เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 117 : ใจกลางเหอเท่า | บทที่ 118 : เขตสาธิต

บทที่ 117 : ใจกลางเหอเท่า | บทที่ 118 : เขตสาธิต

บทที่ 117 : ใจกลางเหอเท่า | บทที่ 118 : เขตสาธิต


บทที่ 117 : ใจกลางเหอเท่า

"อำเภออู่หยวน มณฑลเหมิง?"

กัวหยางชะงักไปครู่หนึ่ง นึกไม่ออกว่ามันอยู่ตรงไหน

ดีที่อีกไม่นานก็มีคนเอาแผนที่มาให้หลายฉบับ มีทั้งระดับประเทศและของอำเภออู่หยวน

อธิบดีเฉินชี้ตำแหน่งของอำเภออู่หยวนบนแผนที่

"อำเภออู่หยวนตั้งอยู่ด้านนอกโค้งรูปตัวจี่ (几) ของแม่น้ำฮวงโห ในใจกลางเหอเท่า เชิงภูเขาอินซาน ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูก 2.3 ล้านหมู่ เป็นแหล่งผลิตธัญพืชหลักของปาเหมิง เน้นปลูกข้าวสาลี ข้าวโพด และดอกทานตะวันเป็นหลัก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท้องถิ่นมีการดึงน้ำจากแม่น้ำฮวงโหมาใช้ชลประทานมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหาดินเค็มอย่างรุนแรง

พื้นที่ทำกินเฉลี่ยต่อหัวกว่าครึ่งได้รับผลกระทบจากความเค็ม ผลผลิตตกต่ำมาก ซึ่งกระทบต่อรายได้ครอบครัวของเกษตรกรในท้องถิ่นอย่างหนัก

อำเภออู่หยวนได้ริเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้า มีเงินอุดหนุนให้ครัวเรือนที่ปลูกหญ้า นำเข้าสายการผลิตหญ้าอัดเม็ด และทำสัญญาสั่งซื้อกับโรงงานแปรรูป

ปัจจุบันมีแปลงสาธิตปลูกหญ้าแบบต่อเนื่องขนาด 50 หมู่ขึ้นไป มากกว่า 50 แห่ง มีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 1 หมื่นหมู่

แต่แค่กำลังของทางอำเภอมันก็มีจำกัด พื้นที่รกร้างยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี

ประธานกัวไม่ใช่ว่าชอบแทะกระดูกชิ้นแข็งหรอกเหรอ? ผมคิดว่าอำเภออู่หยวนน่าจะถูกปากคุณนะ"

กัวหยางจ้องมองแผนที่อยู่พักหนึ่ง สมองแล่นฉิว

นี่มันกระดูกชิ้นแข็งจริงๆ ด้วย!

พื้นที่ดินเค็มมีมากกว่า 2 ล้านหมู่!

แต่เห็นได้ชัดว่า ในฐานะฐานการผลิตธัญพืชเชิงพาณิชย์หลักของเขตปกครองตนเอง พื้นที่เพาะปลูกดินเค็ม 1 ล้านหมู่ที่มีอยู่ ไม่มีทางยกให้เจียเหอกรุ๊ปแน่

ส่วนพื้นที่รกร้างดินเค็มอีกกว่า 1 ล้านหมู่ กัวหยางพิจารณาดูแผนที่ภูมิศาสตร์ของอำเภออู่หยวนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็รู้สึกถึงความยุ่งยากทันที

"อธิบดีเฉิน พื้นที่รกร้างดินเค็มของอู่หยวนไม่ได้เชื่อมต่อกันทั้งหมดใช่ไหมครับ!

มันน่าจะกระจายอยู่ตามหมู่บ้านและตำบลต่างๆ เกิดจากความเค็มที่มากเกินไปจนชาวบ้านทิ้งร้างและค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่รกร้างดินเค็ม

และรอบๆ พื้นที่รกร้างพวกนั้น ก็คือดินเค็มผลผลิตต่ำที่ชาวบ้านเพาะปลูกกันอยู่

ดังนั้นดูเหมือนว่าจะมีพื้นที่รกร้างดินเค็มกว่า 1 ล้านหมู่ แต่หมู่บ้านนี้อาจทิ้งร้าง 2,000 หมู่ อีกหมู่บ้าน 1,000 หมู่

พอปรับปรุงจนดีแล้ว

ชาวบ้านก็คงจะโดดออกมาโวยวาย รัฐบาลท้องถิ่นก็จะมีข้ออ้างในการเรียกคืนที่ดิน

ท้ายที่สุดเจียเหอกรุ๊ปก็อาจจะตักน้ำใส่ชะลอม สูญเปล่าไปหมด!

กระดูกชิ้นนี้มันแข็งเกินไป เผลอๆ ฟันอาจจะหักเอาได้นะ!"

