- หน้าแรก
- ข้านี่แหละศิษย์สายงานที่แกร่งที่สุด
- บทที่ 550 - ความเป็นมา
บทที่ 550 - ความเป็นมา
บทที่ 550 - ความเป็นมา
บทที่ 550 - ความเป็นมา
ซือหม่าซินเล่าต่อไปว่า "บิดาข้ารู้สึกว่าหลังจากเข้าร่วมกับเขตชิงหลงแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่อาจจะแย่ยิ่งกว่าตอนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจรอิสระเสียอีก ตอนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจรอิสระยังสามารถบุกตะลุยเข้าดินแดนลี้ลับต่างๆ เพื่อค้นหาของวิเศษได้ตามใจชอบ ทว่าพอเข้าไปอยู่ในเขตชิงหลง ไม่เพียงแต่จะไม่ค่อยได้รับผลประโยชน์อันใด ยังต้องคอยส่งส่วยทรัพยากรให้ตามกำหนดอีก บิดาข้าโกรธจัด จึงนำพาทุกคนออกจากเขตชิงหลง และไม่คิดจะเข้าร่วมกับขุมกำลังใดอีกเลย"
โม่ชวนพยักหน้ารับ เขาสามารถเข้าใจได้: การเข้าร่วมกับขุมกำลัง แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมต้องจัดหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียรมาให้ ทว่าเจ้าก็ต้องสร้างคุณูปการให้แก่ขุมกำลังนั้นด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นขุมกำลังเหล่านั้นจะเอาสิ่งใดมาประคับประคองให้ดำเนินต่อไปได้เล่า?
พูดได้เพียงว่า ในตอนนั้นบิดาของซือหม่าซินไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะส่งส่วยให้แก่เขตชิงหลง เมื่อรายรับไม่พอกับรายจ่ายจึงต้องถอนตัวออกมา และกลับไปทำอาชีพเดิมคือเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจรอิสระ
ซือหม่าซินเล่าต่อ "ทว่าสุดท้ายบิดาข้าก็ยังคงเก็บความคับแค้นใจเอาไว้ จึงได้ก่อตั้งขุมกำลังเล็กๆ ขึ้นมาด้วยตนเอง แรกเริ่มเดิมทีก็มีเพียงยี่สิบกว่าคน ค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นมาทีละน้อย ประกอบกับบิดาข้าเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่เคยไปขัดแย้งกับผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น จึงได้รับการยอมรับกลายๆ จากผู้อื่นให้ดำรงอยู่ต่อไปได้"
"แต่ในเวลาต่อมา มีอยู่ครั้งหนึ่งบิดาข้าบังเอิญเห็นดวงจันทร์สีเลือดปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ในใจก็เกิดลางสังหรณ์ขึ้นมา สัมผัสได้ว่ากำลังจะมีของวิเศษปรากฏขึ้น จึงได้บุกเข้าไปในดินแดนลี้ลับแห่งหนึ่ง นึกไม่ถึงเลยว่า จะมีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปในดินแดนลี้ลับแห่งนั้นมากมายปานนั้น ดูท่าทุกคนคงจะคิดเหมือนกันว่าด้านในมีของวิเศษล้ำค่ากำลังจะถือกำเนิดขึ้น"
"บิดาข้าก็ตามเข้าไปเสี่ยงโชคด้วย ทว่าเพิ่งจะเข้าไปในดินแดนลี้ลับ ดินแดนลี้ลับนั้นก็พังทลายลง สัตว์ประหลาดที่มีเก้าหัวตัวหนึ่งพุ่งพรวดออกมา เจอผู้ใดก็สังหารทิ้ง ผู้บำเพ็ญเพียรที่เข้าไปในดินแดนลี้ลับแทบจะถูกมันสังหารจนหมดเกลี้ยง ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งมันได้เลย สัตว์ประหลาดตัวนั้นสูบเลือดของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดจนเหือดแห้งยังไม่หนำใจ ยังกลืนกินผู้บำเพ็ญเพียรบางส่วนเข้าไปทั้งเป็น สุดท้ายก็เหลือเพียงบิดาของข้า ซือหม่าหมิงเซวียน เพียงคนเดียว"
"บิดาข้ารู้ตัวดีว่าคงไม่รอดแล้ว จึงเตรียมตัวจะระเบิดร่าง นี่คือความดื้อรั้นครั้งสุดท้ายของผู้บำเพ็ญเพียร สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า สัตว์ประหลาดเก้าหัวนั่นจู่ๆ ก็เอ่ยภาษามนุษย์ออกมาว่า 'ไอ้หนุ่ม มาทำข้อตกลงกับข้าสักข้อดีหรือไม่?'"
