- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 159 : วางแผน | บทที่ 160 : นมถั่วเหลืองเวยเวย
บทที่ 159 : วางแผน | บทที่ 160 : นมถั่วเหลืองเวยเวย
บทที่ 159 : วางแผน | บทที่ 160 : นมถั่วเหลืองเวยเวย
บทที่ 159 : วางแผน
กัวหยางเฝ้าอยู่ด้านข้าง มองดูฉวีหยางจดบันทึกรายชื่อผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้อง
สักพัก ฉวีหยางก็คืนโทรศัพท์มือถือให้ กัวหยางจึงกำชับหยูเสี่ยวชวนอีกสองสามประโยค
"ช่วงนี้คุณอยู่ที่อู่หยวนไปก่อนนะ หญ้าเลี้ยงสัตว์ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว คนจากสมาคมผู้เลี้ยงโคนมน่าจะใกล้มาถึงแล้ว คุณคอยตามเรื่องหน่อย"
คาดว่ารายได้จากหญ้าเลี้ยงสัตว์ในปีนี้จะคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของเจียเหอกรุ๊ป ความสำคัญนี้ย่อมชัดเจนในตัวเอง
"ตกลง"
"เรื่องสืบสวนนมผงด้อยคุณภาพ ผมให้ฉวีหยางเป็นคนนำไปก่อน เส้นสายของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอกว้างขวางกว่า"
จริงๆ แล้วกัวหยางรู้สึกว่าเส้นสายของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอนั้นดุดันกว่า ฉวีหยางทำงานได้แบบไม่เลือกวิธีการ คุ้นเคยกับพื้นที่ชนบทมากกว่า และกล้าลงมืออย่างเด็ดขาด
เมื่อเทียบกันแล้ว หยูเสี่ยวชวนอาจจะติดต่อกับนักธุรกิจต่างชาติมากไปหน่อย จึงค่อยๆ มีบุคลิกที่ดูสุภาพนุ่มนวลขึ้น
หลังจบการพูดคุยกับหยูเสี่ยวชวน กัวหยางก็หันไปมองฉวีหยาง
"ไม่ต้องรีบร้อนเกินไปหรอก หลักๆ คือต้องดึงให้มีผู้เกี่ยวข้องในวงกว้างขึ้น ทำให้เกิดกระแสตอบรับจากสังคมมากพอ ถึงจะถอนรากถอนโคนปัญหานี้ได้ในคราวเดียว"
ฉวีหยางได้ทำความเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องนี้ก่อนหน้านี้แล้ว
"น่าจะช่วงไหนถึงจะเหมาะสมล่ะ?"
"ปีหน้าแล้วกัน!"
การวางโครงสร้างในอุตสาหกรรมนมของเจียเหอยังไม่ครบวงจร
ฟาร์มโคนมเริ่มต้นนำเข้าสายพันธุ์จากฮูถูปี้ 2,000 ตัว การขยายพันธุ์ในช่วงสองปีที่ผ่านมาบวกกับการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีโคนมที่พร้อมผลิตนมแล้วถึงเจ็ดแปดพันตัว
เมื่อรวมกับชาวปศุสัตว์ในพื้นที่โดยรอบ ก็น่าจะมีสักหนึ่งถึงสองหมื่นตัว แต่แค่นั้นยังไม่พอ
บริษัทแปรรูปก็เพิ่งซื้อกิจการมาได้แค่สองแห่ง แถมยังจำกัดอยู่แค่ในมณฑลกานซู่ ยังขาดระบบเครือข่ายการขายระดับประเทศ
ส่วนโคนมที่เพาะพันธุ์จากยีนโคนมของร้านค้าเมล็ดพันธุ์ ซึ่งกัวหยางตั้งชื่อว่า โคนมเหอซี ปัจจุบันมีเพียงเกือบพันตัวเท่านั้น
กัวหยางคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "ยังมีอีกเรื่อง เทียนอวี้หมายเลข 1 กำลังติดหล่มเรื่องดัดแปลงพันธุกรรม คุณไม่มีความคิดเห็นอะไรเลยเหรอ?"
"นักข่าวคนนั้นน่ะเหรอ?"
กัวหยางกดเสียงต่ำลง "กดดันหนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์ ถ้านักข่าวคนนั้นไม่มีเบื้องหลังก็ดูว่าจะจับเข้าคุกได้ไหม แล้วค่อยสืบดูให้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือบริษัทไหน พอถึงฤดูขายก็เล็งแย่งตลาดของมันซะ!"
ฉวีหยางหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม "หึๆ เรื่องนี้ผมถนัด"
ทั้งสองดื่มชาและคุยกันเล่น บังเอิญเห็นเซี่ยงเทียนซานเพิ่งเดินออกมาจากทางห้องน้ำ
กวักมือเรียก เหล่าเซี่ยงก็เดินเข้ามา
"มีเมล็ดพันธุ์หญ้าล็อตใหม่เข้ามาต้องนำไปขยายพันธุ์ อยู่ที่โกดังฝั่งนู้น"
โกดังที่กัวหยางพูดถึง เซี่ยงเทียนซานย่อมเข้าใจดี เขาพยักหน้า ก่อนจะพูดขึ้นมาบ้าง
"กำลังการแปรรูปเมล็ดพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ที่มีอยู่ตอนนี้ตามไม่ทันแล้ว จำเป็นต้องสร้างโรงงานใหม่ ทางเมืองมีท่าทีอยากให้พวกเราย้ายไปที่นิคมอุตสาหกรรมด้วย"
"รอดูก่อนแล้วกัน ลองดูว่าจะเช่าโรงงานสักสองสามแห่งได้ไหม"
เมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 จำนวน 20 ล้านชั่งต่อปี บวกกับเมล็ดพันธุ์หญ้าใหม่อีก 6 ชนิด โรงงานจำเป็นต้องขยายจริงๆ
แต่กัวหยางกลับไม่อยากให้บริษัทมู่เหอเข้าไปในนิคมอุตสาหกรรมแล้ว เมื่อเจียเหอกรุ๊ปขยายใหญ่ขึ้น นิคมอุตสาหกรรมเล็กๆ ในจิ่วเฉวียนจะรับมังกรตัวนี้ไหวได้อย่างไร
เจียอวี้กวน เมืองอุตสาหกรรมหนัก
จิ่วเฉวียน เมืองศูนย์กลางการค้า
สองเมืองนี้อยู่ห่างกันเพียงยี่สิบสองกิโลเมตร แต่ตรงกลางกลับเป็นทะเลทรายโกบีที่แห้งแล้ง
กัวหยางอยากกว้านซื้อที่ดินผืนนี้มา
วันรุ่งขึ้น
กัวหยางพูดคุยกับเซี่ยสือเจี๋ยอีกรอบ ทั้งเรื่องนำเข้าสายพันธุ์โคนม การแปรรูปหญ้าเลี้ยงสัตว์ การควบรวมบริษัทนมสองแห่ง และการวางแผนพื้นที่ทะเลทรายโกบีของทั้งสองเมือง...
