- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 155 : ใครยุ่งกับยีนของพวกมัน | บทที่ 156 : วิธีบรรลุการก้าวกระโดดเชิงคุณภาพ
บทที่ 155 : ใครยุ่งกับยีนของพวกมัน | บทที่ 156 : วิธีบรรลุการก้าวกระโดดเชิงคุณภาพ
บทที่ 155 : ใครยุ่งกับยีนของพวกมัน | บทที่ 156 : วิธีบรรลุการก้าวกระโดดเชิงคุณภาพ
บทที่ 155 : ใครยุ่งกับยีนของพวกมัน
เมืองหลวง, จงกวนชุน
'หนังสือพิมพ์วิทยาศาสตร์ประเทศจีน' ก่อตั้งขึ้นในปี 1959 โดยผู้อาวุโสกัว เป็นสื่อชั้นนำในวงการวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ
หลายหมิ่นจวินเพิ่งเดินเข้าออฟฟิศ ก็ต้องปะทะกับสายตาแทบจะพ่นไฟของบรรณาธิการใหญ่หรงข่าย
หรงข่ายปาหนังสือพิมพ์ใส่หน้าหลายหมิ่นจวิน "ใครสั่งให้คุณส่งบทความไปให้สำนักข่าว XH?"
หลายหมิ่นจวินรับหนังสือพิมพ์ไว้อย่างระมัดระวัง เหลือบมองแวบหนึ่ง ต้นฉบับที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนถูกตีพิมพ์ลงไปบนนั้นจริงๆ
"ในสำนักพิมพ์ไม่ยอมตีพิมพ์ ฉันก็เลยส่งไปที่อื่น"
หรงข่ายถลึงตาใส่อย่างดุเดือด "คุณมีหลักฐานไหม? คุณเอาอะไรมาบอกว่าเทียนอวี้หมายเลข 1 เป็นสายพันธุ์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม?"
หลายหมิ่นจวินมองไปที่หนังสือพิมพ์
"แค่การสืบสวนพวกนั้นของคุณน่ะเหรอ?"
หรงข่ายโกรธจัด
"จนถึงปัจจุบัน กระทรวงเกษตรยังไม่เคยอนุมัติให้ปลูกเมล็ดพันธุ์พืชอาหารดัดแปลงพันธุกรรมชนิดใดในประเทศเชิงพาณิชย์ และตอนนี้ในประเทศก็ยังไม่มีการปลูกพืชอาหารดัดแปลงพันธุกรรมด้วย!"
"แต่มันมีแนวโน้มแบบนี้เกิดขึ้น เราจะทำเป็นมองไม่เห็นงั้นเหรอ?"
หรงข่ายส่ายหน้า มุมปากมีรอยยิ้มขื่นกว้าง "ผมหวังว่าเวลาคุณจะทำอะไร ช่วยนึกถึงชื่อสำนักพิมพ์ของเราให้มากๆ วิทยาศาสตร์... อะไรคือวิทยาศาสตร์ล่ะ?"
หลายหมิ่นจวินกัดริมฝีปากแน่น พูดว่า "หนูลดน้อยลง แม่หมูแท้งลูก... ยิ่งเข้าใกล้ความจริงก็ยิ่งทำให้คนไม่สบายใจ!"
"คุณเอาอะไรมาบอกว่านั่นคือความจริง!"
หรงข่ายโบกมือ "ผมจะยื่นเรื่องขอเบื้องบน ย้ายคุณไปที่อื่น"
หลายหมิ่นจวินเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่หรงข่ายก็เดินจากไปแล้ว
หลายหมิ่นจวินทรุดตัวนั่งลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในสำนักพิมพ์ก็ทำได้เพียงมองเธออย่างเงียบๆ
บทความนี้เธอเป็นคนเขียนจริงๆ แต่กรณีศึกษาบางส่วนบนนั้นมีคนอื่นส่งมาให้เธอ เธอก็รู้เหมือนกันว่าเจียเหอกำลังวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ทางชีวภาพ
ความเกลียดชังต่อสิ่งดัดแปลงพันธุกรรม บวกกับเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ทำให้เธอเผยแพร่บทความชิ้นนี้ออกไป
หรงข่ายกลับมาที่ออฟฟิศ ไม่ว่าเทียนอวี้หมายเลข 1 จะดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ เขาก็คาดเดาได้เลยว่าภายในประเทศกำลังจะเกิดพายุทางความคิดเห็นของมวลชนลูกใหญ่อีกครั้ง
เขานึกถึงคำพูดของผู้อาวุโสท่านหนึ่งในสถาบันวิทยาศาสตร์
"ความล้าหลังและความตามไม่ทัน ในตัวมันเองก็แฝงความเสี่ยงและวิกฤตที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว หากตอนนี้เราหยุดเดินหน้า ประเทศจีนจะสูญเสียโอกาสในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำทางเทคโนโลยีไป"
……
จิ่วเฉวียน, บริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ
กัวหยางเพิ่งถึงออฟฟิศ ฉวีหยางก็ถือหนังสือพิมพ์เดินเข้ามา
"บอส ตอนนี้กระแสสังคมมีแนวโน้มขยายตัวแล้ว มีบทความแพร่กระจายบนอินเทอร์เน็ตแล้วครับ"
กัวหยางรับหนังสือพิมพ์มาอ่านอย่างละเอียด
"ใครยุ่งกับยีนของพวกมัน?"
รายงานข่าวชิ้นนี้ยาวมาก มีทั้งภาพและข้อความประกอบ กินพื้นที่หน้ากระดาษไปเต็มๆ หนึ่งหน้า
รายงานระบุว่าเทียนอวี้หมายเลข 1 เป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปรากฏการณ์ผิดปกติของสัตว์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่เมื่อเร็วๆ นี้
หนูตัวใหญ่สูญพันธุ์
แม่หมู แกะ และสัตว์อื่นๆ ตกลูกน้อยลง อาการแท้งลูก ทารกตายในครรภ์มีเพิ่มมากขึ้น
หมูและหมาก็มักจะมีอาการน้ำคั่งในช่องท้องจากตับและไต
และสัตว์ที่มีความผิดปกติเหล่านี้ทั้งหมด ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือเกือบทั้งหมดเคยรับประทานข้าวโพดชนิดเดียวกัน... เทียนอวี้หมายเลข 1
กรณีศึกษาดูสมจริงและมีรายละเอียดมาก
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในมณฑลหลู่ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูซึ่งเมื่อก่อนแม่หมูออกลูกครอกหนึ่งได้มากสุดถึง 16 ตัว ไม่เคยต่ำกว่า 10 ตัวเลย แต่ลูกหมูที่เกิดมาในช่วงหนึ่งถึงสองปีนี้ กลับไม่เคยถึง 10 ตัวเลย บางครั้งมีแค่หกหรือเจ็ดตัว
ยังมีพ่อค้าหมาที่บอกว่าเดี๋ยวนี้พอผ่าท้องหมาออกมามักจะมีน้ำอยู่ข้างในเยอะมาก
และในหมู่บ้านที่มีประชากรกว่า 300 ครัวเรือน หนูตัวใหญ่แทบจะสูญพันธุ์ไปหมด เหลือเพียงหนูตัวเล็กๆ ที่ดูเหมือนยังแยกแยะทิศทางไม่เป็น
ความผิดปกติต่างๆ นานาของสัตว์ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจ
ศัตรูตามธรรมชาติเพิ่มขึ้น, ข้าวโพดขึ้นรา, มลพิษทางระบบนิเวศ... เมื่อความเป็นไปได้ต่างๆ ถูกปฏิเสธไปทีละข้อ
เบาะแสเดียวที่สามารถเชื่อมโยงกับความผิดปกติของสัตว์ทั้งหมดได้ ก็เหลือเพียงอาหารที่สัตว์พวกนี้เคยกินเข้าไป——เทียนอวี้หมายเลข 1
จากนั้นก็เป็นบทวิเคราะห์ที่มุ่งเป้าไปที่สิ่งดัดแปลงพันธุกรรม มีการอ้างอิงตำราและข้อมูลต่างๆ ยกเอารายงานข่าวจากต่างประเทศมาใส่ด้วย
ถึงขั้นมีผู้เชี่ยวชาญออกมาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง "แม้ชั่วคราวจะยังไม่สามารถฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเทียนอวี้หมายเลข 1 เป็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม แต่เมื่อดูจากเค้าลางต่างๆ แล้ว ก็ยากที่จะไม่ทำให้คนสงสัย"
และนอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว รายงานยังกล่าวถึงความเร็วในการขยายตัวของเทียนอวี้หมายเลข 1 ด้วย
"การขยายตัวที่ยากจะต้านทาน!"
