- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 227 : ไตรมาสแรก | บทที่ 228 : บริษัทเมล็ดพันธุ์ตงย่า
บทที่ 227 : ไตรมาสแรก | บทที่ 228 : บริษัทเมล็ดพันธุ์ตงย่า
บทที่ 227 : ไตรมาสแรก | บทที่ 228 : บริษัทเมล็ดพันธุ์ตงย่า
บทที่ 227 : ไตรมาสแรก
กัวหยางบ่นเรื่องสันดานของธนาคารก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล
หลังจากนโยบายจัดการดินเค็มของประเทศออกมา ข้อบังคับและนโยบายสนับสนุนต่างๆ ก็ได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นความคืบหน้าในการหมุนเวียนสิทธิการใช้ที่ดินเพาะปลูกดินเค็มและที่ดินรกร้างดินเค็มจึงเป็นไปในทิศทางที่น่ายินดีมาก
เมื่อปีก่อนยังมีโครงการแค่ 200 กว่าโครงการ กับที่ดิน 1.5 ล้านหมู่
พัฒนามาจนถึงตอนนี้ก็ใกล้จะทะลุ 5 ล้านหมู่แล้ว ยอดสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 ก็พุ่งสูงถึง 12 ล้านกว่าชั่ง
คิดเป็นยอดขายราวๆ 6 พันล้านหยวน
แต่กลับเก็บเงินคืนมาได้แค่ประมาณหนึ่งในสามเท่านั้น
การลงทุนเรื่องเมล็ดพันธุ์เพื่อปรับปรุงดินเค็มตกอยู่ที่หมู่ละ 1,250 หยวน เมื่อรวมค่าเช่าที่ดินและการลงทุนอื่นๆ เกษตรกรต้องลงทุนประมาณ 2,700-2,800 หยวนต่อหมู่
การลงทุนของเกษตรกรประกอบด้วยสามส่วนหลัก
เงินของเกษตรกร + เงินกู้ธนาคาร + เงินอุดหนุนจากรัฐ
เงินที่บริษัทมู่เหอได้รับมาในตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนส่วนตัวของเกษตรกรและองค์กร
เงินอุดหนุนจากรัฐมักจะเป็นรูปแบบทำก่อนแล้วค่อยจ่ายชดเชยทีหลัง
ส่วนที่เหลือก็คือเงินกู้นั่นเอง
ทว่าธนาคารที่ลงสนามในครั้งนี้คือธนาคารหนงฟา ซึ่งเป็นบริษัทในเครือหนงฟากรุ๊ปของประเทศจีน
กัวหยางไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยของเงินทุนในภายหลังนัก
หนงฟากรุ๊ปถือหุ้นของบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหออยู่ 5% มู่เหอทำกำไรได้เท่าไหร่ พวกเขาก็มีส่วนแบ่งด้วย
อีกทั้งกัวหยางยังเห็นว่า เมื่อปีที่แล้วหนงฟากับกลุ่มบริษัทธัญพืชแห่งชาติได้ซื้อเมล็ดพันธุ์กว่าสามล้านชั่งในราคาชั่งละ 30 หยวน ยอดเงินกว่า 90 ล้านหยวนนั้นก็ชำระเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้ที่เขากังวลคือ ความคืบหน้าในการปรับปรุงดินเค็มของเกษตรกรจะได้รับผลกระทบหรือไม่
ถ้าเกิดมีโครงการที่ถูกทิ้งร้างกลางคัน มันก็จะขัดกับความตั้งใจเดิมไปหน่อย
อันที่จริง
ในกระบวนการผลิตและดำเนินงาน ธุรกิจการเกษตรมักจะต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเงินทุนอยู่บ่อยครั้ง
โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ช่องโหว่ทางการเงินจะใหญ่มาก
หลักทรัพย์ค้ำประกันมีน้อย การกู้ยืมจึงยากลำบากมาก
ในแวดวงการหมุนเวียนสิทธิการใช้ที่ดินก็มีปัญหาเดียวกันนี้ เรื่องที่ว่าที่ดินรับเหมาของเกษตรกรสามารถนำไปจำนองได้หรือไม่นั้น ยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันในทางกฎหมายและนโยบายมาโดยตลอด
กฎหมายทรัพย์สินและกฎหมายค้ำประกันล้วนกำหนดไว้ว่า ห้ามนำสิทธิการใช้ที่ดินของส่วนรวม เช่น ที่ดินเพาะปลูก ที่ดินปลูกสร้างบ้านพักอาศัย และที่ดินสงวนส่วนบุคคลไปจำนอง
กล่าวได้ว่าในระดับกฎหมาย สิทธิการรับเหมาและประกอบการที่ดินในชนบทไม่สามารถจำนองได้ ถือเป็นกฎระเบียบที่แทบจะตายตัว
นี่เป็นทรัพยากรสำคัญในการตั้งตัวของเกษตรกร
หากอนุญาตให้จำนองสิทธิการรับเหมาและประกอบการที่ดิน แล้วเกษตรกรไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
ผลที่ตามมาก็คือ เกษตรกรจะสูญเสียที่ดิน ประเทศจีนจะมีชนชั้นยากจนข้นแค้นที่ไม่มีที่ดินทำกิน ประวัติศาสตร์ระบบศักดินาจะซ้ำรอย
การจำนองที่ดินก็จะพัฒนากลายเป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองจากเดิมที่เป็นแค่ปัญหาทางเศรษฐกิจ
ความเสี่ยงที่ธนาคารต้องแบกรับนั้นสูงมาก
ผู้ปลูกรายย่อยยังพอว่า กู้เงินไม่เยอะ ความเสี่ยงที่ธนาคารรับผิดชอบก็ค่อนข้างต่ำ
แต่สำหรับผู้ปลูกรายใหญ่ หากต้องการนำที่ดินของเกษตรกรที่ได้สิทธิหมุนเวียนมาจำนองสิทธิการทำกินเพื่อกู้เงิน ธนาคารจะเรียกร้องให้จ่ายค่าเช่าที่ดินตามระยะเวลาการหมุนเวียนทั้งหมดในคราวเดียว
วิธีการแบบนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
ท้ายที่สุดก็ทำให้ทั้งเกษตรกรและธนาคารต่างก็หมดความกระตือรือร้น
การหมุนเวียนที่ดินดินเค็มในปินไห่ส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่ทั้งนั้น อย่างน้อยก็เริ่มต้นที่หลายร้อยหรือเป็นพันหมู่
แน่นอนว่าจะต้องเจอกับปัญหานี้
แต่เมื่อมีเอกสารของรัฐรองรับ ธนาคารหนงฟาก็ต้องดำเนินการต่อไปอย่างแน่นอน
กัวหยางคาดการณ์ว่าพื้นที่พัฒนาดินเค็มในปีนี้จะอยู่ที่หกถึงเจ็ดล้านหมู่ การลงทุนรวมสองหมื่นล้านหยวน ธนาคารปล่อยกู้หนึ่งในสาม ก็แค่ราวๆ หกเจ็ดพันล้านเท่านั้น