กัวหยางส่ายหน้าติดๆ กัน

พื้นที่ล้านหมู่มันล่อใจจริงๆ แต่ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรสิ่งของ และเงินทุนที่องค์กรต้องจ่ายไปมันมหาศาลมาก

กระทรวงเกษตรอยากขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมในท้องถิ่น นำพามวลชนท้องถิ่นหลุดพ้นความยากจนไปสู่ความมั่งคั่ง

แต่สำหรับองค์กรธุรกิจแล้ว มันมีความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้มากเกินไป

แน่นอนว่ากัวหยางต้องฉวยโอกาสนี้ยื่นเงื่อนไข

อธิบดีเฉินพูดว่า "เรื่องนโยบายต้องมีสนับสนุนแน่นอน รัฐบาลท้องถิ่นก็จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่"

กัวหยางลองหยั่งเชิงถาม "จะใช้รูปแบบการดำเนินงานแบบไหนครับ? เกษตรกรจะโอนสิทธิที่ดินให้เจียเหอกรุ๊ปไหม?"

อธิบดีเฉินครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วพูดว่า "มันเกี่ยวข้องกับเกษตรกรเยอะเกินไป"

กัวหยางเบ้ปาก

ที่ดินไม่ใช่ของเจียเหอกรุ๊ป แล้วเจียเหอกรุ๊ปจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปทำไม?

เขาทำหน้าขรึมพูดว่า "ต้องมีการโอนสิทธิที่ดินแบบรวมศูนย์เท่านั้น ถึงจะสะดวกต่อการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ถึงจะสามารถใช้รูปแบบการบริหารจัดการเกษตรแบบขยายผล เข้มข้น และทันสมัยได้"

ตอนนั้นเอง รัฐมนตรีหลินก็เคาะโต๊ะ

"การปรับปรุงดินเค็มเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทางกระทรวงก็ตั้งใจจะสร้างพื้นที่โครงการต้นแบบการปรับปรุงดินเค็มขึ้นมากลุ่มหนึ่ง

อำเภออู่หยวนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก มีปัญหาที่ดินรุนแรงทั้งดินเค็มและดินทราย แถมยังเป็นฐานผลิตธัญพืชเชิงพาณิชย์ของเขตปกครองตนเองด้วย

การยืนกรานให้โอนสิทธิที่ดินแบบรวมศูนย์นั้นถูกต้องแล้ว

แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมอบให้เจียเหอกรุ๊ปทั้งหมด ท้องถิ่นอาจใช้วิธีให้เกษตรกรรายใหญ่รับโอนสิทธิ หรือรวมกลุ่มสหกรณ์หมู่บ้านเพื่อจัดการแบบรวมศูนย์ก็ได้

บทบาทของเจียเหอกรุ๊ปในเรื่องนี้จะออกไปทางเป็น 'ผู้นำร่อง' มากกว่า

ยังไงซะเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเค็มอะไร และยิ่งไม่คุ้นเคยกับมู่เหอหมายเลข 1 เอาเสียเลย"

กัวหยางพยักหน้า แสดงความเห็นด้วย

ค่อยเป็นค่อยไป เป็นผู้นำร่อง

แบบนี้ความยากก็ลดฮวบลงมาทันที

จากนั้นกัวหยางก็ถามต่อ "แล้วเงินทุนโครงการกับการสนับสนุนทางนโยบายล่ะครับ?"

รัฐมนตรีหลินตอบ "ทางกระทรวงประสานงานได้แค่พวกกรมทรัพยากรน้ำ คมนาคม การเคหะและผังเมือง ที่ดิน และการไฟฟ้า ให้หลายๆ ฝ่ายร่วมมือกันรวบรวมเงินทุนโครงการ

ส่วนนโยบายกองทุนพิเศษสำหรับการปรับปรุงดินเค็มแบบเจาะจงกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษา"

กัวหยางเม้มปาก ความหมายก็คือต้องระดมทุนเองสินะ!

"แล้วค่าเช่าพื้นที่รกร้างดินเค็มคิดยังไงครับ?"

รัฐมนตรีหลินเลิกคิ้วขึ้นพอจะเดาความกังวลของเจียเหอกรุ๊ปออก

"ห้าปีแรกงดเก็บค่าเช่า หรือไม่ทางคลังท้องถิ่นก็เป็นคนรับผิดชอบไป"

"ส่วนเรื่องสัญญา มีทางกระทรวงรับรองให้ อย่างน้อยในระยะสั้นก็ไม่ต้องกังวล"

กัวหยางคิดในใจว่า โดยปกติแล้ว เวลา 5 ปีก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนดินเค็มให้เป็นนาชั้นดีได้

ด้วยประสบการณ์ของบริษัทมู่เหอ เมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 ก็มีตุนไว้พอ ใช้เวลาแค่ 1-2 ปีก็ปรับปรุงเป็นที่นาชั้นดีได้แล้ว

ใช้เวลาอีก 2-3 ปีคืนทุน เวลาที่เหลือคือกำไรล้วนๆ

สัญญาโอนสิทธิเช่า 30 ปี จะมีซักกี่รายที่อยู่รอดปลอดภัยจนครบสัญญา

กัวหยางมีแนวโน้มจะตอบตกลงแล้ว

มีเบื้องบนคอยแบ็คอัพให้

ปัญหาใหญ่ที่สุดก็ถูกแก้แล้ว

ทั้งสองฝ่ายบรรลุเจตจำนงเบื้องต้น

โดยกระทรวงเป็นแกนนำ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเจียเหอกรุ๊ปและรัฐบาลท้องถิ่นได้หารือถึงรายละเอียดของข้อตกลงการลงทุนกันหลายครั้ง