พนักงานขายเมล็ดพันธุ์เทียนอวี้หมายเลข 1 ราวกับผุดขึ้นมาจากดินในชั่วข้ามคืน พวกเขาเดินสายไปตามหมู่บ้านต่างๆ แวะเวียนไปเสนอขายถึงบ้านของเกษตรกรแบบกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
พนักงานขายเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในหมู่บ้านนั่นเอง
ผลผลิตต่อหมู่ของเทียนอวี้หมายเลข 1 สามารถสูงถึง 2,000 ชั่ง ในขณะที่ไร่ข้าวโพดธรรมดาได้เพียง 1,000-1,200 ชั่ง ซึ่งห่างชั้นกันมาก
เมื่อมีคนกล้าลองดีเป็นคนแรก เกษตรกรคนอื่นๆ ต่างก็รอดูท่าที และเมื่อตำนานเรื่องผลผลิตข้าวโพดที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นความจริง การรอดูท่าทีก็เปลี่ยนเป็นการลงมือทำทันที
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในมณฑลหลู่ ช่วงเกาเฟิง (ช่วงที่คนซื้อเยอะที่สุด) เคยมีภาพเกษตรกรหลายสิบครัวเรือนมาต่อคิวรอซื้อเมล็ดพันธุ์
ภายใต้ความเย้ายวนของผลตอบแทนอันมหาศาล เมื่อการเป็นพนักงานขายเมล็ดพันธุ์กลายเป็นช่องทางรวยทางใหม่ของเกษตรกร พวกเขาก็เดินสายไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทุ่มเทเสนอขายอย่างสุดกำลัง จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ลูกหิมะกลิ้งทวีคูณในชนบท
ชาวบ้านยังมักจะจับกลุ่มคุยกันถึงตำนานการรวยข้ามคืน "ตัวแทนขายเมล็ดพันธุ์คนนั้นคนนี้ในตำบล ทำเงินได้ตั้งล้านกว่าในเวลาแค่ปีเดียว"
อ่านมาถึงตรงนี้ กัวหยางก็ยิ้มออกมา "งานการตลาดของเทียนเหอทำได้แน่นปึ้กดีจริงๆ!"
แต่ฉวีหยางกลับยิ้มไม่ออก
กัวหยางอ่านต่ออีกครู่หนึ่งจนจบรายงาน เนื้อหาหลังจากนั้นเน้นพูดถึงความเสี่ยงที่มาจากการขยายตัวของเทียนอวี้หมายเลข 1
"เขียนบทความได้ไม่เลว แต่กรณีศึกษาพวกนั้นน่าจะเมกขึ้นมาเอง คงเป็นคู่แข่งที่เริ่มออกอาวุธแล้ว แค่ไม่รู้ว่าเป็นบริษัทไหน"
ฉวีหยางพูดว่า "ตอนนี้เว็บท่าอย่างโซวหู (Sohu) และซินล่าง (Sina) ทยอยแชร์รายงานข่าวที่เกี่ยวข้องแล้วครับ แถมพาดหัวข่าวก็เวอร์วังมากด้วย"
กัวหยางนั่งลงหน้าโต๊ะทำงาน เปิดหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ
"หนูสูญพันธุ์ แม่หมูแท้งลูก อาจเกี่ยวข้องกับข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมเทียนอวี้หมายเลข 1"
"ข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมเทียนอวี้หมายเลข 1 เป็นต้นเหตุของความผิดปกติในสัตว์ ระวังมลพิษทางระบบนิเวศ"
คนที่ตั้งพาดหัวข่าวนี้ช่างเป็นอัจฉริยะในทางที่ผิดจริงๆ กัวหยางอ่านแล้วรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
ชาวเน็ตยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความหวาดกลัวต่อสิ่งดัดแปลงพันธุกรรมถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ ต่างพากันรุมประณามบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ
"แม่เจ้าโว้ย เทียนอวี้หมายเลข 1 น่ากลัวเกินไปแล้ว"
"จะว่าไป เดี๋ยวนี้ข้าวโพดอร่อยขึ้นเรื่อยๆ หวานขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ นะ"
"กรณีศึกษาจากชนบทน่าเชื่อถือกว่าเยอะ การสังเกตของเกษตรกรมักจะเหนือกว่าการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ เบาะแสหลายอย่างเกษตรกรเป็นคนให้ข้อมูลได้ดีกว่า ในขณะที่พวกนักวิชาการมักจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องแล็บ"
"ฉันเชื่อว่าชนชาติของเรามีเทพพิทักษ์คุ้มครอง พวกที่วิจัยและส่งเสริมอาหารดัดแปลงพันธุกรรมในประเทศจะต้องตายไม่ดีแน่!"
ยิ่งอ่านก็ยิ่งโมโห ถึงขั้นที่กัวหยางยังโดนหางเลขไปด้วย
"ประธานกัว คุณจะให้คนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเรากินปลาแซลมอนดัดแปลงพันธุกรรมงั้นเหรอ?"
"อาจจะเป็นกุ้งขาวอเมริกาใต้ก็ได้! แบบดัดแปลงพันธุกรรมด้วย!"