สำหรับธนาคารหนงฟา นี่ก็เป็นแค่โครงการใหญ่ธรรมดาๆ โครงการหนึ่ง
เพียงแต่ขั้นตอนยังคงยุ่งยากมาก
แต่พักหลังมานี้เทียนเหอกับเฟิงข่ายเก็บเงินคืนได้เร็วมาก การจะสนับสนุนการตลาดเชิงรุกของบริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีและการลงทุนในโครงการอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
กัวหยางดูข้อมูลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าพูดกับหนิงเสี่ยวจิ้งว่า "โอเค วางเอกสารไว้ที่ฉันก่อนเถอะ"
"การรับสมัครงานช่วงฤดูใบไม้ผลิกับการรับพนักงานใหม่เข้าทำงาน เธอช่วยตามเรื่องต่อด้วยนะ สั่งงานให้เรียบร้อย ต้องรับประกันว่าการบริหารจัดการจะมั่นคง และต้องมั่นใจว่าจะรักษาคนไว้ได้"
การรับพนักงานใหม่จำนวนมากเข้ามาพร้อมกันรวดเดียวจะส่งผลกระทบแน่นอน แต่นี่ก็เป็นขั้นตอนที่เลี่ยงไม่ได้
หนิงเสี่ยวจิ้งพยักหน้า "งั้นฉันไปทำงานก่อนนะคะ"
กัวหยางดึงสติกลับมาและอ่านงบการเงินต่อ
ข้อมูลยอดขายในไตรมาสแรกของบริษัทลูกแต่ละแห่งล้วนดูดีอย่างไม่ต้องสงสัย
บริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีมีรายได้ 1,645 ล้านหยวน หลังเทศกาลตรุษจีนก็เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น แต่ยอดขายรายวันก็ยังรักษาระดับอยู่ที่ราวๆ 18 ล้านหยวนได้
โดยรวมแล้วถือว่าดีมากทีเดียว เพราะรายได้ตลอดทั้งปีที่แล้วยังมีแค่ไม่กี่ร้อยล้านเอง
ข้อมูลที่ดูดีที่สุดคือบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ เงินรับล่วงหน้าของปีที่แล้วก็ถูกนำมานับรวมในไตรมาสแรกด้วย เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด 200 ล้านชั่ง ส่งสินค้าออกไปแล้ว 80% เก็บเงินกลับมาได้ 4 พันล้านหยวน
ยังมีเมล็ดพันธุ์อีกราวสองส่วน นอกจากส่วนน้อยที่เหลือตกค้างอยู่ ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในตลาดที่เพิ่งเปิดใหม่
อย่างเช่น ทงเหลียว ซื่อเฟิง และซิงอันเหมิงในมณฑลเหมิง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาต้าซิงอันหลิ่ง ที่นี่เป็นหมากตัวสำคัญที่รัฐบาลวางรากฐานด้านความมั่นคงทางอาหาร
ในอนาคตพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นมาได้จะเทียบเท่ากับมณฑลหูเป่ยทั้งมณฑล
นอกจากนี้ เมล็ดพันธุ์ผักก็ขายดีมาก ไตรมาสแรกมีรายได้ทะลุร้อยล้าน
เมล็ดพันธุ์พริกหวานยอดขายค่อนข้างนิ่ง เมล็ดพันธุ์อื่นๆ ก็ทำยอดขายทะลุเป้าได้ โดยเฉพาะแครอทพันธุ์ซูเปอร์หงซิน
แม้ว่านี่จะต้องแลกมากับการทำลายระบบนิเวศก็ตาม แต่เทียนเหอก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเงินที่หาได้
รองลงมาคือบริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่าย ยอดขายไตรมาสแรกอยู่ที่ประมาณ 550 ล้านหยวน
นอกจากรถแทรกเตอร์เสือชีตาห์แล้ว ผลิตภัณฑ์หลักก็คือเครื่องยนต์ดีเซลสูบเดียว ซึ่งส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นมาถึง 40% กำไรสุทธิในไตรมาสแรกพุ่งถึง 20 ล้านหยวน
ส่วนอีกแห่งก็คือฉวนหวางไบโอ รายได้ไตรมาสแรกอยู่ที่ราว 80 ล้านหยวน
...
สถานการณ์โดยรวมเป็นไปในทิศทางที่ดีเยี่ยม
เทียนเหอและมู่เหอยังคงเป็นกำลังหลัก รับหน้าที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงสูบฉีดเลือดให้แก่กรุ๊ป
หลังจากอ่านงบการเงินจบ กัวหยางก็นึกขึ้นได้ว่าหนิงเสี่ยวจิ้งบอกว่าส่งสถานการณ์บรรยากาศในงานรับสมัครงานเข้าไปในกลุ่มทำงานแล้ว
เขาจึงลุกขึ้นไปชงชาถ้วยหนึ่งก่อน
พายุทรายนอกหน้าต่างยังคงพัดกระหน่ำ บดบังทิวทัศน์ของเทือกเขาฉีเหลียนซานไปจนหมด
ไม่รู้ว่าทางจินถ่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง
ในเมืองยังมีพายุทรายขนาดนี้ จินถ่าอยู่ใกล้ทะเลทรายมากกว่า ไม่รู้ว่าพายุทรายจะรุนแรงแค่ไหน
แต่การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลินี่สิ
สภาพอากาศที่มีพายุทรายบ้าคลั่งก็ไม่อาจหยุดยั้งผู้คนที่ขุดหาอาหารในทุ่งนาได้
เมื่อมองผ่านม่านฝุ่นทราย กัวหยางราวกับมองเห็นพลาสติกคลุมดินสีขาวปลิวไสวไปตามสายลม เกษตรกรสวมหน้ากากอนามัยและหมวกนั่งยองๆ จัดแจงต้นกล้าอยู่ในทุ่งนา
หลังจากจิบชาและพักผ่อนสักครู่ กัวหยางถึงได้มานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
บริษัทลูกแต่ละแห่งของเจียเหอล้วนตั้งกลุ่ม QQ เอาไว้
สาเหตุหลักก็เพราะแต่ละที่อยู่ห่างไกลกันมาก การใช้กลุ่มแชทจะทำให้รายงานสถานการณ์หน้างานได้ตลอดเวลา
ส่วนเอกสารสำคัญยังคงถูกส่งผ่านวิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่า
กัวหยางดูที่กลุ่มฝ่ายบุคคลก่อน ผ่านภาพถ่ายที่มีฝูงชนเบียดเสียดกันหนาแน่น ก็สัมผัสได้ถึงความร้อนแรงของงานรับสมัครงานเฉพาะกิจของเจียเหอจริงๆ
แต่คุณภาพรูปถ่ายแย่ไปหน่อย เมื่อคุ้นเคยกับภาพความละเอียดสูงในยุคหลังแล้ว พอกลับมาดูพิกเซลเบลอๆ ในยุคนี้ ก็รู้สึกเหมือนกำลังกินรำข้าวกลืนผัก
