เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - สืบสวนคดีลักพาตัว

บทที่ 26 - สืบสวนคดีลักพาตัว

บทที่ 26 - สืบสวนคดีลักพาตัว


บทที่ 26 - สืบสวนคดีลักพาตัว

ลัทธิปรโลกนับว่าเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในแวดวงผู้ฝึกตนปัจจุบัน มีสาวกนับหมื่นคน บรรดาสำนักฝ่ายธรรมะในใต้หล้าต่างก็ต้องหน้าถอดสีเมื่อได้ยินชื่อ และยังเป็นเป้าหมายที่ฝ่ายธรรมะทุกคนหมายหัวต้องการจะกำจัดทิ้ง

ทว่าใครจะไปคาดคิดว่า หนูวิ่งข้ามถนนแทนที่จะหวาดกลัว กลับกล้าเกณฑ์คนรับสมัครพรรคพวกกันอย่างโจ่งแจ้งกลางวันแสกๆ

"ตาแก่... นี่หลานสาวของเจ้างั้นรึ? จุ๊ๆๆ ศักยภาพของนางมีมากกว่าเจ้าเยอะเลย รูปร่างหน้าตาก็งดงามสะสวย แต่ว่านะ... ข้าสามารถพูดขอร้องท่านหัวหน้าสาขาให้เป็นกรณีพิเศษ ให้พวกเจ้าสองคนปู่หลานเข้าร่วมสมาคมมังกรเขียวด้วยกันเลยก็ได้นะ" ชายหนุ่มพูดพลางเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ท่านอาจารย์ไม่พูดอะไร

สงสัยคงจะโกรธแล้วแน่ๆ

ท่านอาจารย์เคยบอกไว้ว่า ห้ามฆ่าคนสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าห้ามตีคน...

ยวนเอ๋อร์ขยับตัวพริบตาเดียว ยกขายาวๆ ขึ้น เตะเปรี้ยงเข้าที่หน้าอกของชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์คนนั้น รวดเร็วดุจเงาตามตัว

ร่างของชายคนนั้นลอยละลิ่วไปตามแรงเตะราวกับลูกฟุตบอล พ่นเลือดสดๆ ออกมาคำโตทะลักขึ้นฟ้า พลังอันรุนแรงทะลวงผ่านหน้าอก พุ่งกระแทกทำลายแผงลอยพังพินาศไปถึงสามแผง แล้วไถลครูดไปกับพื้นอีกราวสิบเมตร ถึงได้หยุดนิ่งลง

เพียงแค่ลูกเตะเดียว ก็ทำเอาอีกฝ่ายร่อแร่จวนเจียนจะสิ้นใจ

ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ชะงักอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะพากันตกใจกลัวจนต้องหดคอถอยหนี

ยังมีกฎหมายอยู่อีกไหม? ยังมีกฎระเบียบอยู่อีกหรือเปล่า?

น่าเสียดาย ถ้านางรู้จักกฎหมาย นางก็คงไม่ใช่ยวนเอ๋อร์แล้ว

อาจจะเป็นเพราะเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาบ่อยแล้ว คนที่วิ่งหนีจึงมีไม่มากนัก แต่ก็มีบางส่วนที่ไปแอบดูอยู่ตามซอกหลืบ

"ตาแก่ ใช่คำที่พวกเจ้าจะเรียกได้งั้นรึ?" ยวนเอ๋อร์วางเท้าลง แล้วพูดด้วยความโมโห

ชายอีกสองคนที่เหลือจากสมาคมมังกรเขียวตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ:

"เจ้ากล้าตีคนรึ?"

"ข้าไม่ได้แค่กล้าตีคน แต่ข้ากล้าฆ่าคนด้วย"

รอบตัวยวนเอ๋อร์แผ่พายุพลังปราณอ่อนๆ ออกมา

เมื่อชายสองคนที่เหลือจากสมาคมมังกรเขียวเห็นดังนั้น ก็เบิกตากว้าง "ผู้ฝึกตนขั้นรู้แจ้ง?!"

ขั้นหล่อหลอมกายานั้น มีเพียงแค่ความแข็งแกร่งของร่างกายเท่านั้น

แต่ขั้นรู้แจ้งคือการเปิดทวารทั้งห้า สามารถรับพลังปราณเข้าไปก่อตัวเป็นพลังออร่าคุ้มกายได้

เมื่อบรรลุถึงขั้นรู้แจ้ง จึงจะนับว่าเป็นผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง ถือว่าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะแล้ว

ตุบ!

ทั้งสองคนคุกเข่าลงกับพื้นทันที

"คุณย่า ไว้ชีวิตด้วย!"

"คุณย่า โปรดไว้ชีวิตด้วย!"

ยวนเอ๋อร์ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "เหอะ ข้าไม่สนหรอก..."

กำปั้นเล็กๆ เพิ่งจะยกขึ้นมา

ลู่โจวก็เดินเข้ามาหา แล้วพูดขึ้น "ยวนเอ๋อร์ ทำได้ดีมาก"

เมื่อได้รับคำชม ยวนเอ๋อร์ก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

นางพูดว่า "ฮิฮิ พวกมันด่าท่านปู่ว่าตาแก่ ข้าทนฟังไม่ได้ ก็เลยต้องสั่งสอนพวกมันเสียหน่อย"

ลู่โจวมองดูชายสองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น แล้วเหลือบมองไปรอบๆ

ความจริงแล้วเขาไม่ได้ใส่ใจชีวิตของสองคนนี้หรอก แต่การทำแบบนี้ มันดูจะเอิกเกริกเกินไปหน่อย

"ศูนย์บัญชาการสาขาของสมาคมมังกรเขียวอยู่ที่ไหน?" ลู่โจวเอ่ยถาม

"อยู่ อยู่... อยู่ทางเหนือของแม่น้ำกู่เหอเมืองอันหยาง ห่างออกไปสามลี้ขอรับ"

"ข้า... ตาแก่เพิ่งจะมาถึงเมืองอันหยาง ยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่นัก กลับไปบอกหัวหน้าสาขาของพวกเจ้าด้วยว่า พรุ่งนี้... ตาแก่ผู้นี้จะไปเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง"

"ขอรับ ขอรับๆ..."

"ไสหัวไปซะ"

ทั้งสองคนรีบลุกขึ้น ประคองร่างเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้ววิ่งหนีหางจุกตูดไปทันที

ยวนเอ๋อร์กระซิบ "ท่านปู่ช่างคิดรอบคอบยิ่งนัก หลอกถามที่ซ่อนของพวกมัน จะได้ตามไปกวาดล้างให้สิ้นซากในคราวเดียว"

ลู่โจวหัวเราะพลางเขกหัวนางเบาๆ "ทำเป็นเล่นไป ข้าจะใช้พวกมันไปสืบเรื่องตระกูลฉือต่างหากเล่า"

"ท่านปู่สั่งสอนได้ถูกต้องเจ้าค่ะ..."

"ยวนเอ๋อร์ เจ้าจากบ้านมาหลายปี ยังจำได้ไหมว่าบ้านอยู่ที่ไหน?" ลู่โจวถาม

"ข้าจำได้แค่ว่า... หน้าบ้านข้ามีสิงโตหินอยู่สองตัว... ท่านพ่อชอบรำดาบฝึกยุทธ์ ท่านแม่ชอบปักผ้า แล้วท่านแม่ก็รักข้ามากที่สุดเลย" ยวนเอ๋อร์เล่า

การรับศิษย์ของจีเทียนเต้านั้น บางครั้งก็บุกไปบังคับเอาตัวมา แต่บางคนก็เต็มใจส่งลูกหลานขึ้นเขาไปให้เอง

ลู่โจวจำได้แค่ว่า ตอนที่ยวนเอ๋อร์ถูกส่งตัวมาที่ภูเขาจินถิง นางยังเด็กมาก และก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมพ่อแม่ของนางถึงต้องส่งลูกสาวขึ้นเขามา

พ่อแม่ที่ไหนในโลก จะยอมส่งลูกตัวเองเข้าถ้ำหมาป่ากันล่ะ?

ตระกูลฉือนั้นหาไม่ยาก

ตระกูลใหญ่โต แถมยังใช้นามสกุลฉือ มีอยู่เพียงหยิบมือเดียว เมืองอันหยางเองก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก ลองสอบถามดูนิดหน่อยก็รู้ที่ตั้งแล้ว

เมื่อทั้งสองคนมาปรากฏตัวที่หน้าจวนตระกูลฉือ ยวนเอ๋อร์ก็ตื่นเต้นดีใจกระโดดโลดเต้นเหมือนกระต่ายน้อย นางกระโดดไปมาบนหัวสิงโตหินทั้งสองตัวไม่หยุด

"ท่านปู่... สิงโตตัวนี้แหละ! ข้าจำได้แม่นเลย..."

"ยัยหนูนี่ กลับมาถึงบ้านแล้ว ก็อย่าซุกซนนให้มันมากนัก ลงมาได้แล้ว"

"อ้อ"

ในตอนนั้นเอง ลู่โจวก็สังเกตเห็นว่าหน้าต่างภารกิจได้กระตุ้นเหตุการณ์สืบสวนขึ้นมาแล้ว

เอี๊ยด——

ประตูใหญ่ค่อยๆ เปิดออก

ชายวัยกลางคนในชุดพ่อบ้านมองดูคนทั้งสองที่หน้าประตูด้วยความสงสัย

"พวกท่านมาหาใครหรือ?"

"ท่านพ่อท่านแม่ข้าล่ะ?" ยวนเอ๋อร์ชะโงกหน้ามองลอดช่องประตูเข้าไป แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เจอพ่อแม่เป็นคนแรก

เมื่อพ่อบ้านได้ยินดังนั้น ก็ขมวดคิ้วแน่น แล้วพูดว่า "นังเด็กบ้ามาจากไหน ที่นี่ไม่มีพ่อแม่เจ้าหรอก"

เพียะ!

ยวนเอ๋อร์ฟาดฝ่ามือใส่หน้าเขาฉาดใหญ่ ทำเอาพ่อบ้านมึนงงไปหมด หน้ามืดตาลาย แก้มชาปวดร้าว หมุนติ้วรอบตัวเองไปสามร้อยหกสิบห้าองศา

"รนหาที่เจ็บตัว หลีกไป อย่ามาขวางทางท่านปู่ข้า!"

พ่อบ้านกุมแก้มตัวเอง ตัวสั่นงันงก

ลู่โจวทั้งอยากจะร้องไห้และอยากจะหัวเราะ

แต่ก็รู้สึกว่าการรับมือแบบนี้ก็ดูจะสมเหตุสมผลดีเหมือนกัน

ถ้ามัวแต่มานั่งรักษามารยาท บางทีมันก็ทำให้การทำงานล่าช้าไปเสียเปล่าๆ

ยวนเอ๋อร์ทำตัวเหมือนลูกสาวที่แสนดี นางประคองลู่โจวเดินเข้าไปในจวนตระกูลฉืออย่างว่าง่าย

ภายในจวนตระกูลฉือดูว่างเปล่าและเงียบเหงา ไม่มีทั้งบ่าวไพร่และสาวใช้

ดูทรุดโทรมวังเวง แม้แต่โต๊ะและเฟอร์นิเจอร์ก็ยังถูกขนย้ายออกไปจนหมด

ลู่โจวเอ่ยเสียงเรียบ "ดูเหมือนว่าข่าวที่ศิษย์พี่สี่ของเจ้าสืบมาจะเป็นความจริง"

ยวนเอ๋อร์โกรธจนชี้หน้าพ่อบ้านแล้วตวาด "เจ้า เข้ามานี่!"

"หา?"

"ท่านพ่อท่านแม่ข้าล่ะ?"

โดนถามแบบนี้ พ่อบ้านก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

เด็กผู้หญิงโตขึ้นหน้าตาก็เปลี่ยนไป ยวนเอ๋อร์ในตอนนี้กับรูปลักษณ์ในวัยเด็กนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน พ่อบ้านจะไปจำได้ในทันทีได้อย่างไร

ลู่โจวพูดขึ้น "เจ้าชื่ออะไร?"

"ข้า... ข้าเป็นพ่อบ้านตระกูลฉือ ชื่อหวังฟู่กุ้ย" พ่อบ้านกุมแก้ม ตอบเสียงอึกอัก

"แล้วฉืออัน ผู้ดูแลตระกูลฉือล่ะ?" ยวนเอ๋อร์จำได้แค่คนๆ นี้ เพราะตอนที่ตระกูลฉือถูกลักพาตัวครั้งแรก ฉืออันนี่แหละที่ไปขอความช่วยเหลือถึงภูเขาจินถิง

"พวกเขา พวกเขา ล้วน... ล้วนถูกจับตัวไปหมดแล้ว"

"นาง... คือฉือยวนเอ๋อร์ แห่งตระกูลฉือ" ลู่โจวยกมือขึ้น ชี้ไปที่ยวนเอ๋อร์

"อะไรนะ?"

หวังฟู่กุ้ยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ กวาดสายตามองยวนเอ๋อร์หัวจรดเท้า ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เบิกตากว้างราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะร้องไห้โฮ "คุณหนู! ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว! ข้าคือหวังฟู่กุ้ยไงขอรับ!"

"หวังฟู่กุ้ย?" ยวนเอ๋อร์เกาหัวแกรกๆ

"เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ"

ณ ห้องโถงใหญ่ จวนตระกูลฉือ

จากการบอกเล่าของหวังฟู่กุ้ย ทั้งสองคนจึงได้รู้ว่า คนตระกูลฉือส่วนใหญ่ถูกแก๊งที่ชื่อว่า "แก๊งหลินหู" (แก๊งริมทะเลสาบ) ลักพาตัวไป ไม่มีใครรู้เลยว่าแก๊งนี้มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนบงการ ซ้ำร้ายยังสืบหาร่องรอยของพวกมันไม่ได้เลยด้วย

ตระกูลฉือถูกลักพาตัวไปถึงสองครั้งสองครา... แล้วใครจะกล้าทำงานในตระกูลฉือต่อไปอีกล่ะ บรรดาบ่าวไพร่ที่เหลืออยู่ต่างก็กอบโกยทรัพย์สินของตระกูลฉือแล้วหนีเอาตัวรอดกันไปหมด เหลือเพียงหวังฟู่กุ้ยคนเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่

"ทำไมไม่ไปแจ้งทางการ?" ลู่โจวถาม

"แจ้งแล้วขอรับ แต่ทางการก็สืบหาไม่ได้เหมือนกัน ในวันที่เกิดเหตุ คนตระกูลฉือถูกลักพาตัวไปจนหมด ยกเว้นบ่าวไพร่ที่ออกไปทำธุระข้างนอก โชคดีที่ตอนนั้นข้าอยู่ในส้วมพอดี ก็เลยรอดมาได้"

"แล้วทำไมเจ้าถึงไม่หนีไปล่ะ?" ยวนเอ๋อร์ถาม

"ตระกูลฉือมีบุญคุณต่อข้ามาก ข้าหวังฟู่กุ้ย เกิดเป็นคนของตระกูลฉือ ตายก็ต้องเป็นผีของตระกูลฉือขอรับ"

ลู่โจวเผยรอยยิ้ม "เจ้าช่างซื่อสัตย์จงรักภักดีเสียจริง โชคดีนะที่ยวนเอ๋อร์ไม่ได้ลงมือหนักนัก"

หวังฟู่กุ้ยรู้สึกเจ็บแปลบที่แก้ม เขาฝืนยิ้มแหยๆ "เจ้านายตีบ่าวไพร่ เป็นเรื่องสมควรแล้วขอรับ"

"เรื่องที่ยวนเอ๋อร์กลับมา เจ้าต้องเก็บเป็นความลับ ส่วนเรื่องตระกูลฉือถูกลักพาตัว ข้าจะสืบสวนด้วยตัวเอง" ลู่โจวกล่าว

"หา?"

แม้ลู่โจวจะดูเด็กลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีสภาพเหมือนชายชราที่ดูบอบบางไร้เรี่ยวแรง นอกจากกลิ่นอายที่แผ่ออกมาแล้ว โดยรวมก็ยังดูเหมือนตาแก่ที่โดนตบทีเดียวก็ร่วง หวังฟู่กุ้ยรู้แค่เพียงว่านายท่านส่งคุณหนูไป แต่ไม่รู้ว่าส่งไปที่ไหน ไปทำอะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าอาจารย์ของยวนเอ๋อร์คือจอมมารเฒ่าเลย เขาไม่มีทางรู้แน่ๆ

"ออกไปเถอะ"

หวังฟู่กุ้ยไหนเลยจะกล้าสงสัยลู่โจว แม้ลู่โจวจะเป็นแค่ชายชรา แต่ดูจากท่าทีที่ยวนเอ๋อร์ปฏิบัติต่อเขาก็พอจะเดาออกแล้ว เขารีบรับคำ แล้วถอยหลังออกไป

"ยวนเอ๋อร์"

"ศิษย์อยู่นี่เจ้าค่ะ"

"พรุ่งนี้เช้า เจ้าไปที่สมาคมมังกรเขียวตรงแม่น้ำกู่เหอ สั่งให้พวกมันไปสืบเรื่องแก๊งหลินหูมา" ลู่โจวกล่าว

"ศิษย์รับคำสั่งเจ้าค่ะ"

"จำไว้ อย่าเปิดเผยตัวตนเด็ดขาด"

"ศิษย์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"

เพิ่งจะมอบหมายภารกิจเสร็จ

ข้างหูของลู่โจวก็มีเสียงระบบแจ้งเตือนดังขึ้น——

【ติ๊ง ภารกิจสนับสนุนตวนมู่เซิงสำเร็จ ได้รับรางวัล 200 แต้มบุญ】

เมื่อหมิงซื่ออินสนับสนุนสำเร็จแล้ว เขาก็น่าจะไปซ่อมแซมม่านพลังแล้วล่ะ

เมื่อมองดูการเปลี่ยนแปลงของภารกิจบนหน้าต่างระบบ ลู่โจวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนที่เขาออกจากภูเขาจินถิง เขาได้สั่งให้ทั้งสองคนช่วยกันซ่อมแซมม่านพลังของภูเขาจินถิง แต่ในช่องภารกิจกลับแสดงชื่อหมิงซื่ออินเพียงคนเดียว... นั่นเป็นไปได้เพียงสาเหตุเดียว นั่นก็คือ เจ้าสามได้รับบาดเจ็บแล้ว

ในขณะเดียวกัน

ณ ภูเขาจินถิง

หมิงซื่ออินและตวนมู่เซิงที่นอนอยู่บนเตียง ต่างก็มองจดหมายที่ยวนเอ๋อร์ทิ้งไว้ด้วยความมึนงง

"ท่านอาจารย์ลงจากเขาไปแล้วจริงๆ! ท่านผู้เฒ่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ?"

แค่กๆ

ตวนมู่เซิงกระแอมไอ แล้วพูดว่า "อาจจะเป็นเพราะท่านอุดอู้อยู่บนเขานานเกินไป เลยอยากออกไปเดินเล่นเปิดหูเปิดตา แล้วก็ไม่อยากให้ใครรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงล่ะมั้ง"

"ที่ศิษย์พี่พูดมาก็มีเหตุผล... ช่วงนี้ท่านอาจารย์มักจะทำอะไรไม่ค่อยเป็นไปตามแบบแผนเดิม ข้าชักจะเดาใจท่านไม่ออกแล้วสิ" หมิงซื่ออินถอนหายใจ

"...เมื่อก่อนท่านอาจารย์มีพลังอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่านไม่เห็นจำเป็นต้องใช้สมองเลย ทุกเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย เมื่อต้องเผชิญกับพลังอำนาจที่แท้จริง ก็กลายเป็นการดิ้นรนที่ไร้ประโยชน์ไปหมด"

"ก็อาจจะจริงนะ"

"เรื่องซ่อมแซมม่านพลัง ก็คงต้องฝากความหวังไว้ที่ศิษย์น้องคนเดียวแล้วล่ะ ข้าบาดเจ็บหนักขนาดนี้ ถ้าไม่ได้พักฟื้นสักสามถึงห้าเดือน คงไม่หายดีแน่ๆ"

"ฝันไปเถอะ!"

(จบแล้ว)ห

จบบทที่ บทที่ 26 - สืบสวนคดีลักพาตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว