- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 139 การคัดเลือกได้ข้อยุติ
ตอนที่ 139 การคัดเลือกได้ข้อยุติ
ตอนที่ 139 การคัดเลือกได้ข้อยุติ
ตอนที่ 139 การคัดเลือกได้ข้อยุติ
ผู้ชมทั่วทั้งลานต่างตกอยู่ในความเงียบงันอันยาวนาน การประลองเมื่อครู่นี้ช่างดูไม่เหมือนความจริงเอาเสียเลย
นี่มันเกินกว่าระดับความเข้าใจของสามัญชนที่มีต่อนักรบระดับสายเลือดสามัญไปไกลแล้ว
นักรบระดับสายเลือดสามัญสามารถถอนต้นหลิวได้ สามารถทุบหินให้แตกได้ แต่การต่อสู้กันก็ยังคงเป็นแบบหมัดต่อหมัด อาจมีปราณกระบี่หรือลมหมัดปะทะกันบ้างก็นับว่าถึงขีดสุดแล้ว
พวกเขาไม่เคยเห็น และไม่เคยคิดมาก่อนว่าการประมือของนักรบระดับสายเลือดสามัญจะส่งเสียงกึกก้องและมีอานุภาพถึงเพียงนี้
แสงกระบี่สีชาดนั้น เงาร่างมังกรเสือที่สะท้อนแสงตะวันนั้น ช่างน่าประทับใจเหลือเกิน! จนยากจะเชื่อได้
อย่างไรก็ตาม หลุมขนาดใหญ่ที่น่าตกใจบนลานประลองหินที่เผ่าเถาสร้างขึ้นได้บอกแก่ทุกคนว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องจริง
หลุมลึกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าห้าฟุต แผ่นหินโดยรอบก็แตกพินาศ กระจายออกไปราวกับใยแมงมุม ยากจะจินตนาการได้ว่านี่คือการประมือของนักรบระดับสายเลือดสามัญ
เถาอวิ๋นเซียวนั้นอาศัยการใช้พลังต้องห้ามของอาวุธ บรรพชนจนมีพลังโจมตีถึงระดับนี้ ยังพอเข้าใจได้
แต่อี้อวิ๋นเล่า เขาทำได้อย่างไร?
เขาถึงกับใช้มือเปล่าเอาชนะเถาอวิ๋นเซียวที่ใช้พลังของอาวุธ บรรพชนได้ตรงๆ เชียวหรือ?
ผู้คนในเผ่าเถาไม่อาจเชื่อได้จริงๆ แม้แต่เด็กสาวที่เริ่มสนับสนุนอี้อวิ๋นอย่างลับๆ เหล่านั้น ก็พากันอ้าปากค้าง สมองว่างเปล่า บางคนในหมู่พวกนางเมื่อวานนี้ยังไปดักรออี้อวิ๋นอยู่เลย พวกนางจะคิดได้อย่างไรว่าอี้อวิ๋นที่ดูเหมือนน้องชายข้างบ้านผู้นี้ จะมีความแข็งแกร่งที่น่ากลัวถึงเพียงนี้
พวกนางรู้สึกว่าเมื่อวานนี้พวกนางเป็นเหมือนฝูงหนูตัวน้อยที่ไปล้อมไดโนเสาร์ไว้ โชคดีที่ไดโนเสาร์ตัวนี้ไม่โมโห มิเช่นนั้นพวกนางคงไม่กล้าจินตนาการถึงผลที่จะตามมาเลย
“พลังปราณกลายรูป เป็นพลังปราณกลายรูปจริงๆ นอกจากจะชักนำพลังจากพลังงานฟ้าดินมาใช้แล้ว ย่อมไม่อาจมีพลังโจมตีถึงระดับนี้ได้”
หัวหน้าเผ่าเถามีสีหน้าหม่นหมอง เขานั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง
“พลังปราณกลายรูป... เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้!?”