กัวหยางสูดหายใจลึกๆ สองสามครั้ง สงบสติอารมณ์และครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับฉวีหยาง
"ฉวีหยาง นายไปติดต่อเว็บท่าพวกนั้น แล้วออกแถลงการณ์หน่อย ฉันจะไปติดต่อกระทรวงเกษตร เรื่องนี้อยู่ในความดูแลของพวกเขา"
หลังจากฉวีหยางออกไป กัวหยางก็ยังรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ดี
เทียนอวี้หมายเลข 1 ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมแท้ๆ แต่กลับโดนลากเข้าไปในวังวนของกระแสสังคมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง กัวหยางก็เกิดความคิดร้ายๆ ขึ้นมา เขาจึงมอบหมายงานให้เซี่ยสือเจี๋ยที่กำลังนั่งไถเว็บอยู่ข้างๆ ด้วย
"สือเจี๋ย จ้างคนเขียนบทความเนียนๆ สักสองสามบทความหน่อย เบี่ยงประเด็นไปที่เรื่องความปลอดภัยของอาหารดัดแปลงพันธุกรรม แล้วลากบริษัทมอนซานโตกับดูปองท์เข้ามาเอี่ยวด้วย"
"ทำให้มันเนียนๆ หน่อยล่ะ"
"หา?" เซี่ยสือเจี๋ยเบิกตากว้าง ดูเหมือนใสซื่อไร้เดียงสา
"เฮอะ เลิกทำเป็นตาใสซื่อแถวนี้ได้แล้ว คิดว่าฉันไม่รู้นิสัยนายหรือไง?" กัวหยางพูด
"ฮี่ๆ ผมหมายความว่า บอสจะเขียนเองสักบทความไหมล่ะครับ คราวที่แล้วบทความเรื่องสงครามอาหารนั่น บอสเขียนได้ดีสุดๆ ไปเลยนะ"
กัวหยางเลิกคิ้ว "ก็ดูเหมือนจะไม่ได้แย่อะไรนะ? งั้นนายไปเขียนต้นฉบับร่างมาก่อน เดี๋ยวฉันเป็นคนเกลาให้เอง"
เซี่ยสือเจี๋ยคอตกอย่างเห็นได้ชัด แอบถอนหายใจในใจ บอสใช้งานคนเก่งจริงๆ
ในขณะที่เซี่ยสือเจี๋ยกำลังง่วนอยู่กับการค้นข้อมูลไปและก้มหน้าก้มตาเขียนไป แถลงการณ์ของเทียนเหอก็ถูกเผยแพร่ออกมา
เป็นการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาว่าเทียนอวี้หมายเลข 1 ไม่ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรม
"ต้นกำเนิดสายพันธุ์ทั้งพ่อและแม่ของเทียนอวี้หมายเลข 1 เป็นสิทธิบัตรที่เรากว้านซื้อมาเป็นของตัวเอง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการดัดแปลงพันธุกรรมทั้งสิ้น"
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรก็ออกมาระบุเช่นกันว่า ได้จัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบเทียนอวี้หมายเลข 1 ในตลาดแล้ว และไม่พบส่วนประกอบของการดัดแปลงพันธุกรรมแต่อย่างใด
กระแสสังคมบรรเทาลงเล็กน้อย แต่ทฤษฎีสมคบคิดก็ยังคงแพร่สะพัดอย่างหนัก
ในตอนนั้นเอง นักเขียนรับจ้างที่เทียนเหอหามาก็เริ่มลงมือปฏิบัติการ สงครามน้ำลายในแวดวงสื่อเกี่ยวกับสิ่งดัดแปลงพันธุกรรมยกระดับขึ้นอีกครั้ง
เพียงแต่จุดโฟกัสไม่ได้อยู่ที่เทียนอวี้หมายเลข 1 อีกต่อไป
แต่ย้ายไปที่ประเด็นความปลอดภัยของอาหารดัดแปลงพันธุกรรมแทน หัวข้อที่เกี่ยวข้องถูกสื่อจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง
มีสื่อลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านตามท้องถนน ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศล้วนต่อต้านอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
"น้ำมันเรพซีดที่บ้านฉันกิน ก็ฝากญาติที่ต่างจังหวัดซื้อจากในชนบททั้งนั้นแหละ"
"คุณคิดว่าไก่บ้านกับไก่เนื้อโตไว อันไหนอร่อยกว่ากันล่ะ?"
"ฉันคิดว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมมีอันตรายอย่างแน่นอน"
ถึงขนาดมีนักวิจารณ์วรรณกรรมออกมาแสดงความเห็น "พืชดัดแปลงพันธุกรรมไม่ใช่ว่าไม่มีใครค้นพบมาตลอด แต่ที่ผ่านมามันถูกปกปิดและถูกปิดปากต่างหาก"
"หลักฐานทั้งหมดเกี่ยวกับความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ของพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่สาธารณชนเห็นในวันนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่กลุ่มผลประโยชน์ปลอมแปลงขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชนทั้งสิ้น
ซึ่งตัวการใหญ่ก็คือบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมที่มีบริษัทมอนซานโตของอเมริกาและดูปองท์เป็นหัวหอก
และแน่นอนว่า หน่วยงานอนุมัติที่เกี่ยวข้องของประเทศต่างๆ ที่ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก็ต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน"
ในชั่วพริบตาเดียว กลุ่มคนของเทียนเหอก็กลายเป็นชาวเน็ตผู้รอเผือกไปโดยปริยาย
นั่งดูสงครามสาดโคลนของฝ่ายต่างๆ อย่างอารมณ์ดี
ตอนนี้เอง ต้นฉบับของเซี่ยสือเจี๋ยก็เขียนเสร็จแล้ว กัวหยางอ่านอยู่ครู่หนึ่ง
"สำนวนการเขียนใช้ได้ แต่ยังปลุกปั่นอารมณ์ของมวลชนไม่พอ"
"เอาปากกามา!" กัวหยางตะโกนบอก
เซี่ยสือเจี๋ยจ้องมองกัวหยางที่จู่ๆ ก็ทำตัวเหมือนคนบ้า รู้สึกสับสนเล็กน้อย หรือว่าทำแบบนี้แล้วจะมีแรงบันดาลใจในการเขียนมากกว่า?
กัวหยางรับปากกามา เขาเตรียมตัวมาดีอยู่แล้ว จึงตวัดปากกาแก้ไขต้นฉบับอย่างรวดเร็ว
ถ้าอยากดึงความสนใจของประชาชนให้หันเหไปทางอื่น บริษัทมอนซานโตซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการดัดแปลงพันธุกรรมนี่แหละคือเป้าหมายที่ดีที่สุด
เซี่ยสือเจี๋ยก็เขียนถึงบริษัทมอนซานโตแล้ว แต่กัวหยางรู้สึกว่าพายุมันยังรุนแรงไม่พอ
เทียนโต้วหมายเลข 1 ก็จะขยายพันธุ์เสร็จในปีนี้เช่นกัน และปลายปีก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการโปรโมตแล้ว
งั้นก็เอาบริษัทมอนซานโตมาเป็นหนูทดลองมีดซะก่อนเลย!
ใช้เวลาไปครึ่งค่อนวัน กัวหยางแทบจะขุดเอาข้อมูลความรู้ที่สะสมไว้ในหัวจากชาติที่แล้วออกมาจนหมดไส้หมดพุง กว่าจะแก้ไขต้นฉบับเสร็จและส่งคืนให้เซี่ยสือเจี๋ย
"ไปหาช่องทางตีพิมพ์ซะ"
เซี่ยสือเจี๋ยรับต้นฉบับมาอ่าน พร้อมกับมองกัวหยางด้วยสายตาประหลาดใจเป็นระยะๆ
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามเวียดนาม 'ฝนเหลือง' ซึ่งเป็นอาวุธชีวภาพที่บริษัทมอนซานโตคิดค้นขึ้น เด็กทารกที่เกิดมาพิการอย่างน่าสยดสยอง
มลพิษทางระบบนิเวศที่ทำให้ชาวอเมริกากว่า 20,000 คนรวมตัวกันฟ้องร้อง
โศกนาฏกรรมถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมในอาร์เจนตินา...
เนื้อหาที่ถูกแก้ไขล้วนพุ่งเป้าไปที่บริษัทมอนซานโตทั้งสิ้น แถมยังเป็นกรณีศึกษาที่สามารถปลุกปั่นอารมณ์คนได้เป็นอย่างดี
"เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องจริงเหรอครับ?" เซี่ยสือเจี๋ยถาม
กัวหยางยิ้ม "บางเรื่องก็จริง บางเรื่องก็อาจจะเป็นข่าวลือที่ฉันได้ยินมา แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก"
เซี่ยสือเจี๋ยถือต้นฉบับไว้ในมือ พลางคิดในใจ
"บอสนี่ร้ายลึกจริงๆ"
ขอโหวตตั๋วแนะนำหน่อยนะ!!