จากนั้นเขาก็ออกเดินทางไปมณฑลหลู่
ระหว่างทาง เขาหยิบเอกสารของเวยเวยกรุ๊ปขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในอุตสาหกรรมนมถั่วเหลือง เวยเวยได้กลายเป็นตัวแทนของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไปแล้ว และครองภาพจำของนมถั่วเหลืองไว้อย่างเหนียวแน่น
ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ 85% และการรับรู้ถึงแบรนด์ 90%
สโลแกน "นมถั่วเหลืองเวยเวย เบิกบานใจ" ได้รับการเผยแพร่ผ่านโฆษณาบนสถานีโทรทัศน์ CCTV มาหลายปี จนเป็นที่รู้จักกันดีในทุกครัวเรือน
อาจกล่าวได้ว่า เวยเวยคือนามพ้องของนมถั่วเหลือง
ส่วนแบ่งตลาดและชื่อเสียงของมันถือเป็นความน่ากลัวสำหรับคู่แข่งรายใดก็ตามในอุตสาหกรรมนี้
แต่แบรนด์ที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งอย่างเวยเวยกลับไปไม่ถึงจุดสูงสุดที่ควรจะเป็น ยอดขายลดลงติดต่อกันหลายปี
รายได้จากการดำเนินงานในปี 2004 อยู่ที่ 2,262 ล้านหยวน แต่ยอดขายนมถั่วเหลืองกลับมีเพียง 1,015 ล้านหยวน ในขณะที่ดาวรุ่งอย่างเมิ่งหนิวทำยอดขายทะลุ 5,000 ล้านหยวนไปแล้วตั้งแต่ปี 2003
หลังจากขึ้นนำในหมวดนมถั่วเหลืองอย่างทิ้งห่าง เวยเวยกลับไม่มุ่งเน้นไปที่การขยายหมวดหมู่ สร้างกระแสเพื่อดึงดูดให้คู่แข่งเข้ามาร่วมวง
ตรงกันข้าม กลับมุ่งเน้นความพยายามในการโปรโมตไปที่ตัวแบรนด์เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้รับผิดชอบในการขยายตลาดของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้
ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมนมถั่วเหลืองที่มีความต้องการแฝงอยู่มหาศาลจึงไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งเข้ามาสักที ส่งผลให้มันค่อยๆ หดตัวลงในขณะที่ผลิตภัณฑ์คู่แข่งอย่างนมวัวเติบโตอย่างรวดเร็ว
เมื่ออุตสาหกรรมหดตัวลง ผู้ที่สูญเสียมากที่สุดย่อมเป็นผู้นำอย่างเวยเวย
หลังจากอ่านเอกสารเกี่ยวกับเวยเวยจบ กัวหยางก็รู้สึกทอดถอนใจอย่างยิ่ง
ล้มเลิกการโปรโมตนมถั่วเหลืองอย่างต่อเนื่อง แต่กลับทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมนมที่ตัวเองไม่มีความได้เปรียบทางการแข่งขันเลยแม้แต่น้อย
หากมองในระยะสั้น การเติบโตของบริษัทจะเห็นผลทันตา แต่ผลประโยชน์ระยะสั้นก็จะดูดกลืนเงินทุนและผลกำไรจำนวนมากของเวยเวยไปเหมือนแวมไพร์
ผ่านไปหลายปี เมื่อเวยเวยอยากกลับมาโฟกัสที่อุตสาหกรรมนมถั่วเหลืองอีกครั้งและทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนมถั่วเหลือง กลับพลาดข้อได้เปรียบที่ดีที่สุดในการแข่งขันกับนมวัวไปเสียแล้ว
ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าคือ เวยเวยยังใช้เวลาถึงสี่ปีในการช่วยยกระดับสถานะทางการตลาดของผลิตภัณฑ์คู่แข่งอย่างนมวัวอีกด้วย
กัวหยางเปรียบเทียบกับเจียเหอ
อุตสาหกรรมนมของเจียเหอเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่ที่ยังไม่ทุ่มกำลังโปรโมตสักที ก็เพราะยังเตรียมตัวไม่พร้อม
ซินซีว่าง, เวยเวย และอาณาจักรทุนเต๋อหลง...
