางใต้ของลาวก็มีแหล่งถ่านหินอยู่ สามารถขอยื่นประมูลพื้นที่สิทธิการทำเหมืองถ่านหินได้"

เรื่องพวกนี้... กัวหยางไม่เข้าใจ และคนในเจียเหอก็ไม่มีใครเข้าใจ

ต่อให้ดึงตัวคนมาจากหลัวเจี่ยก็ตาม แต่ทะเลสาบเกลือกับเหมืองแร่แข็ง มันเป็นระบบกระบวนการคนละเรื่องกันเลย

ดังนั้น ความรู้สึกของกัวหยางที่มีต่อหยางกั๋วเฉิงจึงค่อยๆ ดีขึ้น

มีความรู้ทางเทคนิคแน่นปึ้ก เข้าใจพื้นที่เหมืองในลาว แบ็กกราวด์จากอาจารย์ก็ไม่ธรรมดา แม้จะมีข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง แต่ในเวลาสั้นๆ ก็หาคนที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้แล้ว

"ด็อกเตอร์หยางไม่ลองพิจารณาดูอีกสักรอบเหรอ ถ้าคุณมา คุณก็คือผู้รับผิดชอบใหญ่ของโปรเจกต์นี้เลยนะ"

หยางกั๋วเฉิงยังคงส่ายหน้า "ไม่ล่ะ ลูกศิษย์ของอาจารย์ไม่มีใครไปอยู่บริษัทเอกชน ผมจะทำให้เสียชื่อไม่ได้หรอก"

"เจียเหอไม่ใช่บริษัทเล็กๆ นะ โปรเจกต์นี้จะมีเงินทุนสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในประเทศเราขาดแคลนโพแทสเซียมอย่างหนัก จำเป็นต้องรีบแก้ปัญหาการถูกบีบเรื่องการนำเข้า..."

พอดีมีข้อความเด้งเข้ามาในมือถือ กัวหยางเหลือบมอง ก่อนจะยื่นให้หยางกั๋วเฉิงดู

"เพิ่งมีข่าว ผลการเจรจานำเข้าปุ๋ยโพแทสเซียมออกมาแล้ว ราคาพุ่งกระฉูดขึ้นไปอีก 400 ดอลลาร์สหรัฐ"

หยางกั๋วเฉิงชะงักไปชั่วครู่ ความรู้สึกอัปยศอดสูเอ่อล้นขึ้นมาในใจ

การค้นหาโพแทสเซียม ประเทศจีนทำต่อเนื่องกันมาถึงสามเจเนอเรชัน

กัวหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่นไพ่ความรู้สึกต่อ

"ถ้าเหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาวสามารถเริ่มขุดได้เร็ว ก็จะช่วยบรรเทาความกดดันในประเทศได้มาก เจียเหอจะทุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้อย่างเต็มกำลัง"

"เจียเหอ เจียเหอเหรอ?" หยางกั๋วเฉิงพึมพำสองสามครั้ง ก่อนจะพูดว่า "เจียเหอที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของหลัวเจี่ยใช่ไหม?"

"คุณเพิ่งรู้เหรอ?"

"ขอโทษที ศิษย์พี่ที่หลานต้าบอกแค่ว่าให้ผมมาเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง"

หยางกั๋วเฉิงเสริมอีกว่า "ศิษย์พี่ผมคนนี้ เก่งเรื่องวิชาการมาก แต่เรื่องการสื่อสารมีปัญหาอยู่นิดหน่อย"

กัวหยางถอนหายใจในใจ คุณเองก็แปลกคนเหมือนกันนั่นแหละ

ทั้งที่เจียเหอมีบริษัทลูกในเครือตั้งเยอะแยะ บริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีก็เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันแท้ๆ แต่เขากลับรู้จักเจียเหอในฐานะผู้ถือหุ้นหลัวเจี่ยเท่านั้น

หรือว่าหมอนี่ปกติไม่เคยดูข่าวแวดวงธุรกิจชางเจี้ย แล้วก็ไม่เคยไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตเลย?

คงอธิบายได้แค่นี้แหละ

กัวหยางทำได้เพียงพูดว่า "เครือเจียเหอมีธุรกิจเยอะมาก ทั้งหญ้าเลี้ยงสัตว์ เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรการเกษตร นม ธัญพืชและน้ำมัน... อืม คุณลองกลับไปหาข้อมูลดูได้"

"ผมยังยืนยันคำเดิม เป็นที่ปรึกษาได้ แต่ผู้รับผิดชอบไม่ได้" หยางกั๋วเฉิงพูดอย่างหนักแน่น "ผมจะทำให้การสั่งสอนของอาจารย์สูญเปล่าไม่ได้"

"อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธเลย ผมแนะนำให้คุณกลับไปลองทบทวนดูก่อน"

"คุณไม่ต้องสงสัยในความแน่วแน่ต่อสายวิชาการของผมหรอก"

"อาจารย์ของคุณคือนักวิชาการเจิ้งเหมียนผิงใช่ไหม?"

"ใช่ การค้นพบแร่เกลือโพแทสเซียมครั้งแรกที่หลัวปู้พัว ก็เป็นผลมาจากการที่อาจารย์นำทีมบุกตะลุยเข้าออกใจกลาง 'รอยพับรูปหู' ของหลัวปู้พัวถึงสามครั้งในปี 1989 นั่นแหละ"

กัวหยางพยักหน้า "ตกลง วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน ไว้เจอกันใหม่"

"คุณไม่ต้องเสียเวลาเปล่าหรอก..."

