- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 352 ข่าวปลอมกระมัง?
ตอนที่ 352 ข่าวปลอมกระมัง?
ตอนที่ 352 ข่าวปลอมกระมัง?
ทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่ากำลังรอคอยคนแจ้งข่าวลำดับที่สองจากเมืองถิงโจว ทว่าทางเมืองถิงโจวเองก็มีคนแจ้งข่าวลำดับที่สองและสามของตนเองเช่นกัน เพียงแต่ต้องรอให้คนแจ้งข่าวลำดับที่หนึ่งถือเอกสารแจ้งข่าวดีจากเมืองเอกของมณฑลมาถึงก่อน หาไม่แล้วจะถือว่าผิดธรรมเนียม
สาเหตุที่คนแจ้งข่าวลำดับที่สองไม่ยอมไปที่อำเภอหนิงฮว่า เป็นเพราะเสิ่นซีถือเป็นคนดังแห่งตัวเมืองถิงโจวอยู่แล้ว มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่าเสิ่นซีเด็กอัจฉริยะน้อยผู้นี้เพิ่งจะสอบได้เป็นอั้นโส่วประจำเมืองเมื่อปีก่อนนู้น และสอบได้อันดับสองในการสอบระดับท้องถิ่นเมื่อปีกลาย?
อีกทั้งข่าวดีที่แจ้งลงมาจากเบื้องบนก็ระบุชัดเจนว่า “นายท่านเจ็ดตระกูลเสิ่น... ซี” สอบได้เป็นเจี้ยหยวน ในเมื่อคุณชายตระกูลเสิ่นพำนักอยู่ในตัวเมือง การไปขอรับเงินรางวัลก็สมควรต้องไปที่บ้านตระกูลเสิ่นสิ ขนาดสอบได้แค่ซิ่วไฉยังกอบโกยเงินรางวัลได้ตั้งสิบกว่าตำลึง หากสอบได้ถึงเจี้ยหยวนในการสอบระดับมณฑล มิใช่ว่าจะกอบโกยเงินรางวัลได้เป็นกอบเป็นกำหรอกหรือ?
บรรดาคนแจ้งข่าวดีของทางการล้วนเป็นคนฉลาด พวกเขาตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอแจ้งข่าวดีของอีกสี่บ้านที่เหลือให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ต่อให้ต้องรอนแรมเดินทางทั้งวันทั้งคืน พวกเขี้ยวลากดินเหล่านี้ก็ยังต้องรีบเร่งรุดจากทุกสารทิศในเมืองถิงโจว เพื่อกลับมาแจ้งข่าวดีที่บ้านตระกูลเสิ่นให้ทันในวันเฉินให้จงได้
(เชิงอรรถผู้แปล: เขี้ยวลากดิน (老油条 / 老油子) เป็นคำด่าเปรียบเปรยถึงคนที่เจนจัด ผ่านโลกมามาก เอาตัวรอดเก่ง และมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว)
แต่ผลปรากฏว่า พวกคนที่เดินทางไปแจ้งข่าวดีตามอำเภอต่าง ๆ ในเมืองถิงโจวต่างก็เดินทางกลับมากันหมดแล้ว ทว่าคนแจ้งข่าวลำดับที่หนึ่งกลับยังมาไม่ถึง บรรดาคนแจ้งข่าวดีต่างก็รู้สึกสะอิดสะเอียนราวกับถูกบังคับให้กลืนอุจจาระลงคออย่างไรอย่างนั้น
“พวกเจ้าว่า นายท่านจากเมืองเอกจงใจจะกลั่นแกล้งพวกเราหรือไม่? อย่าบอกนะว่าป่านนี้พวกมันรุดไปที่อำเภอหนิงฮว่าแล้วจริง ๆ... พวกมันไม่คิดจะแวะมาที่เมืองถิงโจวเพื่อสอบถามสถานการณ์ให้กระจ่างแจ้งก่อนหรือไร? หากพวกมันไม่มา พวกเราจะอาศัยแค่น้ำลายไปแจ้งข่าว มีหรือที่ชาวบ้านเขาจะยอมเชื่อ?”
