- หน้าแรก
- บุกเบิกแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เริ่มต้นที่เมล็ดพันธุ์
- บทที่ 87 : ปีใหม่ (ตอนเชื่อมเนื้อเรื่อง ไม่ต้องซื้อก็ได้นะ!) | บทที่ 88 : เรือนกระจกบนทะเลทรายโกบี
บทที่ 87 : ปีใหม่ (ตอนเชื่อมเนื้อเรื่อง ไม่ต้องซื้อก็ได้นะ!) | บทที่ 88 : เรือนกระจกบนทะเลทรายโกบี
บทที่ 87 : ปีใหม่ (ตอนเชื่อมเนื้อเรื่อง ไม่ต้องซื้อก็ได้นะ!) | บทที่ 88 : เรือนกระจกบนทะเลทรายโกบี
บทที่ 87 : ปีใหม่ (ตอนเชื่อมเนื้อเรื่อง ไม่ต้องซื้อก็ได้นะ!)
วันที่สิบกุมภาพันธ์ วันทำงานวันแรกของวันปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ
เขตเมืองจิ่วเฉวียนถูกปกคลุมไปด้วยหมอกลงจัด หมอกเต็มท้องฟ้าขาวราวกับปุยฝ้าย เบาราวกับปุยนุ่น พลิ้วไหวราวกับควันไฟ กระแสรถและฝูงชนปรากฏขึ้นลางๆ ท่ามกลางสายหมอก
แต่พอถึงชนบท กลับยังคงเงียบเหงา หิมะที่ตกลงมาถึงพื้นก็ละลายหายไปทันที
ในโรงเรือนของหมู่บ้านเหอโข่ว ถาดเพาะกล้าที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ เมล็ดพริกเกลียวเทียนเจียวหมายเลข 1 ได้งอกออกมาแล้ว ยอดอ่อนสีเขียวมรกต รากและลำต้นอวบอ้วน พลังชีวิตแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
อัตราการงอกของพวกมันแทบจะเข้าใกล้ 100% ทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่เทคนิคประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ฟิล์มพลาสติกที่ปลายด้านหนึ่งของโรงเรือนกระจกเปิดอยู่ ลมหนาวพัดผ่าน แต่ภายในโรงเรือนยังคงอบอุ่น
ชายคิ้วเข้มตาโตแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการกระตุ้นให้งอกจนเห็นรากสีขาวให้กับคนงาน รองเท้าผ้าฝ้ายทำมือที่เท้าของเขาเต็มไปด้วยโคลนมานานแล้ว
"ฉันก็เพิ่งเคยทำเมล็ดพันธุ์พริกหวานแบบธรรมดาเป็นครั้งแรก ชือหงหมายเลข 1 นี้น่าแปลกจริงๆ"
ชายอีกคนตรวจสอบความเรียบและความแน่นของแปลงเพาะกล้าพลางยิ้มเยาะ
"คราวนี้แกไม่ระแวงแล้วเหรอ? ตอนที่เพาะกล้าเทียนเจียวหมายเลข 1 แรกๆ แกยังกล้าเถียงกับประธานเหยียนอยู่เลย"
"ก็อัตราการงอกและการเจริญเติบโตของเทียนเจียวหมายเลข 1 นั่น หน้าฉันแทบจะโดนตบจนบวมแล้ว ไม่เชื่อแกมาคลำดูสิ"
ชายคิ้วเข้มยื่นหัวที่มันเยิ้มและสกปรกเข้าไปใกล้ สองมือลอยอยู่กลางอากาศ น้ำสะอาดที่ผสมกรดบอริกหยดลงมาจากปลายนิ้ว
คนคนนั้นโบกมือปฏิเสธรัวๆ "ไปๆๆ! ถ้าอยากมีเมียก็ให้พวกป้าๆ แนะนำให้สิ"
พวกคนงานที่กำลังทำงานอยู่ก็หัวเราะออกมา
"แต่พูดจริงๆ นะ การที่ไม่ต้องแยกสายพันธุ์พ่อกับสายพันธุ์แม่ มันก็ไม่ค่อยชินจริงๆ"
"ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมกันทั้งนั้น เมล็ดพันธุ์แบบธรรมดาแบบนี้หายากจริงๆ หลายบริษัทก็ยังรอหัวเราะเยาะพวกเราอยู่ ถ้าถึงตอนนั้นอัตราการติดผลไม่สูงล่ะก็ลำบากแน่"
"พูดยากนะ บริษัทลงทุนไปตั้งเยอะแยะขนาดนี้ คงต้องมั่นใจแหละ"
"แล้วถึงตอนนั้นจะป้องกันการขโมย ป้องกันการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อยังไงล่ะ?"