ความร้อนแรงแบบนี้ก็สมควรแล้วล่ะ
ระดับเงินเดือนของเจียเหอจัดว่าทิ้งห่างในแวดวงการเกษตรและป่าไม้
แต่พอกัวหยางลองไปดูสถานการณ์รับสมัครงานของอุตสาหกรรมอื่น เจียเหอกลับจัดอยู่ในระดับกลางค่อนบนเท่านั้น
ในใจเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาอีก
ตอนนั้นเอง ในกลุ่มทำงานของผู้บริหารระดับสูง ข้อความในกลุ่มก็กะพริบไม่หยุด เขาจึงกดเข้าไปดู
เป็นเซี่ยงเทียนซานที่กำลังส่งรูปการทำงาน
ในรูปเผยให้เห็นภาพเครื่องจักรส่งเสียงคำรามและผู้คนเดินขวักไขว่บนทะเลทรายโกบีอาเว่ย คนงานก่อสร้างกำลังเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเทคอนกรีตสร้างคลองระบายน้ำและคลองชลประทาน
แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ก็แสดงผลลัพธ์ออกมาให้เห็นแล้ว
การปรับหน้าดินและปรับปรุงดิน โครงการคลองเปิดและการป้องกันการรั่วซึม ถนนหนทางในไร่นา ตลอดจนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้เสร็จสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่แล้ว
เกิดเป็นรูปแบบเริ่มต้นของแปลงนาที่เป็นระเบียบ ถนนเชื่อมต่อกัน คลองน้ำทะลุถึงกัน หน้าแล้งให้น้ำได้ น้ำท่วมก็ระบายได้ เครื่องจักรลงไถพรวนได้สะดวก
กัวหยางส่งสติกเกอร์ชื่นชมที่มีติดเครื่องอยู่ในกลุ่ม "เหล่าเซี่ยง ทำได้ดีมาก ระวังความปลอดภัยด้วย"
น้ำเสียงราวกับการทักทายตามกิจวัตรของทางการ สาเหตุหลักก็เพราะสติกเกอร์ยังมีไม่หลากหลายพอ กัวหยางเลือกตั้งนานก็หาอันที่เหมาะสมไม่เจอ
จากนั้นเขาก็เลื่อนดูประวัติการแชทด้านบน
นอกจากเซี่ยงเทียนซานแล้ว คนอื่นก็ส่งรูปการทำงานมาเยอะมาก
อัลฟัลฟ่าของอู่หยวนกับจินถ่าเริ่มแตกใบเขียวแล้ว
หลังจากการเจริญเติบโตและการตัดเกี่ยว ระบบรากของอัลฟัลฟ่าก็มั่นคงและเจริญเติบโตเต็มที่ การผ่านฤดูหนาวไปได้ก็ไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นปรากฏการณ์ต้นกล้าขาดหายจึงมีน้อยมาก แทบจะไม่ต้องปลูกซ่อมเลย
ตอนนี้งานหลักคือการกำจัดวัชพืช เมล็ดหญ้า และก้อนหิน รวมไปถึงการรดน้ำใส่ปุ๋ย
ผ่านมาหลายปี ก้อนหินในทุ่งหญ้าอัลฟัลฟ่าของจินถ่าถูกเก็บกวาดไปจนเกือบหมด ดินก็ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
น่าเสียดายที่รูปถ่ายเบลอ มองไม่ค่อยชัด
กัวหยางคิดว่าวันไหนควรลงพื้นที่ไปดูบ้างแล้ว
ในขณะเดียวกัน อู่หยวนก็สะท้อนปัญหาขาดแคลนน้ำ เขตชลประทานเหอเท่ามีการจำกัดการใช้น้ำทุกปี
มู่เหอยังดีที่มีระบบน้ำหยด แต่เกษตรกรในท้องถิ่นยังคงชินกับการปล่อยน้ำหลากท่วมทุ่ง
พื้นที่เหอเท่าถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำขนาดใหญ่
ถ้าหากไม่มีการจำกัดใดๆ เลย การใช้น้ำบริเวณตอนกลางและตอนบนก็สามารถทำให้แม่น้ำฮวงโหแห้งขอดได้ ในช่วงยุค 90 แม่น้ำฮวงโหตอนล่างเคยเกิดปรากฏการณ์แห้งขอดเป็นระยะทางยาวถึง 800 ลี้มาแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง การพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกในมณฑลเหมิงจึงค่อยๆ ย้ายไปทางตะวันออกด้วย นั่นก็คือซื่อเฟิง ทงเหลียว และซิงอันเหมิง ซึ่งอยู่ในลุ่มแม่น้ำซีเหลียวเหอ
ในความหมายกว้างๆ ก็ถือเป็นพื้นที่ของที่ราบทางตะวันออกเฉียงเหนือ
อันที่จริงมณฑลเหมิงก็ไม่อยากจะจัดการพัฒนาพื้นที่การเกษตรเท่าไหร่นัก
การทุ่มเททำนาสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำมากเกินไป
ในขณะเดียวกันผลตอบแทนก็น้อย
เมืองที่มี GDP ต่อหัวสูงสุดไม่กี่เมืองของมณฑลเหมิงล้วนสร้างตัวมาจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมเคมีหนัก
ส่วนอำเภอที่เป็นแหล่งผลิตธัญพืชขนาดใหญ่กลับยากจน โดยทั่วไปล้วนเป็นอำเภอยากจนทั้งสิ้น
แต่นี่เป็นข้อกำหนดเชิงกลยุทธ์ของประเทศ
มู่เหอก็มีการลงทุนระดับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอัลฟัลฟ่าในท้องถิ่นเช่นกัน บริษัทหญ้าเลี้ยงสัตว์กลุ่มหนึ่งเริ่มกว้านซื้อที่ดินในท้องถิ่นแล้ว ส่วนมู่เหอก็รับหน้าที่จัดการและประสานงานเรื่องเมล็ดพันธุ์ เทคนิคการปลูก เครื่องจักรกลการเกษตร อุปกรณ์แปรรูป ฯลฯ
ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเพาะปลูกโดยตรง
ตอนนั้นเอง เซี่ยงเทียนซานก็ตอบข้อความกลับมา
"ความคืบหน้าเร็ว ก็เพราะทุ่มเงินทั้งนั้นครับ"
"พึ่งพาการสนับสนุนจากบอสล้วนๆ"
อนาคตการพัฒนาของทะเลทรายโกบีอาเว่ยนั้นยากจะคาดเดา คนปกติที่ไหนก็คงไม่ลงทุนแบบนี้หรอก
ถ้าไม่มีการสนับสนุนเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ที่นี่ก็อาจกลายเป็นซากปรักหักพังได้ บทเรียนแบบนี้ในประวัติศาสตร์มีอยู่ไม่น้อยเลย
กัวหยางถาม "แล้วอุโมงค์ผันน้ำล่ะ"
"ขุดทะลุแล้วครับ ก่อนหว่านเมล็ดจ่ายน้ำได้แน่นอน"
"โอเค แล้วกล้าไม้ของหั่นไห่หงหม่ากับซีบัคธอร์นล่ะเป็นไงบ้าง @เซี่ยสือเจี๋ย"