"วินาทีนั้นบิดาข้าลืมตาขึ้นทันที จ้องมองสัตว์ประหลาดตัวนั้นด้วยความเหลือเชื่อ เขารู้ดีว่าในสายตาของอีกฝ่ายเขาเป็นเพียงมดปลวก ทว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้กลับต้องการจะทำข้อตกลงกับเขา หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความประหม่าแทบจะกระดอนหลุดออกมา เขาไม่รู้เลยว่านี่คือเรื่องดีหรือร้าย รู้เพียงแต่ว่าการทำข้อตกลงกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักจะต้องเดินเข้าสู่เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับได้ ทว่าเพื่อเอาชีวิตรอด เขาจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายไปว่า 'เจ้าว่ามาเถิด ต้องการจะทำข้อตกลงอันใด? ผู้น้อยอย่างข้า มีสิ่งใดให้เจ้าหมายตาเอาได้หรือ?'"
"สัตว์ประหลาดตัวนั้นค่อยๆ ยืนขึ้น บิดาข้าถึงได้เห็นรูปลักษณ์ทั้งหมดของมันอย่างชัดเจน ที่แท้ร่างกายของมันคือเรือนร่างมนุษย์ ทว่ากลับเป็นยักษ์ที่สูงใหญ่เสียจนแทบจะค้ำฟ้า บิดาข้าเกิดมายังไม่เคยเห็นยักษ์ที่ใหญ่โตปานนี้มาก่อนเลย ยิ่งไปกว่านั้น หัวทั้งเก้าของมัน ก็คือมังกรเก้าตัวชัดๆ ตอนแรกบิดาข้ายังหลงคิดว่าเป็นเซียงหลิ่ว ทว่าพอดูจากรูปลักษณ์แล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเซียงหลิ่วเลยแม้แต่น้อย"
"สัตว์ประหลาดตัวนั้นเอ่ยตรงๆ 'ไอ้หนุ่ม ข้าสามารถทำให้เจ้ากลายเป็นยอดฝีมือแห่งยุคได้ ยาเม็ด ของวิเศษ อาวุธ เคล็ดวิชา เจ้าต้องการสิ่งใดข้าก็ให้เจ้าได้ทั้งหมด ทว่าเจ้าต้องช่วยข้าทำเรื่องหนึ่ง ทุกๆ สิบปี เจ้าต้องเตรียมเลือดสดๆ ให้ข้าหลุมใหญ่ เพื่อให้ข้าได้ดูดดื่ม ขอเพียงเจ้าทำให้ข้าพึงพอใจได้ เมื่อถึงเวลานั้นลาภยศสรรเสริญที่ข้ามอบให้ เจ้าก็ใช้ไม่หมดไม่สิ้นแล้ว ทำให้เจ้ากลายเป็นยอดฝีมือที่แท้จริงก็ยังเป็นไปได้ ดังนั้น เจ้าเต็มใจจะร่วมมือหรือไม่?'"
"ในวินาทีนั้น บิดาข้ามีทางเลือกด้วยหรือ? เขามองดูคนของตนเองที่พามาด้วย ระดับพลังก็ต่ำต้อย ไร้ซึ่งของวิเศษใดๆ อยู่ในดินแดนเซียนก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้ ดังนั้น เขาจึงไม่ลังเล ตอบตกลงทันที นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งยอดฝีมือ"
"สัตว์ประหลาดเก้าหัวนั่นราวกับจะคาดเดาไว้แล้วว่าเขาต้องตอบตกลง หัวทั้งเก้าอ้าปากกว้างพร้อมกัน พ่นสิ่งของมากมายออกมาให้บิดาข้า ของวิเศษ ยาเม็ด เคล็ดวิชาคัมภีร์ลับ... มีทุกสิ่งทุกอย่างครบครัน บิดาข้าในตอนนั้นถึงกับตกตะลึงไปเลย เขาราวกับมองเห็นความหวัง มองเห็นว่าเผ่าเยวี่ยฮุยจะสามารถผงาดขึ้นมาได้ มองเห็นภาพตนเองในยามที่กลายเป็นยอดฝีมือและยืนอยู่บนจุดสูงสุด มองเห็นคนที่เคยรังแก เคยดูถูกเขา ล้วนถูกเขาเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า"
"ดังนั้น บิดาข้าจึงได้ตกลงทำสัญญากับสัตว์ประหลาดตัวนั้น ทั้งสองจึงได้ทำข้อตกลงร่วมกัน"
นับตั้งแต่นั้นมา ขอเพียงซือหม่าหมิงเซวียนพบเห็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่มีเบื้องหลังและพลังอ่อนแอ เขาก็จะจับตัวมาขังไว้ทันที ในช่วงเวลาสิบปี เขาได้สะสมผู้บำเพ็ญเพียรไว้ไม่น้อย รอจนถึงเวลาที่กำหนดก็นำมาสังหารพร้อมกัน เพื่อใช้สังเวยสัตว์ประหลาดเก้าหัว
ซือหม่าหมิงเซวียนลงมือทำเรื่องนี้อย่างแนบเนียนที่สุด สัตว์ประหลาดตัวนั้นก็รักษาสัจจะ ทุกครั้งที่มอบของวิเศษ ยาเม็ด อาวุธ ให้ ก็ล้วนแต่ไม่ซ้ำกันเลย ทั้งยังไม่เคยตระหนี่ถี่เหนียว
ผ่านไปนับพันปี ซือหม่าหมิงเซวียนอาศัยการสั่งสมเหล่านี้ พัฒนาขุมกำลังของตนเองจนเติบใหญ่ ทั้งยังตั้งชื่อให้ว่า "เผ่าเยวี่ยฮุย" นับว่าได้นำพาเผ่านี้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทว่าในใจของซือหม่าหมิงเซวียนรู้ดี สิ่งที่ตนทำลงไปล้วนเป็นเรื่องไร้มนุษยธรรม สองมืออาบชโลมไปด้วยเลือดสดๆ สังหารผู้คนไปมากมายนับไม่ถ้วน
เขาไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้มันถูกต้องหรือไม่ ทว่าเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารังแกเผ่าเยวี่ยฮุยอีกต่อไป เขาก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าแล้ว
เขาคิดว่าชาตินี้ของตนเองคงต้องเป็นเช่นนี้ไปตลอด ขอเพียงคนในเผ่าไม่ต้องมาแปดเปื้อนกับเรื่องโสมมเหล่านี้ก็พอ
เพื่อไม่ให้คนในเผ่าต้องมาแปดเปื้อนกลิ่นคาวเลือด เขาจึงตั้งใจจ้างวานผู้บำเพ็ญเพียรจรอิสระจากภายนอก ให้เป็นผู้ลงมือสังหารผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกเลี้ยงไว้ดั่งปศุสัตว์เหล่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ก็นำผู้บำเพ็ญเพียรจรอิสระเหล่านั้นไปฆ่าปิดปากอีกทอดหนึ่ง
เขาคิดอยากจะใช้วิธีนี้ เพื่อชดเชยบาปกรรมที่ตนเองได้ก่อไว้
โม่ชวนนั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว ทำเพียงรับฟังอย่างตั้งใจ
ซือหม่าซินเล่าต่อ "บิดาข้าเคยสอบถามสัตว์ประหลาดเก้าหัวนั่นอยู่หลายครั้ง ว่าตกลงแล้วมันมาจากที่ใด ทว่าอีกฝ่ายไม่เคยแยแสเลยสักครั้ง ทุกครั้งพอดูดเลือดเสร็จ ทิ้งของวิเศษไว้ให้ก็จากไป บิดาข้าก็ไม่กล้าตามไป เพียงแต่เมื่อระดับพลังของตนเองสูงขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นที่มีต่อสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย"
"มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาแอบสะกดรอยตามมันไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าสุดท้ายก็ถูกสัตว์ประหลาดนั่นจับได้อยู่ดี อันที่จริงสัตว์ประหลาดตัวนั้นรู้ตัวมาตั้งแต่แรกแล้วว่าบิดาข้าแอบตามมา สัมผัสเทวะของมันแข็งแกร่งจนผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปไม่อาจหยั่งถึงได้เลย แข็งแกร่งจนเกินบรรยายจริงๆ"
"ในจังหวะที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นกำลังจะจากโลกใบนี้ไป มันได้เอ่ยกับบิดาข้าว่า 'เจ้าไม่ต้องตามมาแล้ว ที่นี่คือเขตหวงห้ามแห่งความมืด หากขืนตามมาอีก ชาตินี้เจ้าก็อย่าหวังจะได้ออกไปอีกเลย' คงเป็นเพราะยังต้องการให้บิดาข้าคอยจัดหาเลือดของผู้บำเพ็ญเพียรมาสังเวยให้มันอยู่ มิเช่นนั้นก็คงจะกลืนกินบิดาข้าเข้าไปในตอนนั้นเลยเป็นแน่ บิดาข้าถึงได้ตกใจจนหยุดฝีเท้าลง"
"ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินแต่ชื่อเขตหวงห้ามแห่งความมืด นึกไม่ถึงเลยว่า ทุกๆ สิบปี สัตว์ประหลาดตัวนั้นจะอาศัยคืนจันทร์สีเลือด เปิดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างดินแดนเซียนกับเขตหวงห้ามแห่งความมืด แล้วหนีออกมาจากด้านในได้ มันช่างแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ"
"บิดาข้าก็รู้ดี หากขืนร่วมมือกับสัตว์ประหลาดตัวนั้นต่อไป ไม่ช้าก็เร็วตนเองจะต้องตกนรกหมกไหม้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด และคนทั้งเผ่าเยวี่ยฮุยก็จะถูกร่างแหไปด้วย ทว่าในขณะที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นกำลังจะกลับเข้าสู่เขตหวงห้ามแห่งความมืด และประตูมิติของเขตหวงห้ามกำลังเปิดออก จู่ๆ ก็มีท่อนแขนท่อนหนึ่งลอยพุ่งออกมาจากด้านใน"
พอได้ยินถึงตรงนี้ โม่ชวนก็ถึงกับอึ้งไป: แม่งเอ๊ย ท่อนแขนข้างนั้นมาจากเขตหวงห้ามแห่งความมืดหรอกรึเนี่ย? นี่มันเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
ซือหม่าซินเล่าต่อไป "ท่อนแขนที่พุ่งออกมานั้น มีสภาพขาดวิ่นอย่างรุนแรง เหลือเพียงแค่กระดูก และมีเศษเนื้อติดอยู่เพียงนิดหน่อยเท่านั้น"
(จบแล้ว)