ความจริงไม่ต้องรอให้หัวหน้าเผ่าเถายืนยัน คนอื่นๆ ก็จำได้แล้วว่าการโจมตีของอี้อวิ๋นเมื่อครู่คือพลังปราณกลายรูป
เพราะภาพเสือคำรามฟ้าที่กางกรงเล็บแผลงฤทธิ์ และภาพมังกรทองม่วงที่ทะยานสู่สรวงสวรรค์นั้น ยังคงติดตาตรึงอยู่ในม่านตาของทุกคน
หากไม่ใช่พลังปราณกลายรูปแล้วจะเป็นสิ่งใดได้อีก?
คนของเผ่าเถาไม่รู้จัก ‘ปราณม่วงจากบูรพา’ ไม่เข้าใจ ‘ท่าร่างขั้นละเอียดอ่อน’ แต่สำหรับ ‘พลังปราณกลายรูป’ พวกเขากลับรู้จักเป็นอย่างดี
สาเหตุอื่นไม่มีเลย เพราะในบรรดารุ่นเยาว์ของเผ่าเถาทั้งหมด มีอยู่คนหนึ่งที่สามารถบรรลุถึงขั้นพลังปราณกลายรูปได้ นั่นก็คือหูหยา
หูหยาอยู่ระดับสายเลือดม่วงขั้นกลาง และขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุถึงขั้น ‘กายาบริบูรณ์ ชีพจรดุจมังกร’
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถใช้พลังปราณกลายรูปได้ เมื่อวานนี้บนลานฝึกยุทธ์ พลังปราณกลายรูปของหูหยาได้เรียกเสียงเชียร์จากผู้คน
พวกเขานำเรื่องนี้มาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เล่ากันอย่างออกรสหลังมื้ออาหารด้วยสีหน้าเบิกบาน หูหยาคือความภาคภูมิใจของเผ่าเถา ก่อนหน้านี้อี้อวิ๋นโดดเด่นมากในการคัดเลือกรอบแรกและรอบสอง จนกดดันเหล่าหัวกะทิของเผ่าเถาจนโงหัวไม่ขึ้น มีเพียงหูหยาเท่านั้นที่สามารถกอบกู้ชื่อเสียงให้พวกเขาได้
แต่ตอนนี้...
อี้อวิ๋นกลับบรรลุถึงขั้นพลังปราณกลายรูปได้เช่นกัน!
นี่เป็นไปได้อย่างไร?
มิใช่บอกว่าพลังปราณกลายรูปมีเพียงผู้ยอดเยี่ยมในหมู่นักรบสายเลือดม่วงเท่านั้นที่ครอบครองได้หรอกหรือ? หูหยานั้นอยู่ระดับสายเลือดม่วงขั้นกลางถึงได้ครอบครองพลังปราณกลายรูป แต่อี้อวิ๋นเพิ่งจะอยู่ระดับชักปราณจุดสูงสุด เขากลับบรรลุได้เช่นกันเชียวหรือ!?
“หากไม่พูดถึงพรสวรรค์แล้ว หรือว่าแม้แต่ความแข็งแกร่ง อี้อวิ๋นก็สามารถทัดเทียมกับหูหยาได้แล้ว?” คนเผ่าเถาคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พวกเขาไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้
“ความแข็งแกร่งของอี้อวิ๋นยังเทียบหูหยาไม่ได้ แต่พลังปราณกลายรูปไม่ใช่สิ่งที่จะครอบครองได้เพียงเพราะแข็งแกร่งเท่านั้น แม้แต่ยอดฝีมือระดับสายเลือดม่วงจุดสูงสุดบางคนก็ยังไม่สามารถครอบครองพลังปราณกลายรูปได้! พลังปราณกลายรูปนี้ต้องดูที่ความเข้าใจในพรสวรรค์ ดูที่ระดับการควบคุมพลังงานด้วยพลังจิตของนักรบ นอกจากนี้ หากนักรบระดับสายเลือดสามัญบรรลุถึงขั้น ‘กายาบริบูรณ์ ชีพจรดุจมังกร’ ก็สามารถครอบครองพลังปราณกลายรูปได้ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับสายเลือดม่วงเช่นกัน”
นักรบเผ่าเถาคนหนึ่งกล่าวอธิบาย
เมื่อทุกคนได้ฟัง นอกจากจะไม่คลายสงสัยแล้ว กลับยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก
พวกเขาทุกคนต่างพากันงงงวย!