เซอร์ไพรส์ที่ไม่ทันตั้งตัวทำเอาทางรัฐบาลอำเภออู่หยวนมึนงงไปชั่วขณะ

ส่งผลให้การเจรจาข้อตกลงการลงทุนราบรื่นมาก

ทางอำเภอให้การสนับสนุนนโยบายได้เท่าที่ให้ได้แทบทั้งหมด

ในที่สุด แผนการปรับปรุงพื้นที่ดินเค็มกว่า 2 ล้านหมู่ของอำเภออู่หยวนก็หลุดรอดออกมา

และทำให้เกิดความฮือฮาครั้งใหญ่ในตัวอำเภอ!

……

ชานเมืองฝั่งตะวันตกของอำเภออู่หยวน

"มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด หญ้าสักต้นก็ไม่ขึ้นบนสันดินเค็ม เหนื่อยเปล่าทุกปี ที่ดินผืนใหญ่ก็ทิ้งร้างกันไปหมด"

"ปลูกพืชในดินเค็ม สิบปีไม่ได้เก็บเกี่ยวสักเก้าปี"

นี่คือภาพที่เห็นได้บ่อยที่สุดในอำเภออู่หยวนช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เดินไปตามทุ่งนา มองไปก็มีแต่ความรกร้าง มีทั้งดินเค็มและดินทรายปะปนกันไป

กัวหยางเหมือนนึกย้อนไปเมื่อสองปีก่อน

ตอนนั้นหมู่บ้านซวงเฉียวก็รกร้างแบบนี้ มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมดราวกับถูกหิมะปกคลุม

แต่เวลาแค่สองปี ดินเค็มก็กลายเป็นก้อนทองคำในพริบตา

ยอดขายถล่มทลายของมู่เหอหมายเลข 1 จำนวนสองหมื่นหมู่ ยิ่งทำให้หัวใจเขาเร่าร้อน

ความปรารถนาต่อเมล็ดพันธุ์ระดับสูง และพลังงานธรรมชาติ นับวันยิ่งรุนแรงขึ้น

ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอจึงก้าวไปอีกขั้นในการจัดการดินเค็ม

ผ่านการเจรจา บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอกับอำเภออู่หยวนได้เซ็นสัญญาการลงทุนโครงการจัดการและปรับปรุงดินเค็ม

โครงการแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 3 ระยะ

วางแผนจะปรับปรุงพื้นที่มากกว่า 1 ล้านหมู่!

และระยะแรกจะเน้นไปที่พื้นที่ดินเค็มและดินทรายบริเวณชานเมืองฝั่งตะวันตกและพื้นที่ไกลออกไป ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5 แสนหมู่

ทีมสำรวจโครงการประกอบด้วยบริษัทมู่เหอกับศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรอำเภออู่หยวน พร้อมทั้งมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรคอยสนับสนุนด้านเทคนิค

ชิวเจิ้นตง หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรอำเภออู่หยวน เป็นชายฉกรรจ์ชาวเหอเท่าแท้ๆ

ดูภายนอกเป็นคนซื่อสัตย์ นิสัยใจกว้าง

แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพื้นที่ดินเค็มอันกว้างใหญ่ เขาก็มักจะหมดหนทางอยู่บ่อยๆ

"ดินเค็มที่นี่ส่วนใหญ่มีปริมาณเกลือเกิน 1.0% พืชแทบจะงอกขึ้นมาไม่ได้เลย ปลูกได้แค่ดอกทานตะวัน ผลผลิตก็แค่ 30%~70% ของปกติเท่านั้น

แถมเพราะการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันหลายปี เกษตรกรเอาแต่ปลูกไม่บำรุงดิน ทำให้ดินจับตัวแข็งทื่อ ประสิทธิภาพการไถพรวนต่ำ

ใช้รถบรรทุกไถดินมาหลายปี ชั้นไถดินดานลึกหนา การระบายน้ำและอากาศของดินแย่ รากหยั่งลึกได้ยาก พืชก็ล้มง่าย"

กัวหยางยิ้มแล้วตอบ "ฟังดูสถานการณ์ยังดีกว่าหมู่บ้านซวงเฉียวนะครับ"

แต่ชิวเจิ้นตงไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้น "ดินเค็มก็เหมือนหิดบนตัวสาวสวย ถึงเวลาที่ต้องกำจัดให้สิ้นซากแล้วครับ"

เซี่ยงเทียนซานพูดเสริม "ประเภทเกลือในดินเค็มของอำเภออู่หยวนค่อนข้างซับซ้อน เกลือหลายชนิดสะสมอยู่ในชั้นดินเดียวกัน

อย่างเช่น พื้นที่โล่งเตียนที่หญ้าสักต้นยังไม่ขึ้นตรงหน้านี้ ก็คือดินเค็มชนิดด่างโซเดียม น้ำซึมผ่านไม่ได้ ฝนตกทีไรก็น้ำท่วมขังหนัก"

หลังจากเดินสำรวจแถวนั้นอยู่พักใหญ่ ก็พอจะเข้าใจสภาพแวดล้อมคร่าวๆ แล้ว

"เหล่าเซี่ยง คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ มีแผนร่างหรือยัง?"

