- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 139 : สงครามคนชนหนู (ขอรับการสนับสนุน!) | บทที่ 140 : ลักลอบจับเหยี่ยว
บทที่ 139 : สงครามคนชนหนู (ขอรับการสนับสนุน!) | บทที่ 140 : ลักลอบจับเหยี่ยว
บทที่ 139 : สงครามคนชนหนู (ขอรับการสนับสนุน!) | บทที่ 140 : ลักลอบจับเหยี่ยว
บทที่ 139 : สงครามคนชนหนู (ขอรับการสนับสนุน!)
อู่หยวน, หมู่บ้านโหย่วเหลียน
หยางเสี่ยวปิงรู้สึกโชคดีมากที่รีบซื้อรถแทรกเตอร์เสือชีตาห์แต่เนิ่นๆ ในทุ่งหญ้าเกิดภัยพิบัติหนูระบาด ลุกลามมาจนถึงพื้นที่เพาะปลูก
พื้นที่กว่า 6,000 หมู่ของสหกรณ์ได้รับการปรับหน้าดิน พอเขาใช้รถแทรกเตอร์แรงม้าสูงไถพรวนลึกลงไป พวกหนูที่ซ่อนอยู่ใต้ดินก็ไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีก
โรยยาเสร็จ ก็สามารถหว่านเมล็ดพันธุ์ได้เลย
บางหมู่บ้านไม่ได้โชคดีแบบนี้ ทางอำเภอถึงกับต้องเกณฑ์รถแทรกเตอร์ของเขาไปช่วยงาน
เขาขับรถแทรกเตอร์มาถึงทุ่งนา ก็เห็นคนจำนวนมากกำลังขุดรูหนูกันอยู่
รูหนูพวกนั้นมีให้เห็นอยู่ทุกที่ ข้างรูขนาดใหญ่มีกองดินร่วนซุยทับถมกันเป็นกองๆ
เสียงร้องตกใจดังขึ้นเป็นระยะๆ คนกลุ่มหนึ่งวิ่งไปวิ่งมาเพื่อไล่จับหนู
เขาลงจากรถแทรกเตอร์แล้วตะโกนบอก
"อุดทางออกสิ! ถ้าไม่อุดไว้ พอคุณขุดตรงนี้ มันก็มุดหนีไปทางโน้น ขุดตั้งครึ่งค่อนวันก็ไม่ได้ขนหนูสักเส้นหรอก"
ป้าคนหนึ่งถามขึ้น "แล้วทางออกมันอยู่ตรงไหนล่ะ?"
หยางเสี่ยวปิงรู้จักป้าคนนี้ดี เธอเคยเยาะเย้ยว่าเขาเป็นพวกขี้ขลาด ไม่ปัญญาประคองสหกรณ์ไปรอดหรอก
เขาเพ่งสมาธิหาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่จุดหนึ่ง ทางออกนั้นซ่อนตัวได้แนบเนียนมาก ดูไม่ต่างอะไรจากรอยแยกทั่วไปบนพื้นดิน ทำให้ถูกมองข้ามได้ง่าย
ป้าคนนั้นขุดดินขึ้นมาเตรียมจะอุดรู แต่จู่ๆ หนูตัวอ้วนพีก็พุ่งพรวดออกมา เธอเอาพลั่วฟาดลงไปเต็มแรงแต่กลับวืด หนูตัวนั้นอาศัยจังหวะนี้มุดกลับลงรูไปอีกครั้ง
เธอตบหน้าอกตัวเองเบาๆ พร้อมหอบหายใจ "โอย หนูอะไรทำไมตัวใหญ่ขนาดนี้ โผล่มาทีทำเอาใจหายใจคว่ำหมด... ว่าแต่หยางเสี่ยวปิง นายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?"