กัวหยางเดินสำรวจฐานผลิตเมล็ดพันธุ์พริกและพริกหวานอย่างรวดเร็วราวกับขี่ม้าชมดอกไม้ เหมือนสิงโตตัวผู้ที่กำลังลาดตระเวนอาณาเขตของตัวเองอย่างขยันขันแข็ง
ตอนที่เดินผ่านนอกโรงเรือน ก็ไม่ได้รบกวนเจ้าหน้าที่เทคนิคทั้งสองคน
วิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์แบบธรรมดาของเทียนเหอทำให้เกิดการถกเถียงกันมากมายทั้งในและนอกบริษัท
คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นด้วยและไม่เข้าใจ
บริษัทเมล็ดพันธุ์ซาโจวและบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์อื่นๆ จ้องมองมาที่นี่อย่างตาเป็นมัน เมื่อใดที่มีความเคลื่อนไหว พวกเขาก็พร้อมที่จะมาฉกฐานผลิตเมล็ดพันธุ์ไปทุกเมื่อ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจากสถานีจัดการเมล็ดพันธุ์ของเมืองก็มาหลายครั้ง และสงสัยหลายครั้งว่าเทียนเหอผลิตเมล็ดพันธุ์ปลอม
โชคดีที่เอกสารรับรองเมล็ดพันธุ์ครบถ้วน
แต่เรื่องนี้ก็แพร่กระจายออกไป บริษัทที่ทำเมล็ดพันธุ์ผักและเจ้าหน้าที่เทคนิคในเมืองต่างก็รู้เรื่องนี้ ข่าวลือก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
การเพาะพันธุ์แบบธรรมดา เมล็ดพันธุ์ปลอม อัตราการติดเมล็ดไม่สูง แล้วเกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อล่ะจะทำยังไง...
หลายคนต่างก็รอหัวเราะเยาะ
กัวหยางตัวสั่น อุณหภูมิภายนอกยังคงติดลบ ลมหายใจสีขาวที่พ่นออกมาลอยฟุ้งไปมา
ในขณะเดียวกัน
ฐานเพาะกล้าที่เมืองหลานก็เริ่มเพาะกล้าแล้ว ฐานเพาะพันธุ์ชั้นดีที่จิ่วเฉวียนกำลังเตรียมดินและเมล็ดพันธุ์อย่างแข็งขัน ฐานสาธิตพริกและพริกหวานสามหมื่นหมู่ก็กำลังเซ็นสัญญาสั่งซื้อกับทางรัฐบาลและเกษตรกร
ทีมบริการเครื่องจักรกลการเกษตรก็เพิ่มเครื่องจักรต่างๆ เข้ามาใหม่ เช่น รถไถเดินตาม เครื่องหยอดเมล็ด เครื่องปูฟิล์ม เป็นต้น จางเหว่ยกำลังยุ่งกับการหาคำสั่งซื้อตามที่ต่างๆ
ในพื้นที่ดินเค็ม หิมะที่ปกคลุมละลายไปแล้ว เนื่องจากหิมะตกน้อย ในปีนี้หลายพื้นที่จึงยิงจรวดทำหิมะเทียม
บนถนนลูกรังที่ถูกบดอัด รถกระบะคันหนึ่งแล่นผ่าน ทำให้ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว
เซี่ยงเทียนซานซุกมือทั้งสองข้างไว้ในเสื้อโค้ตทหาร ต้นกล้าอัลฟัลฟ่าที่บางตาสะบัดผ่านไปเป็นชั้นๆ บ้างก็ดูมีชีวิตชีวา บ้างก็แหว่งเป็นหย่อมๆ เผยให้เห็นดินที่แข็งกระด้าง
"ตอนปรับปรุงดินมันยังรีบเกินไป ความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่สม่ำเสมอ ความแตกต่างของการเจริญเติบโตของต้นกล้าก็เลยเห็นได้ชัด คาดว่าส่วนใหญ่ในปีนี้คงเกี่ยวได้แค่ 1 รอบเท่านั้น"
"แต่เดิมก็ไม่ได้กะจะเก็บเกี่ยวอยู่แล้ว เก็บได้เท่าไหร่ก็คือกำไร"
"ดินที่อยู่ต่ำกว่า 30 ซม. ยังไม่ได้ปรับปรุง ปีนี้ความเค็มก็จะดันขึ้นมา หลังจากนี้จะยิ่งยากขึ้นไปอีก"
กัวหยางนึกถึงพลังงานธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นมาสองจุด ก็หัวเราะออกมาอย่างหงุดหงิด
"เหล่าเซี่ยงเอ๊ยเหล่าเซี่ยง เพิ่งจะผ่านพ้นปีใหม่มาแท้ๆ แกก็พูดจาตัดพ้อซะแล้ว อั่งเปาที่ให้แกไปมันเสียเปล่าจริงๆ เหรอ? ถ้าไม่เอาล่ะก็คืนฉันมา!"
เซี่ยงเทียนซานเลิกคิ้วขึ้น "ใช้หมดไปแล้วล่ะ"
"ดูท่าทางขี้งกของแกสิ"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "รอให้ถึงช่วงออกดอกประมาณต้นเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน อัลฟัลฟ่าที่โตไม่ดีก็ไถกลบลงดินไปเลย แล้วค่อยปลูกใหม่"
เซี่ยงเทียนซานนึกถึงมู่เหอหมายเลข 1 ลมหนาวพัดโชยมา แต่มู่เหอหมายเลข 1 กลับโบกสะบัดไปตามสายลม ราวกับคลื่นในมหาสมุทร ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วหรือเปล่า
แต่วัวในคอกวัวยังไม่ติดสัดเลยนี่นา!
"แปลงเพาะเมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 ผลิตเมล็ดพันธุ์ไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอก"
"มีเท่าไหร่ก็ปลูกเท่านั้น ที่เหลือก็ปลูกอัลฟัลฟ่าแบบธรรมดาต่อไป"
"ยังต้องไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์จากฮุยฮวงอีกเหรอ?"
กัวหยางมุมปากยกขึ้น "รอให้ถึงตอนเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ในเดือนกรกฎาคม ฮุยฮวงก็อาจจะเปลี่ยนเจ้าของไปแล้วก็ได้"
ไปดูแปลงเพาะเมล็ดพันธุ์มู่เหอหมายเลข 1 อีกรอบ ให้อาหารวัวเสร็จ กัวหยางก็รีบกลับไปที่หมินฉินโดยไม่หยุดพัก
...
