เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 354 บุตรอกตัญญู

ตอนที่ 354 บุตรอกตัญญู

ตอนที่ 354 บุตรอกตัญญู


ช่วงบ่ายลานเรือนตระกูลเสิ่นจัดงานเลี้ยงไหลซุยเพื่อต้อนรับแขกเหรื่อ หลังจากนี้งานเลี้ยงจะถูกจัดต่อเนื่องไปอีกสามวัน

ล่วงเลยจนถึงยามพลบค่ำดวงอาทิตย์ตกดิน แขกเหรื่อต่างกินดื่มจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน บรรดาสาวใช้กำลังช่วยกันเก็บกวาดลานเรือน ทว่าช่วงค่ำตระกูลเสิ่นยังมีงานเลี้ยงรอบสอง นั่นคืองานเลี้ยงภายในครอบครัวของตระกูลเสิ่นเอง

เดิมทีงานเลี้ยงครอบครัวมื้อนี้ เสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงถังล้วนได้รับเชิญ ทว่าเสิ่นหมิงเหวินเป็นคนใจแคบ จึงสะบัดก้นกลับไปด้วยความขุ่นเคือง สองพี่น้องเสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงจวินย่อมต้องเข้าร่วม ในขณะเดียวกันก็ยังได้เชิญเฝิงฮว่าฉีผู้เป็นอาจารย์ของเสิ่นซีมาร่วมโต๊ะด้วย

งานเลี้ยงครอบครัวมื้อนี้ไม่มีสิ่งใดต้องจงใจหลบเลี่ยงเพื่อรักษาระยะห่าง สตรีของทั้งตระกูลเสิ่นและตระกูลลู่ล้วนร่วมนั่งโต๊ะเดียวกัน เพียงแต่สตรีที่นั่งโต๊ะหลักมีแค่โจวซื่อและฮุ่ยเหนียง ส่วนเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในฐานะ ‘ลูกสะใภ้’ ของสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน ได้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับบรรดาผู้น้อยและสาวใช้

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีที่เก่งกาจและทรงอำนาจอย่างฮุ่ยเหนียง ทั้งเสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงจวินต่างก็รู้สึกเกรงใจจนแทบไม่กล้าเงยหน้า

ตัวเอกของงานเลี้ยงมื้อนี้ย่อมหนีไม่พ้นเสิ่นซีที่เพิ่งจะสอบได้เป็นใต้เท้าเจี้ยหยวน เฝิงฮว่าฉีรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ปกติแล้วเขาไม่เคยดื่มสุราต่อหน้าลูกศิษย์ ทว่าวันนี้เขากลับอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ผู้คนที่นั่งร่วมโต๊ะต่างพากันรินสุราคารวะ เฝิงฮว่าฉีก็ไม่ปฏิเสธผู้ใด ดื่มหมดจอกแล้วจอกเล่า

โจวซื่อกล่าวขึ้น “หากมิใช่เพราะสายตาอันแหลมคมของท่านอาจารย์เมื่อสองปีก่อน ที่เป็นธุระจัดการให้เขาเข้าสอบระดับอำเภอ ป่านนี้เด็กคนนี้ก็คงยังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราอยู่ในสถานศึกษา... ผู้ใดจะคาดคิดว่าเพียงเวลาแค่สองปี เขาไม่เพียงสอบได้ซิ่วไฉ ยังสอบได้จวี่เหริน มิหนำซ้ำยังคว้าเจี้ยหยวนกลับมาได้อีก”

เสิ่นหมิงจวินปรายตามองภรรยาที่ช่างเจรจาด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย “น้องหญิง”

เฝิงฮว่าฉีหัวร่อ “ฮูหยินเสิ่นกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าเพียงแค่มองเห็นว่าเด็กคนนี้มีความพิเศษไม่เหมือนคนทั่วไป เดิมทีตั้งใจให้เขาลองเข้าสอบระดับอำเภอเพื่อหาประสบการณ์ ผู้ใดจะคาดคิดว่าเขาจะสามารถสอบผ่านด่านต่าง ๆ ได้ติดต่อกัน บทความของเขาก็ยิ่งเขียนยิ่งดีเยี่ยม แม้แต่อาจารย์อย่างข้ายังต้องยอมรับว่าสู้ไม่ได้เลย”

เสิ่นหมิงจวินเอ่ย “ท่านอาจารย์เป็นผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง บุตรชายของข้าจะไปเทียบเคียงท่านได้อย่างไรขอรับ?”