บทเรียนจากอดีตยังมีให้เห็นอยู่ตรงหน้า
ทำธุรกิจหลักอย่างหญ้าเลี้ยงสัตว์และเมล็ดพันธุ์ให้ดีเสียก่อน ขยายตลาดให้ใหญ่ แล้วการเข้าสู่อุตสาหกรรมนมก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเอง
นอกจากนี้ สาเหตุที่ทำให้ผู้นำแข็งแกร่ง ก็คือการมีผู้ตามจำนวนมาก หากขาดผู้ตาม คุณก็ไม่มีวันแข็งแกร่งได้อย่างแท้จริง
การที่เครสต์ไล่บี้คอลเกตอย่างหนักหน่วง ทำให้ยาสีฟันป้องกันฟันผุกลายเป็นหมวดหมู่ยาสีฟันที่ใหญ่ที่สุด
การแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างหนงฟูสปริงและวาฮาฮา
การผลัดกันรุกผลัดกันรับระหว่างอีลี่และเมิ่งหนิว
เจียเหอก็ต้องการผู้ตามมาช่วยขยายตลาดเช่นกัน เหมือนกับบริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวง
หลังจากบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอครองตลาดระดับไฮเอนด์ของอัลฟัลฟ่า ฮุยฮวงนอกจากจะได้ส่วนแบ่งเล็กๆ ในตลาดอัลฟัลฟ่าระดับกลางและล่างแล้ว ยังไปเปิดตลาดในส่วนของหญ้าโอ๊ตและอื่นๆ อีกด้วย
ตลาดหญ้าเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ภายใต้การนำของบริษัทต่างๆ อย่างมู่เหอและฮุยฮวง มีความก้าวหน้าอย่างมากเมื่อเทียบกับไทม์ไลน์เดิม
สิ่งนี้ทำให้กัวหยางมีความมั่นใจที่จะสกัดความร้อนแรงของอุตสาหกรรมนมล่วงหน้า ด้วยการสนับสนุนจากหญ้าเลี้ยงสัตว์ชั้นเลิศ อุตสาหกรรมนมในประเทศไม่มีทางพังทลายลงได้
ดึงสติกลับมา
กัวหยางพอจะจับต้นชนปลายเรื่องราวระหว่างเวยเวยกับจิ่วซานกรุ๊ปได้คร่าวๆ แล้ว
เวยเวยกรุ๊ปเข้าหาบริษัทจิ่วซาน เพราะอยากร่วมมือสร้างฐานปลูกถั่วเหลืองปลอดจีเอ็มโอ ส่วนบริษัทจิ่วซานก็รังเกียจว่าเวยเวยกรุ๊ปไม่เข้าใจเรื่องเกษตร จึงดึงเจียเหอกรุ๊ปเข้ามาร่วมด้วยเพื่อหวังลดต้นทุนและเพิ่มรายได้
เวยเวยกรุ๊ปอาจจะไม่อยากพาเจียเหอเข้ามาเอี่ยวด้วย เพราะทั้งสองบริษัทมีความสัมพันธ์แบบคู่แข่งกัน...
กัวหยางคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่เวยเวยกรุ๊ปจะยอมตัดแผนกอุตสาหกรรมนมของตัวเองยกให้กับเจียเหอ?
เครือข่ายการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้เวลาสร้างมากว่าสิบปีของพวกเขา คือสิ่งที่เจียเหอขาดแคลนและต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุด
แต่ข้อสรุปที่ได้คือ เป็นไปไม่ได้!
อุตสาหกรรมนมและอุตสาหกรรมสุราภายใต้เครือเวยเวย ล้วนจัดอยู่ในหมวดธัญพืชขนาดใหญ่
มันยังมีความเกี่ยวข้องทางตลาดและเทคโนโลยีกับธุรกิจหลักอยู่บ้าง ในทางกลับกัน พวกถ่านโค้ก ถ่านหิน อสังหาริมทรัพย์ และการเงินต่างหากที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของพวกเขาเลย
ถ้าอย่างนั้นทำไมเจียเหอต้องร่วมมือกับเวยเวยด้วย?
ไม่เห็นจะมีความจำเป็นเลย!
ในทางกลับกัน สไตล์การทำงานแบบจับจดของเวยเวย เห็นได้ชัดว่าประเมินศักยภาพของอุตสาหกรรมนมถั่วเหลืองต่ำเกินไป
อุตสาหกรรมนมในเครือเจียเหอก็ใช่ว่าจะก้าวเข้าสู่วงการนมถั่วเหลืองไม่ได้เสียหน่อย
เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเมืองเฉวียน มณฑลหลู่
อวี๋หงไห่เรียกตัวคนขับรถประจำตำแหน่งจากบริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายมาให้เขา
รถแล่นมุ่งหน้าไปยังจี้โจวฝู่ อำเภอเจียเสียง ฐานปลูกถั่วเหลืองเทียนโต้วหมายเลข 1 ตั้งอยู่ที่นี่
ตอนค่ำ กัวหยางได้พบกับอันเทา ผู้รับผิดชอบฝ่ายผลิตของฐานเจียเสียง
ความประทับใจแรกที่อันเทามีต่อกัวหยางนั้นค่อนข้างคล้ายกับหยานฉวิน เขาเป็นชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างผอม สวมกางเกงยีนส์คู่กับรองเท้าหนัง ท่อนบนใส่เสื้อยืด
เคยมีประสบการณ์ทำงานในสำนักงานเกษตรท้องถิ่นและรัฐบาลระดับตำบล
คุยกันสั้นๆ ก็รู้ว่าคนๆ นี้มีทักษะทางเทคนิคอยู่บ้าง แต่ลึกซึ้งกว่านั้นยังมองไม่ออก
พักที่โรงแรมหนึ่งคืน กัวหยางถึงเดินทางมายังฐานปลูกถั่วเหลืองเจียเสียง
เจียเสียงตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลหลู่ ที่นี่มีดินอุดมสมบูรณ์และลึก เหมาะแก่การเพาะปลูก มีคำกล่าวเสมอมาว่า 'ถั่วเหลืองประเทศจีนต้องดูที่มณฑลหลู่ ถั่วเหลืองมณฑลหลู่ต้องดูที่เจียเสียง'
ต้นกล้าถั่วเหลืองสีเขียวมรกตพลิ้วไหวเบาๆ ใต้แสงแดด ไม่ต่างอะไรกับที่กัวหยางเห็นในรูปถ่ายเลย
ดูจากตรงนี้ อันเทาค่อนข้างจะเป็นคนที่ทำอะไรตามความเป็นจริง ไม่ได้คัดสรร 'รูปถ่าย' มาหลอกลวงคนอื่น
อันเทาแนะนำให้กัวหยางฟังไปตลอดทาง "ทางฐานใช้เทคโนโลยีการขยายพันธุ์ทีละขั้นจากเมล็ดพันธุ์หลัก-เมล็ดพันธุ์ขยาย-เมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกในแปลงใหญ่ ปริมาณเมล็ดพันธุ์ขยายใหญ่ขึ้นทีละระดับ และยังรักษาสายพันธุ์ไว้ได้เป็นอย่างดี"
"เมล็ดพันธุ์เพื่อการค้าเทียนโต้วหมายเลข 1 สืบทอดลักษณะของเมล็ดพันธุ์ขยายมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิสูงและแห้งแล้ง หรือความชื้นสูงและฝนตกชุก ก็ต้านทานโรคและต้านทานการล้มได้ยอดเยี่ยมมาก"
กัวหยางถาม "แล้วทนต่อดินเค็มล่ะ?"
