เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 334 ข้อสอบสามข้อ

ตอนที่ 334 ข้อสอบสามข้อ

ตอนที่ 334 ข้อสอบสามข้อ


หลังจากประคองเสิ่นหมิงเหวินกลับห้องพัก เสิ่นซีก็หมุนตัวกลับมายังห้องของตนแล้วกล่าวกับหม่าจิ่วว่า "ช่วงหลายวันที่ซ่งสี่เอ๋อร์หายตัวไป สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพรรครถม้าคือการรับสมัครคนเพื่อขยายขุมกำลัง ยามนี้เมืองฝูโจวกำลังโกลาหลอลหม่าน หากพวกเราสามารถฮุบอาณาเขตบางส่วนของซ่งสี่เอ๋อร์มาครอบครองได้ย่อมดีที่สุด"

หม่าจิ่วหัวเราะร่วน "ไม่ต้องให้หลงจู๊น้อยคอยชี้แนะ ข้าน้อยย่อมตระหนักดีขอรับ หลายวันนี้แม้ตัวข้าจะอยู่นอกเมือง ทว่าพี่น้องในเมืองล้วนลงแรงไปไม่น้อย รอพรุ่งนี้ขอเชิญหลงจู๊น้อยไปชมดูเถิด... บัดนี้ทั้งในและนอกเมือง ขุมกำลังพี่น้องของเราขยายใหญ่ถึงสองร้อยชีวิตแล้ว ต่อให้ต้องปะทะกับแม่นางจือผู้นั้นซึ่งหน้า พวกเราก็หาได้ตกเป็นรองไม่"

เสิ่นซีเอ่ยเตือน "ถึงกระนั้นก็ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ... ทางการย่อมต้องบ่มเพาะขุมอำนาจกลุ่มใหม่ขึ้นมาแทนที่ อย่าให้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ย่อมเรียกสายลม จนกลายเป็นหนามยอกอกของทางการเสียล่ะ... ทำสิ่งใดจำต้องเก็บงำประกาย ทางที่ดีที่สุดคือแย่งชิงอาณาเขตมาได้โดยที่ผู้อื่นไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว!"

(เชิงอรรถผู้แปล: ต้นไม้ใหญ่ย่อมเรียกสายลม (树大招风) สำนวนเปรียบเปรยว่าผู้ที่มีชื่อเสียง โดดเด่น หรือมีอำนาจมากเกินไป มักจะตกเป็นเป้าโจมตีหรือดึงดูดภัยอันตรายมาสู่ตน)

จากนั้น เสิ่นซีก็ให้หม่าจิ่วกลับไปจัดระเบียบกำลังคนให้เรียบร้อย รอจนพรุ่งนี้ตรวจสอบขุมกำลังอย่างถ่องแท้แล้ว ค่อยมาหารือวางแผนกันใหม่อีกครา

สมาคมการค้าถิงโจวขยายกิจการมายังเมืองฝูโจวได้ราวสองปีแล้ว ทว่านอกจากช่วงแรกเริ่มที่มี 'อันหรู่เซิง' เจ้าเมืองถิงโจวคอยสนับสนุนจนเติบโตอย่างรวดเร็วและราบรื่น ช่วงเวลาหลังจากนั้นกลับแทบไม่มีความคืบหน้าอันใด ยามนี้เมื่อขุมอำนาจของซ่งสี่เอ๋อร์พังทลาย ผู้คนใต้บังคับบัญชาของนางก็เริ่มแตกคอกันเอง เพียงไม่นานขุมอำนาจยักษ์ใหญ่ที่เคยผูกขาดเมืองฝูโจวเพียงผู้เดียวก็แตกฉานซ่านเซ็นออกเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม นับเป็นช่วงเวลาทองที่สมาคมการค้าจะขยายอิทธิพล

เสิ่นซีมิได้มุ่งหวังให้สมาคมการค้าถิงโจวหรือพรรครถม้าที่อยู่ใต้สังกัด กลายเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองฝูโจว แต่ทว่าอย่างน้อยที่สุด ในคราที่หอหวยหยางล่มสลายลงเช่นนี้ พวกเขาก็ควรจะได้แบ่งปันผลประโยชน์มาบ้าง ขอเพียงสามารถหยัดยืนทัดเทียมกับพรรคพวกกลุ่มอื่นในเมืองได้ก็เพียงพอแล้ว

วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีและเสิ่นหมิงถังเดินตามหลังหม่าจิ่ว ออกไปตรวจตราความสำเร็จที่สมาคมการค้าถิงโจวช่วงชิงมาได้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ท่าเรือโดยสารและขนถ่ายสินค้าสองแห่งริมแม่น้ำจิ้นหยางภายในเมืองฝูโจว ภายหลังซ่งสี่เอ๋อร์หายตัวไป หอหวยหยางก็ไร้เรี่ยวแรงจะเหลียวแล สมาคมการค้าถิงโจวอาศัยพรรครถม้าเป็นกองกำลังหลัก ผนวกกับข้อได้เปรียบด้านการขนส่งทางน้ำที่สมาคมมีอยู่เป็นทุนเดิม เพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน ท่าเรือใหญ่ทั้งสองแห่งในเมืองฝูโจวก็ตกเป็นของพรรครถม้าโดยสมบูรณ์

ยามนี้พรรครถม้ากำลังหลอมรวมขุมกำลังบนท่าเรือเข้าด้วยกัน หมายมั่นจะควบคุมเส้นทางขนส่งทางน้ำของเมืองฝูโจวไว้ในกำมืออย่างแน่นหนา

นี่เป็นคำสั่งกำชับที่เสิ่นซีเน้นย้ำกับหม่าจิ่วเป็นพิเศษ พรรครถม้าจำต้องพึ่งพากิจการรถม้าและกิจการเดินเรือเพื่อหาเลี้ยงพี่น้อง การยึดครองท่าเรือเอาไว้ ย่อมทำให้เส้นทางขนส่งทางน้ำของสมาคมในภายภาคหน้าไม่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติของผู้ใด

ขณะเดียวกัน ขุมกำลังของจือเชี่ยนและกลุ่มอื่นๆ กำลังยุ่งอยู่กับการกว้านซื้อกิจการหอคณิกา หอสุรา โรงเตี๊ยม โรงพนัน และโรงรับจำนำภายใต้ชื่อของซ่งสี่เอ๋อร์ ในสายตาของคนเหล่านั้น สถานที่เหล่านี้ย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ทว่าพวกเขากลับละเลยท่าเรือและตลาดไปจนสิ้น สถานที่เหล่านี้เต็มไปด้วยแรงงานและคนงานเดินเรือจำนวนมาก ขอเพียงจัดระเบียบให้ดี คนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเสาหลักสำคัญของพรรคได้

หม่าจิ่วแนะนำหัวหน้ากลุ่มอิทธิพลย่อยที่เพิ่งเข้าร่วมกับสมาคมให้เสิ่นหมิงถังรู้จัก ทำทีประหนึ่งเสิ่นหมิงถังเป็นผู้มีอำนาจระดับสูงที่ลงมาตรวจตราด้วยตนเอง ทำเอาเสิ่นหมิงถังรู้สึกประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก เขาหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วในวันนี้ เสิ่นซีผู้เป็นหลานชายของตนต่างหากที่เป็นตัวเอกที่แท้จริง

เมื่อการพบปะเสร็จสิ้นลง เสิ่นซีก็เรียกหม่าจิ่วปลีกตัวไปด้านข้างเพื่อกำชับอีกหน ใจความหลักยังคงเป็นการให้หม่าจิ่วเร่งระดมกำลังคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขุมอำนาจของซ่งสี่เอ๋อร์ในบัดนี้ได้พังทลายลงอย่างราบคาบ เมื่อซ่งสี่เอ๋อร์ 'หายตัวไป' ผนวกกับมือขวาอันดับหนึ่งอย่างซางเหวยฉีต้องโทษจำคุก เมืองฝูโจวก็ยิ่งวุ่นวายจนหาความสงบไม่ได้

หากทางการต้องการรักษาสเถียรภาพของเมืองฝูโจวและปล่อยตัวซางเหวยฉีออกมา คนผู้นี้ย่อมมีโอกาสสูงที่จะสมคบคิดทำชั่วร่วมกับจือเชี่ยน ในสายตาของเสิ่นซี ผู้ที่อันตรายที่สุดในเมืองฝูโจวยามนี้ก็คือจือเชี่ยนนั่นเอง เนื่องจากอวี้เหนียงเคยบอกเล่าถึงความสามารถของเขาให้นางฟัง นางอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า การที่ซ่งสี่เอ๋อร์ถูก 'โจรสลัดวอโค่ว' ปล้นชิงตัวไปนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา

หม่าจิ่วรับคำด้วยปาก ทว่าสีหน้าท่าทางกลับแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้เห็นด้วยนัก

เสิ่นซีนึกกังวลว่าอีกฝ่ายจะชะล่าใจ หากผลประโยขน์ที่อุตส่าห์คว้ามาได้ต้องถูกจือเชี่ยนแย่งชิงกลับไป ถึงตอนนั้นต่อให้อยากร้องไห้ก็คงไร้น้ำตาแล้ว

ยามเที่ยง ผู้ดูแลสมาคมการค้าหลายคน พร้อมด้วยหม่าจิ่วซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสาขาย่อยพรรครถม้าคนใหม่ และบรรดาหัวหน้ากลุ่มอิทธิพลเล็กๆ ที่เพิ่งรวบรวมมาได้ ต่างรวมตัวกันจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ส่วนเสิ่นซีนั้นปลีกตัวกลับไปที่โรงเตี๊ยมก่อน

ยามบ่าย เมื่อเสิ่นหมิงถังกลับมาถึงโรงเตี๊ยมในสภาพเมามายแอ๋ เสิ่นหมิงเหวินเห็นเข้าก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก "น้องสาม เจ้านี่แอบไปร่ำสุราที่ใดมา เหตุใดจึงไม่เรียกข้าที่เป็นพี่ใหญ่ไปด้วยเล่า?"

เสิ่นหมิงถังเป็นคนซื่อสัตย์ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยมีผู้ใดเห็นเขาอยู่ในสายตา ทันทีที่ก้าวเข้ามาในเมืองเอกอันเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ เดิมทีเขาก็มืดแปดด้านประหนึ่งคนตาบอดคลำทาง ทว่าใครจะไปรู้เล่าว่าที่นี่ไม่เพียงมีงานดีๆ ให้ทำ ได้เงินทองเป็นกอบเป็นกำ แถมยังไม่ต้องลงแรงทำอาชีพที่ต้องใช้พละกำลังให้เหนื่อยยาก ผู้คนที่พบเห็นต่างก็แสดงท่าทีนอบน้อมเคารพยิ่งต่อเขา ความรู้สึกพานพบความสุขเยี่ยงนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต

"พี่ใหญ่ ข้าเพียงแค่... ดื่มไปสองสามจอก วันนี้... คนของสมาคมการค้าเลี้ยงรับรองข้า มีคนมาร่วมงานตั้งมากมายเชียว" เสิ่นหมิงถังเมาจนพูดจาอ้อแอ้แทบไม่เป็นคำ

เสิ่นหมิงเหวินขมวดคิ้ว "สมาคมการค้าอันใดกัน ก็เป็นเพียงพวกพ่อค้าวานิชต้อยต่ำ น้องสาม เจ้าอย่าได้ไปคลุกคลีกับพวกเขาสนิทสนมจนเกินไปนักเลย"

เสิ่นหมิงถังเดินเข้าห้อง ทิ้งตัวลงนอนทันที เขาหลับสนิทไปจนกระทั่งฟ้ามืดจึงได้ตื่นขึ้น เมื่อเห็นเสิ่นซีกำลังอ่านหนังสืออยู่ใต้ตะเกียงน้ำมันตังอิ๊ว เขาก็รีบลุกพรวดขึ้นมาถามว่า "ยามใดแล้ว?"