เซี่ยสือเจี๋ย: "ย้ายออกไปปรับสภาพต้นกล้านอกเรือนกระจกแล้วครับ ส่งไปชิงเหอได้ทุกเมื่อ ทะลุทะเลทรายโกบีเจียเหอก็แบ่งโซนปลูกกล้าไม้ไว้แล้วด้วย"
กัวหยาง: "เรื่องเก็บเงินของมู่เหอก็ต้องตามให้ติดด้วยนะ มีปัญหาเรื่องนโยบายให้รีบสื่อสารกัน อย่าปล่อยยืดเยื้อ"
"ครับ"
จี้จั๋วเหวิน: "บริษัทผลิตภัณฑ์นมเหอซีไตรมาสแรกเป็นตัวถ่วงแล้วครับ ทำตามเป้าหมายงานไม่สำเร็จ รายได้มีแค่ 1,645 ล้านหยวน"
กัวหยาง: "ไม่เป็นไร รักษากระแสของตอนนี้เอาไว้ ควบคุมคุณภาพให้ดีก็พอ"
"ผมรู้สึกเหมือนคุณกำลังแขวะผมเลยนะ ซาไห่เองก็พึ่งพาท่อน้ำเลี้ยงจากกรุ๊ปมาตลอด" ลู่ฮั่นปินโผล่มาบ้าง พร้อมส่งรูปเข้าไปในกลุ่มสองสามรูป
ต้นซัวซัวเริ่มผลิใบเขียวแล้ว
"บอสครับ พอเข้าฤดูใบไม้ผลิหิมะและน้ำแข็งละลายแล้ว โร่วชงหรงดูดซับน้ำก็เลยโตไวมาก เก็บเกี่ยวช่วงปลายเดือนเมษายนเหมาะสมที่สุด แล้วก็เป็นช่วงที่อร่อยที่สุดด้วย ตอนนี้ผมกำลังติดต่อคนซื้ออยู่ครับ"
ฉวีหยาง: "ดีเลย ถึงตอนนั้นก็เอามาบำรุงบอสบ้างนะ"
"แหะๆ ประธานฉวีนั่นแหละครับที่ต้องบำรุง คุณมีเมียตั้งแปดคนเลยนะ"
"แปดคนไม่พอมั้ง ยอดขายไตรมาสแรกของเทียนเหอปาเข้าไป 4.1 พันล้านหยวน ประธานฉวีไม่ต้องหาเมียเพิ่มอีกหลายๆ คนเลยเหรอ"
ฉวีหยาง: "กระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็ล้างมลทินไม่หมดจริงๆ แล้วทีนี้"
"อู่หยวนจำกัดน้ำทุกวัน แม่น้ำฮวงโหใกล้จะไม่มีน้ำอยู่แล้ว แน่นอนว่านายต้องล้างไม่หมดสิ"
เปาซินอวี่: "ตอนนี้ต้องพึ่งพาให้พี่ๆ บิ๊กเบิ้มทั้งหลายเลี้ยงดูแล้วครับ รอเมืองเหยี่ยวล่าเนื้อสร้างเสร็จเมื่อไหร่ แวะมาเที่ยวได้ทุกเมื่อเลยนะครับ"
"ฝึกเหยี่ยวได้ป่าว"
"กำลังขอใบอนุญาตอยู่ครับ"
ระหว่างที่พูด เปาซินอวี่ก็ส่งรูปออกมาให้ดูด้วย กัวหยางชักสงสัยแล้วว่าคนพวกนี้กำลังรอเขาอยู่หรือเปล่า
ตอนนี้ถึงได้พากันโผล่หัวออกมาทีละคน
แต่เสาเรียกเหยี่ยวก็แสดงผลลัพธ์ออกมาแล้วจริงๆ
บทที่ 228 : บริษัทเมล็ดพันธุ์ตงย่า
มองออกไปเห็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา เป็นโครงร่างลาดเอียงของเนินหญ้าที่ทอดยาวสลับซับซ้อน หญ้าเลี้ยงสัตว์สีเหลืองทองทอดตัวคดเคี้ยวราวกับเกลียวคลื่น
บางครั้งก็มีคอนเหยี่ยวสูงตระหง่านตั้งอยู่ บนคอนนั้นมีเหยี่ยวเหินตัวหนึ่งยืนหยัดอย่างทะนงองอาจ
ยังมีภาพถ่ายตอนเหยี่ยวโฉบลงไปจับหนูในพงหญ้า รวมถึงเงาร่างการทำงานของทีมล่าหนูด้วย
ในดินที่เปียกชื้นหลังจากน้ำแข็งและหิมะละลาย พลังชีวิตใหม่ก็กำลังผลิบาน
เมื่อก่อนที่นี่เป็นยังไงกันนะ?
กัวหยางนึกย้อนไป คงเป็นทะเลทรายโกบีส่วนหนึ่ง ภูเขาหินส่วนหนึ่ง แล้วก็ทุ่งหญ้าส่วนหนึ่งล่ะมั้ง
พอนึกเชื่อมโยงไปถึงความเร็วในการสะสมพลังงานธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ก็ต้องมีความดีความชอบจากการฟื้นฟูทุ่งหญ้าที่เสื่อมโทรมแน่ๆ
กัวหยางประเมินว่า "ทุ่งหญ้าที่ฟื้นฟูด้วยการปลูกหญ้าเทียม ผลลัพธ์ไม่เลวเลยจริงๆ"
มณฑลเหมิง ในกระโจมมองโกลหลังหนึ่งบนทุ่งหญ้าอูลาเท่อ
เปาซินอวี่ในวัยสามสิบกว่าๆ ยิ้มอย่างรู้ใจ
บริษัทการเกษตรเลี่ยอิงในเครือของเจียเหอแทบไม่มีบทบาทอะไรเลยมาตลอด นอกจากจะเกี่ยวกับทัศนคติปล่อยปละละเลยของบอสแล้ว ก็เป็นเพราะกระบวนการฟื้นฟูทุ่งหญ้าเสื่อมโทรมมันยาวนานเกินไปด้วย
ปีที่แล้ว กรุ๊ปใช้เงินไปหลายสิบล้านเพื่อช่วยมณฑลเหมิงกำจัดปัญหาหนูระบาด เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการดำเนินกิจการทุ่งหญ้า 600,000 หมู่นี้แบบปลอดค่าเช่า 20 ปี
จากนั้นบอสก็เลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบ
ให้ตายเถอะ ตอนที่ถูกเลื่อนตำแหน่งใหม่ๆ เขาดีใจสุดๆ ไปเลย
แต่พอมาถึง ถึงได้รู้ว่าที่นี่ไม่ได้ต่างอะไรกับดินแดนรกร้างเลย เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเสื่อมโทรม ก้อนหินเปลือยเปล่า แถมยังมีทะเลทรายอีก
โชคดีที่บริษัทมู่เหอก่อตั้งมาจากการทำหญ้าเลี้ยงสัตว์ จึงไม่ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์หญ้าคุณภาพดี
หญ้าปิงหลาง หญ้าป้าหวาง ไป๋ซาเฮา นี่คือเมล็ดพันธุ์หญ้าคุณภาพเยี่ยมสามชนิดที่บริษัทแม่จัดหาให้
หญ้าปิงหลางสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของหญ้าพิษได้ ส่วนหญ้าป้าหวางกับไป๋ซาเฮานั้นปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศในพื้นที่กลายสภาพเป็นทะเลทรายได้ดีเยี่ยม
เมื่อทั้งสามอย่างทำงานร่วมกัน จึงกลายเป็นอาวุธชั้นยอดในการฟื้นฟูทุ่งหญ้าเสื่อมโทรม
เมื่อผสมเมล็ดพันธุ์หญ้าชนิดอื่นๆ ลงไปอีก ระบบนิเวศพืชทุ่งหญ้าที่สมบูรณ์ก็เป็นรูปเป็นร่าง
เปาซินอวี่ส่งข้อความลงในแชตกลุ่ม "เสียดายก็แต่เมล็ดพันธุ์หญ้าปิงหลาง หญ้าป้าหวาง กับไป๋ซาเฮามีน้อยเกินไป ทุ่งหญ้าส่วนอื่นที่ไม่ได้เติมเมล็ดพันธุ์หญ้าสามชนิดนี้ลงไปเลยโตได้ไม่ดีเท่าไหร่"
กัวหยาง: "@เซี่ยสือเจี๋ย ความคืบหน้าเรื่องการขยายพันธุ์เมล็ดหญ้าเป็นยังไงบ้าง?"