“หรือว่าพวกมันคิดจะไปกอบโกยที่หนิงฮว่าก่อนรอบหนึ่ง แล้วค่อยวกกลับมากอบโกยที่อำเภอฉางถิงของเราอีกรอบ? เรื่องดีงามเยี่ยงนี้มีผู้ใดบ้างไม่อยากทำ?”
“เหอะ! ผู้ใดกำหนดไว้ล่ะว่ามารดามันต้องเป็นคนจากเมืองเอกเท่านั้นที่เป็นคนเขียน พวกเราเขียนกันเองไม่ได้หรือไร?”
“ตกลง เขียนกันเองนี่แหละ”
เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการเมืองถิงโจวและที่ว่าการอำเภอฉางถิงที่รอคอยจะไปแจ้งข่าวดีที่บ้านตระกูลเสิ่นนั้นมีจำนวนหลายสิบคน ล้วนตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะได้ไปขอรับเงินรางวัล อย่างไรเสียตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาก็เคยเห็นใบแจ้งข่าวดีของทั้งเซิงหยวนและจวี่เหรินมาแล้วไม่ใช่น้อย แม้ว่าดินแดนแถบตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนจะไม่ได้มีชื่อเสียงด้านการศึกษามากนัก แต่ในแต่ละมณฑลย่อมมีการรับจวี่เหรินราว ๆ หกสิบคน อย่างไรเสียก็ต้องมีส่วนของเมืองถิงโจวหลุดมาบ้าง
แน่นอนว่าหากมีผู้ใดสอบได้จิ้นซื่อ ย่อมไม่มีใครหน้าไหนกล้าเขียนใบแจ้งข่าวขึ้นมาส่งเดชเป็นแน่ เพราะนั่นจะถือเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจเบื้องสูง แต่นี่เป็นเพียงการสอบระดับมณฑล ต่อให้เขียนขึ้นเองก็คาดว่าคงไม่เป็นกระไรนัก
คนของที่ว่าการเมืองจึงยึดตามรูปแบบใบแจ้งข่าวดีของจวี่เหรินคนอื่น ๆ ในการสอบระดับมณฑลครั้งนี้ ตวัดพู่กันเขียนใบแจ้งข่าวดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เสิ่นซี คุณชายตระกูลเสิ่น ผู้เข้าสอบจากอำเภอหนิงฮว่า เมืองถิงโจว สอบได้อันดับหนึ่งเป็นเจี้ยหยวนในการสอบระดับมณฑลแห่งมณฑลฝูเจี้ยนรอบนี้ ขอให้ชื่อทะยานขึ้นสู่ป้ายทองคำในการสอบหน้าพระพักตร์ที่เมืองหลวง”
เป็นเพราะหลายปีมานี้เมืองถิงโจวไม่เคยมีผู้ใดสอบได้เจี้ยหยวนมาก่อน บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเหล่านี้จึงไม่รู้ว่ารูปแบบการแจ้งข่าวของเจี้ยหยวนที่ถูกต้องเป็นเช่นไร อย่างไรเสียก็คิดเพียงว่าแค่เขียนให้คล้ายคลึงก็พอแล้ว
หลังจากเขียนเสร็จ ทุกคนก็พิจารณาร่วมกัน เห็นว่าเขียนได้ไม่เลวเลยทีเดียว จึงรีบถือใบแจ้งข่าวดีพากันมุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเสิ่นทันที