เสิ่นซีตอบ "ท่านลุงสาม ไม่ต้องร้อนใจ วันนี้ท่านดื่มไปมิใช่น้อย ข้าจึงให้พี่จิ่วไปบอกกล่าวกับคนของสมาคมการค้าแล้วว่าท่านมีอาการเจ็บป่วย ไม่สะดวกไปร่วมงาน"

เสิ่นหมิงถังแย้ง "ไม่ได้ ๆ ข้าจะทำให้เสียงานใหญ่ไม่ได้เด็ดขาด"

เสิ่นหมิงถังเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ งานใดที่รับปากไว้แล้วย่อมไม่กล้าเพิกเฉยให้ล่าช้า เมื่อผู้อื่นให้เกียรติปฏิบัติต่อเขาอย่างดี เขาก็ยิ่งพยายามทุ่มเททำงานเป็นเท่าตัวเพื่อตอบแทน

คล้อยหลังเสิ่นหมิงถังจากไปไม่นาน หม่าจิ่วก็นำคนสองสามคนเข้ามาหาเสิ่นซีเพื่อแจ้งให้ทราบว่า เขาเตรียมจะนำกำลังคนออกไปแย่งชิงเขตแดน

เสิ่นซีจ้องมองดวงตาที่แดงก่ำดั่งเลือดของหม่าจิ่ว แล้วลอบทอดถอนใจ หม่าจิ่วผู้นี้เมื่อใดที่ความกระหายเลือดถูกปลุกเร้าขึ้นมา เขาก็ประดุจสุนัขป่าหิวโซตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่ เสิ่นซีกำชับว่า "พี่จิ่ว ออกไปห้ำหั่นกันคราวนี้ระวังตัวด้วย หากเห็นท่าไม่ดีว่าสู้ไม่ได้ ก็ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด อย่าได้แสดงความกล้าแบบบ้าบิ่นจนพาพี่น้องไปตกอยู่ในอันตรายเป็นอันขาด"

หม่าจิ่วกัดฟันกรอด "หลงจู๊น้อย ท่านวางใจเถิด หากมีอันตรายถึงชีวิตจริง ๆ ไอ้ลูกเต่าข้างกายพวกนี้คงวิ่งหนีหางจุกตูดไปตั้งนานแล้ว หากข้ายังรั้งอยู่ก็คงรนหาที่ตายเปล่า ๆ หึ ข้าไม่โง่เง่าถึงเพียงนั้นหรอกน่า"

……

……

ขณะที่หม่าจิ่วกำลังวุ่นวายกับการแย่งชิงอาณาเขตให้พรรครถม้าและสมาคมการค้า เสิ่นซีก็เข้าสู่ช่วงเตรียมตัวสอบอันตึงเครียดแล้ว

เมื่อย่างเข้าเดือนแปด กำหนดการสอบก็ยิ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ ภายในเมืองเริ่มมีข่าวลือต่าง ๆ เกี่ยวกับการสอบระดับมณฑลแพร่สะพัด บ้างก็ว่ามีรายชื่อจวี่เหรินและเจี้ยหยวนที่ถูกกำหนดตัวไว้แล้ว บ้างก็ว่าข้อสอบรั่วไหลออกมา

ทว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เหล่าผู้เข้าสอบให้ความสนใจมากที่สุด ย่อมเป็นเรื่องที่ว่าขุนนางคุมสอบฝ่ายในซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าผู้คุมสอบสองท่านและผู้ช่วยผู้คุมสอบอีกสี่ท่านนั้นเป็นผู้ใด

กฎเกณฑ์ในรัชศกจิ่งไท่ปีที่สามระบุไว้ว่า ทุกคราที่ถึงปีสอบระดับมณฑล ขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งสำนักบริหารการปกครองมณฑล สำนักผู้ตรวจการตุลาการมณฑล และผู้ตรวจการแผ่นดิน จะร่วมกันเสนอชื่อขุนนางฝ่ายการศึกษาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันและมีอายุระหว่างสามสิบถึงห้าสิบปีเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้คุมสอบจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ บรรดาปัญญาชนผู้เชี่ยวชาญการประเมินบทความมักจะได้รับเชิญมารับหน้าที่นี้

ส่วนหัวหน้าผู้คุมสอบผู้รับผิดชอบการออกข้อสอบจะเป็นผู้ใดนั้น น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นการตัดโอกาสมิให้ผู้เข้าสอบคาดเดารสนิยมความชอบของผู้ออกข้อสอบไปโดยปริยาย

สำหรับขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกนั้นค่อนข้างเป็นตัวบุคคลที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว ทว่าขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกจะไม่มีส่วนร่วมในการตรวจกระดาษคำตอบ แต่เนื่องจากขุนนางฝ่ายการศึกษาที่มาทำหน้าที่คุมสอบมักมีตำแหน่งต่ำต้อย ในขั้นตอนการตรวจประเมินข้อสอบจึงมักถูกขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกกดข่มและรังแกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมในการคัดเลือกบัณฑิตของการสอบระดับมณฑล