กายาบริบูรณ์ ชีพจรดุจมังกร!?
อี้อวิ๋นบรรลุถึงขั้นนี้แล้วหรือ?
พวกเขาในเผ่าเถาได้รับฟังจากเหล่าผู้อาวุโสมานานแล้วว่า หูหยาเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหลายร้อยปีของเผ่าเถา ข้อพิสูจน์คือตอนที่เขาอายุสิบแปดปี เขาขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ขั้น ‘กายาบริบูรณ์ ชีพจรดุจมังกร’ และก่อนหน้านี้ ในรอบหลายร้อยปีของเผ่าเถา ก็ไม่มีใครก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนในเผ่าเถาจึงภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างรอคอยให้หูหยาก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ เพื่อนำพาเผ่าเถาออกไปจากแดนเถื่อนและไปสร้างตระกูลในจงหยวน
แต่ตอนนี้ หูหยาของพวกเขายังห่างไกลจากขั้นนี้อีกหนึ่งก้าว แล้วอี้อวิ๋นเล่า เขาอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้นนะ กลับบรรลุถึงขั้นนี้ได้แล้วเชียวหรือ!?
นี่เป็นไปได้อย่างไร!?
ผู้คนในเผ่าเถาต่างพากันตาโต มองอี้อวิ๋นด้วยสีหน้าเหมือนเห็นผี!
พวกเขาไม่เชื่อ แต่เมื่อเห็นเหล่านักรบเผ่าเถาไม่มีใครคัดค้าน รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสก็ยอมรับโดยดุษฎี พวกเขาก็ต้องจำใจเชื่อแล้ว
อี้อวิ๋นบรรลุถึงขั้นนี้ได้จริงในวัยสิบสองปี!
กายาบริบูรณ์ พลังปราณกลายรูป ทั้งยังมีก่อนหน้านี้ที่พ่นเมฆม่วง จิตวิญญาณแข็งแกร่งที่สุด...
พวกเขาไม่กล้าคิดต่อไปแล้ว
คนเปรียบกับคนแล้วต้องตาย ของเปรียบกับของแล้วต้องทิ้ง!
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจเรื่องหนึ่ง ที่อี้อวิ๋นได้รับการประเมินระดับลึกลับขั้นห้า ในขณะที่หูหยาเป็นเพียงระดับลึกลับไร้ขั้น มิใช่ว่าการประเมินของทหารองครักษ์จิ่นหลงไม่ยุติธรรม แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นเอง!
อี้อวิ๋นแข็งแกร่งกว่าหูหยามากนัก!
ส่วนเถาอวิ๋นเซียวนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาจัดเป็นพวกที่พอเอามาเทียบกับอี้อวิ๋นแล้วก็ต้องทิ้งไปเลยทีเดียว!
และหากถอยไปอีกก้าวหนึ่ง เหลียนเฉิงอวี้...
เหลียนเฉิงอวี้ไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว เขายังด้อยกว่าเถาอวิ๋นเซียว หากเทียบกับอี้อวิ๋นแล้ว นั่นคือความต่างระหว่างมูลวัวกับหยกมณี!
เหล่านักรบในค่ายเตรียมทหารของเผ่าเหลียนต่างพากันอึ้งงัน สมองสูญเสียความสามารถในการคิดไปอย่างสิ้นเชิง การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของอี้อวิ๋นได้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับจิตใจของพวกเขาอย่างรุนแรง หากไม่มีเวลาสักสามห้าวัน พวกเขาก็คงไม่อาจฟื้นตัวได้
และสำหรับเหลียนเฉิงอวี้ที่ถูกอี้อวิ๋นทำลายไปแล้วนั้น
ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ เขาไม่เคยกล่าววาจาใดๆ เลยแม้แต่คำเดียว แต่ตอนนี้ ในดวงตาของเขากลับปรากฏความสิ้นหวังอย่างลึกซึ้ง!
ความสิ้นหวังนี้ เมื่อเทียบกับตอนที่เขากลืนกินกระดูกอสูรแล้วล้มเหลวในการทะลวงเข้าสู่ระดับสายเลือดม่วง ยังรุนแรงกว่าเป็นหมื่นเท่า!