จากอู่เวยเข้าสู่หมินฉิน ตลอดทางมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ พอถึงฤดูใบไม้ผลิก็จะมีการปลูกผักผลไม้ต่างๆ
อ่างเก็บน้ำหงหยาซานได้ผันน้ำจากแม่น้ำฮวงโหมาแล้ว น้ำเสียก็เจือจางลง
โครงการฟื้นฟูระบบนิเวศของอ่างเก็บน้ำถูกรับเหมาโดยบริษัทเกษตรและปศุสัตว์มู่เหอ พอถึงฤดูใบไม้ผลิก็จะใช้ฟางข้าวสาลีมายึดทรายในทะเลทรายรอบๆ พื้นที่อ่างเก็บน้ำ และปลูกต้นซัวซัว ต้นหงหยาง และต้นพุทราทราย
พอถึงตอนล่างของแม่น้ำสือหยาง ฝุ่นทรายก็เพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ยังพบโครงการปลูกต้นไม้เพื่อควบคุมพายุทรายอีกหลายโครงการ มีทั้งของรัฐบาลและขององค์กรการกุศลภาคเอกชน
มองจากที่ไกลๆ ตารางสี่เหลี่ยมที่ต่อกันเป็นตาราง ราวกับเป็นตาข่ายยักษ์ที่ขังทะเลทรายเอาไว้ พอมองดูให้ดีๆ ในตารางหญ้านั้นปลูกต้นหนิงเถียว ต้นฮวาปั้ง ต้นซัวซัว และพืชอื่นๆ ไว้
บริเวณทะเลสาบชิงถู่ที่ปลายแม่น้ำ พื้นที่ดินเค็มขนาดใหญ่เผยให้เห็น ดินสีขาวโพลนดูเหมือนกับหิมะ
กัวหยางคิดในใจว่า "รอน้ำมาก่อน ในอนาคตบริเวณรอบๆ ทะเลสาบชิงถู่ก็สามารถปลูกมู่เหอหมายเลข 1 ได้เหมือนกัน"
ทะเลทรายเถิงเก๋อหลี่ แถบจาจื่อโกว
บริษัทซาไห่หนงมู่ได้รับสิทธิการรับเหมาพื้นที่ทะเลทรายโกบีและทะเลทรายบริเวณชายขอบโอเอซิสนี้เป็นเวลา 70 ปี มีพื้นที่ประมาณ 63,000 หมู่
กัวหยางสวมหมวกเบสบอลและรองเท้าทะเลทรายค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนเนินทราย โดยมีลู่ฮั่นปินและชายที่ดำและผอมอีกคนหนึ่งเดินตามอยู่ข้างๆ
ทะเลทรายร่วนซุย เหยียบลงไปหนึ่งก้าวก็จมลงไปสามถึงห้าเซนติเมตร
กัวหยางชี้ไปที่พื้นที่ทรายตื้นๆ บริเวณชายขอบโอเอซิสที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งบนพื้นผิวยังคงมีพืชพรรณอยู่บ้าง
ที่นี่วางแผนจะสร้างโรงเรือนกระจกที่ใช้แสงอาทิตย์ โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแสงและความร้อนที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมผักผลไม้
"ช่างพาน ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะไถกลบเนินทรายผืนนี้ให้เรียบได้?"
พานจางเฉิง อายุสามสิบสามปี จบการศึกษาจากโรงเรียนอาชีวศึกษาสาขาการขับขี่ เดิมทีเป็นคนขับรถแทรกเตอร์ทะเลทรายของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง
เขาต่อสู้อยู่ในแนวหน้าของการพัฒนาบ่อน้ำมันในทะเลทรายตลอดทั้งปี และได้ขับเครื่องจักรทะเลทรายมาแล้วหลายประเภท ในทะเลทรายทากลามากันที่ถูกเรียกว่า "ทะเลแห่งความตาย" นี่เป็นอาชีพที่ยากลำบากที่สุดและทดสอบคนได้ดีที่สุด
เพื่อดึงตัวคนคนนี้มา กัวหยางเสนอเงินเดือนสูงเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ตั้งใจนำเข้ารถแทรกเตอร์ทะเลทรายมูลค่ากว่าสามล้านหยวนจากอเมริกา และใช้พลังงานธรรมชาติ 1 จุดเพื่อดัดแปลงมัน
พานจางเฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ถ้าเป็นรถแทรกเตอร์สิบคัน ก็คงต้องทำอย่างน้อย 1 เดือน"