บทที่ 156 : วิธีบรรลุการก้าวกระโดดเชิงคุณภาพ
ช่วงกลางเดือนมิถุนายน อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่นี่ก็เป็นฤดูกาลที่ยุ่งวุ่นวายที่สุดสำหรับการเพาะพันธุ์เช่นกัน
ทว่าในประเทศจีนกลับเกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับอาหารดัดแปลงพันธุกรรม
สื่อหลายสำนักต่างทยอยติดตามรายงานข่าว มีทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายต่อต้าน และฝ่ายดูท่าที คึกคักกันเป็นอย่างมาก
อาหารดัดแปลงพันธุกรรมได้แทรกซึมเข้าไปในอาหารสามมื้อของคนในประเทศแล้ว เมื่อผู้คนเห็นมันฝรั่งขนาดยักษ์หรือเนื้อหมูที่มีชั้นไขมันบางเฉียบในตลาด ปฏิกิริยาของพวกเขาไม่ได้มีแค่ความประหลาดใจอีกต่อไป
แต่กลับต้องฉุกคิดว่า นี่ใช่อาหารดัดแปลงพันธุกรรมหรือเปล่า?
ฉันควรจะกินของพวกนี้ไหม?
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับเทียนอวี้หมายเลข 1 จึงลดน้อยลง
กัวหยางยืนมองเมืองนี้จากหน้าต่าง
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา การพัฒนาเมืองในเขตซู่โจวของจิ่วเฉวียนดีขึ้นมาก โครงสร้างรอบนอกเมืองที่ล้อมรอบด้วยโอเอซิสได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
มองไปทางทิศใต้จะเห็นภูเขาหิมะฉีเหลียน ทิศเหนือทอดยาวไปสู่ทะเลทรายอันกว้างใหญ่
เจียเหอกรุ๊ป ในช่วงสองปีที่ผ่านมาก็ได้สร้างคุณูปการให้กับการพัฒนาเมืองเช่นกัน ข่าวสารที่มีมาให้เห็นเป็นระยะทำให้ชื่อของเจียเหอเป็นที่รู้จักของทุกบ้านในเมืองนี้
เซี่ยสือเจี๋ยไปติดต่อเรื่องการตีพิมพ์ข่าวแล้ว กัวหยางจึงเริ่มวิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว
จู่ๆ ก็ถูกคนลอบกัด เทียนเหอแม้จะเบี่ยงเบนความสนใจได้อย่างแนบเนียน แถมในภายหลังอาจจะช่วยส่งเสริมการโปรโมตเทียนอวี้หมายเลข 1 และเทียนโต้วหมายเลข 1 ได้ด้วยซ้ำ
แต่เทียนเหอก็ไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะยอมให้ใครมาบีบเล่นง่ายๆ ยังไงก็ต้องเอาคืนบ้าง
ผ่านเส้นสายของกระทรวงเกษตร กัวหยางรู้แล้วว่าหลายหมิ่นจวินมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ยายแก่คนนั้นตอนมาถึงจิ่วเฉวียนครั้งแรก ก็ถามตรงๆ เลยว่ามู่เหอหมายเลข 1 เป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือเปล่า
ไม่ได้มาดีแน่ๆ
แต่ใครอยู่เบื้องหลังหล่อน ยังคงเป็นปริศนา
บริษัทเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในประเทศมีเยอะมาก การกระจุกตัวของอุตสาหกรรมยังต่ำ
ถ้าจะพูดถึงคู่แข่งรายใหญ่ที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นบริษัทเติงไห่ซีดส์ บริษัทเมล็ดพันธุ์เต๋อหนง และบริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจว
ทั้งสามบริษัทล้วนน่าสงสัย โดยเต๋อหนงมีความน่าสงสัยมากที่สุด เพราะตั้งอยู่ในเมืองหลวง จึงได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง
นอกจากนี้เทียนอวี้หมายเลข 1 ยังเป็นภัยคุกคามต่อเจิ้งตาน 958 มากที่สุดด้วย
กัวหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใครเป็นคนคอยขัดขวางอยู่เบื้องหลังไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ในแง่ของข้าวโพด สิ่งที่บริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอมุ่งเป้าไม่ได้มีแค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่หมายถึงทุกบริษัทต่างหาก
การตอบโต้ของเทียนเหอหลังจากนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดและดำเนินกลยุทธ์ลดราคา หลังจากแผนกผลิตและแผนกการตลาดได้ร่วมกันศึกษาแล้ว
ปีนี้พื้นที่เพาะเมล็ดพันธุ์เทียนอวี้หมายเลข 1 มีถึง 1 แสนหมู่ คาดว่าผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านชั่ง และได้เพาะปลูกเสร็จสิ้นไปตั้งแต่กลางเดือนเมษายนแล้ว
การแข่งขันในปีหน้าจะยิ่งโหดร้ายกว่าเดิม!
กัวหยางคิดว่า ถึงเวลาต้องไปเดินดูแปลงเกษตรให้บ่อยขึ้นหน่อยแล้ว ไม่งั้นตำแหน่งนักเพาะพันธุ์ของเขาคงเป็นแค่ชื่อ
คิดปุ๊บก็ทำปั๊บ ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสองโมงกว่า ยังถือว่าเช้าอยู่ กัวหยางจึงเรียกคนขับรถเหล่าซ่ง
"ไป ลงพื้นที่กัน"
พื้นที่ข้าวโพด 1 แสนหมู่ของเทียนเหอกระจายอยู่ในจิ่วเฉวียนและจางเย่เป็นหลัก การลงพื้นที่ที่กัวหยางพูดถึง ย่อมหมายถึงภายในเขตจิ่วเฉวียน
ซู่โจว จินถ่า อวี้เหมิน
เมื่อลองถามดู ก็ได้ความว่าตอนนี้หยานฉวินอยู่ที่อวี้เหมิน แม้ระยะทางจะไกลกว่า 150 กิโลเมตร แต่กัวหยางคิดว่ายังไม่เคยไป ก็เลยรีบให้เหล่าซ่งออกรถทันที
ออกจากเมืองทางทิศตะวันตก นอกจากช่วงแรกๆ ที่ยังพอเห็นทุ่งนาผืนใหญ่แล้ว สองข้างทางก็มีแต่ที่ราบรกร้างว่างเปล่าที่ไม่มีหญ้าขึ้นสักต้น ทำให้กัวหยางเห็นแล้วอดรู้สึกหวิวๆ ในใจไม่ได้
"เหล่าซ่ง นายว่าถ้าพัฒนาพื้นที่ทะเลทรายโกบีกว่า 20 กิโลเมตรระหว่างเจียอวี้กวนกับจิ่วเฉวียนทั้งหมดได้จะดีขนาดไหนนะ"
เหล่าซ่งเป็นคนซู่โจวโดยกำเนิด ปกติก็เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยมีปากมีเสียง ไม่ค่อยมีตัวตนเท่าไรนัก
"ยากครับ ตอนนี้จิ่วเฉวียนกำลังขยายไปทางตะวันออกกับทางใต้ ทะเลทรายโกบีกว้างใหญ่ขนาดนี้ทำอะไรไม่ได้หรอก"
"บางทีในอนาคตอาจจะมีโอกาสก็ได้"
กัวหยางมองผ่านหน้าต่างรถออกไปยังพื้นที่ทะเลทรายโกบีที่เต็มไปด้วยหินคมกริบราวกับใบมีด พื้นผิวแข็งกระด้าง นานๆ ทีถึงจะเห็นพืชที่ทนทานงอกขึ้นมาสักต้นสองต้น