หยางเสี่ยวปิงชี้ไปที่รถแทรกเตอร์เสือชีตาห์ไม่ไกลนักอย่างภูมิใจ มันดูเวียร์เมียร์และน่าเกรงขาม
"ทางอำเภอต้องการเรียกใช้รถแทรกเตอร์ของสหกรณ์เพื่อไถพรวนดิน แล้วก็โรยยา"
"อ้อ มีเครื่องจักรใหญ่ๆ มันก็จัดการได้เร็วกว่าจริงๆ นั่นแหละ สวรรค์ช่างไม่เมตตากันเลย ได้ยินมาว่าภัยหนูระบาดในทุ่งหญ้าทางเหนือยิ่งรุนแรงกว่านี้อีกนะ"
"ได้ยินมาเหมือนกัน บางพื้นที่หญ้ายังไม่ทันเขียวก็เฉาตายหมดแล้ว เดินไปก้าวไหนก็เหยียบโดนแต่รูหนู พวกมันถึงขั้นแย่งอาหารวัวแกะกิน ญาติผมคนหนึ่งก็มีแกะถูกหนูกัดเจ็บไปเป็นสิบตัวเลย"
มีหนูพุ่งพรวดออกมาจากด้านข้างอีก หยางเสี่ยวปิงรีบแย่งพลั่วมาแล้วฟาดเปรี้ยงลงไป ตีจนไส้แตกเยิ้มออกมา
ป้าคนนั้นร้องลั่น "อี๋ น่าเกลียดจัง หยางเสี่ยวปิง ตีให้มันเบาๆ หน่อยไม่ได้หรือไง? ไส้กับเลือดทะลักออกมาหมดแล้วเนี่ย"
หยางเสี่ยวปิงหัวเราะ "เลือดพวกนี้กับขี้หนูนี่แหละ เป็นปุ๋ยชั้นดีกว่าอะไรทั้งหมด รับรองว่าข้าวสาลีที่ปลูกจะรวงยาวและต้นอวบอ้วนแน่"
"พอๆ ช่างเถอะ นายไปขับรถแทรกเตอร์ของนายต่อเถอะไป"
"กำลังรอคนกับเครื่องจักรอยู่น่ะ ต้องให้คนของหมู่บ้านมาจัดสรรก่อนว่าจะเอายังไง ถ้าขืนไถพรวนดินไปตอนนี้แล้วชาวบ้านโวยวายขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ"
"จะทำไงได้ล่ะ สภาพเป็นแบบนี้แล้ว ก็ต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่เป็นรอบที่สองนั่นแหละ"
ระหว่างที่คุยกัน หยางเสี่ยวปิงก็ออกแรงฟาดพลั่วไปอีกหลายที จนหนูเละเป็นกองเลือด
ป้าคนนั้นรีบดึงพลั่วเหล็กหลบไป
"ตั้งใจทำให้น่าขยะแขยงใช่ไหมเนี่ย? ถ้าหงุดหงิดก็ไปลงที่เมียนายสิ หนูมันยังไม่ได้ทำอะไรนายสักหน่อย"
หนูไม่ได้ทำอะไรฉัน แต่ป้านั่นแหละที่ทำ!
เคยด่าว่าฉันขี้ขลาด วันนี้จะทำให้เห็นเลยว่าฉันขี้ขลาดหรือเปล่า ตอนนี้มีรถแทรกเตอร์เสือชีตาห์แล้ว ที่นาแถวนี้ล้วนต้องพึ่งพาฉันทั้งนั้น
ผ่านไปไม่นาน รถแทรกเตอร์ก็มาเพิ่มอีกหลายคัน ทางหมู่บ้านได้แจกจ่ายงาน ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แล้วการไถพรวนดินก็เริ่มต้นขึ้น
เครื่องจักรหมุนวน พลิกหน้าดินขึ้นมา หนูจำนวนนับไม่ถ้วนพากันวิ่งหนี ชาวบ้านที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ต่างง้างพลั่วฟาดอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งฝูงหนูที่วิ่งพล่านหนีตายไปทั่วทุกทิศทางได้
มีคนถามขึ้น "ตีตายไปกี่ตัวแล้ว"
"เป็นร้อยตัวแล้วมั้ง"
"ได้การแล้วๆ พวกมันวิ่งหนีออกมากันหมดแล้ว หลังจากนี้ก็แค่วางเหยื่อพิษกับโรยยาก็พอ"
"เสียดายที่เอาไปกินไม่ได้"
"ถ้าไม่มีกาฬโรคหนู ก็กินได้หมดนั่นแหละ หนูหนึ่งตัวเทียบเท่าไก่สามตัวเลยนะ"
"งั้นฉันเอาเนื้อหนูนี่ไปแลกกับไก่ของนายไหมล่ะ?"
……
ภัยหนูระบาดกำลังลุกลาม
ทุกพื้นที่ต่างเร่งดำเนินมาตรการป้องกัน
เซี่ยสือเจี๋ยถือข้อมูลสรุปมาหากัวหยางแล้วยื่นให้
"ทุ่งหญ้าที่กานหนาน 20 ล้านหมู่กำลังเผชิญกับภัยหนูระบาดอย่างบ้าคลั่งครับ"
"มณฑลเหมิงมีทุ่งหญ้าได้รับความเสียหาย 98 ล้านหมู่ แค่ในปาเหมิงก็มีกว่า 8 ล้านหมู่แล้ว พวกเขาหวังว่าเราจะช่วยประสานงานนำรถแทรกเตอร์ไปไถพรวนทุ่งหญ้าให้ลึกขึ้น"
กัวหยางขมวดคิ้ว
"อาจารย์ที่ปรึกษาก็โทรมาหาผมเหมือนกัน สถานการณ์ปีนี้เลวร้ายมาก มีเหตุการณ์วัวแกะของชาวปศุสัตว์อดอยากจนตายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง"