กัวหยางโบกมืออย่างหมดความอดทน

"ขนมนี่คุณยังจะกินอยู่ไหม ผมกะจะห่อกลับบ้าน"

"วันนี้ไม่ต้องไปทำงานเหรอ?"

"ผมยื่นเรื่องขอทำงานนอกสถานที่น่ะ"

"งั้นคุณก็ห่อกลับไปเถอะ"

กัวหยางยืนครุ่นคิดอยู่ที่เดิมสักพัก แล้วเปิดดูข่าวการเจรจานำเข้าปุ๋ยโพแทสเซียมอีกครั้ง

ราคา FOB ของปุ๋ยโพแทสเซียมพุ่งขึ้นไปถึง 580 ดอลลาร์สหรัฐ บวกค่าขนส่งแล้ว คาดว่าราคา CIF จะสูงถึง 5,013 หยวนต่อตัน

บริษัทจงฮว่าเซ็นสัญญานำเข้าปุ๋ยโพแทสเซียม 1 ล้านตันกับแคนาดาแล้ว

แต่ราคาเหยียบ 5,000 หยวนต่อตัน เป็นราคาที่เกษตรกรและตัวแทนจำหน่ายในประเทศรับไม่ไหว

มีนักข่าวสายเศรษฐกิจออกมาโจมตีตรงๆ ว่ามีนอกมีใน

เพราะในเวลานี้ บริษัทหนงเท่อเอิน ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดปุ๋ยโพแทสเซียมของแคนาดา ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อบริษัทผู้นำเข้าในประเทศ

แถมการขึ้นราคาครั้งนี้ก็โหดเหี้ยมเกินไป

ตามการประเมินของกัวหยาง ไม่น่าจะถึงขั้นมีนอกมีใน แต่เป็นเพราะภายในประเทศมีข้อจำกัดเยอะเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพการเจรจาล่าช้า ราคาถึงได้ยิ่งคุยยิ่งแพง

ตลาดปุ๋ยโพแทสเซียมในประเทศปีนี้น่าจะซบเซาอย่างหนัก

เมื่อดึงสติกลับมาได้ และนึกถึงหยางกั๋วเฉิง กัวหยางก็คิดอะไรออกแล้ว

เอะอะก็อ้างอาจารย์ๆ งั้นก็ไปดูหน่อยดีกว่าว่าในใจอาจารย์ คุณมีน้ำหนักสักแค่ไหนเชียว

หลัวซิวเดินเข้ามา

"บอส หลี่จ้าวฮุ่ยจากมณฑลจิ้นอยากพบคุณ รออยู่ที่ล็อบบี้ครับ"

"รอผมเหรอ?"

ไห่ซินกรุ๊ปเป็นองค์กรเอกชนด้านเหล็กกล้า ถ้าเป็นบริษัทถ่านหิน กัวหยางอาจจะสนใจมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น กัวหยางเคยได้ยินเรื่องราวของทายาทเศรษฐีรุ่นสองคนนี้ ไห่ซินล้มละลายต้องปรับโครงสร้างหนี้ สุดท้ายตัวเองก็กลายเป็นลูกหนี้เบี้ยวหนี้

"ไปเถอะ ลองไปเจอดู"

ครู่ต่อมา กัวหยางก็ได้พบกับหนุ่มเสเพลที่กำลังอยู่ในช่วงพีกของการทำธุรกิจการลงทุน

บอกได้คำเดียวว่าดูหน้ามันแผล็บ ทั้งเตี้ยทั้งอ้วน ช่างขัดกับดาราสาวข้างกายอย่างสิ้นเชิง

ต้องยอมรับเลยว่า ‘พวกเจ้าของเหมือง’ ตาแหลมคมจริงๆ ในเรื่องของวงการบันเทิง

วงการบันเทิงพอขาดพวกเจ้าของเหมืองไป รู้สึกเหมือนคุณภาพของดาราไม้ประดับจะตกต่ำลงฮวบฮาบ

หลี่จ้าวฮุ่ยยิ้มจนเนื้อย้อยๆ บนหน้าแทบจะเบียดรวมเป็นก้อนเดียวกัน "ประธานกัว ได้ยินมาว่าเวยกวงอินเวสต์เมนต์ เป็นบริษัทของเจียเหอ"

"ใช่แล้วยังไงล่ะ?"

หลี่จ้าวฮุ่ยเลิกคิ้ว "บังเอิญจัง ผมเองก็มีชื่อเสียงในวงการการลงทุนอยู่บ้าง ฮุ่ยอวี่อินเวสต์เมนต์ในเมืองหลวง ก็เป็นบริษัทที่ผมตั้งขึ้น"

"ไม่เคยได้ยิน"

กัวหยางกล่าว "ถ้าเป็นเหล็กกล้ากับถ่านหิน เรายังพอคุยกันได้"

อันที่จริงหลี่จ้าวฮุ่ยไม่ได้แย่อย่างที่กัวหยางคิด ในช่วงเวลาสามสี่ปีที่บริหารไห่ซินด้วยตัวเอง กำไรของไห่ซินพุ่งสูงขึ้นมาก

ต่อมาอาจจะรู้สึกว่าหาเงินช้าไป ก็เลยหันไปทุ่มเทให้กับการลงทุนทางการเงิน การได้ร่วมทุนในธนาคารหมินเซิง ส่งผลให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลจิ้น

ตอนนี้กำลังเป็นช่วงเวลาที่พึงพอใจในความสำเร็จของตัวเอง

ถ้าไม่ได้ยินข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเวยกวงอินเวสต์เมนต์ หลี่จ้าวฮุ่ยคงไม่มาหาเรื่องใส่ตัวหรอก

"ประธานกัวสนใจเรื่องถ่านหินกับเหล็กกล้าเหรอ?"