อันเทายิ้ม "ฐานสาธิตการส่งเสริมหลายสิบแห่งในปีนี้ล้วนเลือกใช้ดินเค็มครับ ต้นกล้าขึ้นอย่างเป็นระเบียบมาก"
กัวหยางเดินสำรวจไปรอบๆ ฐานเพาะปลูกตลอดช่วงเช้า ทางฐานใช้วิธีเช่าที่ดินทำกินทั้งหมด มีพื้นที่รวมประมาณ 3,500 หมู่
ในจำนวนนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแปลงสำหรับเพาะเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้า
ยิ่งทำความเข้าใจมากขึ้น กัวหยางก็ยิ่งมีความมั่นใจ
เทียนโต้วหมายเลข 1 ได้รับการเพาะพันธุ์เมื่อเดือนเมษายน ปี 2004 ในปีนั้นขยายพันธุ์ไปได้ 120 หมู่ เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ได้ 57,600 ชั่ง
แปลงเพาะเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้าในปีนี้ขยายไปถึง 3,000 หมู่ และยังมีเมล็ดพันธุ์อีกประมาณ 30,000 ชั่ง ที่ใช้สำหรับการส่งเสริม
ดำเนินตามสไตล์ของเทียนอวี้หมายเลข 1 โดยฝ่ายการตลาดและฝ่ายผลิตทำงานร่วมกัน ก่อตั้งฐานสาธิตการส่งเสริมในมณฑลหลู่ มณฑลเฮย มณฑลจี้ มณฑลเหลียวหนิง มณฑลเหมิง และมณฑลซู
และเน้นใช้ดินเค็มเป็นหลัก
ตั้งแต่เริ่มแรกก็สร้างกระแสจนเต็มพิกัด ดึงดูดความสนใจจากเกษตรกรได้เป็นอย่างดี
กัวหยางคำนวณดู แปลงเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้า 3,000 หมู่ ปีนี้น่าจะเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ได้ 1.44 ล้านชั่ง พื้นที่เพาะปลูกก็อยู่ที่ราวๆ 180,000 หมู่
ยังห่างไกลจากความต้องการของตลาดมาก
ประธานเซวีย เมล็ดพันธุ์ขาดตลาดแล้วล่ะ!
กัวหยางยังเห็นห้องปฏิบัติการเพาะพันธุ์ถั่วเหลืองในฐานด้วย ซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นเมื่อราวสองเดือนก่อน
ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่เพิ่งจบใหม่กำลังง่วนอยู่กับมัน
ในแปลงเพาะพันธุ์ สายพันธุ์ถั่วเหลืองกว่าร้อยชนิดมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไป แต่ลักษณะเด่นที่สุดมีเพียงคำเดียว: น่าเกลียด!
มีทั้งแบบที่ถูกแมลงกัดกิน แบบที่ใบเหลือง แบบที่แกร็นเหมือนคนแคระ แบบที่ดูเหมือนใกล้จะแห้งตายอยู่รอมร่อ...
หลีซู่ซาน หัวหน้าห้องปฏิบัติการ อธิบายอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
"เมล็ดพันธุ์ภายใต้สภาวะการเจริญเติบโตที่เลวร้ายอย่างสุดขั้ว จะทะลุขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตได้ง่ายขึ้น ทำให้คัดกรองยีนที่มีคุณภาพสูงออกมาได้ครับ"
กัวหยางพยักหน้า การเพาะพันธุ์ก็เป็นแค่ข้ออ้างบังหน้าแต่แรกอยู่แล้ว
ถ้าสร้างผลงานได้ก็เป็นเรื่องดีที่สุด ถ้าไม่ได้ก็ยังช่วยเพิ่มพูนคลังทรัพยากรสายพันธุ์ให้เขา
จากนั้นก็นำไปหลอมสร้างใหม่ผ่านร้านค้าเมล็ดพันธุ์ แปรรูปเป็นครั้งที่สอง นี่ต่างหากคือระบบการเพาะพันธุ์ที่เป็นแกนหลักของเทียนเหอ
จู่ๆ กัวหยางก็นึกถึงนักล่าเมล็ดพันธุ์อย่างปี้เฉียง ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาออกไปตามหาทรัพยากรสายพันธุ์ป่าจนเตลิดไปถึงทะเลทรายแห่งไหนแล้ว
บทที่ 160 : นมถั่วเหลืองเวยเวย
หลังจากกัวหยางออกจากจิ่วเฉวียน ฉวีหยางก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที
เครือข่ายการตลาดของเทียนอวี้หมายเลข 1 เป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ การที่มันขายดีในแหล่งปลูกข้าวโพดหลักๆ ได้ ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขา
เทียนอวี้หมายเลข 1 ถูกใส่ร้ายป้ายสี โดยเฉพาะข่าวลือแปลกประหลาดที่สื่อกุขึ้นมา เช่น แม่หมูแท้งลูก หรือหนูสูญพันธุ์ ทำเอาเขาโกรธจนถึงขีดสุด
นี่มันจิตใจอำมหิตขนาดไหนกัน!