เซี่ยสือเจี๋ยมีสีหน้าวิตกกังวล ภัยหนูระบาดส่งผลกระทบต่องานของบริษัทเจียเหอด้วยเช่นกัน ศูนย์กลางการทำงานของรัฐบาลในพื้นที่ต่างๆ กำลังเปลี่ยนเป้าหมายไป
กัวหยางดูเอกสารที่ได้มา ในนั้นมีทั้งรูปภาพและวิดีโอ สถานการณ์จริงน่าตกใจกว่าที่ตัวอักษรบรรยายไว้มาก
เซี่ยสือเจี๋ยกล่าว "ผมไม่เข้าใจเลย โครงการนี้ของแผนกวิศวกรรมก็ดำเนินการมาได้สักพักแล้วนะ"
บริษัทมู่เหอมีโครงการฟื้นฟูทุ่งหญ้าเสื่อมโทรมอยู่ที่ทุ่งหญ้าซางเคอในกานหนาน
ทุ่งหญ้าซางเคอ โด่งดังจากต้นน้ำแม่น้ำฮวงโหที่คดเคี้ยวสวยงามแปลกตา และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากภาพยนตร์เรื่อง 'จอมโจรปล้นไร้เงา'
กัวหยางกล่าว "มู่เหอหมายเลข 1 ก็ป้องกันหนูไม่ได้หรอก อย่าเห็นว่าหนูตัวยาวแค่สองสามนิ้วนะ ความสามารถในการสืบพันธุ์ของพวกมันน่ะน่าทึ่งมาก มีคำกล่าวที่ว่า 'ตัวผู้หนึ่ง ตัวเมียหนึ่ง ผ่านไปสามปีกลายเป็นสองร้อยห้าสิบ'
หนูตัวเมียแต่ละตัวเฉลี่ยแล้วจะตกลูกปีละ 45 ตัว หนูโตเต็มวัยหนึ่งคู่สามารถให้กำเนิดลูกหลานได้ถึง 15,000 ตัว
ฝูงหนูที่กลายเป็นภัยพิบัติจะขุดรูอย่างบ้าคลั่ง กัดกินรากหญ้า ทำลายพื้นหญ้า พื้นผิวทุ่งหญ้าจะเต็มไปด้วยรูพรุน หญ้าขึ้นหรอมแหรมแทบไม่เหลือ มองดูแล้วเหมือนคนหัวล้านไม่มีผิด"
เซี่ยสือเจี๋ยถาม "แล้วมณฑลเหมิงล่ะครับ?"
กัวหยางดูข้อมูลในเอกสาร
"ผมถามอาจารย์ที่ปรึกษามาแล้ว เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปล่อยปศุสัตว์แทะเล็มมากเกินไป สะสมมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นภัยพิบัติ"
"เงินทุน 90% ของโครงการลดปศุสัตว์คืนทุ่งหญ้าของระดับชาติ ถูกนำไปใช้ในการสร้างรั้วทุ่งหญ้า มีเพียง 10% เท่านั้นที่ใช้ในการหว่านเมล็ดและปรับปรุงทุ่งหญ้า"
"งบประมาณไม่เพียงพอ พื้นที่กำจัดหนูในทุ่งหญ้าแต่ละปีคิดเป็นแค่ 20% ของพื้นที่ที่เกิดการระบาดเท่านั้น สิ่งนี้ได้ฝังรากความเสี่ยงแฝงให้กับการแพร่กระจายของภัยหนูระบาด"
"ในขณะเดียวกัน ศัตรูตามธรรมชาติที่คอยจับหนูกินอย่างหมาจิ้งจอก เหยี่ยว งู และหมาป่าก็ลดลง พวกหนูถึงได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างล้นหลาม"
กัวหยางส่ายหน้าพลางหัวเราะ "ภัยหนูระบาดปะทุขึ้นมาก็ดีไปอย่าง"
"ตอนนี้ในทุ่งหญ้าที่กานหนานมีคนงานทุ่งหญ้าหลายร้อยคน ทีมกำจัดหนูหลายสิบทีม และชาวปศุสัตว์นับหมื่นคน สะพายธนู ถือหอกและพลั่ว คอยไล่จับหนูที่เป็นภัยพวกนี้"
เซี่ยสือเจี๋ยถาม "เจียเหอต้องทำอะไรไหมครับ?"
เรื่องนี้ จะทำหรือไม่ทำก็ได้
"กานหนานเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติ เราบริจาคหญ้าเลี้ยงสัตว์ เมล็ดพันธุ์ เหยื่อพิษแบบออกฤทธิ์ช้า และยาก็แล้วกัน ในขณะเดียวกันเจียเหอก็จะจัดตั้งทีมกำจัดหนูขึ้นมาสองสามทีม เชิญชวนพนักงานและพาร์ทเนอร์มาร่วมด้วย นายอยากลองไปดูไหมล่ะ"
เซี่ยสือเจี๋ยเริ่มสนใจ งานผู้ช่วยประธานกรรมการนี่เหนื่อยจริงๆ ยุ่งตั้งแต่ต้นปียันปลายปี แถมธุรกิจของเจียเหอก็เยอะ มีหลายอุตสาหกรรมที่ต้องสะสมประสบการณ์และเรียนรู้
นานๆ ทีจะมีโอกาสได้ออกไปทำงานข้างนอกโดยที่ยังได้เงินเดือน แถมยังได้ง้างธนูยิงหนูระบาดอีก
ศึกคนชนหนู ฟังดูก็มันส์แล้ว
"ตกลงครับ งั้นผมไปกานหนาน" เจ้าหนูทั้งหลาย รอฉันก่อนเถอะ
จากนั้นเขาก็ถามต่อ "บอสจะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัท หรือว่าจะออกไปข้างนอกครับ?"