"สนใจอยู่บ้าง ได้ยินมาว่าพวกเจ้าของเหมืองเงินเยอะจนไม่มีที่ลงทุน อยากจะผูกมิตรไว้สักสองสามคน"

"บ้านของหม่าเสี่ยวส่วยเขาก็ทำเหมืองนี่"

"สเกลไม่น่าจะใหญ่ใช่ไหม?"

"ก็จริง" หลี่จ้าวฮุ่ยครุ่นคิด "ถ้าอย่างนั้นวันหลังผมเป็นเจ้ามือ ประธานกัวจะให้เกียรติมาร่วมวงด้วยไหม?"

"ได้สิ"

กัวหยางก้าวไปข้างหน้า หลี่จ้าวฮุ่ยถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ หลักๆ เป็นเพราะส่วนสูงและรูปร่างของทั้งคู่ต่างกันเกินไป

"นี่นามบัตรผม ถึงเวลาค่อยโทรนัดล่วงหน้าแล้วกัน"

พอหลี่จ้าวฮุ่ยรับนามบัตรไป กัวหยางก็พาหลัวซิวจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูทะมัดทะแมง

"บอสหลี่ เมื่อกี้คนนั้นใครคะ ทำไมถึงได้กร่างขนาดนั้น?"

"เธอไม่รู้เหรอ?"

ดาราสาวคนนั้นส่ายหน้า

"นมเหอซีที่เธอชอบดื่มมากที่สุด ก็เป็นบริษัทลูกในเครือของเขานี่แหละ"

เมื่อมองผู้หญิงที่ยืนอึ้งอยู่กับที่ หลี่จ้าวฮุ่ยก็ถอนหายใจในใจ ได้เวลาเปลี่ยนไม้ประดับแล้วสิ

บทที่ 336 : ทำไมไม่มีไวท์เทนนิ่งล่ะ? (พิจารณาก่อนกดซื้อตอนนะ!)

ในห้องทำงานธรรมดาห้องหนึ่ง

เจิ้งเหมียนผิงที่อายุล่วงเลยวัยเจ็ดสิบปีไปแล้วยังคงดูกระฉับกระเฉง เขาเดินทางไปมาระหว่างชิงไห่ ทิเบต หลัวปู้พัว และพื้นที่ทะเลสาบเกลืออื่นๆ อยู่เป็นประจำตลอดทั้งปี

โชคดีที่ช่วงนี้มีการประชุมวิชาการเกี่ยวกับทะเลสาบเกลือในเมืองหลวง

ไม่เช่นนั้น กัวหยางคงหาโอกาสพบกับผู้บุกเบิกการเกษตรทะเลสาบเกลือท่านนี้ได้ยากมาก

เจิ้งเหมียนผิงมีผมหงอกประปรายที่ขมับทั้งสองข้าง เขาสวมชุดสูทและผูกเนกไท แต่ใบหน้ากลับดูเป็นกันเองมาก

ผ่านการแนะนำของกระทรวงเกษตร ในที่สุดกัวหยางก็ได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลสาบเกลือและแหล่งแร่ทางธรณีวิทยาท่านนี้

มีผู้นำช่วยแนะนำให้ การทำงานก็ราบรื่นและรวดเร็ว

แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมเกี่ยวกับความใจป้ำของกัวหยางด้วย หลังจากพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ที่ตามหาแร่มาทั้งชีวิตท่านนี้เพียงครู่เดียว ก็สามารถบรรลุข้อตกลงในการเป็นที่ปรึกษาได้สำเร็จ

เลขาฯ ของรัฐมนตรีหลินแซ่เหลิง ซึ่งเป็นผู้แนะนำในครั้งนี้ด้วย เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันได้ ก็พูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีว่า:

"ผลการเจรจานำเข้าปุ๋ยโพแทสเซียมในช่วงสองวันนี้มีผลกระทบค่อนข้างมาก ผู้นำเองก็หวังว่าการทำเหมืองโพแทสเซียมในประเทศลาวจะเร่งดำเนินการให้เร็วขึ้นได้ครับ"

ในครั้งนี้ เลขาเหลิงไม่เพียงแต่ช่วยแนะนำกัวหยางให้รู้จักกับนักวิชาการเจิ้ง แต่ยังช่วยให้เจียเหอติดต่อกับรัฐบาลลาวได้โดยตรงอีกด้วย

กัวหยางพูดว่า "รอให้หาหัวหน้าทีมได้เมื่อไหร่ เจียเหอก็จะไปเจรจาข้อตกลงที่ลาวทันทีครับ"

เลขาเหลิงถาม "มีคนที่เล็งไว้หรือยังครับ?"

"มีแล้วครับ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน"

กัวหยางจิบชาและแกล้งทำเป็นมองไปที่เจิ้งเหมียนผิงอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะชวนคุยว่า "นักวิชาการเจิ้งครับ หยางกั๋วเฉิงลูกศิษย์ของคุณประสบความสำเร็จทางวิชาการสูงมากเลยนะครับ!"