เซี่ยสือเจี๋ย: "เดือนกรกฎาคมก็สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์หญ้าได้แล้วครับ"
เปาซินอวี่: "แบบนั้นก็เยี่ยมเลย ฤดูใบไม้ร่วงจะได้ปลูกซ่อมแซมลงไปได้"
ฉวีหยาง: "เหล่าเปา สู้ๆ นะ ต่อไปเรื่องขี่ม้ายิงธนู ฝึกเหยี่ยวล่าสัตว์ก็ต้องพึ่งนายแล้วล่ะ"
"ฮี่ๆ ยังต้องพึ่งประธานฉวีกับประธานเซี่ยให้ทำธุรกิจเยอะๆ ทำกำไรให้มากๆ ด้วยนะครับ"
"ทั้งหมดก็เพื่อบริการบอสนั่นแหละ"
กัวหยางเห็นแบบนี้ จึงพิมพ์ตอบไปว่า "แผนแบ่งเงินปันผลตอนยังทำงานอยู่ออกมาแล้วนะ แต่ฉันคิดว่าต้องปรับแก้อีกหน่อย พวกนายตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป ไปแก้มาใหม่"
ตั้งไว้สูงไปเหรอ?
พอเห็นกัวหยางพูดแบบนี้ ทุกคนก็สตั๊นไปพักใหญ่
ยังมีบอสที่รังเกียจว่าตั้งเป้าหมายทางธุรกิจไว้สูงเกินไปอีกเหรอ? ยิ่งสูงก็ยิ่งทำเงินให้บอสไม่ใช่หรือไง?
ในแชตกลุ่มเงียบกริบไปชั่วขณะ
กัวหยาง: "ไม่ต้องตั้งมาตรฐานไว้สูงปรี๊ดขนาดนั้น อีกอย่างเป้าหมายกับแผนแบ่งเงินปันผลยังไม่ละเอียดพอ ตำแหน่งระดับล่างยังได้น้อยเกินไปมาก"
"อย่างเช่นในเมืองกับอำเภอหนึ่งมีสำนักงานขายอยู่แห่งหนึ่ง มีพนักงานแค่สี่ห้าคน พนักงานคนหนึ่งรับผิดชอบดูแลสิบกว่าตำบล งั้นสำนักงานขายนี้ก็ควรจะมีเป้าหมายภาพรวมและแผนแบ่งเงินปันผล อย่างเช่นยอดขายเมล็ดพันธุ์พริก 1.3 ล้าน กำไร 5 แสน..."
"ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทุกด้าน"
"จุดประสงค์ของแผนแบ่งเงินปันผลตอนยังทำงานอยู่ ก็เพื่อคืนกำไรที่บริษัทหามาได้ส่วนหนึ่งให้กับพนักงาน เพื่อชดเชยกับอารมณ์เสียที่พนักงานต้องเจอในการทำงาน"
ระดับบริหารของเทียนเหอและเฟิงข่ายอย่างฉวีหยาง หยานฉวิน อวี๋หงไห่ และคนอื่นๆ พอเห็นประโยคนี้ก็รู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันที พอคิดตามอย่างถี่ถ้วนก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์
งานบริการยังไงก็หลีกเลี่ยงการรองรับอารมณ์ไม่ได้อยู่แล้ว
การผลิตเมล็ดพันธุ์ การขายเมล็ดพันธุ์ การบริการด้านเทคนิค การบริการหลังการขายของเครื่องจักรกลการเกษตร และอื่นๆ ล้วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสื่อสารและพูดคุยกับเกษตรกรในระยะยาว
การคาดเดาจิตใจเกษตรกร การอธิบายจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ การต้องมารองรับอารมณ์เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กจบใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานถูกทำให้โกรธจนร้องไห้ยิ่งเป็นเรื่องปกติเหมือนกินข้าว
และเจียเหอก็เน้นย้ำเรื่องคุณภาพการบริการเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การบริโภคของลูกค้า
พนักงานยิ่งต้องเผชิญกับอารมณ์เสียมากขึ้นไปอีก
เงินเดือนสูง สวัสดิการดีสามารถช่วยระบายอารมณ์โกรธได้
เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของแผนแบ่งเงินปันผลตอนยังทำงานอยู่ลดลง แถมยังครอบคลุมตำแหน่งระดับล่างมากขึ้น
แบบนั้นความสามารถในการรับมือทางจิตใจของพนักงานก็จะพุ่งปรี๊ด ความภักดีและความรู้สึกยอมรับก็จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
และในทางกลับกันก็จะเป็นการยกระดับคุณภาพการบริการ ทำให้ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรและผู้บริโภคมากขึ้น
นี่มันเป็นวงจรที่ส่งผลดีชัดๆ
ยอดเยี่ยมไปเลย!