ใช่แล้ว อี้อวิ๋นไม่เพียงแต่แข็งแกร่ง ไร้ความปรานี และบดขยี้เหลียนเฉิงอวี้ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ประกาศความจริงหนึ่งแก่เหลียนเฉิงอวี้ นั่นก็คือเหลียนเฉิงอวี้ที่ถูกทำลายวรยุทธ์และร่างกายพิการไปแล้ว ในวันหน้าจะไม่มีโอกาสแม้เพียงนิดเดียวที่จะล้างแค้นอี้อวิ๋น
หัวใจของเหลียนเฉิงอวี้ตายไปแล้ว เดิมทีเขายังมีความแค้นเป็นแรงผลักดัน แต่ตอนนี้ การล้างแค้นไร้หวัง เหลียนเฉิงอวี้ได้สูญเสียความหมายของชีวิตไปจริงๆ แม้ร่างกายของเขาจะยังคงมีชีวิตอยู่ แต่มันก็เป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณเท่านั้น
“อี้อวิ๋นชนะ!”
เหยาหยวนมองอี้อวิ๋นอย่างลึกซึ้ง เขาพบว่าแม้ตนเองจะให้การประเมินอี้อวิ๋นไว้สูงมากแล้ว แต่ผลสุดท้ายเขาก็ยังประเมินอี้อวิ๋นต่ำไป
หากจะให้ประเมินระดับของอี้อวิ๋นใหม่ในตอนนี้ เขาจะให้ระดับลึกลับขั้นหก!
การคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพ การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของระดับสายเลือดสามัญจบลงเช่นนี้เอง ผลแพ้ชนะเห็นได้ชัดเพียงพริบตา อี้อวิ๋นยังคงยืนอยู่บนเวที อย่างไรก็ตาม หมัดขวาของเขาบาดเจ็บหนัก เกรงว่าในการโจมตีครั้งสุดท้าย เขาจะใช้พลังปราณห่อหุ้มหมัดไว้และปะทะกับทักษะยุทธ์ ‘นรกโลหิตแดง’ ของเถาอวิ๋นเซียวตรงๆ
แม้ว่าอี้อวิ๋นจะครอบครองพลังปราณกลายรูป แต่หมัดก็ยังคงเป็นเนื้อหนังมังสา การปะทะครั้งนี้ทำให้หมัดของอี้อวิ๋นบาดเจ็บลึกจนเห็นกระดูก! หากไม่ใช่เพราะเขากายาบริบูรณ์ หมัดขวาทั้งหมัดคงถูกฟันแยกออกเป็นสองซีกแล้ว
แน่นอนว่าเถาอวิ๋นเซียวบาดเจ็บหนักกว่า ไม่ต้องพูดถึงหมัดนั้นของอี้อวิ๋น เพียงแค่พลังโลหิตที่เสียไปจากการเซ่นสังเวยกระบี่ตัวเมีย ก็ทำให้เถาอวิ๋นเซียวไม่สามารถฟื้นฟูพลังดั้งเดิมได้ภายในหนึ่งปี
“หมอ... เรียกหมอมา...”
หัวหน้าเผ่าเถาผู้เฒ่าโบกมือกล่าว เขาหลับตาลง ราวกับไม่กล้ามองต่อไปอีก
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอย่างไร เถาอวิ๋นเซียวก็เป็นเยาวชนผู้กล้าที่เผ่าเถาทุ่มเททรัพยากรไปไม่น้อยเพื่อบ่มเพาะขึ้นมา เป็นหนึ่งในผู้ที่เผ่าเถาฝากความหวังไว้ในอนาคตเพื่อให้ออกไปจากแดนเถื่อนและมุ่งสู่จงหยวน
เมื่อบาดเจ็บแล้ว ก็ยังต้องใช้ยาที่ดีที่สุดมารักษา
เหล่าผู้อาวุโสของเผ่าเถาต่างพากันกังวลว่า เถาอวิ๋นเซียวหลังจากศึกครั้งนี้ย่อมต้องได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก ประกอบกับพลังโลหิตและระดับการฝึกตนที่สูญเสียไป เขาที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเช่นนี้ จะก้าวผ่านด่านนี้ไปได้หรือไม่? จะสิ้นหวังจนกู้ไม่กลับหรือไม่?