กะจะเหยียบเทียนอวี้หมายเลข 1 ให้จมดินไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยชัดๆ
ดังนั้น ฉวีหยางจึงรีบติดต่อไปยังพนักงานขายของเครือข่ายต่างๆ ทันที
สิ่งที่ทำให้เขาพอใจคือ พนักงานขายและตัวแทนจำหน่ายที่เคยกอบโกยกำไรมหาศาลจากการขายเทียนอวี้หมายเลข 1 ต่างก็เก็บความโกรธแค้นไว้ไม่อยู่แล้วเช่นกัน
พวกเขาลงพื้นที่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ แต่เนิ่นๆ เดินลัดเลาะไปตามบ้านเรือนเพื่อรวบรวมข้อมูลทุกรูปแบบ
ทั้งข้อความ รูปภาพ คลิปเสียง วิดีโอ...
จำนวนหนูลดลงจริง แต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับเทียนอวี้หมายเลข 1 เลยสักนิด
มันเป็นเพราะนโยบายป้องกันของรัฐบาล การเทพื้นปูนในยุ้งฉางที่เพิ่มขึ้น และมาตรการกำจัดหนูหลายวิธีที่นำมาใช้โดยตรงต่างหาก
เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มา ฉวีหยางก็ทำตามคำสั่งของกัวหยาง เริ่มจากติดต่อไปยังสถาบันวิทยาศาสตร์ประเทศจีนที่กำลังเผชิญกระแสกดดันเรื่องดัดแปลงพันธุกรรมเช่นกัน
จากนั้นก็ส่งคนนำเอกสารไปมอบให้กระทรวงเกษตรและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ท้ายที่สุด ถึงได้ใช้ชื่อบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานสื่อและสิ่งพิมพ์
ณ เมืองหลวง หนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์ประเทศจีน
หรงข่ายมองเอกสารที่พนักงานธุรการเพิ่งนำมาส่งให้: หนังสือแจ้งล่วงหน้าเรื่องการลงโทษทางปกครอง เขาขมวดคิ้วแน่น
เตือนหน่วยงานของคุณ ปรับเงิน 10,000 หยวน และสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข
"บรรณาธิการหรง เราควรยื่นคำชี้แจงและโต้แย้งไหมครับ? สำนักพิมพ์เราไม่ได้เป็นคนตีพิมพ์ข่าวนั้นนะ!"
หรงข่ายเงยหน้าขึ้นมามองบนใส่พนักงานคนนั้น "ไปโต้แย้งที่สำนักพิมพ์ เดี๋ยวก็โดนตาเฒ่าจากสถาบันวิทยาศาสตร์พวกนั้นกินหัวเอาหรอก!"
"อ้อ..."
"ส่งสำเนาให้หลายหมิ่นจวินชุดหนึ่ง ให้เธอจัดการเอาเอง"
ไม่นาน หรงข่ายก็รู้ว่าหนังสือพิมพ์กั๋วจี้เซียนชวีเต่าเป้าก็ได้รับใบสั่งลงโทษเช่นกัน
นอกจากจะโดนปรับแล้ว ในช่วงที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ยังถูกระงับการออกบัตรประจำตัวนักข่าวของหน่วยงานอีกด้วย
พอได้ยินแบบนี้ หรงข่ายก็ค่อยรู้สึกสมดุลขึ้นมาหน่อย
แต่เขาก็เลือกที่จะล้มเลิกการยื่นคำชี้แจงและโต้แย้งไปโดยปริยาย หนังสือพิมพ์กั๋วจี้เซียนชวีเต่าเป้าก็เลือกทางเดียวกัน
มีเพียงหลายหมิ่นจวินคนเดียวที่ยื่นคำชี้แจง
"เทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมถูกมองว่าเป็นทิศทางการพัฒนาของการเกษตรในอนาคตก็จริง แต่ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ การทดลองในสัตว์หลายชิ้นที่เปิดเผยออกมาพิสูจน์แล้วว่า การบริโภคอาหารดัดแปลงพันธุกรรมนั้นมีความเสี่ยง..."
ใบหน้าของหลายหมิ่นจวินไม่มีความหยิ่งยโสเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความซีดเผือด คำโต้แย้งของเธอดูเลื่อนลอยและไร้น้ำหนัก
เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสื่อและสิ่งพิมพ์ ทำได้เพียงเหลือบมองสีหน้าเย็นชาของพวกเขาเป็นพักๆ
มือของหลายหมิ่นจวินสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำเสียงที่พูดก็เริ่มตะกุกตะกัก
"เหตุผลฟังไม่ขึ้น ไม่อนุมัติรับฟัง"
ในที่สุด บัตรประจำตัวนักข่าวของหลายหมิ่นจวินก็ถูกเพิกถอน และชื่อของเธอก็ถูกบันทึกลงในแบล็กลิสต์ประวัติการทำงานที่บกพร่องของบุคลากรสายข่าว
เมื่อฉวีหยางรู้เรื่องนี้ เขาก็ยังไม่ค่อยพอใจนัก บอสสั่งไว้ว่าจะส่งเธอเข้าคุกต่างหาก
แต่งานของหลายหมิ่นจวินก็ปลิวไปแล้ว แถมยังไม่มีหน้ากลับไปบอกคนทางบ้าน เส้นทางสายนักข่าวของเธอก็ถือว่าจบสิ้นลงแค่นี้
...