นี่คือเรื่องปกติของทางตะวันตกเฉียงเหนือ
เขาจินตนาการว่า อีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ทะเลทรายโกบีอันกว้างใหญ่ระหว่างจิ่วเฉวียนและเจียอวี้กวนก็จะกลายเป็นทุ่งหญ้าผืนใหญ่ได้เช่นกัน
หลังจากรถแล่นไปได้สองชั่วโมง สองข้างทางถึงเริ่มปรากฏร่องรอยของการเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด
เมื่อไปถึงตำบลแห่งหนึ่ง ทันทีที่เปิดประตูรถ ก็รู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่พัดถาโถมเข้ามา
"เหล่าซ่ง นายไม่ต้องตามมาแล้วนะ ไปหาซื้อเหล้ากับกับข้าวมาหน่อย คืนนี้เราจะเลี้ยงมื้อดึกพวกเขากัน"
"ได้ครับ"
กัวหยางสวมหมวกฟางให้เรียบร้อย แล้วก็ไปหาหยานฉวินที่ทุ่งข้าวโพด อากาศแบบนี้ อีกฝ่ายก็น่าจะเพิ่งออกมาจากที่พักเหมือนกัน
ข้าวโพดยังอยู่ในช่วงแตกก้อง มีความสูงประมาณ 1 เมตร สูงถึงระดับเอวของกัวหยาง
พอเดินเข้าไปในไร่ กัวหยางก็ขมวดคิ้ว
"เหล่าหยาน แปลงเพาะพันธุ์ตรงนี้โตไม่ค่อยดีเลยนะ บางจุดก็แหว่งเป็นหย่อมๆ ด้วย"
หยานฉวินสวมเสื้อแขนยาวกันแดด บนใบหน้าดำคล้ำยังมีคราบเหงื่อ
"การจัดการของเกษตรกรผู้เพาะพันธุ์ตามไม่ทันน่ะครับ"
"ฐานเพาะพันธุ์ที่เพิ่งเซ็นสัญญาปีนี้เหรอ?"
หยานฉวินยิ้มเจื่อน "ใช่ครับ สองปีมานี้การเพาะพันธุ์พัฒนาไปไวมาก มีบริษัทแห่กันมาเพาะพันธุ์ที่ระเบียงเหอซีเยอะเกินไป ที่ดินสำหรับการเพาะพันธุ์เลยขาดแคลนมาก"
"โดยเฉพาะฐานเพาะพันธุ์ที่มีสภาพแวดล้อมดีๆ จะเป็นที่ต้องการมาก พันธุ์ต่างๆ ปลูกปะปนกันไปหมด ทำให้จัดการลำบากสุดๆ"
"บางบริษัทเพื่อแย่งชิงฐานเพาะพันธุ์ ก็เอาแต่ปั่นราคาที่ดินให้สูงขึ้น เมื่อก่อนแค่เหมามูลค่าผลผลิต เดี๋ยวนี้บางพื้นที่ยังเรียกร้องให้เหมาปริมาณผลผลิตและเหมาสายพันธุ์ด้วย"
กัวหยางเข้าใจเรื่องการเพาะพันธุ์ข้าวโพดดี แต่ไม่คิดว่ามันจะดุเดือดขนาดนี้
ไม่ว่าจะเป็นปีที่อุดมสมบูรณ์หรือปีที่เกิดภัยพิบัติ บริษัทเพาะพันธุ์ก็ต้องจ่ายเงินให้เกษตรกรตามมูลค่าผลผลิตที่เหมาไว้ ทำให้ความกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่กำไรของเทียนเหอก็สูงนี่นา!
แค่ยื้อเวลาเอาไว้ก็ลากบริษัทอื่นจนพังพินาศได้แล้ว!
กัวหยางปาดเหงื่อ หัวเราะแล้วพูดว่า "ในระยะยาว มันเป็นผลดีกับเทียนเหอนะ!"
หยานฉวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความหมายของกัวหยาง
"แต่จะลำบากเรื่องการจัดการการผลิตนี่แหละครับ"
"เกษตรกรรายย่อยมีแนวคิดการผลิตแบบดั้งเดิมฝังรากลึก ไม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการจัดการ ตอนเพาะปลูกช่วงแรก การคัดแยกพันธุ์ปนเปื้อนและพันธุ์ด้อยก็มีปัญหาเยอะแล้ว
ตอนนี้เรื่องการใส่ปุ๋ยก็ต้องคอยจับตาดูให้ดี เกษตรกรบางคนก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือ จนเกิดความขัดแย้งกันหลายครั้ง"
กัวหยางรู้ดีว่าปุ๋ยคือกุญแจสำคัญที่ชี้ขาดว่าเทียนอวี้หมายเลข 1 จะให้ผลผลิตสูงได้หรือไม่
ปุ๋ยรองพื้น ปุ๋ยช่วงแตกก้อง ปุ๋ยช่วงก่อนออกดอกตัวผู้ ถ้ามีงบพอก็ควรพ่นปุ๋ยทางใบผสมน้ำเสริมเข้าไปด้วย ช่วงสร้างเมล็ดก็ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มอีก
ผ่านการทดลองมาหลายปี เทียนเหอได้กุมเคล็ดลับการให้ผลผลิตสูงของเทียนอวี้หมายเลข 1 ไว้ได้นานแล้ว เพียงแต่เกษตรกรหลายคนมักจะชอบลักไก่ลดต้นทุน
หยานฉวินพูดต่อ "พวกเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานรับมือพวกคนเฒ่าคนแก่หัวหมอในหมู่บ้านไม่ไหวเลย ช่วงก่อนยังมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกกวนประสาทจนร้องไห้เลยครับ"
"เด็กผู้หญิง? เทียนเหอรับช่างเทคนิคหญิงด้วยเหรอ?" กัวหยางถาม
"เป็นเด็กฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาน่ะครับ ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นคิดยังไง การผลิตเมล็ดพันธุ์ต้องอยู่ประจำฐาน โดนแดดเผาจนตัวดำปิ๊ดปี๋ แถมตัวก็ผอมแห้งแรงน้อย"
กัวหยางเงียบไปครู่หนึ่ง พอจะเดาอะไรได้บ้าง "บอกให้พวกหนุ่มๆ ในบริษัทคอยดูแลหน่อยละกัน ถ้าเก็บไว้ได้ก็ให้อยู่ต่อเถอะ"
"แน่นอนครับ ผู้หญิงในฐานเพาะพันธุ์น่ะหายากยิ่งกว่าแพนด้าซะอีก"
กัวหยางค่อนข้างวางใจในตัวหยานฉวิน เขาไต่เต้าจากระดับรากหญ้าของวงการเมล็ดพันธุ์จีนขึ้นมาจนถึงระดับบริหารจัดการ ทั้งเรื่องการจัดการและเทคนิคล้วนเป็นอันดับหนึ่ง
เพียงแต่การเพิ่มพื้นที่จาก 2 หมื่นหมู่เป็น 1 แสนหมู่อย่างกะทันหัน ทำให้มีพนักงานใหม่เข้ามาเยอะ การเกิดปัญหาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หยานฉวินขับรถพากัวหยางตระเวนดูรอบๆ ฐาน ตอนนี้ใกล้จะ 5 โมงเย็นแล้ว เกษตรกรเริ่มทยอยออกมาทำงานกัน
หมวกกับเสื้อแขนยาวแทบจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ดูไปสักพัก แปลงอื่นๆ กลับโตได้ดีกว่าแปลงแรก กัวหยางจึงเข้าใจว่าหยานฉวินจงใจเลือกแปลงที่มีปัญหามากที่สุดมาให้เขาดู
หมอนี่ แผนสูงเหมือนกันแฮะ ผลประกอบการบริษัทดี ความกดดันด้านการผลิตก็สูง เห็นชัดๆ ว่าอยากจะระบายความในใจ
โดยรวมแล้ว การวางแผนฐานเพาะพันธุ์ของเทียนเหอก็ถือว่าสมเหตุสมผลพอสมควร
แปลงที่ดินใหญ่ พื้นที่ราบเรียบ ชลประทานเข้าถึง ถนนหนทางสะดวก ส่วนแปลงที่กระจัดกระจายก็สภาพดีและให้ผลผลิตสูง
แต่บางพื้นที่ก็มีสายพันธุ์อื่นปลูกสลับซับซ้อนกันไปมา ทำให้เขตแนวกันชนไม่ได้มาตรฐาน
"ตรงนั้นเป็นของบริษัทไหน? ไม่มีแนวกันชนเหรอ?"