หยางกั๋วเฉิง?

เจิ้งเหมียนผิงไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดถึงคนคนนี้ จึงตอบไปตามความเคยชินว่า "กั๋วเฉิงยังขาดตกบกพร่องในด้านวิชาการอยู่นิดหน่อย"

กัวหยางคิดในใจว่านั่นไงล่ะ ยิ่งไม่ได้มาก็ยิ่งสนใจ ดังนั้นหยางกั๋วเฉิงถึงได้เอาเรื่องนี้มาพูดอยู่บ่อยๆ

หรือบางทีเจิ้งเหมียนผิงอาจจะแค่ถ่อมตัว?

"เมื่อสองวันก่อนผมเพิ่งเชิญเขามา แต่เขาปฏิเสธไปครับ"

"โอ้?"

"เขาบอกว่าไม่อยากให้หน้าอาจารย์ต้องเสีย ลูกศิษย์ของอาจารย์ไม่เคยมีใครย้ายไปทำงานบริษัทเอกชน เขาอยากจะสร้างผลงานในแวดวงวิชาการมากกว่า"

กัวหยางค่อยๆ วางถ้วยชาลง แล้วพูดว่า "ผมได้คุยกับเขาสักพัก รู้สึกว่าเขามีความรู้เกี่ยวกับเหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาวเป็นอย่างดี ถ้าเขาเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ งานจะต้องคืบหน้าไปได้อย่างราบรื่นขึ้นแน่ๆ ครับ"

ก่อนที่จะมาพบกัน เจิ้งเหมียนผิงได้ศึกษาข้อมูลของเจียเหอมาเป็นพิเศษแล้ว

นี่คือกลุ่มบริษัทเกษตรกรรมขนาดใหญ่ยักษ์ที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของการเกษตรในประเทศ การพัฒนาเหมืองเกลือโพแทสเซียมในลาวย่อมไม่ใช่การทำเล่นๆ แน่

สำหรับกั๋วเฉิงที่ไม่ถนัดงานวิจัย นี่ถือเป็นโอกาสที่ดีมากจริงๆ

"เฮ้อ กั๋วเฉิงคนนี้ก็ดื้อรั้นนิดหน่อย" เจิ้งเหมียนผิงถาม "ประธานกัวคุยกับกั๋วเฉิงถึงขั้นไหนแล้วครับ?"

"แค่สอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์โพแทสเซียมในลาวนิดหน่อย ยังไม่ได้คุยเรื่องค่าตอบแทนอย่างเป็นทางการ ดร.หยางก็ปฏิเสธไปแล้วครับ"

กัวหยางเล่าถึงความเป็นมาในช่วงสองวันนี้ให้ฟัง

"ดร.หยางมีความมุ่งมั่นในการไล่ตามเส้นทางวิชาการมากจริงๆ"

เจิ้งเหมียนผิงเงียบไปพักใหญ่

"อืม... ผมขอถามหน่อยได้ไหมว่า เจียเหอยินดีจะให้ตำแหน่งและค่าตอบแทนอะไรกับเขา?"

"ตำแหน่งหัวหน้าโปรเจกต์ ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านหยวนต่อปี บวกกับหุ้นทางเทคนิคอีก 1% ครับ"

เจิ้งเหมียนผิงแสดงสีหน้าประหลาดใจ

เท่าที่เขารู้ ในปัจจุบันบริษัทปุ๋ยโพแทสเซียมจากทะเลสาบเกลือที่มีกำลังการผลิตสูงสุดในประเทศ ผู้บริหารระดับสูงยังมีรายได้สูงสุดต่อปีแค่แสนกว่าถึงสองแสนหยวนเท่านั้น

ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นรัฐวิสาหกิจ และเป็นเพียงรายได้ที่เปิดเผยตามปกติ

แต่เงินเดือนหลักล้านของเจียเหอก็ถือว่ามีความจริงใจมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหุ้นทางเทคนิคให้อีก บริษัทปุ๋ยโพแทสเซียม ในปีที่ตลาดดี การทำกำไรให้ได้ 50% นั้นเป็นเรื่องง่ายมาก

หุ้นส่วนนี้น่าดึงดูดใจมากจริงๆ!

แม้แต่เจิ้งเหมียนผิงเองก็ยังหวั่นไหวไปชั่วขณะ

เจิ้งเหมียนผิงรวบรวมสติแล้วถามว่า "เจียเหอวางแผนจะลงทุนในโปรเจกต์นี้ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ?"

"เฟสแรกจะลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านหยวน กำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 1.5 ล้านตันครับ"

กัวหยางถอนหายใจและพูดว่า "นักวิชาการเจิ้งมีใครคนอื่นที่เหมาะสมจะแนะนำอีกไหมครับ?"