ฝ่ายเดียวที่เสียผลประโยชน์ก็คือผู้ถือหุ้นขององค์กร ซึ่งเท่ากับเป็นการแบ่งกำไรของผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งไปให้พนักงาน
ยากจะจินตนาการได้ว่าบอสจะตัดสินใจแบบนี้
สำหรับผู้บริหารระดับสูงกลุ่มนี้แล้ว แม้ว่าบอสจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี แต่กลับไม่มีวี่แววเรื่องการให้พนักงานถือหุ้นเลย
และพอมีแผนแบ่งเงินปันผลตอนยังทำงานอยู่นี้ออกมา ก็ยิ่งเป็นการตัดความคิดเรื่องนี้ของพวกเขาไปเลย
เพราะมันไม่มีรากฐานของการถือหุ้นอีกต่อไปแล้ว
"บอส ใจป้ำสุดๆ!"
"รถไฟจะวิ่งได้เร็วก็ต้องพึ่งคนขับชั้นยอด การตัดสินใจอันชาญฉลาดของบอสในแต่ละครั้ง ทำให้ผมยอมรับนับถือจนหมดหัวใจเลยครับ"
กัวหยาง: "ไม่ต้องมาประจบสอพลอเลย รีบๆ เอาไปจัดการให้เป็นรูปเป็นร่างได้แล้ว"
"แผนแบ่งเงินปันผลตอนยังทำงานอยู่ของซาไห่ ชิงเหอ และเลี่ยอิงก็ต้องทำเหมือนกัน ส่งมารายงานให้ดูหน่อยสิ"
ทุกคนต่างตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน
ภายในใจล้วนแต่ได้รับความตกตะลึงไม่น้อย
กัวหยางอ่านข้อความในแชตกลุ่มอื่นๆ ต่ออีกเล็กน้อย จากนั้นก็ไปกินข้าวที่โรงอาหาร
พายุทรายยังคงพัดกระหน่ำ การลงพื้นที่ต่างจังหวัดคงต้องเลื่อนออกไปอีกสักวันสองวัน ไม่มีความจำเป็นต้องไปทนรับความลำบากแบบนี้
เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน ฤดูใบไม้ผลิของจิ่วเฉวียนก็มีสองด้านเช่นกัน
ในวันที่พายุทรายก่อตัว ท้องฟ้าของจิ่วเฉวียนจะมืดครึ้มและเป็นสีเหลืองขุ่น แต่ในยามฟ้าใส ท้องฟ้าของจิ่วเฉวียนจะสีฟ้าครามจนคุณต้องสงสัยในความมีอยู่ของมัน
พักผ่อนในห้องทำงานสักครู่
พอนึกขึ้นได้ว่าการคัดกรองยีนคุณภาพดีของร้านค้าเมล็ดพันธุ์ยังไม่มีผลลัพธ์ กัวหยางจึงติดต่อปี้เฉียง ช่วงบ่ายจะไปคัดเลือกทรัพยากรพันธุกรรมมาอีกสักล็อต
"สายพันธุ์หนึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ยีนตัวหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ"
เห็นได้ชัดว่าทรัพยากรพันธุกรรมมีความสำคัญมากเพียงใด
ยีนที่ท่านหยวนใช้เพาะพันธุ์ข้าวลูกผสมมาจากข้าวป่า แต่ชะตากรรมของข้าวป่ากลับน่าเป็นห่วง
ยกตัวอย่างเช่นที่ยูนนาน ที่นี่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอาณาจักรสัตว์ อาณาจักรพืช สวนระดับโลก และคลังยีนของสิ่งมีชีวิต
ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่ยังมีกลุ่มประชากรข้าวป่าอยู่ถึง 26 แห่ง แต่ปัจจุบันหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วถึง 24 แห่ง
ข้าวอูเจียงที่ปี้เฉียงเคยรวบรวมมาได้ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน
ส่วนถั่วเหลืองถือเป็นบทเรียนอันเจ็บปวด
จนถึงปัจจุบัน ผลผลิตถั่วเหลืองเฉลี่ยในประเทศยังคิดเป็นแค่ 70% ของค่าเฉลี่ยระดับโลก และคิดเป็น 50%-60% ของประเทศอย่างอเมริกาและอาร์เจนตินา
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะทรัพยากรพันธุกรรมทางชีวภาพของประเทศเราสูญหายไปอยู่ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
คลังทรัพยากรพันธุกรรมของเจียเหอสังกัดบริษัทสถาบันวิทยาศาสตร์เมล็ดพันธุ์เทียนเหอจำกัด ภายใต้การดูแลของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ
ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 25 หมู่ มีอาคารเก็บรักษาคลังทรัพยากรพันธุกรรมและอาคารอเนกประสงค์ พร้อมด้วยอาคารส่วนควบ เรือนกระจก แปลงเพาะพันธุ์ โรงเรือนขนาดใหญ่ ฯลฯ
โครงการนี้ลงทุนรวมเกือบ 50 ล้านหยวน
เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2003 ใช้เวลาสองปี เพิ่งจะเปิดใช้งานเมื่อปีที่แล้ว ถือได้ว่าเป็นคลังทรัพยากรพันธุกรรมระดับแนวหน้าในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมด
อีกทั้งยังเป็นการก่อสร้างโดยองค์กรธุรกิจ ไม่ใช่ลักษณะสาธารณประโยชน์ที่ลงทุนโดยภาครัฐ
ตอนที่กัวหยางเจอปี้เฉียง เขากำลังสวมชุดกาวน์สีขาวรออยู่หน้าห้องเก็บรักษา
ปี้เฉียงถามยิ้มๆ "อยากได้เมล็ดพันธุ์อะไรครับ ตอนนี้มีหลายประเภทเลย ทั้งธัญพืช หญ้า ไม้ผล แล้วก็พืชชนิดพิเศษ"
กัวหยางคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการคัดกรองและประเมินแล้ว ฉันขออย่างละ 10 เมล็ด"
ในห้องเย็นของคลังทรัพยากรพันธุกรรม เมล็ดพันธุ์แต่ละชุดถูกจัดวางอย่างเงียบสงบในขวดแก้ว อยู่ในสภาวะพักตัว
ในทางทฤษฎี สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานนับพันปี
การสูญพันธุ์ของเมล็ดพันธุ์ไม่ได้หมายถึงการหายไปในทางกายภาพ แต่หมายถึงการสูญเสียความสามารถในการวิวัฒนาการ หรือก็คือผลลัพธ์จากการที่เมล็ดพันธุ์สูญเสียความหลากหลาย
ด้วยเหตุนี้ คลังทรัพยากรพันธุกรรมจึงถูกขนานนามว่าเป็นนาวาแห่งชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดพันธุ์สูญพันธุ์จากภัยธรรมชาติและความเสื่อมโทรมของสายพันธุ์
ปรับปรุงสายพันธุ์พืชผลที่มีอยู่ หรือกระทั่งอาจก้าวข้ามขีดจำกัดของสายพันธุ์และคอขวดของการผสมข้ามสายพันธุ์ สร้างลักษณะทางพันธุกรรมใหม่หรือพืชผลทางการเกษตรสายพันธุ์ใหม่...