ตลอดทางมีการเป่าปี่ตีกลองกันอย่างครึกครื้นเอิกเกริก ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือคนแจ้งข่าวดีตัวจริง อีกทั้งยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความปีติยินดี เพื่อให้ชาวเมืองถิงโจวทั้งปวงได้รับรู้ว่า คุณชายน้อยตระกูลเสิ่นสอบได้เป็นใต้เท้าเจี้ยหยวนด้วยวัยเพียงสิบสองปีเท่านั้น
เจี้ยหยวนวัยสิบสองปีเชียวนะ! นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการจัดสอบเคอจวี่ในมณฑลฝูเจี้ยนเลยทีเดียว หรือหากกวาดสายตามองไปทั่วทั้งต้าหมิง ก็ไม่เคยมี ‘เด็กอัจฉริยะ’ คนใดที่สอบได้จวี่เหรินด้วยวัยเพียงสิบสองปีมาก่อน
เมื่อผ่านการป่าวประกาศของพวกคนแจ้งข่าวดี บรรดาชาวบ้านที่ได้ยินข่าวต่างก็พากันแห่แหนเดินตามไปยังจวนตระกูลเสิ่น
……
……
ทางฝั่งร้านขายยา อาศัยช่วงเวลาเที่ยงวันที่ผู้คนบางตา สามพี่น้องเพิ่งจะนั่งลงล้อมวงกินมื้อเที่ยงและพูดคุยธุระกัน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากด้านนอก
โจวซื่อขมวดคิ้ว “หนิงเอ๋อร์ ออกไปดูทีสิว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
หนิงเอ๋อร์วางถ้วยชามลงแล้วรีบเดินออกไป ครู่หนึ่งก็เดินกลับมาพลางส่ายหน้า “ด้านนอกเหมือนจะมีคนมาแจ้งข่าวดีเจ้าค่ะ มุ่งหน้าไปยังถนนสายถัดไปแล้ว”
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยขึ้น “แจ้งข่าวดีอันใดกัน? ช่วงสองวันก่อนก็มีการแจ้งข่าวดีสำหรับจวี่เหรินไปจนเสร็จสิ้นหมดแล้วไม่ใช่หรือ? ได้ยินมาว่าคุณชายซูที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเสี่ยวหลาง ครั้งนี้ก็สอบได้จวี่เหรินเช่นกัน ตัวเขายังอยู่ที่เมืองฝูโจวยังไม่กลับมา แต่ทางครอบครัวของเขาก็ได้จัดงานเลี้ยงฉลองติดต่อกันมาหลายวันแล้ว”
โจวซื่อรู้สึกหวิวในใจราวกับสูญเสียบางสิ่ง “คุณชายซูสอบติดจวี่เหรินแล้วหรือ?”
ฮุ่ยเหนียงถอนหายใจ “ก็เพราะกลัวว่าพี่สาวจะคิดมากอย่างไรเล่า... เรื่องนี้ข้าได้ยินมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่กล้ากลับมาเล่าให้พี่สาวฟัง”
โจวซื่อหัวร่อ “คุณชายซูเขามีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง แม้แต่น้องสาวเองก็ยังมักจะคอยบอกให้ไอ้เด็กทึ่มหมั่นไปมาหาสู่กับคุณชายซูให้มาก เพราะจะเป็นผลดี เจ้าดูสิ ตอนนี้เขาสอบได้จวี่เหรินจริง ๆ แล้ว หากพวกเราเพิ่งจะไปตีสนิทกับเขาตอนนี้ มีหวังเขาคงได้ดูแคลนพวกเราเป็นแน่ รอให้คุณชายซูกลับมาก่อน ให้ไอ้เด็กทึ่มเป็นเจ้ามือเชิญเขาไปกินข้าวสักมื้อ ไม่แน่ว่าวันหน้าเขาอาจจะคอยช่วยเหลือพวกเราได้บ้างมิใช่หรือ?”