กระทั่งถึงรัชศกหงจื้อปีที่สี่ ราชสำนักจึงมีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามมิให้ขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกก้าวก่ายกิจการของฝ่ายใน สำนักบริหารการปกครองมณฑล สำนักผู้ตรวจการตุลาการมณฑล และผู้ตรวจการแผ่นดินจำต้องปฏิบัติต่อผู้คุมสอบเป็นอย่างดี ห้ามกดข่มหรือตำหนิติเตียน การคัดเลือกผู้เข้าสอบล้วนให้ขุนนางคุมสอบฝ่ายในเป็นผู้ชี้ขาด ขุนนางคุมสอบฝ่ายนอกมิอาจแต่งตั้งขุนนางผู้ตรวจเข้ามาก้าวก่ายการตรวจกระดาษคำตอบได้อีก

ทว่าในเมื่อขุนนางคุมสอบฝ่ายในล้วนมาจากการเสนอชื่อ สำนักบริหารการปกครองมณฑล สำนักผู้ตรวจการตุลาการมณฑล และผู้ตรวจการแผ่นดินย่อมต้องเฟ้นหาบุคคลที่ตนไว้วางใจมาเป็นผู้คุมสอบ การคิดจะทุจริตหาผลประโยชน์ส่วนตนในการสอบระดับมณฑลจึงมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด

วันที่หกเดือนแปด เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนที่การสอบรอบแรกซึ่งเป็นรอบสำคัญที่สุดของการสอบระดับมณฑลจะเปิดฉากขึ้น วันนั้นซูทงแวะมาหา พร้อมกับมอบโจทย์ข้อสอบให้เสิ่นซีสามข้อ

ข้อแรกคือ "มรรคาแห่งวิญญูชน กว้างไกลทว่าซ่อนเร้น"

โจทย์ข้อนี้มาจากคัมภีร์จงยง นับเป็นประโยคสำคัญที่เชื่อมโยงเนื้อหาในบทที่สิบสอง โดยสืบทอดใจความจากบทนำที่กล่าวว่า 'มรรคา ไม่อาจพรากจากตัวได้แม้เพียงชั่วขณะ สิ่งที่พรากจากได้ย่อมไม่ใช่มรรคา' เป็นการอรรถาธิบายถึงความครอบคลุมอันเป็นสากลของมรรคาแห่งวิญญูชน ความหมายคือ มรรคาแห่งวิญญูชนนั้นกว้างใหญ่ไพศาลทว่าลึกล้ำซ่อนเร้น

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์จงยง (中庸) 1 ใน 4 ตำราหลักลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักปรัชญาทางสายกลาง)

ข้อที่สองคือ "หากจิตมิอยู่กับเนื้อกับตัว มองก็เหมือนไม่เห็น ฟังก็เหมือนไม่ได้ยิน กินก็ย่อมไม่รู้รสชาติ" ประโยคนี้มาจากคัมภีร์ต้าเสวีย กล่าวถึงมรรคาแห่งการบ่มเพาะตนเองซึ่งขึ้นอยู่กับการทำให้จิตใจซื่อตรง ตัวโจทย์เองไม่มีปัญหาอันใด ซ้ำยังง่ายดายกว่าข้อแรกเสียด้วยซ้ำ

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ต้าเสวีย (大学) 1 ใน 4 ตำราหลักลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักการฝึกฝนตนเองเพื่อปกครองบ้านเมือง)

ข้อที่สามคือ "ว่างเว้นจึงศึกษา ศึกษาแล้วจึงว่างเว้น"

ประโยคนี้มาจากคัมภีร์หลุนอวี่ ประโยคเดิมกล่าวไว้ว่า 'เป็นขุนนางหากมีเวลาว่างเว้นก็จงศึกษา ศึกษาจนแตกฉานแล้วจึงไปเป็นขุนนาง' นี่คือโจทย์รูปแบบเจี๋ยตาถี (การตัดต่อโจทย์) ความหมายดั้งเดิมคือ เมื่อเป็นขุนนางแล้วหากมีเวลาว่างก็ให้ไปศึกษาหาความรู้ หากศึกษาหาความรู้แล้วมีเวลาว่างและกำลังเหลือก็ไปเป็นขุนนางได้ แต่เมื่อตัดต่อรูปประโยคหน้าหลังเสียใหม่เช่นนี้ ความหมายก็แปรเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่น กลายเป็นว่ามีเวลาว่างจึงศึกษา ศึกษาแล้วจึงมีเวลาว่าง ความยากของโจทย์ข้อนี้จึงพุ่งทะยานขึ้นมาในบัดดล