เฝิงฮว่าฉีกล่าวอย่างใจกว้าง “หามิได้ แท้จริงแล้วหลังจากที่ได้เห็นบทความสอบระดับมณฑลในรอบนี้ของเสิ่นซี ข้าก็รู้สึกว่าเขามีโอกาสจะสอบติดแล้ว โชคดีที่ผู้คุมสอบยุติธรรมเที่ยงตรง หากไปเจอเรื่องการทุจริตติดสินบนสอบเข้าล่ะก็ ต่อให้สามารถสอบได้จวี่เหริน เกรงว่าก็คงต้องสอบติดรั้งท้ายป้ายประกาศเป็นแน่...”

สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ายังมีเรื่องการทุจริตติดสินบนสอบเช่นนี้อยู่ด้วย เสิ่นหมิงจวินหันไปมองโจวซื่อแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ทุจริตติดสินบนสอบอันใดหรือขอรับ?”

เฝิงฮว่าฉีโบกมือ “ไม่พูดถึงเสียจะดีกว่า วันนี้เป็นวันมงคลใหญ่ที่เสิ่นซีสอบได้จวี่เหริน ควรจะร่วมคารวะเขาให้มากหน่อยถึงจะถูก”

เสิ่นซียกถ้วยน้ำชาขึ้นมา พลางกล่าวด้วยความเคารพ “ศิษย์ต่างหากที่สมควรคารวะท่านอาจารย์ เพียงแต่ศิษย์ไม่สันทัดการดื่มสุรา จึงขอใช้ชาแทนสุรา ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยบ่มเพาะอบรมสั่งสอนขอรับ”

งานเลี้ยงครอบครัวมื้อหนึ่ง บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้นยิ่งนัก

ก่อนจะลากลับ สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินกล่าวขอบคุณเฝิงฮว่าฉีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังเตรียมของขวัญไว้ให้หลายชุด แม้กระนั้นโจวซื่อก็ยังคงรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง “เตรียมการกะทันหัน ท่านอาจารย์โปรดอย่าได้รังเกียจเลยนะเจ้าคะ”

เฝิงฮว่าฉีพยายามบ่ายเบี่ยงอยู่หลายครา แต่สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม่อาจปฏิเสธได้ จึงยอมรับไว้ด้วยความยินดี ทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูจวนตระกูลเสิ่น ทางฝั่งฮุ่ยเหนียงกลับตระเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่มูลค่าสูงไว้ให้อีกชุดหนึ่ง ทำเอาเฝิงฮว่าฉีถึงกับหัวร่อมิออกร่ำไห้มิได้ ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “เดิมทีตกลงกันไว้ว่าเป็นเพียงงานเลี้ยงครอบครัวมื้อหนึ่ง ผลปรากฏว่ากลับต้องหอบหิ้วของขวัญกลับไปมากมายก่ายกอง ทำเอาราวกับว่าข้าตั้งใจมารับของขวัญโดยเฉพาะเสียอย่างนั้น”

ฮุ่ยเหนียงยกมือปิดปากอมยิ้ม “หากเรียกว่างานเลี้ยงขอบคุณอาจารย์ น่าจะเหมาะสมและเข้าทีมากกว่านะเจ้าคะ”

แม้เฝิงฮว่าฉีจะเป็นคนเจ้าระเบียบ ทว่าก็มิใช่คนคร่ำครึยึดติดของโบราณ อีกทั้งไม่ยึดติดกับธรรมเนียมจนเกินไปนัก จึงยอมยิ้มรับของขวัญเอาไว้ เนื่องจากข้าวของมีมากเกินกว่าจะหอบหิ้วกลับไปไหว ฮุ่ยเหนียงจึงให้ซิ่วเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์ช่วยเดินไปส่ง โดยให้คนหนึ่งถือโคมไฟส่องทาง อีกคนหนึ่งช่วยถือของขวัญ

เมื่อทอดสายตามองจนเฝิงฮว่าฉีเดินลับตาไปแล้ว โจวซื่อจึงเดินเข้าไปถามฮุ่ยเหนียง “น้องสาว ที่ท่านอาจารย์เฝิงพูดก่อนหน้านี้... ตกลงว่าการทุจริตติดสินบนสอบคืออันใดหรือ?”