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า “เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะให้คนไปจัดการให้ หากเสี่ยวหลางของพวกเราสอบติดบ้างล่ะก็ อย่าว่าแต่จัดงานเลี้ยงสองสามวันเลย ต่อให้เชิญคนมากินเลี้ยงเป็นเดือน ๆ ก็ยังได้”
……
……
ภายในร้านขายยากำลังล้อมวงกินข้าวกันอย่างชื่นมื่น ทว่าทางฝั่งจวนตระกูลเสิ่นกลับเกิดสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
ในฐานะที่เป็นทวารบาลคุ้มภัยของตระกูลเสิ่นและตระกูลลู่ เวลานี้จูซานกำลังถือกระบองท่อนใหญ่ยาวขวางอยู่หน้าประตูจวนตระกูลเสิ่น ไม่ยอมให้ผู้ใดก้าวเข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว หากผู้ใดกล้าเข้าใกล้ นางก็จะเอาไม้กระบองฟาดใส่คนผู้นั้น
บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเดิมทีก็ไม่เชื่อในความเก่งกาจของนาง หมายจะแห่กันกรูกันเข้าไป ผลปรากฏว่าจูซานผู้นี้ก็ลงมือโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย นางตวัดกระบองเพียงครั้งเดียวก็ฟาดโดนเจ้าหน้าที่สองคนที่วิ่งนำหน้ามาจนล้มกลิ้ง
เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนนี้ ต่อให้รวมพละกำลังกันแล้วก็ยังสู้พละกำลังของนางไม่ได้ กลับถูกกระบองของนางดันจนล้มหงายหลังไปอย่างดื้อ ๆ เดิมทีบรรดาเจ้าหน้าที่ตั้งใจจะมาแจ้งข่าวดีเพื่อรับเงินรางวัล ทว่าเมื่อต้องมาเจอกับคนที่น้ำมันเกลือไม่ซึมเข้าเยี่ยงนี้ พวกเขาก็แทบจะอยากพุ่งเข้าไปจับกุมตัวนางกลับไปซ้อมที่ว่าการเมืองเสียให้เข็ด
(เชิงอรรถผู้แปล: น้ำมันเกลือไม่ซึมเข้า (油盐不进) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่ดื้อดึงดันทุรัง โน้มน้าวไม่ได้ ไม่ยอมโอนอ่อน หรือไม่หลงกลติดสินบนง่าย ๆ)
“...แม่นางท่านนี้ ท่านช่วยหลีกทางหน่อยได้หรือไม่? พวกเรามาแจ้งข่าวดี คุณชายน้อยของจวนท่าน สอบได้เป็นเจี้ยหยวนในการสอบระดับมณฑลครั้งนี้”
จูซานหลับตาลงแล้วเริ่มร่ายรำกระบองอีกครั้ง ท่วงท่าอันดุดันนั้นก่อให้เกิดเสียงลมพัดแหวกอากาศดังขวับ ๆ อย่าว่าแต่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่อยู่รอบ ๆ เลย ต่อให้เป็นบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ว่าการผู้เจนโลกเหล่านี้ พอได้เห็นแล้วก็ยังต้องตกตะลึงจนเบิกตาโพลง นี่ตกลงว่าเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงกันแน่ ไฉนพละกำลังถึงได้มหาศาลปานนี้?
“วันนี้มีข้าอยู่ที่นี่ อย่าหวังว่าจะมีผู้ใดก้าวเข้าไปได้แม้แต่คนเดียว!”
จูซานก็เอาแต่ต่อล้อต่อเถียงกับคนกลุ่มนี้เช่นกัน วัน ๆ ข้าได้แต่ซ่อมแซมแปลงดอกไม้และสร้างเพิงอยู่ในลานเรือน กำลังคิดอยู่พอดีว่าจะตอบแทนบุญคุณที่นายหญิงทั้งสองให้โอกาสข้าได้อย่างไร ในเมื่อพวกเจ้าเสนอหน้ามาถึงที่ โอกาสงามเช่นนี้ข้าย่อมต้องคว้าไว้ให้ดี
ลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้กำลังเล่นกันอยู่ที่ลานเรือนด้านหน้า ก่อนหน้านี้ทั้งสองนำสำรับอาหารมาส่ง และนั่งกินข้าวร่วมกับเสิ่นซีและจูซาน หลังจากเก็บล้างถ้วยชามเสร็จ ทั้งคู่ก็มานั่งเบียดกันอ่านหนังสือภาพ
เมื่อได้ยินเสียงเอะอะจากด้านนอก ทั้งสองจึงชะโงกหน้ามองผ่านรอยแยกของประตู ลู่ซีเอ๋อร์ตะโกนถามเสียงดัง “พี่จูซาน พวกเขาเป็นใครหรือ?”