นักวิทยาศาสตร์ยังถึงขั้นจินตนาการไปว่า ในอนาคตเมล็ดพันธุ์เหล่านี้อาจจะได้ขึ้นสู่อวกาศ เพื่อไปบุกเบิกโลกใบใหม่บนดาวเคราะห์ที่เหมาะสม
ความจริงแล้วกัวหยางมาครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเพาะพันธุ์เมล็ดข้าวโพด ข้าวสาลี และข้าวเจ้า แต่ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ก็ดันสามารถข้ามขีดจำกัดของสายพันธุ์และคอขวดของการผสมข้ามสายพันธุ์ได้
ดังนั้น ยีนคุณภาพดีทุกยีน เขาจำเป็นต้องบันทึกเอาไว้
ปัจจุบัน ทีมวิจัยและพัฒนาการเพาะพันธุ์ที่ปี้เฉียงเป็นผู้นำก็กำลังทำภารกิจนี้อยู่ เพียงแต่ต้องทำได้ไม่เร็วเท่าเขาแน่ๆ
...
ในคลังทรัพยากรเมล็ดพันธุ์ของเทียนเหอ มีทั้งเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าจากวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเติมสต็อกในช่วงแรกๆ และก็มีเมล็ดพันธุ์ที่ปี้เฉียงกับทีมลงพื้นที่รวบรวมมาได้ในภายหลัง
เมล็ดพันธุ์ที่เก็บรวบรวมมาได้จะต้องผ่านขั้นตอนมากมายถึงจะนำเข้าคลังได้
ในห้องทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ กัวหยางเห็นนักวิจัยเทเมล็ดพันธุ์ลงในเครื่องคัดแยก เมล็ดที่เต่งตึงจะตกลงมา ส่วนเมล็ดที่ลีบแบนจะถูกเป่าไปอีกด้านหนึ่ง
ในขณะเดียวกันก็จะมีการสุ่มถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์ด้วย ว่าเมล็ดพันธุ์นั้นลีบหรือเต่งตึง แค่มองปราดเดียวก็รู้เลย
เมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ซึ่งผ่านการคัดแยกแล้วจะถูกนำไปทำความสะอาด ตรวจสอบคุณภาพ นับจำนวน และอื่นๆ ต่อไป
จากนั้นก็ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย ถึงจะนำเข้าคลังเพื่อเก็บรักษาได้
ปี้เฉียงไปหาเสื้อโค้ททหารมาสองตัว
เขาสวมเองตัวหนึ่ง แล้วส่งให้กัวหยางอีกตัว
พอเปิดประตูห้องเย็น ไอเย็นก็ปะทะเข้าหน้า
บนชั้นวางมีขวดแก้ววางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ บาร์โค้ดบนขวดระบุตำแหน่งที่จัดเก็บเมล็ดพันธุ์และข้อมูลสายพันธุ์
ปี้เฉียงหันกลับมามองกัวหยาง พ่นควันสีขาวออกจากปาก
"ปกติแล้วพืชแต่ละชนิดจำเป็นต้องเก็บรวบรวมและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ 10,000 เมล็ด อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีสัก 500 เมล็ด"
"พวกนี้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าคลังแล้ว ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน เก็บรักษาไว้ในคลังสำรองและคลังใช้งานตามลำดับ ส่วนแรกจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างถาวร ส่วนหลังเอาไว้ทำทดสอบการงอก"
"ยังมีบางส่วนที่ผ่านการคัดกรองและประเมินแล้วอยู่ในห้องอุณหภูมิปกติอีกห้องหนึ่ง ยังไม่ได้นำเข้าคลัง"
ปี้เฉียงค่อยๆ หยิบเมล็ดพันธุ์ออกมาอย่างระมัดระวัง พลางอธิบายสถานการณ์ให้กัวหยางฟังไปด้วย
"วันหลังไม่ต้องใช้เงินก้อนโตไปซื้อเมล็ดพันธุ์แล้วนะ"
"เมล็ดพันธุ์ที่คุณนำเข้าจากพวกมหาวิทยาลัยก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ซ้ำกัน"
"ทรัพยากรพันธุกรรมราวๆ 1,000 รายการ ผ่านการตรวจสอบความซ้ำซ้อนและการเปรียบเทียบแล้ว มีแค่ 175 รายการที่เก็บรักษาไว้ชั่วคราวได้"
กัวหยางอึ้งไปเลย
มิน่าล่ะ ตอนนั้นมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถึงได้พยายามยัดเยียดเมล็ดพันธุ์ให้เทียนเหอกันนักหนา
ปี้เฉียงพูดต่อ "ก็ไม่เป็นไรครับ พวกมหาวิทยาลัยก็มีคลังทรัพยากรพันธุกรรมของตัวเอง พืชผลยีนคุณภาพดีที่คัดกรองออกมาได้ พวกเขาไม่ยอมเอาออกมาให้เราหรอก"
"รอให้การประเมินทรัพยากรที่มีอยู่เสร็จสิ้นไปเปลาะหนึ่งก่อน ถึงตอนนั้นก็สามารถทำการแบ่งปันทรัพยากรกันได้"
ทรัพยากรพันธุกรรมเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ และเป็นรากฐานของการคัดเลือกและเพาะพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ด้วย
หน่วยงานที่มีคลังทรัพยากรพันธุกรรมสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างการผสมข้ามสายพันธุ์ การเพาะเมล็ด การฉายรังสีเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ รวมไปถึงการขุดค้นยีนที่มีคุณสมบัติโดดเด่น เพื่อทำการเพาะพันธุ์
การแบ่งปันทรัพยากรก็คือการยกระดับขีดความสามารถในการเพาะพันธุ์ของแต่ละฝ่ายอย่างครอบคลุม
กัวหยางตั้งตารอให้ถึงวันนั้น
ด้วยร้านค้าเมล็ดพันธุ์ เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถค้นพบยีนที่โดดเด่นของเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว
เริ่มแรกเอาเมล็ดพันธุ์ในห้องเย็นออกมาก่อน แต่ยังไม่สามารถนำออกไปใช้งานได้ทันที จากอุณหภูมิต่ำไปสู่อุณหภูมิปกติต้องมีกระบวนการปรับตัว
แล้วก็ไปเอาเมล็ดพันธุ์ในคลังอุณปกติออกมาอีก
หลังจากนั้นกัวหยางกับปี้เฉียงก็สนทนาเรื่องระบบเพาะพันธุ์ของเทียนเหอไปด้วย พลางรอให้เมล็ดพันธุ์ฟื้นตัวจากสภาวะพักตัวไปด้วย
เพราะกัวหยางเอาแต่คิดว่าสถาบันวิทยาศาสตร์เทียนเหอและห้องทดลองเป็นแค่ฉากบังหน้าในการเพาะพันธุ์มาตลอด เลยไม่ได้เข้าไปจัดการอะไรมากนัก