"อืม... ที่จริงแล้ว กั๋วเฉิงเหมาะกับโปรเจกต์นี้มากจริงๆ ครับ" เจิ้งเหมียนผิงครุ่นคิด "เรื่องนี้ผมจะไปคุยกับกั๋วเฉิงเอง"

พูดตามตรง ถ้าอายุลดลงไปสักสิบกว่าปี เจิ้งเหมียนผิงก็อยากจะไปทำงานในตำแหน่งสบายๆ ที่เจียเหอเหมือนกัน

กำลังการผลิต 1.5 ล้านตันต่อปี รายได้จากการขายอย่างน้อยก็ต้องสองถึงสามพันล้าน กำไรปีละพันกว่าล้าน หุ้น 1% ก็มีมูลค่าสูงมากแล้ว

แม้ว่าเวลาที่ต้องรอนั้นอาจจะยาวนานก็ตาม

กัวหยางยิ้มบางๆ อย่างสังเกตเห็นได้ยาก "ถ้าได้ผู้อาวุโสอย่างท่านออกโรงเองแบบนี้ ก็ยอดเยี่ยมไปเลยครับ"

และมันก็มีประโยชน์มากจริงๆ

บ่ายวันนั้น เจิ้งเหมียนผิงก็จัดการกล่อมหยางกั๋วเฉิงได้สำเร็จ ตกเย็น กัวหยางก็จัดโต๊ะเลี้ยงที่โรงแรมในเมืองหลวง

"ประธานหยาง ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวใหญ่อย่างเจียเหอนะครับ"

หยางกั๋วเฉิงปรับตัวเข้ากับสถานะใหม่ได้เร็วมาก เร็วกว่าที่กัวหยางคาดไว้เสียอีก

"เถ้าแก่กัว ในเมื่อตัดสินใจจะทำแล้ว ก็ต้องเร่งมือหน่อยครับ รีบไปเจรจาและคว้าพื้นที่คุณภาพดีมาให้ได้แต่เนิ่นๆ"

"ทีมเจรจาเตรียมตัวพร้อมมาตั้งนานแล้วครับ" กัวหยางยกแก้วเหล้าขึ้นและพูดว่า "เมื่อมีประธานหยางเข้ามาร่วมด้วย ตอนนี้เราก็พร้อมออกเดินทางได้ทุกเมื่อ"

"ดีครับ งั้นผมจะรีบไปทำเรื่องลาออกให้เสร็จ"

หยางกั๋วเฉิงถูกกระตุ้นเข้าอย่างจัง เมื่อตอนบ่าย อาจารย์เรียกเขาไปคุย และบอกตามตรงว่าความสามารถทางวิชาการของเขาอยู่ในระดับธรรมดา ที่รับเขาเข้ามาในตอนแรก ก็เป็นเพราะปู่ของเขาเคยเป็นเพื่อนร่วมงานของอาจารย์...

ความเป็นจริงอันโหดร้ายได้ทิ่มแทงความฝันของเขา เขาคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนไร้ความรู้ความสามารถ แต่กลับได้รับเพียงคำวิจารณ์ว่าธรรมดาดาดๆ

จากนั้น อาจารย์ก็แนะนำให้เขาเข้าร่วมเจียเหอ

เปลี่ยนวิธีใหม่ เพื่อสร้างผลงานและอุทิศตนให้กับอุตสาหกรรมเกลือโพแทสเซียมของประเทศ และยังช่วยปรับปรุงฐานะทางครอบครัวไปในตัว

เมื่อเขารู้ถึงเงื่อนไขที่เจียเหอเสนอมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะหายใจถี่รัว

เพราะมันให้มากเกินไปจริงๆ

เขามีความสามารถอะไรถึงได้รับขนาดนี้... หรือไม่ก็ อีกฝ่ายคงเล็งเห็นถึงทรัพยากรเบื้องหลังของเขาแน่ๆ

หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง หยางกั๋วเฉิงก็ตกลงทำตามทางเลือกที่อาจารย์ตัดสินใจให้

ครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวยนัก แถมที่ทำงานเขายังถูกแปะป้ายว่าเป็นคนขี้เหนียวอีกต่างหาก

หลังจากกินดื่มกันจนอิ่มหนำสำราญ ทุกฝ่ายต่างก็พอใจกันมาก และคุยรายละเอียดเกี่ยวกับงานในอนาคตอีกเล็กน้อย ก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกราไป

หยางกั๋วเฉิงต้องใช้เวลาในการลาออกจากราชการ

ทีมสำรวจของเจียเหอที่จะไปลาวก็ยังต้องการคนที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากกว่านี้ ในช่วงสองวันถัดมา กัวหยางจึงตระเวนเยี่ยมเยียนหน่วยงานใหญ่ๆ ในเมืองหลวง

หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรทำขึ้นมาดื้อๆ

ถ้าหลี่จ้าวฮุ่ยไม่ได้บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงในช่วงสองสามวันนี้ กัวหยางคงเลือกกลับตะวันตกเฉียงเหนือไปแล้ว แต่ในเมื่อรับปากไปแล้วก็ไม่อยากผิดนัด

ไปปลูกผักปลูกดอกไม้ที่ฟาร์มบนดาดฟ้าดีไหมนะ?