มณฑลหลู่ ฐานเจียเสียง
เมื่อมองดูทรัพยากรพันธุกรรมถั่วเหลืองรูปร่างอัปลักษณ์โดดเด่นหลากหลายสายพันธุ์ตรงหน้า กัวหยางก็นึกถึงตอนที่ไปขุดตัวปี้เฉียงมาทำงานด้วย
"ผมแค่อยากเป็นนักล่าเมล็ดพันธุ์"
ภาพเหตุการณ์นั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำ
ปี้เฉียงก็ทำแบบนั้นจริงๆ ตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมา แทบจะมีเวลาว่างเมื่อไหร่ เป็นต้องออกเดินทางไปยังที่รกร้าง เขตภูเขา ทะเลทรายโกบี หรือชนบท ยิ่งห่างไกลยิ่งชอบไป
กัวหยางจัดรถให้เขา พร้อมสนับสนุนเงินทุนอย่างเต็มที่ การไปในที่ทุรกันดาร บางครั้งก็ยังพอหาไกด์นำทางได้บ้าง
ทุกปีปี้เฉียงจะนำทรัพยากรพันธุกรรมพืชหลากหลายชนิดกลับมา
มีทั้งพันธุ์ป่า พันธุ์หายากเฉพาะถิ่น พันธุ์ที่สะสมตามสถาบันการศึกษา และพันธุ์ดั้งเดิมที่เกือบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา
คลังเก็บพันธุกรรมพืชของเจียเหอสมบูรณ์ขึ้นทุกวัน
รอคอยให้กัวหยางมาค้นพบและนำไปใช้
หลังจากตรวจสอบสถานการณ์การผลิตเมล็ดพันธุ์เทียนโต้วหมายเลข 1 แล้ว กัวหยางก็ไม่อยู่ต่อ เขาพูดให้กำลังใจอันเทาและหลีซู่ซานสองสามประโยค ก่อนจะรีบไปขึ้นเที่ยวบินมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ตารางงานแน่นเอี้ยด การไม่มีเลขาฯ คู่ใจนี่มันไม่สะดวกเอาซะเลย
เซี่ยสือเจี๋ยเป็นผู้ช่วยมาสองปีกว่าแล้ว กัวหยางกำลังพิจารณาว่าในอนาคตจะให้เขาไปอยู่ตำแหน่งไหนดี
ที่ฐานเจียเสียง
"พี่หลี พี่ว่าประธานกัวจะไม่โกรธใช่ไหม?"
"ไม่หรอก ประธานกัวก็เรียนมาทางด้านเพาะพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ เขาเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี" หลีซู่ซานตอบ
"จะว่าไป มู่เหอหมายเลข 1 นี่มันเจ๋งสุดๆ ไปเลย ผลลัพธ์การปรับปรุงดินเค็มดีมาก"
"ตอนที่มู่เหอออกข่าวช่อง CCTV ภาพทุ่งดินเค็มขาวโพลนตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวใต้ฟ้าคราม ทายซิว่าเกิดอะไรขึ้น?"
"ที่บ้านไม่บังคับให้สอบข้าราชการแล้วเหรอ?" มีคนถาม
"อันนั้นคงไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องสอบ"
คนนั้นไม่มัวลีลา รีบพูดต่อ "พวกผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านฉันพากันร้องป่าวประกาศเลยว่า นี่แหละคืออาวุธระดับชาติ"
"พอพวกเขารู้ว่าฉันทำงานอยู่ที่เจียเหอ ท่าทีก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เอาแต่คิดจะดึงบริษัทมู่เหอมาเปิดที่มณฑลหลู่ให้ได้"
"เทียนโต้วหมายเลข 1 ก็ทนความเค็มได้นะ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก็คือรากฐานของชาติเหมือนกัน"
อันเทาฟังกลุ่มคนหนุ่มสาวคุยกันแล้วก็ยิ้มออกมา หนทางข้างหน้าราบรื่นสดใส เทียนโต้วหมายเลข 1 จะต้องเป็นสายพันธุ์ที่สร้างยุคสมัยใหม่อย่างแน่นอน
ณ เมืองหลวง หลังจากพักผ่อนที่โรงแรมหนึ่งคืน กัวหยางก็เดินทางมาที่บริษัทเวยกวง
ปัจจุบันบริษัทเวยกวงก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น หลังจากถอนตัวจากตลาดฟิวเจอร์สอย่างปลอดภัยเมื่อปีที่แล้ว ก็ทุ่มเงินซื้อพื้นที่สำนักงานสองชั้นบนถนนการเงินในเมืองหลวงด้วยราคา 16,000 หยวนต่อตารางเมตร
หยางเฉิงมารอรับกัวหยางแต่เช้าตรู่
"บอสครับ นัดคุยกับบริษัทจิ่วซานไว้ตอนบ่ายสองนะครับ"
"อืม ดี"
เมื่อเดินเข้าไปในโซนออฟฟิศ กัวหยางก็ถูกดึงดูดความสนใจด้วยภาพโปสเตอร์บนกำแพง
มีภูเขา มีทุ่งหญ้า ทำไมดูคุ้นตากันนะ?
ตอนนั้นเอง พนักงานของบริษัทเวยกวงก็ทยอยลุกขึ้นกล่าวทักทาย
พนักงานดูกระตือรือร้นไปหน่อย กัวหยางจึงหลุดจากภวังค์ความคิด
ในช่วงเกือบสามปีมานี้ กัวหยางได้ทิ้งตำนานนับไม่ถ้วนไว้ในบริษัทเวยกวง
เริ่มตั้งแต่ฟิวเจอร์สถั่วเหลืองเมื่อปีที่แล้ว ที่เขานำเวยกวงและหลานซิงอินเวสต์เมนต์เฉือนเนื้อชิ้นโตจากกองทุนระดับโลก แถมยังซุ่มโจมตีแผนการสมรู้ร่วมคิดทางการเงินของพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่ทั้งสี่ที่เล็งเล่นงานอุตสาหกรรมแปรรูปถั่วเหลืองในประเทศ
จนถึงตอนนี้ บทความเกี่ยวกับสงครามเสบียงที่กัวหยางเขียนด้วยตัวเอง ก็ยังคงถูกส่งต่ออย่างแพร่หลายในบริษัท
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้จักเขากลับกลายเป็นรายงานข่าวของ CCTV เกี่ยวกับบริษัทมู่เหอต่างหาก
นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัทเวยกวงได้เห็นภาพธุรกิจระดับปฏิบัติการของกรุ๊ปอย่างแท้จริง
เปลี่ยนดินแดนแห้งแล้งให้สวมชุดสีเขียวขจี!