กัวหยางยิ้ม "ผมจะไปดูโครงการที่อู่หยวนก่อน แล้วค่อยไปทุ่งหญ้าอูลาเท่อ ถ้ายังมีเวลาเหลือ ถึงจะไปที่กานหนาน"
……
ระหว่างที่รถแทรกเตอร์ยังอยู่บนถนน กัวหยางกับจางเหว่ยก็เดินทางมาถึงอู่หยวนก่อนแล้ว
เครื่องจักรกลการเกษตรตงเหอแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการที่แข็งแกร่ง มีรถแทรกเตอร์แรงม้าสูงเป็นของตัวเอง มีสหกรณ์เครื่องจักรกลการเกษตรที่มีศักยภาพ รถแทรกเตอร์กว่า 300 คันมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่ทุ่งหญ้า
ปาเหมิงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว นอกจากการใช้เหยื่อพิษและยา ยังต้องระดมเครื่องบินและรถแทรกเตอร์มาช่วยกำจัดหนูด้วย
ทุ่งหญ้าเทียมที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดในอูลาเท่อ ถูกไถพรวนลึกและหว่านเมล็ดใหม่ทั้งหมด พร้อมกับการใช้เครื่องบินพ่นยา
หลังจากเดินดูรอบๆ อู่หยวน กัวหยางก็เบาใจลง สถานการณ์ยังถือว่าควบคุมได้
ดินเค็ม 200,000 หมู่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ผ่านมาตรการทางวิศวกรรมขนานใหญ่ หนูจึงไม่มีดินให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ปัจจุบันมู่เหอหมายเลข 1 ได้หว่านเมล็ดเสร็จสิ้นแล้ว ยอดอ่อนๆ ก็เริ่มแตกใบออกมา
เขายังบังเอิญเจอหยางเสี่ยวปิงที่กำลังไถพรวนดินอยู่ทั่วทุกที่ เทียนม่ายหมายเลข 1 ที่สหกรณ์ฮุ่ยหมินปลูก ภัยหนูระบาดก็ถูกควบคุมได้เช่นกัน
ส่วนพื้นที่เพาะปลูกในหมู่บ้านอื่นๆ เนื่องจากเกษตรกรในท้องถิ่นร่วมมือกันใช้มาตรการแก้ไขอย่างแข็งขัน ภัยหนูก็บรรเทาลงแล้ว
ดูเหมือนจะยังโอเคอยู่
แต่เนื่องจากอยู่ใกล้กับทุ่งหญ้าอูลาเท่อ พอพวกหนูหาของกินไม่ได้ พวกมันก็ต้องพากันอพยพไปทั่วโดยธรรมชาติ
ดังนั้น จุดสำคัญจึงยังอยู่ที่ทุ่งหญ้า
กัวหยางยังให้ความสนใจกับความคืบหน้าในการสะสมพลังงานธรรมชาติด้วย เขาถึงกับรู้สึกฟินสุดๆ
อย่างที่คิดไว้เลย ต้องสะสมไว้นานๆ แล้วค่อยมาดูทีเดียว
ตั้งแต่เพาะพันธุ์เมล็ดถั่วเหลืองและเมล็ดผักเสร็จ พลังงานธรรมชาติก็เหลือแค่ 3 แต้มเท่านั้น
ตอนนี้สะสมมาได้ 1 ปีเต็มแล้ว
คงเป็นเพราะดินเค็ม 200,000 หมู่ที่จินถ่าได้รับการควบคุมอย่างสมบูรณ์ โครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และล้วนมีผลลัพธ์ที่ดี
พลังงานธรรมชาติจึงพุ่งพรวดราวกับน้ำพุ
มีพลังงานธรรมชาติมากถึง 803 แต้ม
หากนับรวมส่วนที่ใช้ไปแล้ว ร้านค้าเมล็ดพันธุ์สะสมพลังงานได้ทั้งหมด 1,302 แต้ม
ทั้งหมดนี้แลกมากับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม จู่ๆ กัวหยางก็รู้สึกประสบความสำเร็จอย่างเปี่ยมล้น ตำแหน่งทูตพิทักษ์สิ่งแวดล้อมต้องมีให้ผมสักตำแหน่งแล้วไหม?