หมอชราที่เก่งที่สุดของเผ่าเถา แบกกล่องยาที่หนักอึ้งขึ้นไปบนลานประลองอย่างทุลักทุเล ในกล่องยาเต็มไปด้วยสมุนไพรที่ผลิตจากภูเขาสมุนไพรของเผ่าเถา มีโสม หัวอูซู เห็ดหลินจืออายุเป็นร้อยปีมากมาย ตอนนี้ก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว นำออกมาทั้งหมด
เหล่านี้ล้วนเป็นยาล้ำค่าที่มีมูลค่ามหาศาล นี่คือความภาคภูมิใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ที่เผ่าเถามีต่อหน้าอี้อวิ๋น เผ่าเถาของพวกเขามีทรัพยากรที่มั่งคั่ง!
แม้จะบาดเจ็บเหมือนกัน แต่อี้อวิ๋นไม่มีสมุนไพรที่ดีเช่นนี้มารักษาฟื้นฟู หมัดขวาของเขาบาดเจ็บไม่น้อย กระดูกและเส้นเอ็นถูกอาวุธ บรรพชนฟันจนฉีกขาด หากเป็นคนธรรมดา หมัดนี้คงพิการไปแล้ว นักรบนั้นไม่เป็นไร แต่การรักษาฟื้นฟูก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากเช่นกัน
หมอชราวางกล่องยาลงด้วยท่าทางหอบเหนื่อย ตัวเขาเองไม่ได้ฝึกยุทธ์ ประกอบกับอายุมากแล้ว จึงดูเหมือนตะเกียงที่ใกล้จะสิ้นแสง
หมอชราคว้ามือของเถาอวิ๋นเซียวมาเริ่มตรวจชีพจร ไม่นานนัก ใบหน้าชราที่มีรอยย่นลึกก็ขมวดเข้าหากันจนดูเหมือนลูกนัท
เพียงแค่ชีพจรของเถาอวิ๋นเซียวนี้ ก็แทบจะดูไม่ได้แล้ว หมอชรารู้สึกว่าโอกาสที่ตนเองจะรักษาเถาอวิ๋นเซียวให้หายขาดนั้นมีน้อยจนแทบจะเป็นศูนย์...
จางถานโบกมือ ส่งสัญญาณให้หมอของทหารองครักษ์จิ่นหลงขึ้นไปช่วย
ทหารองครักษ์จิ่นหลงมียาช่วยชีวิตที่ดีอยู่ไม่น้อย แต่นั่นก็ทำได้เพียงรักษาชีวิตไว้เท่านั้น ไม่สามารถทดแทนพลังโลหิตที่สูญเสียไปได้ ความจริงแล้ว ยาที่สามารถทดแทนพลังโลหิตได้นั้นมีค่ามหาศาล ยิ่งกว่าเม็ดพลังงานกระดูกอสูรเสียอีก ทหารองครักษ์จิ่นหลงมีเนื้อยาเช่นนี้อยู่ แต่ย่อมไม่มีทางนำมาใช้กับผู้เข้าร่วมการคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพได้
ดังนั้นตอนนี้ยาที่หมอทหารองครักษ์จิ่นหลงนำออกมา จึงเป็นเพียงยาสมานแผลและยาห้ามเลือดเท่านั้น และไม่ว่าจะเป็นอี้อวิ๋นหรือเถาอวิ๋นเซียว พวกเขาก็เพียงแค่บาดเจ็บ ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต หมอทหารองครักษ์จิ่นหลงจึงไม่รีบร้อน
และในขณะนั้นเอง ทันใดนั้นทุกคนก็ได้ยินเสียงเสื้อผ้าที่ถูกพัดเบาๆ ด้วยสายลม ผู้คนต่างพากันเงยหน้าขึ้นมอง และได้เห็นร่างของเด็กสาวในชุดสีขาวก้าวลงมาจากเรือเหาะที่ลอยลำอยู่กลางอากาศ!
---