กัวหยางชี้ไปที่ทุ่งเพาะพันธุ์ที่มีเพียงคลองและถนนกั้นกลาง เห็นได้ชัดว่าอีกฝั่งของถนนไม่ใช่เทียนอวี้หมายเลข 1
"เป็นบริษัทเมล็ดพันธุ์เล็กๆ รับมือยากน่าดู อาจจะมีฮั้วกับพวกผู้ใหญ่บ้านด้วยครับ"
กัวหยางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ทิ้งเมล็ดพันธุ์ในแนวกันชนไปเลย เทียนอวี้หมายเลข 1 เพิ่งจะหลุดพ้นจากกระแสข่าวลือเรื่องตัดแต่งพันธุกรรมมาได้ จะปล่อยให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพอีกไม่ได้"
หยานฉวินพยักหน้า บริษัทที่มีศักยภาพก็มีข้อดีแบบนี้แหละ สามารถจัดการกับปัญหาคุณภาพที่แอบแฝงอยู่ได้ทันท่วงที
แบรนด์ของบริษัทก็สร้างขึ้นมาด้วยวิธีนี้แหละ
พวกเขาเดินๆ หยุดๆ ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงถึงจะดูฐานเพาะพันธุ์เสร็จ
เหงื่อท่วมตัว แต่กัวหยางกลับรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ได้กลับไปรู้สึกเหมือนตอนเป็นเกษตรกรในชาติก่อนอีกครั้ง
ลงพื้นที่นี่ดีจริงๆ!
พนักงานประจำฐานจะปรับเวลาทำงานอย่างยืดหยุ่น ช่วงนี้คือ 6 โมงครึ่งเช้าถึง 11 โมงครึ่ง และบ่าย 4 โมงถึง 1 ทุ่ม
เมื่อกัวหยางมาถึงที่พัก เหล่าซ่งก็จัดการให้คนจัดเตรียมอาหารจานหลักและผลไม้มากมายไว้ในโรงอาหารแล้ว
กัวหยางดูเวลา แล้วหันไปถามคนข้างๆ "นี่ก็ 1 ทุ่มแล้ว ทำไมคนยังไม่กลับมากันอีก?"
"ส่วนใหญ่น่าจะยังอยู่บนถนน ปกติต้องหลังทุ่มครึ่งถึงจะมาถึงครับ"
...
วัยรุ่นสี่คนขึ้นรถกระบะมา ชายหนุ่มรูปร่างอ้วนคนหนึ่งพอนั่งปุ๊บก็ตะโกนขึ้นมาทันที
"เร็ว เปิดแอร์ให้แรงสุดเลย"
"นี่ศิษย์พี่กวน พี่ควรจะลดน้ำหนักบ้างได้แล้วนะ ดูสิร้อนจนเหงื่อแตกพลั่กเลย"
สยงซิงแซว เขาเป็นคนที่ผอมที่สุดในกลุ่มและทนร้อนได้ดีที่สุด เมื่อได้ยินดังนั้นก็แค่เปิดแอร์ไว้ระดับกลาง
สายลมเย็นๆ พัดมา ศิษย์พี่กวนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เด็กผู้หญิงที่นั่งอยู่เบาะหลังพูดว่า "ศิษย์พี่กวน ขอยาเจิ้งชี่สุ่ยสองขวดหน่อยสิคะ"
"เฮอะ ทนไม่ไหวแล้วล่ะสิ?"
"ก็รู้สึกแย่นิดหน่อยค่ะ"
เสี่ยวหลินเป็นผู้หญิงคนเดียวในฐาน ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วน
ศิษย์พี่กวนหยิบยาเจิ้งชี่สุ่ยสองขวดส่งให้คนข้างหลังสองคน
สยงซิงที่เป็นคนขับรถพูดขึ้น "ของฉันล่ะ รีบเอามาให้ฉันขวดนึงด่วนๆ เลย ทำงานกลางแจ้ง ฉันก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลมแดดอยู่แล้วเนี่ย"
"เสี่ยวสยงเอ๊ย นายสบายใจได้ นายไม่เป็นลมแดดหรอก"
"แดดแรงขนาดนี้ ทำไมฉันถึงจะไม่เป็นลมแดดล่ะ?" สยงซิงสงสัย
"นายลืมไปแล้วเหรอ? นายเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ในตัวนายมีแต่ความเย็นชาไงล่ะ!"
"พรืด..."
ทั้งกลุ่มพากันหัวเราะก๊าก เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่กวนยังผูกใจเจ็บที่สยงซิงหาว่าเขาอ้วน
"อย่าพูดไปนะ อาจจะมีเคล็ดนี้จริงๆ ก็ได้"
สยงซิงรับยาเจิ้งชี่สุ่ยมาแล้วพูดต่อ "ที่บ้านฉันฐานะไม่ค่อยดีจริงๆ แหละ ตอนนั้นก็เห็นว่าเทียนเหอมีที่พักมีอาหารให้ สวัสดิการก็ดี ถึงได้มาทำ"
กวนต้าหยวนก็รู้สึกสะท้อนใจไม่แพ้กัน
"ทำงานมาตั้งหลายปี เทียนเหอให้สวัสดิการดีที่สุดจริงๆ เงินอุดหนุนช่วงอากาศร้อน เงินแต๊ะเอียช่วงเทศกาล อะไรก็มีหมด"
เสี่ยวหลินกลืนยาเจิ้งชี่สุ่ยรวดเดียวหมด จากตอนแรกที่ดื่มแล้วแทบอยากจะสงสัยชีวิต ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
"ฉันก็เหมือนกัน ตอนเรียนกู้เงินเพื่อการศึกษาไป ก็เลยอยากรีบหาเงินมาใช้หนี้ไวๆ"
"ติดหนี้อยู่เท่าไหร่ล่ะ?"
"เยอะแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา ฉันทำที่เทียนเหอสักปีก็ใช้หนี้หมดแล้ว" เสี่ยวหลินยิ้มอย่างมองโลกในแง่ดี
ไม่นานนัก ก็ใกล้จะถึงฐาน
สยงซิงตาไว มองไปแต่ไกลก็เห็นว่าในฐานมีรถเพิ่มมาคันหนึ่ง แถมในวงกินข้าวก็มีคนอุ้มเบียร์มาด้วย
"ฮ้า กินเบียร์เหรอ?"
"เชี่ย คืนนี้เลี้ยงมื้อดึกอีกแล้ว?"
"จริงด้วยสิ ผู้บริหารคนไหนลงมาตรวจงานเนี่ย?"
"มองไม่ออกแฮะ รถคันนี้ไม่เคยเห็นเลย"
กวนต้าหยวนบอก "เทียนเหอก็ดีตรงนี้แหละ ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กบอสหรือหัวหน้าแผนกลงมา ก็ต้องมีจัดเลี้ยงมื้อดึกให้ตลอด"
"ได้ยินมาว่าเอาอย่างประธานบริษัท ประธานกัวไปที่ไหนก็ชอบเลี้ยงพนักงานตลอด"
ทั้งสี่คนลงจากรถ เสื้อผ้าและรองเท้าของทุกคนมีฝุ่นเกาะอยู่ไม่มากก็น้อย บนตัวก็มีแต่คราบเหงื่อ
กวนต้าหยวนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว บ่นพึมพำว่า "คนนั้นใช่ประธานกัวหรือเปล่า?"
"เอาจริงดิ เหมือนจะใช่แฮะ"
"ยังหนุ่มอยู่เลย!"
"รู้สึกว่าตัวจริงหล่อกว่าในทีวีอีกนะ!" เสี่ยวหลินบอก
"ปกติมองคนหล่ออย่างพวกเรายังไม่พออีกเหรอ?"
"เอิ่ม... ถุย... โดนแดดเผาจนจะกลายเป็นหมูแดดเดียวอยู่แล้ว ยังจะกล้าพูดอีกนะ?"
"ว่าแต่เสี่ยวหลิน เธอแสบซ่าขนาดนี้ ตอนนั้นโดนกวนประสาทจนร้องไห้ได้ยังไงเนี่ย?"
"วอนโดนอัดซะแล้วนาย!"
กัวหยางมองดูคนหนุ่มสาวกลุ่มนั้นเดินคุยหัวเราะกันกลับมา ก็รู้สึกว่าบรรยากาศในฐานนี้ใช้ได้เลยทีเดียว
เริ่มมีคนทยอยกลับมาเรื่อยๆ พอเดินเข้ามาในโรงอาหาร เห็นอาหารหน้าตาน่ากินเต็มโต๊ะ ทุกคนก็แทบจะอดใจรอไม่ไหว เอามือถูกันไปมา
หลังจากเริ่มกินข้าว ก็มีการดื่มชนแก้วกัน พอเบียร์ตกถึงท้องไปสองสามแก้ว ทุกคนก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น
ในฐานเพาะพันธุ์ที่มีผู้คนเบาบาง น้อยนักที่จะมีบรรยากาศคึกคักแบบนี้
กัวหยางก็ถือโอกาสนี้พูดให้กำลังใจสักสองสามประโยค "ปีนี้ผลประกอบการของเทียนเหอดีมาก ส่วนหนึ่งก็มาจากความพยายามของพวกคุณ สิ้นปีนี้เรื่องขึ้นเงินเดือนกับโบนัสไม่มีพลาดแน่นอน!"
กวนต้าหยวนกับช่างเทคนิคหนุ่มอีกสองสามคนเป็นแกนนำส่งเสียงเฮ
"บอส ใจป้ำสุดๆ!"
กัวหยางมองดูช่างเทคนิคหญิงเพียงคนเดียวในฐานถือขวดเบียร์และแก้วเดินตรงมาหาเขา
"ศิษย์พี่กัว ฉันขอชนแก้วกับคุณหน่อยค่ะ!"
"ได้เลย" กัวหยางลงพื้นที่มาดื่มเหล้ากับพนักงานระดับปฏิบัติการ เขาไม่เคยกระมิดกระเมี้ยน พอดื่มหมดถึงได้ถามว่า "จบจากกานหนงเหมือนกันเหรอ?"
เสี่ยวหลินพยักหน้า แล้วถามต่อว่า "เด็กฝึกงานก็จะได้ขึ้นเงินเดือนกับได้โบนัสปลายปีด้วยใช่ไหมคะ?"
กัวหยางตอบอย่างไม่อ้อมค้อม "ได้สิ ขอแค่เป็นพนักงานของเทียนเหอก็ได้หมดแหละ!"
"เยี่ยม!"
"บอส สุดยอด!"
"บอส คุณหล่อมาก!"
เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีคนเดินมาขอชนแก้วกับกัวหยางไม่ขาดสาย
หยานฉวินเป็นคนสุดท้ายที่เดินมา "บอส คุณลงพื้นที่มาทีเดียว คุ้มค่ากว่าพวกเราลงมาสิบครั้งอีกนะ"
"ตาแก่หยานเอ๊ย ไปหัดประจบสอพลอแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่!" กัวหยางด่าปนหัวเราะ "ไม่สิ นายตั้งใจจะเหน็บฉันนี่นา!"
หยานฉวินยกแก้วขึ้น "ผมพูดความจริงนะ ดูความตื่นเต้นของพวกพนักงานสิ!"
"ฉันว่านายไปสอนเหล่าเซี่ยงได้เลยนะเนี่ย!" กัวหยางพูด
"หา? หมอนั่นผมสอนไม่ไหวหรอก"
ดื่มรวดเดียวหมดแก้ว
ในที่สุดกัวหยางก็ถามข้อสงสัยในใจออกมา "ทำไมเบียร์วันนี้รสชาติแปลกๆ ไม่ค่อยมีความขมนำหวานตามเหมือนเมื่อก่อนเลย"
"โรงงานเบียร์ของรัฐเดิมเขาเปลี่ยนระบบแล้วครับ ไปร่วมทุนกับคาร์ลสเบิร์กตั้งบริษัท ซีปู้ บิวเวอรี่ จำกัด กระบวนการผลิตก็เปลี่ยนไป ใส่ฮอปส์น้อยลงด้วย" หยานฉวินถอนหายใจ
พนักงานรอบๆ ก็พากันผสมโรง "ตอนนี้คนก็ปลูกฮอปส์น้อยลงเรื่อยๆ ด้วย"
"เมื่อก่อนตอนฉันทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน ก็ไปรับจ้างเด็ดดอกฮอปส์นี่แหละ"
"ฉันเห็นดอกฮอปส์แล้วหลอนเลย เมื่อก่อนพอถึงวันหยุดก็ต้องไปเด็ดดอกฮอปส์ทุกวัน"
"ของนายน่ะจิ๊บๆ ฉันเด็ดมาตั้งแต่ปี 85 ยันปี 92 เดือนกันยาเด็ดดอกฮอปส์ เดือนตุลาเก็บหัวบีต"
"ตอนนี้นักเรียนก็ต้องไปเด็ดนะ เป็นฟาร์มของรัฐทั้งนั้นแหละ โรงเรียนลูกฉันกำหนดให้ต้องเก็บ 5 กิโล เขาเก็บจนฟ้ามืดเพิ่งจะได้แค่ 3 กิโลเอง"
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ กัวหยางก็พอจะเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องนี้แล้ว
มิน่าล่ะวันนี้ถึงไม่ค่อยเมา เขาอุตส่าห์นึกว่าคอแข็งขึ้น ที่แท้ก็เป็นเบียร์จืดๆ นี่เอง
ด้วยความเมานิดๆ กัวหยางก็ประกาศก้องด้วยความห้าวหาญ "รอวันไหนเจียเหอไปหาที่ดินสักผืนมาได้ เราจะปลูกฮอปส์กับข้าวบาร์เลย์เอง แล้วหมักเบียร์เองเลย ให้กินกันให้พุงกางไปเลย!"