เพียงแต่การใช้พลังงานธรรมชาติที่มีอยู่ในตอนนี้ ยังต้องคิดทบทวนกันให้ดี ทางที่ดีที่สุดคือต้องผสมผสานเข้ากับธุรกิจปัจจุบันของบริษัทสาขาแต่ละแห่งให้ได้
หลังจากตระเวนดูจนรอบ
เมื่อเครื่องจักรกลการเกษตรมาถึง กัวหยางกับจางเหว่ยก็เดินทางไปที่ทุ่งหญ้า เพียงแต่บนทุ่งหญ้าไม่สามารถขี่ม้าได้
เพราะทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยรูหนู ขืนขี่ม้าไปมีหวังล้มหน้าคะมำเอาง่ายๆ
ในฟาร์มบนทุ่งหญ้า มีรถแทรกเตอร์ล้อโตจอดอยู่เต็มไปหมด มีทั้งของนำเข้า แล้วก็เสือชีตาห์ กัวหยางยังเห็นตงฟางหงและเลย์โวด้วย
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด กลับเป็นรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบของตงฟางหงที่มีอยู่เพียงไม่กี่คัน
กัวหยางยอมรับเลยว่าเขาอิจฉาตาร้อน
ของพรรค์นี้ มันเกิดมาเพื่อสำแดงเดชบนภูมิประเทศของมณฑลเหมิงชัดๆ มีแค่กลุ่มบริษัทอีทัวของประเทศจีนเท่านั้นแหละที่มีศักยภาพระดับนี้ ขอแค่มีประโยชน์ ฉันก็ผลิตได้
และเมื่อเข้าสู่กระบวนการไถพรวนลึก ก็เป็นไปตามที่กัวหยางคาดการณ์ไว้
รถแทรกเตอร์ล้อยางดูจะไร้เรี่ยวแรงไปเลย ในขณะที่รถแทรกเตอร์ตีนตะขาบสามารถปรับตัวให้เข้ากับภูมิประเทศแบบภูเขาและเนินเขาพิเศษได้เป็นอย่างดี ความเสถียรในการไถพรวนลึกก็เยี่ยม แถมยังไถได้ลึกกว่าด้วย
โชคดีที่เสือชีตาห์มีแรงม้าสูง 220 แรงม้านี่สูงกว่าถึง 100 แรงม้า จึงถือว่าไม่ตกเป็นรอง
สือกินปาถู รองหัวหน้าแผนกอารักขาพืชประจำสถานีทุ่งหญ้ามณฑลเหมิงตีหน้าขรึม
ในปีก่อนๆ เขตปกครองพิเศษอูลาเท่อด้านหน้า เป็นอำเภอต้นแบบที่ไร้ซึ่งภัยหนูระบาด แต่ปีนี้กลับเกิดการระบาดเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน ในพื้นที่ที่รุนแรง บนพื้นที่ 1 เฮกตาร์มีหนูมากถึง 1,400 กว่าตัว
สถานการณ์การกำจัดหนูถือว่าตึงเครียดมาก
ทางมณฑลได้จองเครื่องบินขนาดใหญ่ไว้ล่วงหน้า 1 ลำ ตรวจเช็กและซ่อมบำรุงเครื่องจักรอีกกว่า 20 เครื่อง และจัดสรรงบประมาณให้อีก 500,000 หยวน
แต่นั่นก็ยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ
เครื่องบินหนึ่งเที่ยวบินบรรทุกยาได้ 800 กิโลกรัม ควบคุมป้องกันได้วันละ 50,000 หมู่ 10 วันก็ทำได้แค่ 500,000 หมู่
เหยื่อพิษก็ไม่พอ ตกลงกันไว้ที่ 800 ตัน แต่กลับจัดสรรมาได้แค่ 500 ตัน
สือกินปาถูร้อนใจเป็นอย่างมาก
"เจียเหอผลิตรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบได้ไหม ผมจะรายงานเบื้องบน ขอซื้อเพิ่มอีกหลายสิบคัน ต้องรีบเร่งผลิตเลยนะ"
กัวหยางกัดฟันแน่น แต่ก็ไม่กล้ารับปาก เรื่องนี้เอาถึงตายได้จริงๆ เรื่องเทคโนโลยีน่ะเป็นเรื่องรอง แต่ปัญหาหลักคือมีกำลังการผลิตไม่พอ
"งั้นผมไปหากลุ่มบริษัทอีทัวของประเทศจีนละกัน ถึงแรงม้าจะน้อย แต่ก็ยังพอใช้งานได้"
กัวหยางนิ่งเงียบ บริษัทอีทัวไม่ได้ส่งใครมาแท้ๆ แต่กลับมีออเดอร์หล่นทับจากฟ้า ส่วนเขากลับทำได้แค่มองตาปริบๆ
แม่งเอ๊ย ปีนี้ต้องสร้างฐานการผลิตเพิ่มอีกสักสองสามแห่งให้ได้!