เซี่ยงเทียนซานยิ้มๆ "ก็ต้องจัดยาให้ตรงกับโรคสิครับ"

"ประเภทดินเค็มเน้นไปที่แบบผสมผสาน งั้นมาตรการปรับปรุงก็ต้องเป็นแบบบูรณาการ"

"การปรับหน้าดิน การจัดทำระบบระบายน้ำและชลประทานยังคงเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ ส่วนอย่างอื่นก็คือการไถกลบพรวนดินลึกแบบปกติ การใส่ฟาง การผสมทราย ฯลฯ"

ชิวเจิ้นตงถามอย่างสงสัย "มันจะไม่เรียบง่ายไปหน่อยเหรอ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ยิปซัมฟอกซัลเฟอร์ หรือว่าฟอสโฟยิปซัมอะไรเทือกนั้นเลยเหรอ?"

"ไม่ต้อง มีแค่มู่เหอหมายเลข 1 ก็พอแล้ว"

"อ้อ"

"มู่เหอหมายเลข 1 มันวิเศษขนาดนั้นเลยเหรอ?"

"จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน"

กัวหยางเห็นป่าไม้อยู่ไม่ไกลออกไป มีกลิ่นหอมสดชื่นโชยมา

"นั่นมัน?"

"นั่นสวนผลไม้ ช่วงนี้แอปเปิลลูกแพร์น่าจะสุกแล้ว ไปเถอะ จะพาไปชิมของสดๆ!"

ท่ามกลางดินเค็มและดินทรายปะปนกันแบบนี้ การได้เห็นพื้นที่สีเขียวทำให้กัวหยางรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย

ไม่นานนัก หลายคนก็เดินเข้าไปในสวนผลไม้

ในสวนผลไม้ มีทั้งลูกแพร์ พีช แอปริคอท พลัม ต้นพุทราทราย และต้นผลไม้อื่นๆ อีกมากมายหลากหลายสายพันธุ์ แค่ลูกแพร์ก็มีสิบกว่าสายพันธุ์แล้ว

และใต้ฝ่าเท้าก็คือทรายไหลที่ถูกยึดตรึงไว้

ชิวเจิ้นตงเด็ดลูกแพร์จากต้นมาส่งให้ทุกคน ผิวผลไม้เป็นสีเขียวอมเหลือง รูปร่างไม่ค่อยสวยนัก

กัวหยางกัดเข้าไปคำหนึ่ง เนื้อผลไม้เนียนนุ่มกรอบฉ่ำน้ำ

ใช้ได้เลย

เขาถามไปเคี้ยวไป "เด็ดกินแบบนี้เลยไม่เป็นไรเหรอ?"

"ไม่เป็นไรหรอก 20 ปีก่อนผมมาที่นี่บ่อยๆ ตอนนั้นที่นี่ยังเป็นแค่ทะเลทรายทรายไหลอยู่เลย"

"20 ปีก่อน? ทรายไหล?"

สายตาของคนที่มาด้วยถูกดึงดูดมาทันที

ตอนนั้นเอง ในป่าก็มีเสียงใบไม้ไหว ชายชราหลังค่อมคนหนึ่งเดินออกมา

"ฉันก็ว่าใครกล้าหาญชาญชัยขนาดนี้ ที่แท้ก็แกนี่เอง ตงจื่อ"

"ลุงหัว วันนี้มาดูงานแถวนี้ คอแห้งก็เลยเด็ดลูกแพร์กินสักสองสามลูก รสชาติยังเหมือนเดิมเลยนะ!"

ชายชราที่ถูกเรียกว่าลุงหัวมองดูพวกเขาครู่หนึ่ง "มาดูงานอะไร?"

"โครงการปรับปรุงดินเค็มไง หมู่บ้านน่าจะประกาศแล้วมั้ง นี่คือพวกผู้บริหารของเจียเหอกรุ๊ป"

"พื้นที่เพาะปลูกผลผลิตต่ำกับพื้นที่รกร้างดินเค็มในหมู่บ้านต่อจากนี้ก็จะโอนสิทธิให้พวกเขานี่แหละ"

อิ่นเส้าหัวพยักหน้ารัวๆ แล้วก็เอื้อมมือไปเลือกผลไม้ดีๆ บนต้นลงมาเด็ดให้เพิ่ม

"งั้นก็ดีเลย ผลไม้กินได้ไม่อั้น กินให้อิ่มเลย ตามสบาย"

กัวหยางถามด้วยความสงสัย "ลุงหัว สวนผลไม้นี้ 20 ปีก่อนเป็นทรายไหลจริงๆ เหรอครับ?"