บทที่ 88 : เรือนกระจกบนทะเลทรายโกบี
กัวหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตาหยุดอยู่ที่รถไถดินที่ดูเหมือนมดในระยะไกล
“ตกลง งั้นก็หนึ่งเดือน”
“ฮั่นปิน ผมมอบอำนาจให้คุณ บริษัทซาไห่หนงมู่ทางนี้มอบให้คุณดูแลแล้ว”
คิ้วของลู่ฮั่นปินกระตุกโดยไม่รู้ตัว พายุทรายไม่อาจบดบังความประหลาดใจระคนดีใจที่พรั่งพรูออกมาจากแววตา
“บอสครับ ผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์จัดการทะเลทรายมาก่อน”
“ลองทำดูอย่างกล้าหาญ เชื่อมั่นในตัวเอง บริษัทเต็มใจรับผิดชอบต้นทุนความผิดพลาดของคุณ”
เมื่อระบบการจัดการสมบูรณ์ขึ้น กัวหยางสามารถหาคนมากุมบังเหียนบริษัทซาไห่หนงมู่ได้ทุกเมื่อ
แต่เขาเต็มใจที่จะให้โอกาสลู่ฮั่นปิน
ในช่วงสองถึงสามเดือนต่อมา ทะเลทรายโกบีและพื้นที่รกร้างกว่าสองพันหมู่ค่อยๆ ถูกเกลี่ยจนราบเรียบ เรือนกระจกหลายร้อยหลังที่เชื่อมต่อกันผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
ทางอำเภอยังอาศัยโครงการพัฒนาที่ดินของบริษัทซาไห่หนงมู่ ถือโอกาสตั้งจุดอพยพที่เจียจื่อทานใกล้ๆ เพื่อทำการอพยพและจัดสรรที่อยู่เชิงนิเวศแบบรวมศูนย์
พร้อมทั้งผลักดันนโยบายทางการเงิน ให้เกษตรกรที่มีความประสงค์กู้เงินไปสร้างเรือนกระจกด้วยตัวเอง
คนที่ไม่ต้องการกู้เงินมาสร้างเองก็สามารถเช่าโรงเรือนกระจก หรือเข้าร่วมงานใช้แรงงานป้องกันและจัดการทรายแบบได้รับค่าตอบแทน
ตลอดทั้งเดือนมีนาคมและเมษายน พื้นที่แถบจาจื่อโกวคึกคักเป็นพิเศษ
กล้องของจางจิ้งดูเหมือนจะไม่เคยหยุดพัก เขาเดินไปเดินมาบนพื้นทรายร่วนซุยทุกวัน ใช้ชีวิตร่วมกับคนงานปลูกต้นไม้และหญ้า ทำงานตอนพระอาทิตย์ขึ้น พักผ่อนตอนพระอาทิตย์ตก
ฟางข้าวสาลีและฟางข้าวถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง ตารางฟางที่เรียงติดกันก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว ดูตระการตาอยู่ริมขอบทะเลทราย
ส่วนในบริเวณที่ใกล้กับพื้นที่ทะเลสาบ ได้มีการดำเนินการปิดกั้นทรายเพื่อปลูกป่าแล้ว
การปลูกต้นซัวซัวบนเนินทรายเคลื่อนที่นั้น การรดน้ำถือเป็นปัญหา เมื่อก่อนเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่รดน้ำ อัตราการรอดชีวิตจึงต่ำ
แต่บริษัทซาไห่หนงมู่ได้จัดเตรียมรถบรรทุกน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้บนรถ และท่อน้ำก็สามารถต่อตรงเข้าไปในทะเลทรายได้เลย
พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ จำนวนผู้อพยพก็มีจำกัด การจะปลูกให้เสร็จทั้งหมดจึงไม่ค่อยสมจริงนัก
ทว่าบริษัทซาไห่หนงมู่ได้มอบหมายให้ทีมนักบินหว่านเมล็ดหญ้ามืออาชีพจากสโมสรการบิน ทำการบินหว่านเมล็ดหญ้าเลี้ยงสัตว์ เช่น ต้นจื่อเฮา ต้นซาเผิง และต้นซากว่ายเจ่า ในบริเวณขอบแนวกันชนกว่าสามหมื่นหมู่
ประจวบเหมาะกับที่ฤดูใบไม้ผลิปีนี้มีฝนตกค่อนข้างดี อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์จึงดูดี คาดว่าอัตราการครอบคลุมของพืชพรรณจะถึงประมาณ 70%
เนินทรายเคลื่อนที่ซึ่งถูกหว่านหญ้าเลี้ยงสัตว์ทางอากาศ ในที่สุดก็จะถูกตรึงให้อยู่กับที่