และในอีกด้านหนึ่ง
สวีเสี่ยวเสวี่ยก็สังเกตเห็นว่าบนทุ่งหญ้ามีเครื่องจักรกลการเกษตรเพิ่มขึ้นมาก เจ้าหน้าที่ก็เตือนให้เธอระมัดระวังความปลอดภัยด้วย
เธอมองดูเครื่องบินที่กำลังพ่นยา
พลางคิดในใจว่า ยังมีวิธีที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศมากกว่านี้อีกไหมนะ
บทที่ 140 : ลักลอบจับเหยี่ยว
สวีเสี่ยวเสวี่ยกวาดสายตามอง
เพราะมัวแต่จัดการกับคู่ชายหญิงที่ขายเมล็ดพันธุ์ปลอม เธอจึงต้องเสียเวลาอยู่ที่ทุ่งหญ้าถึงสองสามวัน
ช่วงหลายวันนี้ เธอแทบไม่เห็นร่องรอยของจิ้งจอก หมาป่า และงูเลย ได้ยินเพียงเสียงร้องของเหยี่ยวเป็นครั้งคราว
พอคิดดูแล้ว คงเป็นเพราะการใช้ยามาเป็นเวลานาน ทำให้ไม่เพียงแต่หนูจะเกิดอาการดื้อยา แต่ยังไปทำร้ายศัตรูตามธรรมชาติของพวกมันด้วย
การใช้แรงงานคน เครื่องจักรกล และวิธีการป้องกันด้วยสารเคมี ท้ายที่สุดก็แก้ปัญหาได้แค่ปลายเหตุ ไม่ใช่ที่ต้นเหตุ
หากต้องการแก้ที่ต้นเหตุ ยังไงก็ต้องฟื้นฟูระบบนิเวศของทุ่งหญ้า
แต่เธอมาเพื่อพักร้อน ไม่ได้อยากหาเรื่องใส่ตัวเพิ่ม
เสียเวลาไปสองวันแล้ว ควรจะเดินทางต่อได้แล้ว ดูหนูมาจนเบื่อแล้ว เธออยากหาร่องรอยของสัตว์ป่าชนิดอื่นดูบ้าง ต่อให้เป็นหมาป่าก็ยังดี
จากนั้นค่อยไปที่เหอซี ไปชมความตระการตาของถ้ำโม่เกา และความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของสระน้ำวงพระจันทร์
สุดท้ายก็อ้างเรื่องงานไปดูการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อขอเนียนหยุดต่ออีกสักสองวัน
เพอร์เฟกต์!
เธอเดินทางต่อไป เพื่อตามหาหมาป่า ตามหาจิ้งจอก ตามหาเหยี่ยวล่าเนื้อ
……
กัวหยางเองก็กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าจะมีวิธีที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศมากกว่านี้ไหม
การใช้รถแทรกเตอร์ไถพรวนลึกร่วมกับการใช้เครื่องบินฉีดพ่นยา ให้ผลลัพธ์ที่เห็นผลทันตา พวกหนูไม่มีที่ซ่อนตัวเลย
ผ่านไปหลายวัน บนทุ่งหญ้าก็ไม่เห็นฝูงหนูออกมาป่วนแล้ว
แต่ต้นทุนก็สูงลิบลิ่วเช่นกัน
เครื่องบินขนาดใหญ่ที่ใช้กำจัดหนูเป็นของเช่า เริ่มกดมิเตอร์คิดเงินตั้งแต่บินขึ้นจากเอ้อเอ่อร์ตัวซือ
ส่วนต้นทุนอื่น ๆ ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ก็มีทั้งเหยื่อพิษกำจัดหนู ค่าแรง ช่างเทคนิค จำนวนเที่ยวบิน เครื่องจักรกล ยานพาหนะ และอื่น ๆ
รถแทรกเตอร์ที่เจียเหอจัดหามาก็ยังไม่ได้คิดเงิน แค่รัฐบาลเอ่ยปาก กัวหยางก็พุ่งมาทันที
นอกจากการมาลงพื้นที่ด้วยตัวเองจะทำให้เขาสะสมพลังงานธรรมชาติได้แล้ว ยังเป็นเพราะรัฐบาลรับปากว่าจะจ่ายเงินให้ และจะเชิญเจียเหอให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทุ่งหญ้าด้วย
การจัดการทุ่งหญ้าในที่นี้ เขามองว่ามันคือการจัดการเชิงนิเวศ
สือกินปาถูนำข่าวร้ายมาบอก
"ศูนย์บัญชาการกำจัดตั๊กแตนและหนูระดมทุนมาได้แค่ 3 ล้านเท่านั้น ตอนนี้เงินตึงมือมาก ดังนั้นเงินของเจียเหอคงต้องผลัดไปก่อน"
กัวหยางสีหน้าเคร่งขรึม งบประมาณป้องกันและกำจัดคิดเป็น 7.5 หยวนต่อเฮกตาร์ มณฑลเหมิงต้องการงบกำจัดหนูอย่างน้อยตั้ง 50 กว่าล้านหยวน
แต่ตอนนี้เพิ่งเบิกจ่ายมาแค่ 3 ล้าน เมื่อเทียบกับพื้นที่ทุ่งหญ้าที่ประสบภัยเป็นวงกว้างแล้ว ยาและเงินทุนที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเอาน้ำแก้วเดียวไปดับไฟป่า
สือกินปาถูพูดต่อว่า "รถแทรกเตอร์ตีนตะขาบทั้ง 70 คันของบริษัทอีทัวกรุ๊ป ก็ถูกซื้อในนามของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเหมือนกัน"