แต่ช่วงนี้ พายุทรายในเมืองหลวงยังไม่ดีขึ้นเลย

แม้ว่าฝุ่นบนพื้นจะไม่ได้มีมากนัก แต่การปลูกผักก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ท่ามกลางท้องฟ้าที่ขมุกขมัว คงไม่มีใครอารมณ์ดีหรอก

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดกัวหยางก็ตัดสินใจไปเดินเล่นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเจียเหอในเมืองหลวง โดยที่ไม่ได้แจ้งให้เผิงซูอวี้ทราบ ลุยไปที่นั่นตรงๆ เลย

นอกจากซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาแรกแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตเจียเหอก็มีสาขาในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นอีกสองแห่ง

แม้จะยังมีพื้นที่แค่ไม่กี่ร้อยตารางเมตร เมื่อเทียบกับไฮเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แล้ว ก็ถือว่าดูเล็กไปหน่อยอย่างไร้ข้อกังขา

แต่การตกแต่งที่ประณีต สินค้าระดับไฮเอนด์ และราคาที่เน้นความแพง ก็ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มได้ดี และเพียงพอสำหรับการขายสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของเจียเหอแล้ว

สินค้าที่มีการจัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอที่สุดคือ แป้งสาลี ข้าวสาร น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์จากมันฝรั่ง นม รวมถึงผักสดนานาชนิด เนื้อวัว เนื้อแกะ และอื่นๆ

แต่ละอย่างราคาไม่ถูกเลย

แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตกลับได้รับความนิยมไม่น้อย การที่ยอดขายรายวันสามารถพุ่งสูงถึง 1 แสนหยวนก็ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล

เพียงแต่มันก็ยังไม่ทำกำไรอยู่ดี

เสียงพูดคุยดังขึ้นดึงดูดความสนใจของกัวหยาง

"น้ำผึ้งนี่ยังไม่มีของมาลงอีกเหรอ?"

"ยังเลยค่ะคุณพี่ น้ำผึ้งตัวนี้ขาดตลาดมาตลอด ปกติจะต้องรอจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนถึงจะมีของค่ะ"

"เฮ้อ ฉันรอมาตั้งนานแล้วนะ เถ้าแก่ของพวกเธอก็เหมือนกัน ไม่รู้จักขยายฟาร์มเลี้ยงผึ้งให้มันใหญ่ๆ หน่อยล่ะ"

"เดี๋ยวหนูจะไปรายงานผู้จัดการให้นะคะคุณพี่"

พนักงานแนะนำสินค้าคนนี้ค่อนข้างอายุน้อย พอเธอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสองคนยืนมองมาทางนี้อยู่ไม่ไกล

ดูปราดเดียวก็รู้ว่าสองคนนี้ไม่ได้มาซื้อกับข้าวแน่ๆ

เธอรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เอ๊ะ! เธอตบหน้าผากตัวเอง "ท่านประธาน?!"

...

หลังจากออกจากร้านนี้ กัวหยางกับหลัวซิวก็มุ่งหน้าไปยังร้านต่อไป

"หลัวซิว นายคิดว่าร้านนี้เป็นยังไงบ้าง?"

หลัวซิวขับรถไปพลาง พลางนึกทบทวน "อืม... คนที่มาซื้อกับข้าวส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงครับ"

"เอ่อ... นายสังเกตเห็นแค่นี้เองเหรอ?"

แม้มันจะเป็นความจริง แต่กัวหยางไม่ได้ตั้งใจจะถามเรื่องนี้แน่ๆ

"เรื่องอื่นผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันครับ ช่วงนี้ผมไม่ได้ศึกษาเรื่องพวกนี้เลย แต่พวกผักดูสดใหม่ดี น่าจะใช้ความพยายามไปไม่น้อยเลยทีเดียว"

"ใช้ความพยายามไปเยอะจริงๆ นั่นแหละ กำไรมันเลยไม่ได้สูงอย่างที่คิด"

ราคาสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่ล้วนเป็นหลายเท่าของต้นทุนการปลูก หรือบางอย่างก็เป็นสิบเท่า ซึ่งถือเป็นค่าพรีเมียมที่สูงมาก

แต่ถึงอย่างนั้น ซูเปอร์มาร์เก็ตเจียเหอก็ไม่ได้ทำกำไรมากอย่างที่คิด แม้ว่าจะไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้าร้านก็ตาม

สาเหตุหลักก็คือ สเกลที่ยังไม่ใหญ่พอ ทำให้ต้นทุนการสูญเสีย การขนส่ง และการเก็บรักษาความสดในระบบโซ่ความเย็นต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงมาก

ปัจจุบัน ในเมืองใหญ่กว่าสิบเมืองทั่วประเทศ เจียเหอมีร้านสาขาทั้งสิ้น 30 แห่ง และล้วนเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง จำนวนรวมยังไม่เยอะมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อเสียเปรียบ

ไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วนของการเข้าออกงาน แต่รถก็ยังวิ่งไปร่วมชั่วโมง กว่าจะถึงร้านที่สอง

สิ่งนี้ทำให้กัวหยางค้นพบข้อเสียอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ: ไกล

เขานึกถึงข้อเสนอของเผิงซูอวี้ก่อนหน้านี้ บางทีคงถึงเวลาที่ต้องพิจารณาดูแล้ว

นึกถึงอะไรก็มาพอดี ยังไม่ทันเดินเข้าไปในร้าน เขาก็เห็นร่างที่ดูทะมัดทะแมงของเผิงซูอวี้

"คุณนี่หูไวตาไวดีนะ?"