ฮุ่ยเหนียงอธิบายให้โจวซื่อฟังคร่าว ๆ พอโจวซื่อได้ฟังก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป หากมีคนมอบของขวัญติดสินบนให้ผู้คุมสอบจริง ๆ แล้วผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ จะยังมีโอกาสสอบติดอีกหรือ? บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงฉายแววโล่งอก “ยังดีที่ผู้คุมสอบในการสอบรอบนี้ยังพอนับว่ามีความยุติธรรม ไม่ยอมให้เสี่ยวหลางต้องสอบตก มิหนำซ้ำยังให้เขาได้เป็นเจี้ยหยวน หากเขาต้องมาสอบตกเพราะเรื่องพรรค์นี้ ต่อให้สอบอีกกี่รอบก็ใช่ว่าจะสอบติด ถึงตอนนั้นต่อให้เสี่ยวหลางมีความรู้ความสามารถ อนาคตก็คงต้องพังทลายลงเป็นแน่”

โจวซื่อลูบหน้าอกตนเอง รู้สึกหวาดผวาหลังเกิดเหตุ “พอได้ฟังน้องสาวพูดเช่นนี้ ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ ไอ้พวกผู้คุมสอบสมควรตายนั่น หากพวกมันกล้าทรยศมโนธรรม ไม่ยอมให้ลูกข้าสอบผ่านล่ะก็ ต่อให้ข้ากลายเป็นผีก็จะไม่ยอมละเว้นพวกมันแน่!”

ในขณะที่โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงกำลังสนทนาเรื่องนี้อยู่ด้านนอก เสิ่นซีกลับมาถึงห้องของตนเอง ภายในใจก็กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ดูเหมือนว่าตำแหน่งเจี้ยหยวนของเขาจะได้มาอย่างกะทันหันและมีเงื่อนงำมากเกินไป ราวกับว่ามีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเกิดความผิดพลาด ทว่าชั่วขณะนี้เขากลับคิดไม่ออกว่ามันคืออะไร

นับตั้งแต่เสิ่นซีได้รับโจทย์ข้อสอบสามข้อที่ซูทงส่งมาให้ เขาก็ไม่คาดหวังอะไรกับการสอบระดับมณฑลแห่งมณฑลฝูเจี้ยนในรอบนี้อีกเลย ฝูเจี้ยนเดิมทีก็เป็นดินแดนห่างไกลความเจริญ ภูเขาสูง ฮ่องเต้อยู่ไกล ขาดการกำกับดูแล ขุนนางท้องถิ่นยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง การติดสินบนกลายเป็นเรื่องปกติ หากพวกมันคิดจะรีดนาทาเร้นกอบโกยผลประโยชน์จากการสอบของบัณฑิต แล้วบรรดาผู้เข้าสอบจะไปมีหนทางรับมืออันใดได้?

เป็นเพราะการสอบระดับมณฑลมักจะมีพวกที่ไร้ความสามารถแต่กลับสอบผ่านโผล่มาให้เห็นอยู่เสมอ หากประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลงไป อีกหลายสิบปีให้หลังจนกระทั่งถึงรัชศกเจียจิ้ง ถึงจะมีการบัญญัติระบบโหมวคานขึ้นมาในท้ายที่สุด

(เชิงอรรถผู้แปล: โหมวคาน (磨勘) ระบบการสอบทานและประเมินกระดาษคำตอบซ้ำอีกครั้งในเมืองหลวง เพื่อตรวจสอบและป้องกันการทุจริตสอบในระดับมณฑล)

ทว่าในยุคนี้ยังไม่มีระบบโหมวคาน แม้จะกล่าวว่าหัวหน้าผู้คุมสอบฝ่ายในสองคนคือผู้กุมอำนาจตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ทว่าก็ไม่อาจยับยั้งไม่ให้ขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกเข้ามาก้าวก่ายการตรวจกระดาษคำตอบได้อย่างเด็ดขาด เรื่องการทุจริตติดสินบนและการโกงการสอบจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่อาจปราบปรามให้หมดสิ้น

ภายใต้สถานการณ์อันมืดมนที่มีเบื้องลึกเบื้องหลังซับซ้อนเช่นนี้ เสิ่นซียอมรับว่าแม้แต่จะสอบให้ติดก็ยังยากแสนสาหัส แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะมีโอกาสสอบได้ถึงเจี้ยหยวน?