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์หลุนอวี่ (论语) 1 ใน 4 ตำราหลักลัทธิขงจื๊อ รวบรวมคำสอนของปรมาจารย์ขงจื๊อ)

(เชิงอรรถผู้แปล:  เจี๋ยตาถี หรือ การตัดต่อโจทย์ (截搭题 - เจี๋ยตาถี) รูปแบบการสอบที่นำประโยคซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันในคัมภีร์มาปะติดปะต่อกันเป็นโจทย์ เพื่อเพิ่มความยากและป้องกันการเก็งข้อสอบ)

บนใบหน้าของซูทงประดับด้วยรอยยิ้มที่มีเงื่อนงำ "น้องเสิ่น เจ้าอย่าเพิ่งถามเลยว่าเหตุใดข้าจึงส่งข้อสอบสามข้อนี้มาให้ เจ้าเพียงลองเขียนดูเถิด หากเขียนออกมาได้ย่อมดีที่สุด แต่หากเขียนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สำคัญคือห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด พรุ่งนี้ข้าจะมาขอคำชี้แนะจากน้องเสิ่นอีกครา"

แม้ซูทงจะพูดจาไม่กระจ่างชัด ทว่าเสิ่นซีก็พอจะคาดเดาเบื้องลึกเบื้องหลังออก นี่เห็นได้ชัดว่ากำลังบอกใบ้ว่า ข้อสอบสามข้อนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นข้อสอบของการสอบระดับมณฑลในรอบนี้ นั่นก็หมายความว่าข้อสอบอาจจะรั่วไหลออกมาแล้ว

เสิ่นซีไม่กล้าประมาท ทันทีที่กลับเข้าห้อง เขาก็รีบเผากระดาษที่เขียนโจทย์ข้อสอบทิ้งทันที

หากนี่เป็นข้อสอบจริงขึ้นมา และถูกตามสืบสาวราวเรื่อง โทษทัณฑ์ย่อมมิใช่เรื่องเล็กน้อย

ตลอดทั้งคืนเสิ่นซีเอาแต่ครุ่นคิดถึงข้อสอบทั้งสามข้อ ด้วยระดับความรู้ของเขา การจะเขียนขยายความโจทย์ทั้งสามข้อนี้หาใช่เรื่องยากเย็น แต่การจะเขียนบทความให้ออกมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ตินั้นย่อมมีความท้าทายอยู่บ้าง ประการแรกคือไม่อาจคาดเดาเจตนารมณ์ของผู้ออกข้อสอบได้ ซึ่งแตกต่างจากการสอบระดับอำเภอ ระดับเมือง ระดับท้องถิ่น และการประเมินผลซุ่ยเข่า อย่างน้อยในการสอบถงเซิงและการประเมินผลซุ่ยเข่า เสิ่นซียังรู้ว่าผู้ออกข้อสอบคือใคร มีภูมิหลังเช่นไร และทิศทางในการตั้งโจทย์ของพวกเขาเพื่อประเมินผลนั้นอยู่จุดใด

กระทั่งวันรุ่งขึ้นเมื่อซูทงกลับมาเยือนอีกครา เสิ่นซีกลับยังไม่ได้จรดพู่กันเขียนแม้แต่ตัวอักษรเดียว

ซูทงดูราวกับจะคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว เขาถอนหายใจแผ่วเบา "น้องเสิ่นคิดมากเกินไปแล้ว แท้จริงข้อสอบสามข้อนี้ก็ไม่ได้สลักสำคัญอันใด จะเป็นข้อสอบระดับมณฑลในรอบนี้จริงหรือไม่ก็ไม่อาจยึดถือเป็นจริงจัง ถือเสียว่าเป็นการเก็งข้อสอบก็แล้วกัน..."