"พอดีฉันอยู่แถวนี้พอดีค่ะ" เผิงซูอวี้หัวเราะ "เมื่อกี้มีพนักงานในร้านบอกว่าคุณกำลังออกตรวจงาน ฉันเดาว่าคุณน่าจะมาที่นี่ ก็เลยมารอรับล่วงหน้าค่ะ"

"ใช้ได้ ยังไม่ได้ตัดการเชื่อมต่อกับระดับรากหญ้า"

พูดจบ ทั้งสามคนก็เดินเข้าไปในร้าน นอกจากหน้าร้านที่ใหญ่กว่าพอสมควรแล้ว การตกแต่งและสไตล์ของชั้นวางสินค้าล้วนเหมือนกันหมด

โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่ต่างจากร้านอีกสาขาเลย

หลังจากเดินดูสักพัก กะคร่าวๆ ว่ามีเผิงซูอวี้อยู่ คงไม่มีปัญหาอะไรให้จับผิดได้ เขาจึงพูดขึ้นว่า "หาที่นั่งคุยกันหน่อยสิ"

"มีร้านกาแฟใกล้ๆ นี้ร้านนึงโอเคเลยนะคะ"

กัวหยางตอบว่า "ช่างเถอะ หาห้องทำงานแถวๆ นี้เอาแล้วกัน คุยเรื่องงานกันหน่อย"

ตามปกติแล้ว

ในท้ายที่สุด ซูเปอร์มาร์เก็ตของสดจะต้องแข่งขันกันที่ประสบการณ์ของลูกค้าและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ความสามารถของซัพพลายเชนและระบบการจัดเก็บและกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งต่างหากคือกุญแจสำคัญในการเจาะตลาดของสด

แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตเจียเหอเซิงเซียนกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ

แต่พวกเขากลับทำอย่างเต็มที่ในเรื่องของคุณภาพสินค้าและประสบการณ์ของลูกค้า

การค่อยๆ ก้าวไปอย่างมั่นคงแบบนี้เดิมทีก็ดีอยู่แล้ว

แต่ใครใช้ให้เจียเหอตอนนี้มีเงินสดอยู่ในมือก้อนโตล่ะ รูปแบบการพัฒนาก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้าง

ในห้องทำงานชั่วคราว

กัวหยางครุ่นคิด "ผมจำได้ว่าคราวที่แล้วคุณเสนอโปรเจกต์เกี่ยวกับแฟรนไชส์ร้านของสด ตอนนี้บางทีเราอาจจะลองทำดูได้นะ"

"แล้วปัญหาที่บอกว่าสินค้าของเครือบริษัทจัดส่งไม่ทันที่พูดถึงคราวที่แล้ว จะแก้ยังไงล่ะคะ?"

"ซื้อจากภายนอกสิ"

เผิงซูอวี้กะพริบตา ทำไมความคิดของบอสถึงเปลี่ยนไปอีกล่ะเนี่ย

จากนั้นเธอก็ได้ยินกัวหยางพูดต่อว่า "แต่เราจะไม่ทำแฟรนไชส์ไฮเปอร์มาร์เก็ตนะ ไฮเปอร์มาร์เก็ตไม่เหมาะกับเจียเหอ ครั้งนี้เราจะทำร้านของสดชุมชน"

"ร้านของสดชุมชน?"

ในยุคหลัง เครือข่ายร้านของสดชุมชนถือเป็นตลาดระดับล้านล้านหยวนที่ทำให้กลุ่มทุนต้องคลั่งไคล้ จนถึงขั้นขยายไปสู่อีคอมเมิร์ซของสดด้วยซ้ำ

ทว่า ธุรกิจร้านของสดชุมชนไม่ได้เหมือนนมที่ลื่นคอ ดื่มได้มากเท่าที่อยากดื่ม แต่มันเหมือนขาปูที่แข็งและทิ่มแทงปาก หากฝืนกัดก็มีแต่จะฟันหักแล้วต้องกลืนลงท้อง

แต่ความคิดของกัวหยางนั้นเรียบง่ายมาก

"ใช่ ช่วงไม่กี่ปีมานี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังร้อนแรง มีโครงการเปิดใหม่เยอะมาก ซูเปอร์มาร์เก็ตเจียเหอก็จะใช้โครงการพวกนี้เป็นจุดยึด คอยกว้านซื้อหน้าร้านไปพร้อมกับเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต"

เผิงซูอวี้มองเขาแปลกๆ "สรุปว่า จุดประสงค์หลักของบอสก็คือการซื้อบ้านสินะคะ?"

กัวหยางหัวเราะ "ก็พูดแบบนั้นไม่ได้ซะทีเดียว ร้านของสดชุมชนเองก็เป็นอะไรที่น่าลองทำดู ไม่แน่ถ้าสำเร็จขึ้นมาล่ะ? ในอนาคตก็ถือเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับระบบเจียเหอด้วย"

"ฟังจากน้ำเสียงบอสแล้ว ดูเหมือนจะไม่ได้คาดหวังอะไรเลยนะคะ" เผิงซูอวี้พูด "แต่เรื่องซื้อบ้าน ซื้อหน้าร้านเนี่ย ฉันถนัดค่ะ"

กัวหยางไม่ได้คาดหวังกับร้านของสดชุมชนมากนักจริงๆ เพราะมันไม่ใช่ธุรกิจที่ดีเท่าไหร่

ดังนั้น ก่อนจะกลับ กัวหยางจึงไม่ลืมที่จะเตือนเผิงซูอวี้

"ซูเปอร์มาร์เก็ตปัจจุบันกับซูเปอร์มาร์เก็ตของสดชุมชนต้องแยกให้ชัดเจนนะ ทางที่ดีตั้งชื่อโปรเจกต์ใหม่ไปเลย"

"ได้เลยค่ะ บอส"

ระหว่างเดินกลับโรงแรม กัวหยางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง หรือว่าเขาควรจะซื้อคฤหาสน์หรูในเมืองหลวงให้ตัวเองสักหลังดีไหมนะ?