หรือว่า... บรรดาขุนนางที่ทุจริตเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเหล่านั้น จะรู้สึกว่าบทความของเขาเขียนได้ยอดเยี่ยมจนเกินไป ในเมื่อพวกมันกอบโกยเงินทองจากผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ มาได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว ก็เลยตัดสินใจดันบทความของเขาขึ้นมาเพื่อใช้เป็นโล่กำบัง?

……

……

หลายวันหลังจากที่เสิ่นซีสอบได้เจี้ยหยวน ลานเรือนตระกูลเสิ่นและท้องถนนหน้าประตูจวนก็เต็มไปด้วยความคึกคักจอแจ ในช่วงเที่ยงของทุกวันจะมีการตั้งโต๊ะเลี้ยงแขก งานเลี้ยงไหลซุยจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงยามพลบค่ำดวงอาทิตย์ตกดิน

หลายวันมานี้ นอกจากโรงเตี๊ยม ‘จ้วงหยวนจู’ (ที่พำนักจอหงวน) จะต้องมาช่วยจัดการงานเลี้ยงไหลซุยทางฝั่งนี้แล้ว ภายในโรงเตี๊ยมเองก็ยังมีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาจนแน่นขนัดทุกวัน

คำกล่าวขานที่ว่า ‘โรงเตี๊ยมที่พำนักจอหงวนย่อมให้กำเนิดจอหงวน’ เริ่มแพร่สะพัดในหมู่บัณฑิต ทุกคนต่างรู้ว่าอาหารขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมที่พำนักจอหงวนคือหม้อไฟ สีแดงสดใสร้อนแรง กินแล้วส่งไอร้อนผ่าวออกมา ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองและสิริมงคล ยิ่งไปกว่านั้น โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็เปิดขึ้นเพื่อเสิ่นซี ซิ่วไฉน้อยผู้นี้นี่เอง เสิ่นซีสอบได้เซิงหยวนตอนอายุสิบเอ็ดปี สอบได้เจี้ยหยวนตอนอายุสิบสองปี ไม่แน่ว่าปีหน้าอาจจะสอบได้จอหงวนเลยก็ได้

ดังนั้น แม้แต่ชาวเมืองก็พากันเห่อตาม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาทางไปกินอาหารที่โรงเตี๊ยมที่พำนักจอหงวนสักมื้อ ด้วยหวังว่าตนเองหรือบุตรหลานในอนาคตจะได้เป็นใหญ่เป็นโตเหมือนอย่างเสิ่นซี

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อไม่มีเวลาไปใส่ใจเรื่องอื่น ร้านขายยาทำได้เพียงหยุดกิจการชั่วคราวสองสามวัน เพื่อทุ่มเทให้กับการดูแลงานเลี้ยงไหลซุยที่บ้านและกิจการของโรงเตี๊ยมจ้วงหยวนจูอย่างเต็มกำลัง

ในช่วงสองวันนี้ ฮุ่ยเหนียงถึงกับวางมือจากกิจการของสมาคมการค้าไปก่อน สำหรับนางแล้ว การที่เสิ่นซีสอบได้เจี้ยหยวนถือเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เดิมทีนางตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงฉลองเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ทว่าต่อให้มีกำลังทรัพย์ ก็หาได้มีเรี่ยวแรงจะรับมือไหว ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงแค่พูด งานเลี้ยงไหลซุยที่จัดติดต่อกันถึงสามวันนี้ ก็ต้องใช้เงินทองไปมิใช่น้อย ถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างสุดกำลังแล้ว

ในวันที่ยี่สิบสามเดือนเก้า งานเลี้ยงไหลซุยก็สิ้นสุดลงในที่สุด ช่วงบ่ายของวันนี้ ขณะที่คนของทั้งสองครอบครัวกำลังช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะเก้าอี้และถ้วยชามบริเวณตรอกซอกซอยด้านนอกและในลานเรือนด้านหน้า เสิ่นหมิงเหวินก็กลับมาจากโรงพิมพ์ พร้อมทั้งนำข่าวมาบอกโจวซื่อว่า “เพิ่งได้รับจดหมายจากท่านแม่ บอกว่าพรุ่งนี้จะเดินทางมาถึงตัวเมือง”