ชิวเจิ้นตงยิ้มแล้วรับช่วงตอบ

"20 ปีก่อนตอนที่ลุงหัวเรียนจบจากวิทยาลัยป่าไม้ ที่ทรายผืนนี้ไม่มีใครดูแล ลุงหัวก็เลยรับเหมามาปลูกต้นไม้เอง

ตอนนั้นที่นี่ น้ำก็ไม่มี ไฟก็ไม่มี ถนนก็ตัดไม่ถึง มีแค่บ้านดินเล็กๆ ที่พังไปแล้วครึ่งซีก

แกไปยืมกล้องระดับจากเพื่อนร่วมชั้น มาวัดความสูง ดูภูมิประเทศพื้นผิว ตรวจสอบโครงสร้างใต้ดิน สุดท้ายก็พบว่าที่นี่เป็นพื้นที่ทรายทับถม

ถ้าจะปลูกต้นไม้ ก็ต้องเกลี่ยเนินทรายก่อน ไม่มีเงินจ้างรถบูลโดเซอร์ ครอบครัวลุงหัวก็พึ่งแค่รถเข็นล้อเดียวกับคานหาบ หาบทรายออกไปเกลี่ยที่ดิน

ไม่มีเงินซื้อต้นกล้า พวกเขาก็ไปที่ป่าไม้ใกล้ๆ เก็บพวกกิ่งชำอายุสองปี หนึ่งปีที่ป่าไม้ทิ้งแล้วไม่ได้มาตรฐานกลับมา แช่น้ำไว้หนึ่งอาทิตย์ แล้วเอามาปลูกในที่ทรายของตัวเอง

ไม่มีน้ำ ก็หาบน้ำมารดต้นไม้ แล้วยังใช้เวลาหนึ่งปี ขุดคูน้ำยาว 10 ลี้ ดึงน้ำเข้ามา"

"ลุงหัว ผมพูดไม่ผิดใช่ไหม! คำพวกนี้ลุงดื่มเหล้าทีไรก็เอามาเล่าทุกที ผมจำขึ้นใจหมดแล้ว"

อิ่นเส้าหัวเชิดหน้าขึ้นราวกับไก่ตัวผู้ แล้วแค่นเสียงฮึมฮำตอบ

"ถือว่าแกผ่าน"

"แต่แกไม่ได้มาซะนาน คูน้ำที่ขุดไว้มันแห้งขอดไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ต้องพึ่งน้ำจากบ่อบาดาลมารดแล้ว"

กัวหยางเอ่ยชม "นับถือครับ! นับถือจริงๆ! สวนผลไม้กับพื้นที่ป่าไม้นี้กว้างไม่เบา ปีๆ หนึ่งคงทำเงินได้ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ!"

"พื้นที่ป่ามี 500 กว่าหมู่ สวนผลไม้มี 200 กว่าหมู่ ตอนนี้หลักๆ ให้ลูกชายดูแล ฉันว่างๆ ก็เดินเล่นในป่า ดูต้นไม้พวกนี้ ดูลูกๆ หลานๆ ในใจก็เบิกบานแล้ว"

พอพูดถึงรายได้ อิ่นเส้าหัวก็ยิ้มจนตาหยี

"รายได้ก็พอใช้ได้ สวนผลไม้ปีหนึ่งขายได้สักสี่ซ้าห้าหมื่น"

กัวหยางพูดว่า "ลุงหัว สนใจจะซื้อที่ดินเพิ่มอีกสักหลายร้อยหมู่ไหมครับ?

โครงการปรับปรุงดินเค็มคราวนี้ทางอำเภอมีนโยบายสนับสนุนเพียบเลยนะ ทั้งอุปกรณ์สูบน้ำ เมล็ดหญ้า หรือแม้กระทั่งมีเงินอุดหนุนให้โดยตรงเลยด้วย"

มองดูลุงหัวที่ทำท่าครุ่นคิด ชิวเจิ้นตงก็รู้ว่าแกสนใจเข้าจริงๆ

ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และจิตวิญญาณแห่งความอุตสาหะพยายาม อดทนต่อความยากลำบากของลุงหัว ได้ส่งอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังอย่างลึกซึ้ง

ลูกชายของเขา หรือแม้กระทั่งครอบครัวของลูกสาว ก็มีความคิดที่จะทุ่มเทให้กับผืนดินนี้เช่นกัน"

บทที่ 118 : เขตสาธิต

"ฉันต้องกลับไปปรึกษาดูก่อน"

ความจริงแล้วอิ่นเส้าหัวไม่อยากให้ลูกๆ เดินตามรอยเดิมของเขานัก

เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ความขมขื่นมากมายก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจ ราวกับว่าไม้คานหาบทรายในวันวานได้กลับมากดทับบนบ่าของเขาอีกครั้ง

ตอนนั้นลำบากมากจริงๆ นอกจากหาบดินแล้วก็มีแต่หาบดิน ผืนดินผืนนี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยสองบ่า ไม่เคยได้หยุดพักเลย ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม

ภรรยาของเขาเวลาที่รดน้ำก็ต้องยืนตลอดทั้งคืน ขามักจะหนาวจนชาไร้ความรู้สึก และตอนนี้ก็กลายเป็นโรคเรื้อรังไปแล้ว

ต่อสู้กับฟ้า แย่งชิงกับดิน

ครอบครัวของเขาทุ่มเทด้วยความกล้าหาญและความอดทนที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มี ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเลยแม้แต่แดงเดียว

แต่ 'ดอกเหมยจะหอมหวนได้ก็ต้องผ่านความหนาวเหน็บ' ผืนดินก็มอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับครอบครัวของเขาเช่นกัน

ทะเลทรายอันรกร้างกลายเป็นร่มไม้สีเขียวขจี กลายเป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจปลูกป่าและไม้ผลรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงไปทั่วสารทิศ

ไม่ว่าใครก็ต้องเอ่ยปากชม!