ทุกครั้งที่มาเมืองหลวงก็ต้องรีบมาพักอยู่แต่โรงแรม ได้แต่มองคนอื่นมีความสุข ตัวเขาเองก็ควรจะลุกขึ้นมาทำเพื่อตัวเองบ้าง

"ไป ไปซื้อคฤหาสน์กัน!"

หลัวซิวที่กำลังตั้งใจขับรถอยู่ตกใจจนสะดุ้งเฮือก โชคดีที่มือยังนิ่ง "บอส จะไปซื้อคฤหาสน์ที่ไหนครับ?"

"ไป..." กัวหยางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าย่านคฤหาสน์หรูในเมืองหลวงอยู่ที่ไหน กำลังคิดอยู่ว่าจะโทรไปถามหลี่จ้าวฮุ่ยดีไหม เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี

กัวหยางคิดว่าเป็นหลี่จ้าวฮุ่ยโทรมา แต่พอมองดู เขาก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง ระดับนี้ค่อนข้างสูงทีเดียว!

"ฮัลโหล สวัสดีครับ ผมกัวหยาง"

"ประธานกัว แจ้งให้ทราบนะ สองวันนี้ผู้นำระดับสูงอาจจะเดินทางไปที่ทะเลสาบชิงถู่ รบกวนคุณไปสแตนด์บายเตรียมตัวล่วงหน้าด้วยนะ"

กัวหยางพรูลมหายใจออกมาเบาๆ "รับทราบครับ"

ตู๊ด... ตู๊ด

"แบบนี้ก็ดี ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวแล้ว ให้ลูกเรือเตรียมตัว อีกเดี๋ยวเราจะบินไปเมืองหลานกัน"

หลัวซิวอดบ่นไม่ได้ "นึกว่าในที่สุดก็จะมีโอกาสได้หยุดพักร้อนซะแล้วเชียว!"

"ก็ไม่ได้พักมาสักพักแล้วจริงๆ" กัวหยางถาม "ถ้างั้นนายพักสักสองวันไหม เดี๋ยวช่วงสองสามวันนี้ให้ลู่ฮั่นปินคอยตามฉันแทน"

"ไม่เป็นไรครับ"

"นี่นายพูดเองนะ ฉันไม่ได้บังคับ" กัวหยางหัวเราะ "ขยันทำงานขนาดนี้ คราวหน้าเดี๋ยวฉันซื้อบ้านให้นายสักหลังแล้วกัน"

"บอสพูดแบบนี้มันออกแนวเถ้าแก่เหมืองถ่านหินไปหน่อยนะครับ"

กัวหยางอึ้งไปนิด "ทำไมล่ะ?"

"ก็วันนั้นที่ห้องโถง ได้ยินเถ้าแก่หลี่จากไห่ซินคุยโวว่า มีเถ้าแก่เหมืองถ่านหินจากมณฑลจิ้นคนนึง เอะอะก็ชอบแจกรถแลนด์โรเวอร์ให้คนอื่น คันนึงตั้งสองล้านกว่าแน่ะ!"

"นั่นไม่ต้องคิดเลย คงไม่ได้ประสงค์ดีแน่ๆ"

คิดไปคิดมาก็รู้สึกแปลกๆ กัวหยางเลยพูดเสริมขึ้นว่า "นี่ฉันตั้งใจจะให้นายอยู่แล้วนะ อุตส่าห์ตามฉันตะลอนไปทั่วทั้งปี ต้องขอบใจนายมากจริงๆ"

"แหม คนอื่นอยากได้โอกาสนี้ยังไม่มีเลยครับ"

...

ต้นเดือนเมษายน

กัวหยางกลับมาถึงเมืองหลานก่อนกำหนด

จากเมืองหลานไปถึงหมินฉิน ระยะทางประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร แต่ถนนส่วนใหญ่ยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝุ่นคลุ้ง เดินทางลำบาก อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเดินทางสามถึงสี่ชั่วโมง

กัวหยางตั้งใจจะพักที่เมืองหลานสักคืน และถือโอกาสหิ้วของขวัญกลับไปเยี่ยมอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย

ในขณะเดียวกัน ก็แวะไปที่ฉวนหวางไบโอด้วย

ต้นไม้ที่เขาเพาะปลูกเมื่อคราวก่อนมีดอกลาเวนเดอร์อยู่ด้วย ซึ่งตั้งใจจะเอาไว้ใช้ในการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางโดยเฉพาะ

ฉวนหวางได้รับตัวอย่างพืชไปแล้ว และห้องทดลองก็กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนา

แต่ตอนที่เขาไป ห้องทดลองก็เลิกงานกันหมดแล้ว จึงไม่ได้พบกับนักวิจัย แต่ก็ยังได้ดูข้อมูลการวิจัยภายใต้การนำของอวี๋ฉิน

"ต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งแบคทีเรีย บำรุงเส้นผม ปรับปรุงการนอนหลับ..." กัวหยางมองดูแล้วเลิกคิ้วขึ้น

"ทำไมไม่มีไวท์เทนนิ่งล่ะ?"

จบบทที่ บทที่ 335 : สถานการณ์ในลาว; มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลจิ้น | บทที่ 336 : ทำไมไม่มีไวท์เทนนิ่งล่ะ? (พิจารณาก่อนกดซื้อตอนนะ!)

คัดลอกลิงก์แล้ว