แต่ก่อนโจวซื่อไม่อยากเจอหน้าหลี่ซื่อที่สุด ครอบครัวของตนเองก็ใช้ชีวิตไปตามประสา หาเงินส่งให้ตามหน้าที่แล้ว เหตุใดจะต้องหาแม่สามีมาคอยควบคุม คอยจู้จี้จุกจิกขัดขวางไปเสียทุกเรื่องด้วย?

เมื่อนึกถึงตอนที่สามีของตนเองถูกฮูหยินเฒ่าเฆี่ยนตีจนบาดเจ็บสาหัสเมื่อหลายเดือนก่อน ภายในใจของโจวซื่อก็ยังคงรู้สึกคับแค้นใจไม่หาย

ทว่าคราวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว บุตรชายของนางไม่เพียงแต่สอบได้ซิ่วไฉ ยังสอบได้ถึงจวี่เหริน มิหนำซ้ำยังคว้าตำแหน่งเจี้ยหยวนกลับมาได้อีก คนนอกต่างก็พูดกันว่าใต้เท้าเจี้ยหยวนมีโอกาสสอบติดจิ้นซื่อสูงมาก ใต้เท้าจวี่เหรินก็คือเทพเหวินชวี่ซิงจุติลงมา หากสอบได้จิ้นซื่อ... โอ้สวรรค์ ไม่อยากจะคิดเลยจริง ๆ

ยามมีเรื่องน่ายินดี จิตใจย่อมเบิกบาน แต่ทว่าทุกครั้งที่เห็นหน้าเสิ่นหมิงเหวิน โจวซื่อก็มักจะอารมณ์เสียเสมอ

นับตั้งแต่เสิ่นซีสอบได้เจี้ยหยวน เสิ่นหมิงเหวินก็เอาแต่พร่ำบอกว่าเป็นเพราะตนเองสั่งสอนมาดี นอกจากวันแรกที่เขาแง่งอนใจแคบไม่ยอมเข้าร่วมงานเลี้ยงไหลซุยแล้ว อีกสองวันที่เหลือเขาก็กินอาหารครบทั้งสามมื้อไม่เคยขาด ทุกมื้อต้องมีสุราชั้นดีและเนื้อชั้นเลิศ และเมื่อใดที่ดื่มสุราก็จะยืดเยื้อไม่ยอมเลิกรา ดื่มกินร่วมกับเสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงจวินสองพี่น้องจนดึกดื่นค่อนคืน

พฤติกรรมต่าง ๆ ของเสิ่นหมิงเหวินทำให้โจวซื่อรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก สิ่งที่นางปรารถนาที่สุดในยามค่ำคืนคือการได้พูดคุยกับสามีเรื่องที่บุตรชายสอบได้จวี่เหริน และจะได้ใช้เวลาพลอตรักกันตามประสาคู่สามีภรรยา อย่างไรเสียนางก็อายุยี่สิบเก้าปีแล้ว เป็นวัยที่กำลังต้องการการเล้าโลมเอาใจใส่จากผู้เป็นสามี

การที่หลี่ซื่อเดินทางเข้าเมืองมาในคราวนี้ นอกจากโจวซื่อจะสามารถเงยหน้าอ้าปากต่อหน้าฮูหยินเฒ่าได้แล้ว นางยังหวังให้ฮูหยินเฒ่ารีบพาตัวเสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงถังกลับไปโดยเร็วอีกด้วย

เช้าตรู่วันที่ยี่สิบสี่เดือนเก้า เสิ่นหมิงจวินก็วิ่งไปรอรับหลี่ซื่อที่ประตูเมืองฝั่งเหนืออีกครั้ง

หลังจากที่ร้านขายยาหยุดทำการไปสองวันครึ่ง ก็กลับมาเปิดร้านใหม่อีกครั้ง และในวันนี้ก็ยังมีผู้คนมาแสดงความยินดีอยู่ไม่ขาดสาย