"ดีเลย!"
"บอส คุณหล่อกว่าเซียะถิงฟงซะอีก!"
"แหวะ... เลี่ยนชะมัด"
"ฮ่าๆๆ..."
"บอส แล้วเมื่อไหร่จะให้พวกเราได้กินอาหารทะเลทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือล่ะ?"
"ไสหัวไปเลย จะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมฮะ!" กวนต้าหยวนแกล้งด่า น้ำเสียงเหมือนกลัวว่ากัวหยางจะไม่ได้ยินอย่างนั้นแหละ
"ฮ่าๆๆ..."
มาถึงขั้นนี้แล้ว กัวหยางก็ไม่สนที่จะแก้คำผิดว่าเป็นสัตว์น้ำแล้ว สัตว์ที่เลี้ยงในดินเค็ม ทำไมจะเรียกว่าอาหารทะเลไม่ได้ล่ะ!
"ปีหน้าต้องได้กินแน่นอน!"
"ปีหน้าแล้วก็ปีหน้า..."
"กลับไปปุ๊บ ฉันจะไปหาฝ่ายลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อตั้งโครงการเลย!"
งานเลี้ยงดำเนินไปเกือบสองชั่วโมงถึงเลิกรา แต่ตอนนี้ฟ้าเพิ่งจะมืด เหล่าซ่งก็ขับรถพากัวหยางมุ่งหน้ากลับไปที่จิ่วเฉวียนทั้งคืน
ภายในฐานที่อวี้เหมิน
เสี่ยวหลินกับเด็กฝึกงานและช่างเทคนิคหนุ่มสาวนั่งกันอยู่ที่ลานหน้าบ้าน มองเห็นทางช้างเผือกทอดยาวเป็นเส้นระยิบระยับด้วยตาเปล่า
บนพื้นยังมีขวดเบียร์กลิ้งเกลื่อนกลาด
เสี่ยวหลินยกขวดขึ้นชูฟ้าด้วยความห้าวหาญ "ขอบคุณเทียนเหอ ชน!"
คนอื่นๆ มองหน้ากันอย่างประหลาดใจ "เสี่ยวหลิน พอแล้ว ขืนกินอีกได้เมาแอ๋แน่!"
"ฉันไม่ได้เมา!"
"ฉันยังมีสติครบถ้วน!"
"ฉันจำได้แม่นเลยว่าปีที่แล้ว รายได้ทั้งปีของบ้านฉันแค่ 300 หยวน แต่พอฝึกงานเสร็จ ฉันจะได้เงินเดือนละ 1,000 หยวนเลยนะ!"
"เดือนเดียวเท่ากับรายได้เมื่อก่อนตั้งสามปีเลยนะ!"
"ฉันจะอยู่ที่เทียนเหอ ช่างแม่งเรื่องเงินกู้สิ!"
เด็กฝึกงานคนอื่นๆ ก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน การทำงานในฐานของเทียนเหอนั้นเหนื่อยกว่าบริษัทเมล็ดพันธุ์ไหนๆ แต่ที่นี่ก็มีสวัสดิการที่บริษัทอื่นให้ไม่ได้
"ขอบคุณเทียนเหอ ชน!"
กวนต้าหยวนก็ร่วมแจมด้วย เดือนละ 1,000 หยวนเชียวนะ อดที่จะแอบดีใจอยู่ในใจไม่ได้
วันรุ่งขึ้น กัวหยางตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียเพื่อหาน้ำดื่ม ท้องฟ้าสว่างสลัวๆ พอดูเวลาก็เพิ่งจะตี 5
หันหลังกลับไปนอนต่อ
แต่ก็นอนไม่หลับอีกเลย ปัญหาที่ลงไปตรวจพบในทุ่งนาเมื่อวานกลับผุดขึ้นมาในหัวทีละเรื่อง
ในอนาคต ฐานเพาะพันธุ์ข้าวโพดและผักของเทียนเหอจะมีแต่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับการแข่งขันแย่งชิงฐานเพาะพันธุ์จากบริษัทอื่น
หลังจากนี้ความขัดแย้งกับท้องถิ่นและกับเกษตรกรก็จะมีแต่เพิ่มมากขึ้น
หากไม่มีที่ดินผืนใหญ่ที่สามารถบริหารจัดการในสเกลใหญ่ได้ ต้นทุนการผลิตก็จะไม่ลดลง และยากที่จะดึงประสิทธิภาพจากขนาดของที่ดินออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ไม่ใช่แค่เทียนเหอ บริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจว บริษัทเมล็ดพันธุ์ฮุยฮวง แห่งจิ่วเฉวียน รวมไปถึงอุตสาหกรรมมะเขือเทศของบริษัทซีอวี้ซันไชน์ ก็ล้วนเผชิญหน้ากับปัญหานี้เช่นกัน
มีเพียงการแก้ปัญหาเรื่องที่ดินให้ได้ บริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอถึงจะก้าวกระโดดเชิงคุณภาพได้อย่างแท้จริง และทิ้งห่างจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในประเทศได้อย่างขาดลอย
หลังจากนั้นก็จะเป็นวัฏจักรปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างไม่หยุดหย่อน!
แต่เทียนเหอจะฝ่าวงล้อมนี้ไปได้อย่างไรล่ะ?
เริ่มจากบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอหรือเปล่า?
กัวหยางครุ่นคิดถึงข้อดีข้อเสีย ก่อนจะเผลอหลับไปอีกครั้งในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่
"ปัง..." จู่ๆ กัวหยางก็สะดุ้งพรวดขึ้นมานั่ง แล้วพึมพำกับตัวเองว่า "เวรเอ๊ย ทำไมถึงฝันเห็นอวี๋หงไห่ล่ะ? มันควรจะเป็นสาวสวยหรืออะไรทำนองนั้นไม่ใช่เหรอ?"
อวี๋หงไห่ บริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่าย?
เครื่องจักรเพาะพันธุ์!
กัวหยางนึกถึงปัญหาอีกข้อหนึ่งของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอ การพึ่งพาแรงงานคนมากเกินไป ทำให้ฐานเพาะพันธุ์ไม่สามารถแยกตัวออกจากเกษตรกรผู้เพาะพันธุ์ได้
บริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายคงต้องแข่งให้ดุเดือดต่อไปสินะ
คงต้องยอมให้กวนเฉิงเหนื่อยหน่อยแล้วล่ะ
ผ่านไปพักหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เขาเหลือบมองดูก็พบว่าเป็นเซี่ยสือเจี๋ย นี่ก็ใกล้จะ 9 โมงแล้ว
พอรูดม่านออก แสงแดดเจิดจ้าก็สาดส่องเข้ามา
"ฮัลโหล..."
"บอส บทความเมื่อวานถูกโพสต์ลงเน็ตตอนเช้ามืด ตอนนี้ในเน็ตกำลังถกเถียงกันดุเดือดเลยครับ"
"บอกให้เหล่าซ่งมารับฉันที"