แต่เนื่องจากการบุกเบิกและเลี้ยงสัตว์มากเกินไป รวมถึงความแห้งแล้งติดต่อกันหลายปี พืชพรรณตามขอบทะเลทรายจึงถูกทำลายอย่างหนัก ในช่วงทศวรรษ 1960 ขอบทะเลทรายยังมีป่าต้นซัวซัวกระจายตัวอยู่กว่า 4 แสนเฮกตาร์ ตอนนี้เหลือเพียง 2 แสนกว่าเฮกตาร์เท่านั้น
ในลานบ้านของเกษตรกรหลายคน สามารถมองเห็นกองต้นซัวซัวที่ตายแล้วกองเป็นพะเนิน ซึ่งล้วนถูกเตรียมไว้สำหรับเผาหม้อต้มน้ำ
ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาคาดการณ์ว่า หากต้องการยับยั้งการรุกรานของทะเลทรายเถิงเก๋อหลี่ที่มุ่งสู่หมินฉิน อย่างน้อยก็ต้องบินหว่านหญ้าเลี้ยงสัตว์บริเวณขอบทะเลทรายมากกว่าสองล้านหมู่
ลู่ฮั่นปินก้าวเท้ายาวๆ เดินลัดเลาะไปตามเรือนกระจกรับแสงอาทิตย์ที่ตั้งเรียงรายเป็นแพ
เรือนกระจกแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ เรือนกระจกรับแสงอาทิตย์แบบ “กำแพงดิน+โครงเหล็ก” และเรือนกระจกรับแสงอาทิตย์มาตรฐานสูงที่ใช้กำแพงอิฐประกบทรายสีเหลือง
เรือนกระจกรับแสงอาทิตย์ที่บริษัทซาไห่หนงมู่เข้าไปมีส่วนร่วมปลูกโดยตรงนั้นมีน้อย การเพาะพันธุ์ต้นกล้า การเก็บรักษาและแปรรูป โลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ และการบรรจุหีบห่อเพื่อการตลาด ต่างหากที่เป็นจุดมุ่งเน้นในการวางโครงสร้างของบริษัท
ชายชราหลายคนที่กำลังสร้างโรงเรือนโครงเหล็กมารวมตัวกันคุยสัพเพเหระ
“เหล่าติง นายปลูกผักมาตั้งหลายปี เทคนิคการปลูกผักในเรือนกระจกแบบนี้พอทำเป็นไหม?”
“นั่นสิ ตอนนี้เจ้าหน้าที่หมู่บ้านกำลังวุ่นกับการเกณฑ์พวกเราไปเช่าเรือนกระจกของบริษัทซาไห่หนงมู่ ทุกคนยังตัดสินใจไม่ได้เลยเนี่ย”
“ได้ยินมาว่า แผนกเทคโนโลยีการเกษตรของรัฐและบริษัทซาไห่หนงมู่จะจัดอบรมเทคนิคและบริการให้คำปรึกษาแบบเบ็ดเสร็จ ข้อกำหนดก็ค่อนข้างเข้มงวด ถ้าไม่ปลูกตามมาตรฐาน พวกเขาก็จะไม่รับซื้อผลผลิต”
“ฉันไม่ไปเช่าเรือนกระจกแน่นอน ค่าเช่าแพงเกินไป ถึงตอนนั้นกลัวจะไม่ได้แม้แต่ทุนคืนน่ะสิ”
“ก็แค่ย้ายมาปลูกในโรงเรือนไม่ใช่หรือไง? ทำไมต้องให้ใครมาสอนด้วย” ใครบางคนพูดอย่างหัวเสีย
เหล่าติงเป็นชายชราวัยหกสิบกว่าปี มีผิวสีทองแดง บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย หยาดเหงื่อไหลหยดลงมา ท่อนแขนที่ทำงานหนักตลอดทั้งปีเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรง
“การปลูกผักในเรือนกระจกต้องใช้ความรู้เยอะนะ โดยเฉพาะการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ถ้ายังทำตามวิธีเดิมๆ รับรองว่าปลูกได้ไม่ดีแน่”
หลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เหล่าติงก็หยุดมือ คว้่าดินจากพื้นขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วแบออก ชายชราอีกหลายคนก็ขยับเข้ามาใกล้
“แต่จาจื่อโกวมีแต่ดินทรายสีเหลืองแบบนี้ ดินมันไม่อุดมสมบูรณ์ เก็บน้ำและปุ๋ยไม่อยู่ ปลูกผักดีๆ ออกมาไม่ได้หรอก”
ชายชราที่เหลือต่างมีเรื่องให้ครุ่นคิด
ดินเป็นปัญหาหนักจริงๆ!
“ได้ยินมาว่าบริษัทซาไห่หนงมู่กำลังวิจัยการปลูกพืชด้วยวัสดุปลูกในเรือนกระจกกระจกหลังนั้น คนที่เคยเข้าไปทำงานพอออกมาก็พูดจาแปลกๆ กันทั้งนั้น”
“ที่นั่นจัดการเข้มงวดมาก ด้านนอกเรือนกระจกมีรั้วกั้นไว้หมด มองจากที่ไกลๆ ก็เห็นไม่ชัด น่าจะสำเร็จล่ะมั้ง”
เหล่าติงมวนยาสูบ แววตาลึกล้ำ คนอื่นๆ ก็ทำตามเช่นกัน
“บริษัทซาไห่หนงมู่ต้องทำสำเร็จให้ได้นะ”
“ยังไงก็ต้องทำนาปลูกผักต่อไป ไม่อย่างนั้นปากท้องของคนทั้งครอบครัวจะเอามาจากไหน”
...
หลังจากเดินผ่านเรือนกระจกธรรมดาๆ ไปหลายหลัง ลู่ฮั่นปินก็มาถึงหน้าเรือนกระจกอัจฉริยะ
เรือนกระจกหลังนี้มีพื้นที่ประมาณ 200 หมู่ นอกจากจะรับหน้าที่เพาะต้นกล้าแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่สำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายของบริษัทซาไห่หนงมู่อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การวิจัยรูปแบบการปลูกผัก และการวิจัยวัสดุปลูกที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน
ลู่ฮั่นปินเดินเข้าไปในเรือนกระจก
ผลไม้และผักที่เรียงเป็นแถวๆ ล้วนถูกปลูกในรางปลูกที่มีความกว้าง 60 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร ก้นรางปลูกปูด้วยพลาสติกโรงเรือนเพื่อใช้เก็บกักน้ำและปุ๋ย
บนแผ่นพลาสติกคือวัสดุปลูกหนาเตอะ ซึ่งก็คือ "ดิน" ที่พืชผลอาศัยเพื่อการเจริญเติบโต
เจ้าหน้าที่บริการเทคนิคหลายคนนั่งยองๆ คุยกันอยู่บนพื้น เมื่อสังเกตเห็นการมาถึงของลู่ฮั่นปินจึงลุกขึ้น
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสวมแว่นตาและมีผิวคล้ำเดินเข้ามาต้อนรับ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ประธานลู่ครับ ตามสูตรวัสดุปลูกที่คุณให้มา พริก มะเขือเทศ และมะเขือยาวเติบโตได้ดีมาก เราประเมินเบื้องต้นว่าสามารถดำเนินการในขั้นต่อไปได้แล้วครับ”
ลู่ฮั่นปินมีรอยยิ้มในดวงตา เขาเด็ดมะเขือเทศสุกงอมจนเปลือกแตกเล็กน้อยมาจากเถา
พอกัดเข้าไปหนึ่งคำ น้ำหวานอมเปรี้ยวก็ทะลักเต็มปาก อาบชุ่มต่อมรับรส
ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน เขาต้องทนรับแรงกดดันมหาศาล
แต่ความยุ่งเหยิงตลอดทั้งวันไม่เพียงช่วยปรับจังหวะชีวิตให้เร็วขึ้น แต่ยังฝึกฝนความสามารถในการแก้ปัญหาของเขา และทำให้เข้าใจเรื่องทางโลกมากขึ้น
ที่สำคัญที่สุดคือ เขามีความสามารถในการหาทางลัดท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก
เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่ว่าดินในเรือนกระจกมีธาตุอาหารอินทรีย์ไม่เพียงพอ เขาจึงเตรียมที่จะนำเทคโนโลยีการปลูกพืชไร้ดินมาใช้ และในขณะเดียวกันก็จะร่วมมือกับสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสูตรวัสดุปลูกของบริษัทซาไห่เอง
แนวคิดของเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบอส ซึ่งยังได้ให้สูตรพื้นฐานมาโดยตรง วัสดุปลูกชุดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากสูตรของกัวหยางนั่นเอง
สองวันต่อมา บริษัทซาไห่หนงมู่และแผนกเทคโนโลยีการเกษตรได้จัดการประชุมเพื่อดูงานการปลูกผักในเรือนกระจก
เหล่าติงสมัครเป็นคนแรกๆ
เมื่อเขาไปต่อแถวรอเข้าชมอยู่ด้านนอกโรงเรือนกระจก เขาก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมากมาย
หลายคนที่เคยสาบานอย่างหนักแน่นว่าจะไม่เช่าเรือนกระจก แต่สุดท้ายก็มากันหมด
การหาเงินจากการใช้แรงงานไม่ใช่แผนระยะยาว คนที่มีความสามารถก็ออกไปทำงานต่างถิ่นกันหมดแล้ว คนที่ยังอยู่ก็ถือเป็นแรงงานได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
เพื่อความอยู่รอด พวกเขาจึงถูกกระแสสังคมผลักดันให้ต้องเดินหน้าต่อไป
ภายในโรงเรือนกระจกเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ใบไม้สีเขียวอ่อนและผลไม้สีแดงสดสะท้อนเข้าสู่สายตาของเหล่าติง
มะเขือเทศที่เป็นพวงๆ ห้อยอยู่บนเถา มองแวบเดียวก็รู้ว่าผลผลิตไม่น้อยเลย
เหล่าติงอดไม่ได้ที่จะนั่งยองๆ และคว้่าดินขึ้นมาจากรางด้วยความเคยชิน
ดินมีความอ่อนนุ่ม ย่อยสลายและหมักได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มีชายชราถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดึงดูดความสนใจของบางคน
“เหล่าติง ดินนี้เป็นไงบ้าง?”
นิ้วของเหล่าติงบดขยี้อย่างละเอียด นานๆ ทีถึงจะแยกแยะส่วนผสมอย่างพวกต้นข้าวโพด มูลวัว และก้อนเชื้อเห็ดออกมาได้
“ดินดีมาก ดีมากๆ” เหล่าติงตัดสินใจแล้วว่าจะเช่าสักสองสามโรงเรือนเพื่อลองดู ถึงขั้นมีความคิดที่จะกู้เงินมาสร้างเรือนกระจกของตัวเองด้วยซ้ำ
เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าไปศึกษาวิเคราะห์วัสดุปลูกในรางด้วย มันมีสีดำสนิท ซึ่งแตกต่างจากทรายสีเหลืองในทะเลทรายอย่างสิ้นเชิง
“ดีมากจริงๆ”
ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดในใจของชาวบ้านได้ถูกปัดเป่าทิ้งไป
ช่างเทคนิคพากลุ่มคนไปตามจุดต่างๆ ในโรงเรือนและอธิบายต่อไปว่า “หลังจากเก็บเกี่ยวรอบนี้เสร็จ ฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงก็จะเร่งปลูกแตงกวาและถั่วฝักยาวอีกสักรอบ”
เหล่าติงคิดในใจว่า ฤดูร้อนเป็นช่วงนอกฤดูการผลิตของผักและผลไม้อย่างแตงกวากับถั่วฝักยาว น่าจะขายได้ราคาดี
“ผลกำไรจากผักที่ออกสู่ตลาดช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิน่าจะดีกว่าใช่ไหม!” ใครบางคนถาม
“รอบฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิได้กำไรดีกว่าจริงๆ แต่ต้องปลูกข้ามฤดูหนาว ใบไม้ผลิ และฤดูร้อนถึงสามฤดู เลยต้องมีข้อกำหนดเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกและระดับการจัดการที่ค่อนข้างสูง”
พอมีคนเป็นแกนนำ ผู้ชมคนอื่นๆ ก็พากันระดมถามคำถามอย่างเซ็งแซ่
โดยไม่รู้ตัว ผู้อพยพต่างก็มีความคาดหวังกับเรือนกระจกรับแสงอาทิตย์ของบริษัทซาไห่หนงมู่มากขึ้น