เมื่อก่อนตอนที่เสิ่นซีสอบได้เป็นอั้นโส่วประจำเมือง หรือตอนที่สอบได้ซิ่วไฉ เวลาที่มีคนมาแสดงความยินดี โจวซื่อก็มักจะรับหน้าไปอย่างแกน ๆ ทว่าคราวนี้ความรู้สึกของนางต่างออกไป เสิ่นซีสอบได้จวี่เหริน ทรัพย์สมบัติของตระกูลนางก็ไม่ไยดีแล้ว ผู้ใดมาแสดงความยินดี หากนางไม่มอบของกำนัลให้สักเล็กน้อยก็คงจะรู้สึกละอายใจ ไม่สนว่าพวกเขาจะจริงใจหรือไม่ ขอเพียงนางได้ยินแล้วรู้สึกสบายใจก็เป็นอันพอ

จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง รถม้าจากหนิงฮว่าก็เดินทางมาถึงในที่สุด คราวนี้หลี่ซื่อพาเสิ่นหมิงซินมาเพียงคนเดียว โดยให้เสิ่นหมิงซินเป็นคนบังคับรถม้า สองแม่ลูกเร่งเดินทางมาอย่างรีบร้อนจนมาถึงในที่สุด

ทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า และเดินเข้าไปในร้านขายยา หลี่ซื่อก็ร้องเรียกหา “หลานชายข้า หลานชายข้าอยู่ที่ใด?”

โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ในฐานะลูกสะใภ้และหลานสะใภ้ของตระกูลเสิ่น รีบออกมาประคองฮูหยินเฒ่า โจวซื่อกล่าวว่า “ท่านแม่ หลานชายของท่านอยู่ที่บ้านเจ้าค่ะ ไม่ได้มาที่นี่”

หลี่ซื่อถอนหายใจ “เฮ้อ! แล้วจะพาข้ามาที่นี่ทำไมกัน? เร็วเข้า... รีบพาข้ากลับไปที่บ้านที ข้าอยากเจอหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของข้าใจจะขาดแล้ว!”

เมื่อฮูหยินเฒ่ามาถึง ร้านขายยาที่เปิดมาได้ครึ่งวันก็ต้องปิดทำการลงชั่วคราว อย่างไรเสียผู้รับผิดชอบร้านขายยาอย่างโจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ล้วนเป็นสะใภ้ตระกูลเสิ่น เมื่อผู้มีอำนาจสูงสุดของครอบครัวอย่างหลี่ซื่อมาเยือน พวกนางจะมัวอยู่เฝ้าร้านต่อไปก็คงเป็นไปไม่ได้ นั่นถือเป็นการไม่เคารพฮูหยินเฒ่าอย่างร้ายแรง

เมื่อก่อนโจวซื่อไม่เคยใส่ใจเรื่องพรรค์นี้เลย แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เสิ่นซีได้ดีมีอนาคต คนเป็นแม่อย่างนางก็ต้องไม่ทำตัวให้บุตรชายต้องขายหน้า ต่อให้นางจะเกลียดฮูหยินเฒ่าเข้ากระดูกดำ แต่นางก็ต้องแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อฮูหยินเฒ่าให้ผู้อื่นเห็น นี่ก็เพื่อชื่อเสียงของบุตรชาย

“ฮูหยินเฒ่าตระกูลเสิ่นมาแล้ว รีบไปดูเร็วเข้า”

หลี่ซื่อเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากร้านขายยา ก็มีคนดูออกว่าฮูหยินเฒ่าผู้นี้ไม่ธรรมดา ยิ่งสังเกตเห็นว่าทั้งโจวซื่อและเสิ่นหมิงจวินต่างคอยปรนนิบัติพัดวีอย่างนอบน้อม ก็รู้ได้ทันทีว่านี่ต้องเป็นท่านย่าของเจี้ยหยวนน้อยคนใหม่เป็นแน่ ในเมื่อท่านย่ามาถึงแล้ว ก็ต้องไปแสดงความยินดีอีกสักหน ไม่แน่ว่าฮูหยินเฒ่าอาจจะแจกเหรียญทองแดงให้ไปซื้อขนมกินสักสองสามเหวินก็เป็นได้