จูซานตอบกลับไปว่า “คุณหนู อย่าออกมานะเจ้าคะ พวกนี้เป็นคนเลว”
บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเริ่มร้อนใจขึ้นมา พวกเขายังไม่ทันรอให้คนแจ้งข่าวลำดับที่หนึ่งมาถึง ก็ด่วนมาแจ้งข่าวดีเสียก่อน ซึ่งก็นับว่าผิดธรรมเนียมแล้ว ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือรีบให้พวกตนแจ้งข่าวดีและรับเงินรางวัลกลับไป เรื่องทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี
แต่ดูเอาเถิด! หรือว่าวันนี้ก่อนออกจากบ้านจะไม่ได้ดูฤกษ์ยาม ถึงได้ยกทัพออกศึกก็พ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มเช่นนี้!
“แม่นางน้อย ท่านดูสิ พวกเราล้วนเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต มาเพื่อแจ้งข่าวดีให้แก่คุณชายน้อยของตระกูลเสิ่น เขาสอบได้เป็นเจี้ยหยวนในการสอบระดับมณฑล สอบติดจวี่เหรินแล้วนะ ท่านเข้าใจหรือไม่?”
จูซานไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้จริง ๆ นางจึงส่ายหน้าอย่างซื่อตรง
อย่างไรเสีย หลินไต้ก็อายุมากกว่าหนึ่งปีและมีความคิดอ่านมากกว่า เมื่อเห็นว่าคนด้านนอกล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ว่าการและเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง จึงไม่น่าจะเป็นคนร้ายมาบุกรุกถึงบ้าน อีกอย่าง นางเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วตอนที่เสิ่นซีสอบได้ซิ่วไฉเมื่อปีกลาย เพียงแต่ครั้งนั้นเป็นตอนกลางคืน ผู้คนที่มาต่างก็ถือโคมไฟสว่างไสว ทำให้หน้าประตูและลานเรือนตระกูลเสิ่นคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
“เสี่ยวซาน อย่าเสียมารยาทกับพวกเขา พวกเขามาหาเจ้าคนซื่อบื้อ ข้าจะไปบอกท่านแม่” หลินไต้เห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สร้างผลงาน แม้นางจะไม่เข้าใจว่าไอ้คำว่า ‘เจี้ยหยวน’ มันคืออะไร แต่ก็เดาว่าเสิ่นซีน่าจะสอบติดแล้ว เช่นนั้นก็สามารถไปขอความดีความชอบจากโจวซื่อได้
หลินไต้ปลดสลักประตู เดินออกจากบ้าน แล้ววิ่งหายวับไปราวกับควันไฟมุ่งหน้าไปยังร้านขายยาทันที
หลินไต้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เดิมทีนางก็ไม่ได้รัดเท้าอยู่แล้ว เด็กสาวเท้าใหญ่จึงวิ่งได้อย่างมั่นคง ในใจก็เบิกบาน ฝีเท้าจึงยิ่งเบาหวิว เมื่อไปถึงประตูหลังของร้านขายยา นางก็เคาะประตูอยู่นานกว่าซิ่วเอ๋อร์จะมาเปิดให้
“ข้ามาหาท่านแม่ ที่บ้านมีคนมาหา”
เมื่อหลินไต้ก้าวเข้าไปในห้องโถงด้านหลัง ยังไม่ทันจะหายใจหายคอให้โล่ง ก็ละล่ำละลักด้วยความร้อนรน “ท่านแม่ ที่บ้านมีคนมาหาเจ้าค่ะ! พวกเขาบอกว่าเจ้าคนซื่อบื้อสอบได้อะไร... หยวน ๆ สักอย่างนี่แหละเจ้าค่ะ”
โจวซื่อกำลังรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่พอดี เพราะซูทงสอบได้จวี่เหริน ทว่าบุตรชายของตนกลับไม่มีสิทธิ์ พอหลินไต้มาร้องเอะอะโวยวายซ้ำเติม นางยิ่งฟังยิ่งรู้สึกรำคาญใจ “กลับบ้านไปเสีย! เวลานี้เจ้าควรจะอยู่ที่บ้านคอยอยู่เป็นเพื่อนไอ้เด็กทึ่มอ่านตำราสิ ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าออกมาข้างนอกกัน?”
“แต่ว่า...”