สร้างเกราะกำบังสีเขียวบนผืนดินอันแร้นแค้น!
ภาพวิดีโอมุมสูงเผยให้เห็นทุ่งหญ้ายาวเหยียด ที่ปลายทางคือเทือกเขาหิมะภูเขาฉีเหลียนอันสูงตระหง่าน เส้นสายที่ถูกวาดขึ้นท่ามกลางฟ้าดินที่กว้างใหญ่ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
ทรายเหลืองนับหมื่นลี้ ทะเลทรายโกบีที่พาดผ่านทุ่งหญ้าตะวันตกเฉียงเหนือ ความงดงามที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งดึงดูดความฝันของคนหนุ่มสาว
มีคนหนุ่มมองกัวหยางแล้วตะโกนอย่างตื่นเต้น "ประธานกัวครับ ผมอยากไปตะวันตกเฉียงเหนือ!"
"ไปทำงานที่ตะวันตกเฉียงเหนือเหรอ?" กัวหยางถามกลับ
ชายหนุ่มถึงกับชะงัก
"ฮ่าๆๆ..." เสียงหัวเราะครืนดังลั่นออฟฟิศ
"ไปเที่ยวตะวันตกเฉียงเหนือต่างหากครับ"
กัวหยางนึกขึ้นได้ว่าโปสเตอร์บนกำแพงก็คือรูปถ่ายทุ่งหญ้ามู่เหอนั่นเอง เขาหัวเราะ "เคยใฝ่ฝันจะถือดาบตะลุยไปทั่วหล้าล่ะสิ?"
เพลง '曾經的你' ของสวี่เวย เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว น้ำเสียงที่ถ่ายทอดบทเพลงได้ส่งอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวจำนวนมาก พออินจัดก็อยากลาออก พอลาออกปุ๊บก็อยากไปเที่ยว
แต่ปีนี้เตาหลางดังกว่า เพลงสไตล์ 'สายลมตะวันตกเฉียงเหนือ' ของเขาก็ดังระเบิดระเบ้อไปทั่วบ้านทั่วเมือง
บรรยากาศในออฟฟิศยิ่งสนุกสนานครื้นเครง พวกเขาค้นพบว่าบอสก็เป็นคนมีอารมณ์ขันเหมือนกัน
บางคนถึงกับร้องเพลงต่อ
"อยากไปดูความศิวิไลซ์ของโลกใบนี้ จิตใจในวัยหนุ่มสาวมักจะมีความคึกคะนอง..."
หลังจากเฮฮากันพักหนึ่ง กัวหยางก็หันไปพูดกับคนในออฟฟิศว่า "ภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ต้องการบุคลากรด้านการเงินเหมือนกัน วันหลังพวกคุณค่อยหาโอกาสไปเที่ยวตอนไปคุยงานก็ได้ ไม่เห็นต้องลาออกเลย"
บรรยากาศในออฟฟิศอบอวลไปด้วยความสุข
กัวหยางและหยางเฉิงเดินเข้าไปในห้องทำงานผู้จัดการทั่วไป ห้องกว้างขวาง สว่างไสว ดูมีระดับทีเดียว
แต่บนผนังดันติดภาพวาดทิวทัศน์ที่สื่อความหมายถึงโชคลาภวาสนา เป็นภาพพระอาทิตย์ขึ้น เมฆมงคลลงมาเยือน ภูเขาสลับซับซ้อน ภูเขาทั้งลูกถูกย้อมด้วยสีแดง
"ใช้ได้เลยนี่ ห้องทำงานนายดูดีกว่าของฉันที่จิ่วเฉวียนอีกนะ"
หยางเฉิงบอกว่า "เมื่อเดือนกว่าก่อน บอสได้ออกทีวีช่อง CCTV ทั้งบริษัทก็คึกคักเหมือนจัดงานปีใหม่ ยิ่งพอคลิปวิดีโอปรับปรุงดินเค็มถูกปล่อยออกมา ความภาคภูมิใจของพนักงานก็พุ่งปรี๊ดเลยครับ"
กัวหยางหัวเราะ "บรรยากาศเวยกวงดีมากนะ พยายามจัดกิจกรรมให้พนักงานได้สัมผัสกับส่วนงานเกษตรกรรมให้บ่อยขึ้นหน่อย"
หลังจากคุยสัพเพเหระสองสามประโยค กัวหยางก็เริ่มถามถึงความคืบหน้าของเวยกวง
สีหน้าหยางเฉิงดูเสียดายเล็กน้อย "การติดต่อกับอาลีบาบาล้มเหลวครับ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว อาลีบาบาเพิ่งได้เงินระดมทุนนอกตลาดจากซอฟต์แบงก์กับฟิเดลิตี้อินเวสต์เมนต์มา 82 ล้านดอลลาร์ ตอนนั้นเงินทุนของเวยกวงยังจมอยู่ในตลาดฟิวเจอร์สอยู่เลย"
"ปีนี้อาลีบาบามีแผนจะซื้อกิจการยาฮูไชน่า ตอนแรกนึกว่าพวกเขาต้องการเงินทุน แต่ได้ยินมาว่ายาฮูกลับจะลงทุนในอาลีบาบาตั้ง 1 พันล้านดอลลาร์"
กัวหยางเงียบไป ระยะเวลาการระดมทุนสองครั้งของอาลีบาบานั้นสั้นมาก ในสถานการณ์ที่มีกระแสเงินสดหมุนเวียนเหลือเฟือ ย่อมสามารถเลือกพาร์ทเนอร์ลงทุนได้อย่างสบายใจ
แถมเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เจียเหอก็ควักออกมาไม่ไหวหรอก
พลาดแล้วก็คือพลาดไป
"แล้วเทนเซนต์ล่ะ?" กัวหยางถาม
"ตอนนี้ราคาพุ่งไปที่ 7 หยวนแล้วครับ เกือบจะทำกำไรได้เท่าตัวแล้ว จะให้เทขายทำกำไรเลยไหมครับ?" หยางเฉิงถูมือไปมา สีหน้าตื่นเต้นนิดๆ
ขายกับผีสิ!