หลี่ซื่อไม่คิดเลยว่าตนเองจะมีชื่อเสียงโด่งดังถึงเพียงนี้ เพิ่งจะมาถึงตัวเมือง ก็มีผู้คนยกย่องนางราวกับเป็นบุคคลสำคัญ ไปที่ใดก็มีแต่รอยยิ้มและคำสรรเสริญเยินยอ แม้ว่าฮูหยินเฒ่าจะเดินเหินไม่ค่อยสะดวกนักด้วยเท้าที่ถูกรัดจนเล็ก ทว่าขาของนางกลับก้าวเดินได้อย่างคล่องแคล่ว นางหัวร่อร่าพลางก้าวขึ้นรถม้า เสิ่นหมิงซินและเสิ่นหมิงจวินสองพี่น้องทำหน้าที่บังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเสิ่น

โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ปล่อยให้สาวใช้ช่วยกันเก็บร้าน ส่วนพวกนางก็เดินกลับบ้านทางประตูหลัง

เมื่อพวกนางกลับมาถึงลานเรือนตระกูลเสิ่น หลี่ซื่อก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องโถงหลัก มือข้างหนึ่งลูบศีรษะของเสิ่นซี ส่วนปากก็พร่ำพรรณนาร้องไห้สะอึกสะอื้น “...ตาเฒ่าเอ๊ย ในที่สุดข้าก็ทำหน้าที่ต่อตระกูลเสิ่นได้อย่างไม่บกพร่องแล้วนะ อดทนฝ่าฟันมาตั้งหลายปี ในที่สุดก็ทนจนผ่านพ้นความยากลำบากมาได้เสียที...”

เสิ่นซีฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก แท้จริงแล้วเขาอยากจะอธิบายให้หลี่ซื่อฟังเหลือเกินว่า ตำแหน่งจวี่เหรินของเขานั้น แตกต่างจากตำแหน่งจวี่เหรินของนายท่านเฒ่าตระกูลเสิ่นเมื่อหลายสิบปีก่อนลิบลับ จวี่เหรินในยุคนั้นมีค่าดั่งทองคำ หากสอบได้จวี่เหรินก็แทบจะรับรองตำแหน่งนายอำเภอและเจริญก้าวหน้าได้เลย ทว่ามาถึงยุคหงจื้อ ต่อให้สอบได้จวี่เหริน อย่างมากก็ได้เป็นแค่เสมียนตัวเล็ก ๆ ในที่ว่าการทางการเท่านั้น หากยังหวังจะได้เป็นถึงรองเจ้าเมืองขั้นห้าล่ะก็ นั่นมันเป็นเพียงแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ชัด ๆ

ทว่าในเมื่อฮูหยินเฒ่ากำลังอยู่ในช่วงปิติยินดี เขาก็ไม่อยากจะสาดน้ำเย็นดับความสุขของนาง

เสิ่นหมิงเหวินได้ยินว่ามารดาเดินทางมาถึง ก็คงคิดว่าหลังจากนี้ตนเองคงไม่ต้องถูกขังอยู่ในห้องมืดปิดตายเพื่ออ่านตำราอีกต่อไป จึงเดินหน้าบานเข้ามาด้วยความเบิกบานใจ เมื่อเห็นฮูหยินเฒ่ากำลังกอดหลานชายร้องไห้คร่ำครวญอยู่ เขาก็ก้มหัวคารวะอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วขอรับ”

ฮูหยินเฒ่ายื่นขาสั่นเทาออกไป ถีบเปรี้ยงเข้าที่ขาของเสิ่นหมิงเหวินเต็มแรง “ไอ้บุตรอกตัญญูไม่ได้เรื่อง! ส่งเสียให้เจ้าสอบมาตั้งสิบกว่าปีก็ยังเอาตำแหน่งจวี่เหรินกลับมาไม่ได้สักที เจ้าคิดว่าคนในครอบครัวเลี้ยงดูส่งเสียเจ้ามันง่ายนักหรือไร? ดูชีหลางสิ สอบเพียงครั้งเดียวก็คว้าจวี่เหรินกลับมาได้แล้ว ต่อไปนี้ข้าจะถือเสียว่าไม่มีลูกอย่างเจ้าก็แล้วกัน”

จบบทที่ ตอนที่ 354 บุตรอกตัญญู

คัดลอกลิงก์แล้ว