เดินผ่านป่า อิ่นเส้าหัวก็กลับมาถึงบ้าน ในลานบ้านมีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ เล่นอยู่บนพื้น เสื้อผ้าบนตัวเต็มไปด้วยฝุ่น

"เล่นอะไรอยู่ล่ะ เสี่ยวเหวิน?"

เด็กชายหันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าที่มอมแมม แต่ฟันขาวสะอาด

"คุณปู่ครับ ต้นกล้าถูกแกะแทะ ผมเลยเอาของมาพันให้มันครับ"

อิ่นเส้าหัวมองดูต้นกล้า รอยแผลถูกพันด้วยแผ่นฟิล์มอย่างแน่นหนา อารมณ์ของเขาสับสนซับซ้อน

อายุแค่ 4 ขวบก็รู้จักดูแลต้นกล้าแล้ว

เป็นรุ่นสู่รุ่นจริงๆ!

ผืนดินนี้ คงขาดไปไม่ได้แล้วล่ะ

……

การปรับปรุงดินเค็มพื้นที่ห้าแสนหมู่ในระยะแรกของอำเภออู่หยวน เกี่ยวข้องกับพื้นที่เพาะปลูกที่ให้ผลผลิตต่ำถึงปานกลางจำนวนมาก และมีเกษตรกรจำนวนมากที่ได้รับผลประโยชน์

เจียเหอกรุ๊ปเป็นเพียงแกนหลักที่สำคัญที่สุดในนั้น บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอและบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอก็ได้มาตั้งบริษัทสาขาที่อำเภออู่หยวนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ตุลาคม ปี 2004

บริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอได้ร่างสัญญาโอนสิทธิ์ที่ดินชุดแรกเสร็จสิ้น พื้นที่ที่โอนมีมากกว่า 2 แสนหมู่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นที่ดินรกร้างที่ไม่มีเจ้าของ

พื้นที่เฉลี่ยแต่ละแปลงมากกว่า 1.5 หมื่นหมู่

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นก็กำลังจัดตั้งสหกรณ์ในแต่ละหมู่บ้าน เพื่อดำเนินการโอนสิทธิ์ที่ดินอย่างเป็นเอกภาพ โดยสหกรณ์จะรับผิดชอบผลกำไรขาดทุนเอง

ในสถานการณ์เช่นนี้

บริษัทมู่เหอจึงเป็นผู้นำในการริเริ่มการก่อสร้างเขตสาธิตการปรับปรุงดินเค็ม

เทคโนโลยีการปรับปรุงดินเค็มไม่มีอะไรต้องพูดถึง แน่นอนว่าต้องใช้มู่เหอหมายเลข 1 เป็นหลัก เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว เกษตรกรย่อมแห่กันเข้ามาเอง

นี่คือเทคโนโลยีที่ดีที่สุด

บริษัทสาขาของบริษัทเมล็ดพันธุ์เทียนเหอก็ไม่ได้อยู่เฉย ข้าวสาลีเทียนม่ายหมายเลข 1 ที่เพาะพันธุ์ขึ้นเมื่อสองปีก่อนก็ถูกนำเข้าสู่วาระการส่งเสริมการขายเช่นกัน

ที่ราบเหอเทาก็คือพื้นที่ปลูกข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิดั้งเดิมของประเทศเรา

แป้งสาลีโปรตีนสูงจากที่ราบที่ผลิตได้ที่นี่ มีเนื้อเนียนละเอียด อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และมีปริมาณโปรตีนสูง เป็นตัวเอกที่ขาดไม่ได้ในการทำกลูเตน

พอดีเลยที่คุณสมบัติอันยอดเยี่ยมของเทียนม่ายหมายเลข 1 ก็เหมาะที่จะนำไปแปรรูปเป็นแป้งสาลีโปรตีนสูง!

นี่มันสวรรค์สร้างชัดๆ!

……

หมู่บ้านหงเซิ่ง

เสียงเครื่องจักรดังกึกก้องไปทั่วผืนดิน เซี่ยงเทียนซานมีรอยยิ้มบนใบหน้า เขาชี้ไปที่กองยิปซัมรอบๆ และแนะนำให้กัวหยางฟัง

"เดิมทีเขตสาธิตเป็นหมู่บ้านในอีกตำบลหนึ่ง แต่คนที่นั่นยังคงครึ่งเชื่อครึ่งสงสัยและโต้เถียงกันไม่หยุดหย่อน ตอนนั้นเลขาธิการเกาก็เป็นฝ่ายมาหาเราเอง"

เกาเฟิง เลขาธิการหมู่บ้านหงเซิ่งยังหนุ่มมาก อายุประมาณสามสิบกว่าปี เมื่อได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย

"ปัญหาดินเค็มในหมู่บ้านของเรารุนแรงมาก ปลูกได้แค่ดอกทานตะวัน แต่อัตราการรอดของต้นกล้าก็ไม่สูง ผลผลิตเฉลี่ยต่อหมู่มีแค่ห้าสิบถึงหกสิบกิโลกรัมเท่านั้น

ไม่ปรับปรุงไม่ได้แล้ว หมู่บ้านไม่มีทางออกอื่นแล้ว เดิมทีชาวบ้านในตอนที่ไม่มีโครงการสนับสนุนก็ทำได้เพียงขนส่งฟอสโฟยิปซัมมาปรับปรุงดินเค็มกันเอง ตอนนี้เจียเหอกรุ๊ปมาแล้ว แน่นอนว่าต้องสู้กันสักตั้ง

ที่ดินทั้งหมด 1.98 หมื่นหมู่ในหมู่บ้านถูกโอนให้กับบริษัทเจียเหอ ในเวลาเดียวกัน จากทั้งหมด 368 ครัวเรือนก็เลือกที่จะซื้อหุ้นกันหมด"

ระหว่างหมู่บ้านหงเซิ่งและบริษัทมู่เหอไม่ใช่แค่การโอนสิทธิ์ที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านการเจรจากัน โดยคิดมูลค่า 2,000 หยวนเป็นหนึ่งหุ้น และให้ชาวบ้านซื้อกันเอง

คนที่เต็มใจซื้อ สามารถซื้อสัดส่วนหุ้นตามการประเมินมูลค่าของพื้นที่ดินได้ ส่วนคนที่ไม่เต็มใจซื้อ บริษัทมู่เหอก็จะจ่ายค่าเช่าที่ดินให้ตามเวลา

แน่นอนว่าจำกัดเฉพาะเขตสาธิตเท่านั้น นี่ก็เป็นที่ดินเพียงแห่งเดียวที่บริษัทมู่เหอทำสัญญาโอนสิทธิ์โดยตรงกับเกษตรกรในท้องถิ่น เขตสาธิตเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาที่ดินรกร้างมาทำหรอก ชาวบ้านไม่ยอมรับหรอก

กัวหยางมองดูเลขาธิการเกาเฟิงและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "เลขาธิการเกา อีกสองปีคุณจะพบว่าการตัดสินใจในวันนี้ฉลาดหลักแหลมแค่ไหน"

"ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ"

เกษตรกรที่มุงดูก็ยืนชี้ไม้ชี้มือกันอยู่รอบๆ

"เจียเหอกรุ๊ปร่ำรวยเงินทองมหาศาลจริงๆ เครื่องจักรเยอะขนาดนี้ แค่ค่าน้ำมันแต่ละวันก็คงไม่น้อยแล้วมั้ง!"

"ทำที่ดินได้ราบเรียบจริงๆ"

"แน่นอนสิ ได้ยินว่าเป็นเครื่องปรับระดับดินด้วยเลเซอร์ ความต่างระดับไม่เกิน 0.5 ซม."

"หุ้นนี้ซื้อมาไม่เสียเปล่า ฟังที่เลขาธิการบอกว่าจะปลูกอัลฟัลฟ่า พันธุ์อัลฟัลฟ่านั่นเขาว่ากันว่าโคตรเจ๋งเลย"

"คนหมู่บ้านจิ่งหยางนี่ไม่ค่อยจะสามัคคีกันเลย ได้แต่สนใจ แต่ก็ไม่เห็นจะลงมือทำสักที..."

การก่อสร้างเขตสาธิตดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ นอกจากระบบชลประทานและปรับระดับดินแล้ว บริษัทมู่เหอก็ยังใช้วิธีการปรับปรุงแบบท้องถิ่นมาผสมผสานด้วย

ทั้งยิปซัมกำจัดซัลเฟอร์ ฟอสโฟยิปซัม ฟางข้าว และเสบียงอื่นๆ ที่มีอยู่ก็ถูกนำมาใช้ทั้งหมด

นอกจากจะช่วยใช้ทรัพยากรที่เกษตรกรสะสมไว้แล้ว ก็ยังช่วยจัดหาตำแหน่งงานให้อย่างเหมาะสมด้วย

ในตอนนั้นเอง

การบุกเบิกดินเค็มก็เริ่มขยายวงกว้างขึ้น

เมื่อเทียบกับการปรับปรุงดินเค็มที่จิ่วเฉวียนแล้ว ความยากของโครงการในครั้งนี้ถือว่าต่ำกว่าเล็กน้อย

ทีมวิศวกรก็มีน้อยลงเล็กน้อย

โดยมีการบุกเบิกที่ดินมณฑลกานซู่และการบุกเบิกที่ดินมณฑลเหมิงเป็นผู้รับผิดชอบหลัก หลังจากแบ่งพื้นที่กันแล้ว พวกเขาก็ลงมือทำงานกันอย่างแข็งขัน

ทีมบริการเครื่องจักรกลการเกษตรตงเหอในเครือเจียเหอกรุ๊ปก็ถูกเรียกตัวมาด้วย โดยรับผิดชอบหลักในการไถพรวนดินลึก การหว่านเมล็ด และงานเกษตรกรรมอื่นๆ ที่ตามมา