ทุกคราที่การสอบระดับมณฑลมาเยือน ขุนนางคุมสอบฝ่ายในจำต้องเข้าสู่ลานสอบล่วงหน้าก่อนการสอบสองวัน กล่าวคือ หากสอบวันที่เก้า ผู้เข้าสอบย่อมเข้าลานสอบวันที่แปด ส่วนขุนนางคุมสอบฝ่ายในต้องเข้าก่อนสองวัน นั่นก็คือเข้าลานสอบตั้งแต่วันที่หก

หลังจากเข้าสู่ลานสอบ ประตูใหญ่จะถูกลงกลอนอย่างแน่นหนา ในช่วงออกข้อสอบและดำเนินการสอบ ขุนนางคุมสอบฝ่ายในต้องกินอยู่หลับนอนอยู่แต่ภายในนั้น ห้ามก้าวเท้าออกมา เพื่อป้องกันมิให้ข้อสอบที่เพิ่งออกใหม่รั่วไหล

แม้กฎระเบียบนี้จะดูเหมือนรัดกุมไร้ช่องโหว่ ทว่าในเมื่อขุนนางคุมสอบฝ่ายในล้วนถูกแต่งตั้งไว้ล่วงหน้า พวกเขาจึงสามารถรับการฝากฝังจากขุนนางคุมสอบฝ่ายนอก แล้วร่างข้อสอบเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้ข้อสอบจึงอาจรั่วไหลออกมาก่อนกำหนด

เสิ่นซีเอ่ยถาม "หากคำนวณเวลาดู ยามนี้ขุนนางคุมสอบฝ่ายในก็น่าจะเข้าลานสอบไปแล้วกระมัง?"

ซูทงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า "ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น... น้องเสิ่น ข้ากับเจ้าเป็นสหายรู้ใจ ถึงตรงนี้ข้าขอพูดตามตรง ข้อสอบสามข้อนี้ อย่างน้อยต้องมีสักหนึ่งหรือสองข้อที่ใกล้เคียงกับข้อสอบในรอบนี้ ยามนี้เมื่อพวกเราล่วงรู้ล่วงหน้าแล้ว มิสู้ค่อย ๆ พิจารณาโจทย์ให้ถ่องแท้ สิ่งนี้ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการมีชื่อบนป้ายทองคำของพวกเราในบั้นปลายมิใช่หรือ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: มีชื่อบนป้ายทองคำ (金榜题名) สำนวนเปรียบเปรยถึงการสอบผ่าน หรือประสบความสำเร็จในการสอบขุนนาง)

สำหรับเรื่องนี้ เสิ่นซีรู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง

สิ่งที่ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงที่สุดในการสอบเคอจวี่ก็คือข้อสอบรั่วไหล เดิมทีเสิ่นซีย่อมสามารถอาศัยความสามารถที่แท้จริงของตนเองในการทำข้อสอบ ต่อให้ล่วงรู้โจทย์ล่วงหน้าสองวัน อันที่จริงอย่างมากก็ทำได้เพียงพลิกดูบทความเฉิงเหวิน จากนั้นค่อยหาคนมาช่วยสรุปประเด็นเพื่อเขียนบทความตอบโจทย์เตรียมไว้ล่วงหน้า ท่องจำให้ขึ้นใจ แล้วค่อยนำไปคัดลอกลงกระดาษคำตอบในสนามสอบ

(เชิงอรรถผู้แปล: บทความเฉิงเหวิน (程文) บทความที่เป็นแบบแผน หรือบทความชั้นเลิศที่ทางการคัดเลือกจากกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่าน เพื่อใช้เป็นตัวอย่างให้อนุชนรุ่นหลัง)

ทว่าสำหรับเสิ่นซีผู้มีความจำแม่นยำและรอบรู้ปราดเปรื่อง นี่กลับไม่ใช่สิ่งจำเป็นแต่อย่างใด

หากเรื่องราวแดงขึ้นมา ย่อมไม่ได้จบลงแค่การถูกตัดสิทธิ์สอบง่าย ๆ เพียงเท่านั้น ทว่าเส้นทางขุนนางในภายภาคหน้าของเขา ก็รังแต่จะถูกปิดตายลงอย่างสิ้นเชิง

จบบทที่ ตอนที่ 334 ข้อสอบสามข้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว