- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นต้นไม้ แต่ผมก็เป็นต้นไม้ที่เทพที่สุดในจักรวาล
- บทที่ 2 - ของวิเศษคู่กายและการจำแลงร่าง
บทที่ 2 - ของวิเศษคู่กายและการจำแลงร่าง
บทที่ 2 - ของวิเศษคู่กายและการจำแลงร่าง
บทที่ 2 - ของวิเศษคู่กายและการจำแลงร่าง
ซวนเฉินเตรียมตัวที่จะจำแลงร่าง ทว่าก่อนการจำแลงร่าง เขาจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสักเล็กน้อย
ต้องเข้าใจก่อนว่ายิ่งรากฐานชาติกำเนิดน่าสะพรึงกลัวมากเท่าใด การจำแลงร่างก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น และมหันตภัยที่ต้องเผชิญก็จะยิ่งรุนแรงตามไปด้วย
ในยามนี้แม้ว่าวิถีสวรรค์จะยังอยู่ในระหว่างการก่อกำเนิด แต่มันก็ยังคงฟาดอัสนีสวรรค์ลงมาอยู่ดี ดังนั้นซวนเฉินจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม
"ข้าต้องหลอมรวมของวิเศษคู่กายของข้าเสียก่อน"
ซวนเฉินเองก็มีสมบัติวิเศษคู่กายเช่นกัน มันอยู่ภายในร่างต้นพฤกษาโลกของเขานั่นเอง
สาเหตุที่พฤกษาโลกถูกเรียกว่าพฤกษาโลก นั่นก็เพราะว่าตัวมันเองสามารถแบกรับและค้ำจุนโลกเอาไว้ได้
ร่างต้นของซวนเฉินออกผลจำนวนเก้าผล ผลไม้ทั้งเก้านี้ไม่สามารถนำมากินได้ เพราะภายในผลแต่ละลูกคือโลกอีกใบหนึ่ง
และโลกใบที่ใหญ่ที่สุดนั้นตั้งอยู่ภายในแกนกลางของตัวเขา ภายในร่างต้นพฤกษาโลกของซวนเฉินมีห้วงความโกลาหลขนาดเล็กซ่อนอยู่
ใช่แล้ว มันคือโลกแห่งความโกลาหลขนาดเล็ก
ในอดีตพฤกษาโลกโกลาหลเคยมีห้วงความโกลาหลซ่อนอยู่ภายใน แต่หลังจากเผชิญกับมหาภัยพิบัติเบิกฟ้า ระดับของมันก็ลดลงกลายเป็นเพียงรากฐานวิญญาณแต่กำเนิดระดับสูงสุด
ตามหลักแล้วห้วงความโกลาหลที่ซ่อนอยู่ภายในพฤกษาโลกก็ควรจะสลายไปและกลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยปราณวิญญาณแต่กำเนิดแทน ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เหตุผลก็คือสมบัติวิเศษคู่กายของซวนเฉินซึ่งก็คือมุกโกลาหล โลกความโกลาหลขนาดเล็กที่ควรจะสลายไปกลับถูกมุกโกลาหลสะกดเอาไว้
จากเดิมที่ควรจะวิวัฒนาการกลายเป็นมหาพันภพ ทว่าด้วยอำนาจการสะกดของมุกโกลาหล ปัจจุบันมันจึงยังคงเป็นเพียงห้วงความโกลาหลขนาดเล็กเท่านั้น
มุกโกลาหลเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดสมบัติแห่งความโกลาหล ทว่าโชคร้ายที่มันได้รับความเสียหายอย่างหนักในมหาภัยพิบัติเบิกฟ้าจนแตกสลายออกเป็นชิ้นส่วนจำนวนนับไม่ถ้วน
มุกโกลาหลในมือของซวนเฉิน แท้จริงแล้วเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของมุกโกลาหลดั้งเดิม ทว่าแม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยว แต่มันก็ยังคงมีระดับเทียบเท่ากับสุดยอดสมบัติแต่กำเนิด หรืออาจจะเหนือกว่าอยู่เล็กน้อย
หากในอนาคตซวนเฉินสามารถค้นหาเศษเสี้ยวชิ้นอื่นๆ ของมุกโกลาหลพบ ด้วยความพิเศษของมุกโกลาหล มันก็อาจจะสามารถฟื้นฟูกลับไปเป็นสุดยอดสมบัติแห่งความโกลาหลดังเดิมได้ เพียงแต่ความยากนั้นค่อนข้างสูงเอาการ
ความจริงแล้วตอนที่ได้เห็นมุกโกลาหลในครั้งแรก ซวนเฉินยังนึกว่าเป็นเพราะมุกโกลาหลที่ทำให้เขาทะลุมิติมาที่นี่
ทว่าหลังจากได้รับข้อมูลจากมุกโกลาหล ซวนเฉินถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้เป็นต้นเหตุเลยสักนิด
นับตั้งแต่มีการเบิกฟ้า มุกโกลาหลก็สถิตอยู่ภายในพฤกษาโลกมาโดยตลอด
สุดยอดสมบัติแต่กำเนิดนั้นแฝงไปด้วยค่ายกลต้องห้ามถึงสี่สิบเก้าชั้น ซวนเฉินย่อมไม่สามารถหลอมรวมมันได้ทั้งหมด เกรงว่าคงต้องบรรลุถึงระดับฮุ่นหยวนเสียก่อนถึงจะหลอมรวมมันได้อย่างสมบูรณ์และปลดปล่อยอานุภาพสูงสุดออกมาได้
"หลอมรวมไปได้สามสิบหกชั้น ถือว่ามาถึงขีดจำกัดแล้ว"
ด้วยระดับพลังฝึกตนของซวนเฉินในตอนนี้ เขาสามารถหลอมรวมค่ายกลต้องห้ามได้มากที่สุดเพียงสามสิบหกชั้นเท่านั้น ทว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
"ถึงเวลาจำแลงร่างเสียที"
ในพริบตาที่ซวนเฉินตัดสินใจจำแลงร่าง เมฆสายฟ้าที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างก็มารวมตัวกันอยู่เหนือท้องฟ้า
"ทัณฑ์สวรรค์เก้าคูณเก้างั้นหรือ"
หลังจากได้รับสืบทอดมรดกอันหลากหลาย ซวนเฉินก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทัณฑ์สายฟ้าเป็นอย่างดี มหันตภัยในการจำแลงร่างมักจะแบ่งออกเป็น ทัณฑ์สวรรค์สามคูณสาม ทัณฑ์สวรรค์หกคูณหก และทัณฑ์สวรรค์เก้าคูณเก้า
บรรดาผู้มีอำนาจที่มีรากฐานชาติกำเนิดทวนกระแสสวรรค์ มักจะต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เก้าคูณเก้าในการจำแลงร่าง ซึ่งสำหรับเหล่าเทพปฐพีแต่กำเนิดที่มีรากฐานไม่ธรรมดานั้น นี่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
สายฟ้าฟาดฟันลงมา เสียงกึกก้องกัมปนาทสะท้อนไปไกลนับร้อยล้านลี้ ทว่าเมื่อสายฟ้าฟาดลงมากระทบกายซวนเฉิน เขากลับไม่รู้สึกระคายผิวเลยสักนิด
"ดูเหมือนข้าจะระมัดระวังตัวมากเกินไป และยังประเมินความแข็งแกร่งของร่างกายตัวเองต่ำเกินไปเสียด้วย"
ซวนเฉินรู้สึกว่าก่อนหน้านี้เขาระวังตัวเกินกว่าเหตุไปหน่อย ทว่าในโลกหงฮวง การระมัดระวังตัวไม่ว่าจะมากแค่ไหนก็ไม่ถือว่าเกินเลย
แน่นอนว่าความระมัดระวังก็คือความระมัดระวัง ต้องไม่ระมัดระวังจนกลายเป็นความขลาดกลัว เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม หากต้องการก้าวไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ก็ต้องพร้อมที่จะต่อกรกับสรรพชีวิตนับไม่ถ้วน
ซวนเฉินฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายหมื่นปี เขาจึงมีความเข้าใจในเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างลึกซึ้ง
สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้นแปดสิบเอ็ดสาย สายฟ้าแปดสิบสายแรกถูกซวนเฉินใช้ร่างกายต้านทานเอาไว้ได้อย่างสบายๆ
ส่วนอานุภาพของสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์สายสุดท้ายนั้นเหนือกว่าสายฟ้าแปดสิบสายแรกรวมกันเสียอีก ซวนเฉินใช้มุกโกลาหลต้านทานอานุภาพไปได้เกินกว่าครึ่ง จากนั้นก็สามารถรับมือกับสายฟ้าสายสุดท้ายได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเมฆสายฟ้าสลายไป ร่างของพฤกษาโลกที่สูงตระหง่านค้ำฟ้าก็อันตรธานหายไป ปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มรูปงามที่มีคิ้วดุจกระบี่และดวงตาเปล่งประกายดุจดวงดาวแทนที่
เขาสวมชุดนักพรตสีม่วงทอง กลิ่นอายแห่งมรรคาหมุนวนอยู่รอบกาย ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวราวกับกำลังอธิบายสัจธรรมแห่งมหามรรคา
ซวนเฉินโบกมือเบาๆ กระจกวารีบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เมื่อมองเงาสะท้อนในกระจก ซวนเฉินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
การจำแลงร่างทั้งทีก็ต้องทำให้ตัวเองดูสมบูรณ์แบบสักหน่อย จะให้ดูธรรมดาสามัญได้อย่างไร
"ต้าหลัวเซียนทองคำขั้นปลายงั้นหรือ ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซวนเฉิน พอจำแลงร่างปุ๊บก็บรรลุถึงระดับต้าหลัวเซียนทองคำขั้นปลายปั๊บ ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