จางเหว่ยและไช่ปินก็ค่อยๆ เป็นผู้ใหญ่ขึ้น

ในเวลาปีกว่าๆ เครื่องจักรกลการเกษตรตงเหอภายใต้การนำของทั้งสองคนเติบโตอย่างรวดเร็ว จำนวนเครื่องจักรกลการเกษตรและคนขับก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากรถไถเฟนท์ 930 สองคันที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้แล้ว เครื่องจักรกลการเกษตรตงเหอยังมีเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรประเภทต่างๆ กว่า 200 ชุด และมีคนขับมากกว่า 20 คน

แต่เมื่อเทียบกับการพัฒนาของทั้งกลุ่มบริษัทแล้ว ประเภทและจำนวนของเครื่องจักรกลการเกษตรนั้นยังห่างไกลจากความเพียงพอ

ในตอนนี้ การวิจัยและพัฒนาตลอดจนการผลิตของบริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายก็ดูมีความสำคัญขึ้นมา

เครื่องจักรสำหรับเตรียมดิน เครื่องจักรสำหรับหญ้าเลี้ยงสัตว์ เครื่องจักรสำหรับธัญพืช และอื่นๆ คือจุดสนใจในการวิจัยและพัฒนาของเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายในปัจจุบัน

กัวหยางได้คัดเลือกข้อมูลทางเทคนิคส่วนหนึ่งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และส่งมอบให้กับทีมวิจัยและพัฒนาของเครื่องจักรกลการเกษตรเฟิงข่ายในนามของสำนักงานใหญ่กลุ่มบริษัท

และก็เป็นไปตามคาด

เมื่อนโยบายอุดหนุนเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งชาติประกาศใช้ ผลิตภัณฑ์เครื่องจักรกลการเกษตรภายใต้เจียเหอกรุ๊ปก็จะเปิดตัวในเวลาเดียวกันและเข้าสู่รายชื่อที่จะได้รับเงินอุดหนุน

เพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์ก้อนแรกจากการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศ

ตั้งแต่ถูกย้ายมาที่อำเภออู่หยวน เซี่ยงเทียนซานก็กลับไปใช้ชีวิตที่วุ่นวายเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง ในแต่ละวันนอกจากจะอยู่ที่โครงการแล้วก็อยู่ที่หอพัก เขาไม่ค่อยได้พูดคุยกับคนอื่นมากนัก

กัวหยางจึงไปหาเซี่ยงเทียนซานเพราะเรื่องนี้

"เหล่าเซี่ยง นายโกรธหรือเปล่า ทางจินถ่าก็ดูเหมือนกำลังจะไปได้สวยและใกล้จะได้กำไรแล้ว แต่ผลสุดท้ายก็ดันมาถูกย้ายมาที่นี่อีก"

"จริงๆ ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก การที่สามารถเปลี่ยนดินเค็มให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกชั้นดีได้ เมื่อมองดูเกษตรกรได้ผลผลิตที่ดีบนพื้นที่ดินเค็ม ฉันก็รู้สึกยินดีมากแล้ว"

"จริงเหรอ?"

"นายคิดว่าในตาฉันมีแต่เงินเหรอไง? ตอนนี้ฉันก็เหมือนนายนั่นแหละ ไม่ได้สนใจเรื่องเงินแล้ว"

กัวหยางพูดแซว "พอเถอะน่า ฉันน่ะสนใจเรื่องเงินนะ"

"วางใจเถอะ ไม่ปล่อยให้นายเสียเปรียบหรอก ทางกลุ่มบริษัทกำลังศึกษาเรื่องระบบจูงใจด้วยหุ้นส่วน ถึงตอนนั้นนายต้องมีส่วนแบ่งแน่"

"เริ่มวาดฝันให้อีกแล้วนะ"

กัวหยางจ้องมองด้วยความโกรธ "นายก็บอกมาสิว่าที่ผ่านมาฉันทำตามที่พูดหรือเปล่า"

ทั้งสองมองหน้ากันแล้วยิ้ม

ดินเค็มถูกเรียกว่าเป็น 'โรคร้ายของดิน' ซึ่งจัดการได้ยาก ใช้เวลานาน และเป็นซ้ำได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น โครงการยังตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล นอกจากวัวตัวเมียแล้วก็แทบไม่เห็นเพศตรงข้ามอื่นเลย

ทีมงานของมู่เหอยังหนุ่มสาวและส่วนใหญ่มักประสบปัญหาเรื่องการสร้างครอบครัว ภายในกลุ่มบริษัทยิ่งมีผู้ชายเยอะผู้หญิงน้อย

การที่พวกเขาสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้โดยไม่แยกย้ายกันไปก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว และในบรรดาเหตุผลเหล่านั้น การได้รับสวัสดิการที่ดีก็มีส่วนสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน

กัวหยางเองก็ไม่มีวิธีอื่น ตัวเขาเองก็ยังโสดอยู่เลย

ทำได้เพียงแค่ทุ่มเทให้กับเรื่องเงินเท่านั้น

จบบทที่ บทที่ 117 : ใจกลางเหอเท่า | บทที่ 118 : เขตสาธิต

คัดลอกลิงก์แล้ว