กัวหยางเข้าใจทันที กลิ่นอายที่คุ้นเคยแบบนี้... กลับมาอีกแล้ว
"ศูนย์บัญชาการยังเสนออีกวิธีหนึ่ง คือการเอาที่ดินมาจ่ายแทนเงิน โดยจะยกเว้นหรือลดค่าเช่าให้"
"ที่ดินอะไรครับ?" กัวหยางถาม
สือกินปาถูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบหน้าตาย "ทะเลทราย พื้นที่ทราย ดินเค็ม หรือแม้แต่ทุ่งหญ้าก็ได้ทั้งนั้น แต่เจียเหอต้องรับปากว่าจะเข้ามาจัดการฟื้นฟูมัน"
กัวหยางถึงกับร้องโอ้โหในใจ ดีดลูกคิดรางแก้วมาซะดิบดี แบบนี้มันเสียทั้งขึ้นทั้งล่องชัด ๆ แถมเขายังต้องควักเนื้อจ่ายเพิ่มอีกต่างหาก
สือกินปาถูเห็นกัวหยางเริ่มลังเล ก็เลยรีบเติมเชื้อไฟต่อ "มณฑลเหมิงมีห้าทะเลทรายใหญ่ สี่พื้นที่ทรายใหญ่ พื้นที่ดินเค็มกับทุ่งหญ้าก็กว้างขวาง เจียเหอเลือกเอาจากในนี้ได้เลย ส่วนเรื่องขนาดพื้นที่ค่อยมาตกลงกันอีกที"
และกัวหยางก็ดันแพ้ทางมุกนี้เข้าเต็มเปา
การมีอยู่ของร้านค้าเมล็ดพันธุ์และพลังงานธรรมชาติ ทำให้เจียเหอถูกกำหนดให้ต้องเดินบนเส้นทางการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไปอีกไกล
เพียงแต่ทะเลทราย พื้นที่ทราย และดินเค็ม โดยพื้นฐานแล้วคือที่ดินที่ไม่มีใครเอา เจียเหอสามารถหาเช่าจากที่ไหนก็ได้อย่างง่ายดาย
ตรงกันข้าม ทุ่งหญ้ากลับมีแรงดึงดูดมากกว่า
กัวหยางตัดสินใจได้แล้ว
"เจียเหอตกลงรับข้อเสนอเอาที่ดินแทนเงิน เราขอเลือกทุ่งหญ้า ยิ่งพื้นที่ใหญ่ยิ่งดี"
สือกินปาถูยิ้มและพูดว่า "เรื่องขนาดพื้นที่คุยกันได้ มณฑลเหมิงไม่ขาดแคลนทุ่งหญ้าอยู่แล้ว เอ่อ... ทางศูนย์บัญชาการหวังว่าเจียเหอจะเพิ่มการลงทุนอีกสักหน่อย ตอนนี้แรงกดดันเรื่องกำจัดหนูมันสูงมาก นอกเหนือจากอูลาเท่อแล้ว ทั้งฮูหลุนเป้ยเอ่อร์ และซีหลินกัวเล่อก็ยังมีปัญหาหนูระบาดในพื้นที่กว้างที่ยังควบคุมไม่ได้"
"ไม่มีปัญหาครับ ผมเองก็อยากเห็นทุ่งหญ้าเร็ว ๆ เหมือนกัน ถ้ามีหนูระบาดก็จะได้กำจัดไปพร้อม ๆ กันเลย"
สือกินปาถูลูบเคราปลายคางอย่างไม่เป็นธรรมชาติ "ที่จริง ศูนย์บัญชาการกำหนดที่ดินไว้แปลงหนึ่งแล้ว อยู่ที่อูลาเท่อนี่แหละ"
สรุปคือไม่มีให้เลือก!
ไม่นานกัวหยางก็ได้เห็นทุ่งหญ้าที่ถูกแบ่งมาให้เขา ปากบอกว่าเป็นทุ่งหญ้า แต่ความจริงมีทั้งทะเลทรายโกบี ภูเขาหิน และทุ่งหญ้าปะปนกัน
ทุ่งหญ้านั่น มองแวบแรกไม่เห็นจะมีหญ้าสักต้น รูหนูกลับมีเพียบ! แต่สิ่งที่ทำให้เซอร์ไพรส์คือ กัวหยางมองเห็นเหยี่ยวฟอลคอนบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าไกล ๆ!
เมื่อดูจากแผนที่ ที่นี่อยู่ใกล้กับทะเลทรายปายินเวินตูเอ่อร์ อยู่ในเขตอูราตหลัง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแอ่งกระทะระหว่างภูเขาที่แห้งแล้ง
"เมื่อก่อนที่นี่เคยเป็นทุ่งหญ้า หมาป่าเอย จิ้งจอกเอย มีครบหมดแหละ แต่ต่อมาเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ชาวบ้านก็พากันล่าจิ้งจอกฆ่าหมาป่า ฝูงแกะก็ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุ่งหญ้าก็เลยถูกแทะกินไปจนหมด"
ทุ่งหญ้าแบบนี้ แม้แต่คนเลี้ยงสัตว์ก็คงร้องยี้
แล้วเจียเหอยังต้องมาจัดการฟื้นฟูมันอีก
กัวหยางถาม "แล้วจะหักลบพื้นที่ยังไงล่ะครับ?"
"ก็ต้องดูว่าเจียเหอยินดีจะลงทุนเงินกำจัดหนูอีกเท่าไหร่ ทุ่งหญ้ารอบ ๆ พื้นที่ราว 5 แสนหมู่สามารถยกให้เจียเหอได้หมด ยกเว้นค่าเช่าให้ 20 ปี หลังจาก 20 ปีค่อยคิดตามราคาตลาด แน่นอนว่านี่แค่เฉพาะที่ดินนะ"
"ส่วนข้อกำหนดเรื่องการฟื้นฟู ทางศูนย์บัญชาการหมายความว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องไม่ปล่อยให้มันแย่ลงไปกว่าเดิม"
20 ปี?