ต่อให้เป็นรากฐานชาติกำเนิดของเทพซานชิง เมื่อจำแลงร่างออกมาอย่างมากที่สุดก็คงไม่เกินระดับต้าหลัวเซียนทองคำขั้นกลาง ซึ่งหมายความว่ารากฐานชาติกำเนิดของเขานั้นเหนือกว่าเทพซานชิง ไม่รู้ว่าหากนำไปเทียบกับพวกหงจวินแล้วจะเป็นอย่างไร
ไม่ใช่ว่าซวนเฉินชอบเปรียบเทียบแข่งขัน แต่ถ้าไม่เปรียบเทียบแล้วจะเกิดการพัฒนาได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่งความกระหายในชัยชนะของซวนเฉินนั้นมีมากทีเดียว
หลังจากจำแลงร่าง ซวนเฉินก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจไปรอบๆ
ก่อนหน้านี้เมื่อใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ซวนเฉินก็สามารถสังเกตเห็นทุกสิ่งรอบตัวได้เช่นกัน แถมยังมองเห็นได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนกว่า ทว่าความรู้สึกมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"นี่สิถึงจะเรียกว่าอิสระเสรีอย่างแท้จริง"
ซวนเฉินพึมพำกับตัวเองหลังจากได้ขยับแขนขยับขา
ซวนเฉินรู้สึกได้ลึกๆ ว่าสภาวะจิตใจของเขาได้รับการยกระดับขึ้น ก็สมควรอยู่หรอก การจำแลงร่างแทบจะกลายเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าที่ฝังลึกในใจของซวนเฉินไปแล้ว
ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ซวนเฉินอยากจะจำแลงร่างมาโดยตลอด บัดนี้เมื่อสมปรารถนา ภายในใจของซวนเฉินก็ราวกับยกภูเขาออกจากอก จิตใจของเขาปลอดโปร่งโล่งสบาย
"ปรับสมดุลพลังให้คงที่สักหน่อย แล้วค่อยออกไปท่องโลกหงฮวง"
ซวนเฉินนั่งขัดสมาธิลงและเริ่มปรับสมดุลระดับพลังของตนเอง
เบื้องหลังของซวนเฉินปรากฏภาพมายาของพฤกษาโลกที่แผ่กลิ่นอายกดข่มโลกหล้าและสั่นสะเทือนจักรวาลกำลังส่ายไหวไปมา รากของมันราวกับหยั่งลึกลงไปในสายธารแห่งกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด กิ่งก้านที่สั่นไหวสร้างความปั่นป่วนให้แก่พายุหมุนแห่งฟ้าดิน
ร้อยปี พันปี หมื่นปี แสนปี...
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ซวนเฉินก็ลืมตาขึ้น ในยามนี้กลิ่นอายของซวนเฉินถูกเก็บซ่อนเอาไว้จนมิดชิด บนร่างไม่มีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวเหมือนในอดีตอีกต่อไป
นี่คือการคืนสู่สามัญ แม้ซวนเฉินจะไม่มีกลิ่นอายเหมือนแต่ก่อน ทว่าเขากลับดูน่าหวาดหวั่นมากยิ่งขึ้น
ระดับพลังของเขายังคงอยู่ที่ต้าหลัวเซียนทองคำขั้นปลาย ทว่ารากฐานนั้นไม่อาจนำไปเทียบกับตอนที่เพิ่งจำแลงร่างได้อีกต่อไป
"พริบตาเดียวก็ผ่านไปห้ายุคกัปแล้ว เวลาในโลกหงฮวงนี่ช่างไร้ค่าเสียจริง"
ซวนเฉินอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
หนึ่งยุคกัปเท่ากับหนึ่งแสนสองหมื่นเก้าพันหกร้อยปี และห้ายุคกัปก็คือหกแสนสี่หมื่นแปดพันปี
การปิดด่านฝึกฝนในอนาคต เกรงว่าคงต้องใช้เวลายาวนานกว่านี้อย่างน่าสะพรึงกลัว โชคดีที่เวลาไม่มีค่าอะไรสำหรับซวนเฉิน
"ได้เวลาต้องไปจากที่นี่แล้ว"
สายตาของซวนเฉินกวาดมองไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ที่นี่นับว่าเป็นสถานที่เกิดของเขา ถือเป็นดินแดนแห่งสมบัติล้ำค่าแห่งหนึ่ง
ทว่าซวนเฉินไม่คิดที่จะใช้ที่นี่เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของตน สาเหตุหลักคือที่แห่งนี้ค่อนข้างห่างไกล มันเป็นเพียงเกาะแห่งหนึ่งท่ามกลางทะเลทั้งสี่ของโลกหงฮวง และอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินหงฮวงเป็นอย่างมาก
[จบแล้ว]