โจวซื่อตวาดเสียงแข็ง “รีบกลับบ้านไปเสีย ซิ่วเอ๋อร์ ไปส่งนางกลับที”
เมื่อหลินไต้ได้ยินดังนั้นถึงกับอ้าปากตาค้าง ข้าตั้งใจมาแจ้งความดีความชอบแท้ ๆ นี่ข้าทำผิดอะไรไปหรือ? นางเบิกตาโพลงด้วยความงุนงงสับสน เดินตามซิ่วเอ๋อร์ออกไปทางประตูหลัง แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันขวับกลับมามอง แววตาของนางราวกับจะบอกว่า ข้าไม่ได้พูดโกหกนะ!
ฮุ่ยเหนียงได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินลงมาจากชั้นบน แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของหลินไต้ จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เมื่อครู่ไต้เอ๋อร์มาที่นี่หรือ?”
โจวซื่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวัน ๆ นังหนูนี่คิดอะไรอยู่ คงเป็นเพราะข้าให้ไอ้เด็กทึ่มรับอวิ้นเอ๋อร์เข้าบ้านเป็นภรรยา นางจึงรู้สึกไม่พอใจกระมัง วัน ๆ ถึงได้ชอบมาหาเรื่องป่วนอยู่เรื่อย”
ฮุ่ยเหนียงอมยิ้มหัวร่อ “เช่นนั้นก็คงต้องโทษพี่สาวแล้วล่ะเจ้าค่ะ รู้อยู่เต็มอกว่าเด็กหนุ่มสาวสองคนเขาสนิทสนมคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก ก็ยังจะดึงดันไปพรากพวกเขาออกจากกัน”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินเข้ามาสมทบพลางเอ่ย “ฟังจากน้ำเสียงของหลงจู๊แล้ว หรือว่าจะโทษข้ากันเจ้าคะ?”
ฮุ่ยเหนียงหัวร่อลั่น “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย พวกเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย”
……
……
เสิ่นซีกำลังงีบหลับอยู่ในห้องหนังสือ ปกติแล้วไม่มีผู้ใดมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชเขา เขาจึงมีอิสระในการเข้าออก แต่เมื่อออกไปแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำ ดังนั้นสิ่งที่เขาจะทำเป็นอันดับแรกหลังจากกินอิ่มก็คือการนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ขณะที่เขากำลังสะลึมสะลืออยู่นั้น ลู่ซีเอ๋อร์ก็เข้ามาดึงชายเสื้อของเขา
“พี่เสิ่นซี ด้านนอกมีคนมาเยอะแยะเลย พี่จูซานกำลังต่อยตีกับพวกเขาอยู่เจ้าค่ะ” ลู่ซีเอ๋อร์กะพริบตาแป๋วด้วยแววตาไร้เดียงสา ทว่าไม่ว่าจะมองอย่างไร แววตานั้นก็แฝงความตื่นเต้นเอาไว้ ยิ่งผู้อื่นตีกันดุเดือดมากเท่าไร นางก็ยิ่งเบิกบานใจมากเท่านั้น
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
เสิ่นซีรีบเดินตามลู่ซีเอ๋อร์ออกจากห้องทันที ยังไม่ทันจะถึงประตู ก็ได้ยินเสียงลมพัดแหวกอากาศดัง ‘ขวับ ขวับ’ ที่แท้จูซานก็ช่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเอาเสียเลย หากผู้ใดเข้าใกล้ประตู นางก็จะฟาดใส่คนผู้นั้น นางกวัดแกว่งกระบองไม่ยอมหยุดพักแม้แต่น้อย
“แม่นางน้อย พวกข้ายอมรับว่าท่านแน่! พวกเรายอมแพ้ท่านแล้วได้หรือไม่? ประเดี๋ยวพวกเราค่อยกลับมาใหม่”
ใครจะผิดใจกันอย่างไรก็ได้ แต่อย่าได้ผิดใจกับเงินทอง บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ว่าการบุกมาถึงหน้าบ้านก็เพื่อหวังจะขอรับเงินรางวัล ปกติจะเคยวางอำนาจบาตรใหญ่ปานใด ทว่านั่นก็เพื่อหาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ ในเมื่อเห็นอยู่ทนโท่ว่าครอบครัวนี้จะต้องมอบเงินก้อนโตออกมาเป็นรางวัล หากขืนไปจับตัวคนเฝ้าประตูของเขากดลงกับพื้น แล้วคนในบ้านเขาจะยอมหรือ?