กัวหยางพอจะรู้ราคาค่าเช่าทุ่งหญ้าในยุคหลัง ๆ อยู่บ้าง น่าจะประมาณ 10-60 หยวนต่อหมู่ ที่แพงกว่านี้ก็มี
ถ้าคิดซะว่าหมู่ละ 10 หยวน ค่าเช่าปีละ 5 ล้าน 20 ปีก็คือ 100 ล้านหยวน
แถมยังต้องบวกดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้ออีก
ให้ตายเถอะ ศูนย์บัญชาการนี่กะจะให้เจียเหอเป็นคนอุดช่องโหว่เงินทุนกำจัดหนูของทั้งมณฑลเลยนี่หว่า!
บัญชีนี้คำนวณไม่ตกหรอก การฟื้นฟูดูแลไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จภายในวันสองวัน ส่วนเรื่องผลกำไรยิ่งริบหรี่มองไม่เห็นทาง
แต่นี่มันที่ดินเชียวนะ!
แถมยังมีเหยี่ยวฟอลคอนพวกนั้นอีก!
แล้วจะมีนกอินทรีด้วยไหมนะ?
แถมยังได้สะสมพลังงานธรรมชาติด้วย
กัวหยางเตรียมใจรับข้อเสนอแล้ว
แน่นอนว่ารายละเอียดลึก ๆ ยังต้องให้ทางสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทไปคุยกับมณฑลเหมิงอีกที แต่เรื่องกำจัดหนูเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ เจียเหอจึงอนุมัติเงินทุนก้อนแรกมาให้ก่อน
ทุ่งหญ้าผืนนี้ก็ตกเป็นของเขาแล้วเช่นกัน
……
สือกินปาถูแนะนำผู้เชี่ยวชาญให้กัวหยางรู้จัก
เฉียวเฟิง จากสถานีงานทุ่งหญ้าปาเหมิง เขาเป็นนักสัตวบาลอาวุโส และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและควบคุมศัตรูพืชประเภทหนูในทุ่งหญ้าด้วย
ความจริงแล้วกัวหยางอยากรู้มาก ว่าเฉียวเฟิงจะใช้ 'สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร' กำจัดหนูหรือเปล่า
แต่ก็ไม่กล้าถาม กลัวจะโดนเตะเอา
ทั้งสองคนกำลังเดินอยู่บนทุ่งหญ้า
ด้านหลังของพวกเขาคือบ้านที่สร้างขึ้นในรูปแบบของกระโจมมองโกเลีย แต่กลับมีโครงสร้างเป็นดินและไม้ ทรงกลม หลังคาโค้ง ซึ่งสามารถช่วยลดแรงปะทะของลมได้ดี ทำให้มันสามารถตั้งตระหง่านอยู่ได้ยาวนาน
"หนูถือเป็นฟันเฟืองที่จำเป็นในห่วงโซ่นิเวศของทุ่งหญ้า การรักษาระดับประชากรของพวกมันในจำนวนที่พอเหมาะ จะส่งผลดีต่อความสมดุลของระบบนิเวศในทุ่งหญ้า"
"วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้มาตรการป้องกันและควบคุมแบบผสมผสาน อย่างเช่นการเพาะพันธุ์ศัตรูตามธรรมชาติของหนู ทางมณฑลหนิงก็มีรายงานเรื่องการปล่อยจิ้งจอกเงิน-ดำที่ผ่านการฝึกฝนให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติลงในพื้นที่เหมือนกัน"
กัวหยางบอก "ผมเคยเห็นเหยี่ยวฟอลคอนครับ"
เฉียวเฟิงหัวเราะเบา ๆ "อ้อ แถวนี้มีเหยี่ยวฟอลคอนเยอะจริง ๆ นั่นแหละ พอจะเอาเรื่องดึงดูดเหยี่ยวมากำจัดหนูมาพิจารณาได้อยู่"
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เฉียวเฟิงล้วงมือถือฝาพับออกมาจากกระเป๋า พอรับสาย คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที
"คุณใจเย็น ๆ ไว้ ผมจะรีบพาคนไปเดี๋ยวนี้แหละ"
จากนั้นเขาก็รีบหันมาพูดกับกัวหยางอย่างร้อนรน "ไปกันเถอะ มีคนกำลังลักลอบจับเหยี่ยว!"
กัวหยางตกใจ บังเอิญอะไรขนาดนี้เนี่ย อย่าบอกนะว่าเป็นทุ่งหญ้าฝั่งเขาน่ะ บ้าเอ๊ย!
"ขึ้นรถผมเลยครับ"
"เราสองคนไปกันก่อนแค่นี้เหรอครับ?"
เฉียวเฟิงหยิบมือถือออกมา
"ผมกำลังจะติดต่อไปทางสถานีตำรวจ ตอนนี้มีนายพรานเฒ่าคอยจับตาดูอยู่ฝั่งโน้น กลัวว่าพวกนั้นจะหนีไปซะก่อน"