ส่งผลให้ระบบน่ะมีแล้ว เงินก็ลงไปไม่น้อย แต่กลับอยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วยช่องโหว่มาตลอด
ปี้เฉียงเพิ่งเข้ามารับช่วงต่อได้แค่สองสามเดือน
เขาคิดที่จะเริ่มจากคลังทรัพยากรพันธุกรรม สร้างฐานการประเมินทรัพยากรพันธุกรรมที่แม่นยำ บนพื้นฐานของการประเมินลักษณะปรากฏ แล้วค่อยก้าวไปสู่การประเมินระดับโมเลกุล
จากนั้นก็ทำการขุดค้นเชิงลึกเกี่ยวกับยีนที่ทำงานตามฟังก์ชันต่างๆ
โดยเฉพาะยีนสายพันธุ์พิเศษที่ทนต่อความหนาวเย็น ทนแล้ง ทนเกลือ และอื่นๆ ที่เจียเหอให้ความสนใจมาโดยตลอด
จากนั้นก็ทำการเพาะพันธุ์และเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมบนพื้นฐานเหล่านั้น เพื่อเพาะพันธุ์พืชผลทางการเกษตรสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูง มีมูลค่าเพิ่มสูง ปรับตัวเข้ากับการผลิตที่เรียบง่ายและการใช้เครื่องจักรกลได้ดี และมีมูลค่าเชิงพาณิชย์ที่โดดเด่น
พอมีผลงานเชิงพาณิชย์แล้ว ค่อยก้าวไปอีกขั้นด้วยการสร้างเทคโนโลยีหลักที่สำคัญในการเพาะพันธุ์ให้สำเร็จ เช่น การใช้ประโยชน์จากความโดดเด่นของลูกผสมรุ่นใหม่ การตัดต่อยีนหลายตัวอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง การเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์แบบผสมผสาน ชิปเพาะพันธุ์และการแยกประเภทของยีน การคัดเลือกจีโนมทั้งหมด ฯลฯ
ท้ายที่สุดก็จะสร้างระบบเพาะพันธุ์ทางชีวภาพสมัยใหม่ของเจียเหอให้สมบูรณ์
ปี้เฉียงพูดกลั้วรอยยิ้ม "นี่เป็นหน้าที่การงานระยะยาวครับ ใช้เวลาสิบปี ยี่สิบปี หรือกระทั่งทั้งชีวิตเพื่อทำให้มันสำเร็จก็ถือว่าคุ้มค่า"
กัวหยางรับฟังแผนการของปี้เฉียง ตรรกะและแนวคิดชัดเจนมาก
แต่ถ้าจะทำให้สำเร็จจริงๆ มันก็เหมือนกับกระบวนการรวบรวมเมล็ดพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงนั่นแหละ อาจจะโดนกิ่งไม้มีพิษเกี่ยวเป็นแผลได้ตลอดเวลา เจ็บปวดเจียนตาย
แววตาของปี้เฉียงแน่วแน่ เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
กัวหยางเองก็รู้สึกดีใจจากใจจริงที่เขาค้นพบเป้าหมายใหม่ การอยู่ในห้องทดลองยังไงก็ปลอดภัยกว่า
รอยเท้าของเจ้าหน้าที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ปรากฏอยู่ทั่วทุกมุมโลก
ตั้งแต่ทะเลทรายโกบีไปจนถึงป่าดิบชื้น จากหลังคาโลกไปจนถึงที่ราบซานเจียง...
ผู้บุกเบิกที่ต้องสละชีวิตเพื่อสิ่งนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน
ดังนั้น กัวหยางจึงเสนอให้ปี้เฉียงปรับปรุงระบบทีมบุคลากรและกลไกรับประกันผลตอบแทนและแรงจูงใจให้สมบูรณ์เช่นเดียวกัน
เมล็ดพันธุ์ชั้นยอดที่เพาะพันธุ์ออกมาได้ ไม่ว่าบริษัทจะโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่น หรือนำไปพัฒนาต่อเอง ทีมเพาะพันธุ์ก็สามารถรับรางวัลแบบครั้งเดียวจบหรือแบบตลอดชีพได้ทั้งสิ้น
พอตกเย็น กัวหยางเอาเมล็ดพันธุ์มาเตรียมตัวกลับ เขาตบบ่าปี้เฉียงเบาๆ
"บางทีอาจไม่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตหรอก ยี่สิบปีก็ไม่ต้องใช้ ตราบใดที่นายยังอยู่ เงินลงทุนของเจียเหอที่มีต่อการวิจัยและพัฒนาการเพาะพันธุ์จะมีแต่เพิ่มขึ้น ไม่มีวันลดลงแน่"
กัวหยางหันกลับมาอีกครั้ง "บางทีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของเจียเหอก็อาจจะเทียบเท่าหรือกระทั่งแซงหน้าบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติได้เลยล่ะ"
ปี้เฉียงยิ้มๆ "งั้นคุณก็ต้องหาเงินให้หนักแล้วล่ะครับ"
ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติขนาดใหญ่มักจะคิดเป็น 10% ของรายได้ขึ้นไป อย่างบริษัทเซียนเฟิง ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาในปี 05 ก็อยู่ในระดับหมื่นล้านแล้ว
"นายคอยดูผลงานฉันก็แล้วกัน"
กัวหยางหัวเราะร่วนแล้วเดินออกไป
ตอนนี้เทียนเหอมีเงินแล้ว การยกระดับขีดความสามารถในการเพาะพันธุ์อย่างครอบคลุมก็เป็นสิ่งที่สมควรทำ
ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ หนึ่งคือมีความต้องการพลังงานธรรมชาติ สองคือหลังจากปลดล็อคข้อจำกัดในการใช้จ่ายของเมล็ดพันธุ์ระดับสูงแล้ว แน่นอนว่าต้องเน้นไปที่การเพาะพันธุ์ทรัพยากรพันธุกรรมระดับสูงเป็นหลัก
ส่วนเมล็ดพันธุ์ระดับพื้นฐานก็ยกให้เป็นหน้าที่ของปี้เฉียง
พายุทรายยังคงพัดกระหน่ำ
ตอนที่กัวหยางกลับมาถึงห้องทำงาน มันเลยเวลาเลิกงานมาแล้ว แต่ฉวีหยางยังคงรอเขาอยู่
"บอสครับ เงินอุดหนุนเมล็ดพันธุ์ดีรอบหลังของมณฑลเหลียวหนิง เทียนอวี้หมายเลข 1 หมดสิทธิ์ได้รับแล้วนะครับ"
"ที่ตอนเหนือของมณฑลหว่านกับมณฑลจี๋ ตอนนี้ก็มีแนวโน้มแบบนี้เหมือนกัน"
"เจิ้งตาน 958 ก็ได้รับผลกระทบจากการถูกจำกัดราคาด้วย"
กัวหยางมองเขาอย่างประหลาดใจ "อิทธิพลคุ้มครองท้องถิ่นเหรอ?"
ฉวีหยางพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แต่กัวหยางกลับหัวเราะออกมา
"นี่มันง่วงนอนก็มีคนเอาหมอนมาให้พอดีเลย มาได้ถูกเวลาเป๊ะ!"