เพิ่งจะ 7 หยวนเอง ถึงจะจำตัวเลขเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่กัวหยางก็พอรู้คร่าวๆ ว่าจุดสูงสุดของหุ้นเทนเซนต์เคยไปแตะถึงหกเจ็ดร้อยหยวนนู่น
ขืนขายตอนนี้ ก็ขาดทุนย่อยยับสิฟะ!
"ตอนนี้เราถือหุ้นอยู่เท่าไหร่แล้ว?"
เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2004 เทนเซนต์ได้ทำ IPO เปิดเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรกในฮ่องกง ราคาเสนอขายอยู่ที่ 2.77 - 3.7 หยวน
ตอนนั้น หลานซิงอินเวสต์เมนต์ บริษัทในฮ่องกงของเครือเจียเหอ ถอยทัพจากตลาดฟิวเจอร์สถั่วเหลืองระดับโลกพร้อมๆ กับช้อนซื้อหุ้นเทนเซนต์เข้ามา
"ปัจจุบันถืออยู่ 80 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยประมาณ 4.5 หยวน คิดเป็น 4% ของทุนเรือนหุ้นครับ"
"กว้านซื้อต่อไป"
หลังจากนั้น กัวหยางก็สอบถามถึงการลงทุนในโปรเจกต์อื่นๆ ต่อ
ปีที่แล้วทำกำไรจากฟิวเจอร์สถั่วเหลืองมาได้ 2.74 พันล้านหยวน แต่บริษัทมู่เหอ, เทียนเหอ, ซาไห่หนงมู่, เฟิงข่าย, และฉวนหวางไบโอ ตอนนั้นล้วนเป็นเครื่องสูบเงินระดับพระกาฬทั้งสิ้น
รวมถึงโปรเจกต์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่างการจัดการดินเค็มที่อู่หยวน และโครงการฟื้นฟูทุ่งหญ้า 600,000 หมู่ที่อูลาเท่อ ก็ต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปมหาศาล
โดยเฉพาะซาไห่หนงมู่นี่ตัวดีเลย มีแต่รายจ่ายไม่มีรายรับ พื้นที่ทะเลทรายที่ครอบครองอยู่ก็ขยายอาณาเขตไม่หยุด กัวหยางปล่อยปละละเลยมันมาสองปีแล้ว
ปล่อยให้ลู่ฮั่นปินไปลุยเอาเอง
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือพี่ชายกับพี่สะใภ้เร่งรัดให้แต่งงานจนน่ารำคาญ สุขภาพของสองสามีภรรยาก็แข็งแรงดี พี่น้องคนอื่นๆ ก็ลงหลักปักฐานกันหมดแล้ว กัวหยางก็เลยขี้เกียจกลับไป
คำนวณเบ็ดเสร็จแล้ว เงินทุนของบริษัทเวยกวงที่ใช้สำหรับการลงทุนมีประมาณ 1.5 พันล้านหยวน
โดยจะเน้นไปที่หุ้นเทนเซนต์ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และบริษัทเทคโนโลยีในตลาด Nasdaq อย่างแอปเปิล ไมโครซอฟท์ และกูเกิลเป็นหลัก
ส่วนในประเทศ เพื่อสร้างรากฐานร่วมกับภาคการเกษตรในอนาคต จึงได้นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ระดับพรีเมียมตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างเมืองหลวง เซี่ยงไฮ้ หยางเฉิง เผิงเฉิง
หลังจากอ่านเอกสารไปได้ค่อนเช้า เมื่อนึกถึงนัดประชุมกับบริษัทจิ่วซานและเวยเวยกรุ๊ปในช่วงบ่าย กัวหยางก็หันไปถามหยางเฉิง
"จากที่คุณรู้ เจียเหอมีโอกาสที่จะตกลงความร่วมมือในอุตสาหกรรมนมกับเวยเวยได้ไหม?"
หยางเฉิงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะตอบว่า "ยากครับ เผลอๆ จะยากกว่าการรับช่วงต่อปศุสัตว์เต๋อหลงด้วยซ้ำ"
กัวหยางมองเขาด้วยความประหลาดใจ "เต๋อหลงเหรอ?"
ถ้าพูดถึงเหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดทุนในประเทศช่วงสองปีมานี้ ก็คงหนีไม่พ้นการล่มสลายของกลุ่มเต๋อหลง
มรดกที่กลุ่มเต๋อหลงทิ้งเอาไว้ มีทรัพย์สินชั้นยอดอยู่ไม่น้อยเลย ยกตัวอย่างเช่น เซียงหั่วจวี้, เอสทีถุนเหอ, เหมืองแร่โพแทชหลัวปู้พัว เป็นต้น
แต่ปศุสัตว์เต๋อหลงเนี่ยสิ มันคือความพินาศย่อยยับล้วนๆ
คำประเมินของหยางเฉิงเรื่องความร่วมมือกับนมถั่วเหลืองเวยเวย ทำเอากัวหยางไปไม่เป็น ไม่รู้จะตอบกลับยังไงเลยทีเดียว