แน่นอนว่าพวกเขาก็ต้องยอมจำนนให้กับ ‘แม่นางน้อย’ ผู้มีอารมณ์บูดเบี้ยวผู้นี้อยู่ดี ปากก็พร่ำบอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่ามาเพื่อแจ้งข่าวดี แต่สุดท้ายก็ยังถูกขวางไว้นอกประตูอยู่ดี
“เดี๋ยวก่อน”
เสิ่นซีเปิดประตูเดินออกมา พอเห็นเสิ่นซี กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ว่าการเหล่านั้นก็ราวกับเห็นดาวพระศุกร์มาโปรด
“นี่คือคุณชายน้อยตระกูลเสิ่นใช่หรือไม่ขอรับ? ขอแสดงความยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับ! ในการสอบระดับมณฑลครั้งนี้ ท่านสอบได้เป็นเจี้ยหยวน พวกข้าจึงตั้งใจเดินทางมาแจ้งข่าวดีให้ท่านโดยเฉพาะ ท่านดูสิขอรับ”
เป็นเพราะจูซานเฝ้าประตูจนทำให้อารมณ์ขุ่นมัว ประกอบกับใบแจ้งข่าวดีนี้ บรรดาเจ้าหน้าที่ก็เป็นคนเขียนขึ้นมาเอง ภายในใจจึงรู้สึกละอายอยู่บ้าง จึงไม่ได้อ่านเนื้อหาในใบแจ้งข่าวดี แต่ยื่นส่งใบแจ้งข่าวสีแดงสดให้เสิ่นซีตรง ๆ
หลังจากเสิ่นซีกวาดสายตามอง เขาก็แค่นเสียงหัวร่อเย็นชา “พี่ชายทุกท่าน นี่คงมิใช่ว่าขาดแคลนเงินทอง จึงหมายจะมาหลอกเอาเงินจากตระกูลเสิ่นของข้ากระมัง?”
เจ้าหน้าที่ที่ว่าการรีบแก้ต่างเป็นพัลวัน “ใครจะกล้าทำเช่นนั้นกันขอรับ?”
เพียงเสิ่นซีปรายตามองก็เห็นว่ากระดาษที่ใช้นั้นไม่ถูกต้อง อีกทั้งตัวอักษรบนนั้นยังบิด ๆ เบี้ยว ๆ มันจะไปเหมือนใบแจ้งข่าวดีได้อย่างไร? ดูราวกับไปคว้าตัวคนที่เพิ่งหัดเขียนหนังสือมาเขียนลงบนกระดาษสีแดง แล้วมาหลอกว่าเป็นการแจ้งข่าวดีเสียมากกว่า
นับตั้งแต่เสิ่นซีล่วงรู้ว่าการสอบระดับมณฑลในรอบนี้มีการติดสินบน เขาก็รู้ตัวดีว่าโอกาสที่ตนเองจะสอบผ่านนั้นริบหรี่จนแทบจะมองไม่เห็น ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคาดหวังว่าจะสอบผ่านเลยแม้แต่น้อย หากบอกว่าเขาสอบได้อันดับที่สิบกว่าหรือหลายสิบ เขาก็คงจะเชื่อ ทว่าดูเอาเถิด จู่ ๆ ก็มาแจ้งว่าเขาสอบได้เป็น ‘เจี้ยหยวน’ มิหนำซ้ำยังส่งมาบนกระดาษที่หยาบกระด้างเช่นนี้ อีกทั้งไม่เห็นแม้แต่เงาคนแจ้งข่าวจากเมืองเอกที่มีสำเนียงของคนฝูโจว แต่ละคนล้วนมีสำเนียงถิ่นของเมืองถิงโจวอย่างชัดเจน
เช่นนี้จะให้เขาปักใจเชื่อได้อย่างไรเล่า?