- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตาเฒ่าใกล้ลงโลง แต่ระบบดันสั่งให้ไปเต๊าะสาวเพื่อต่ออายุขัย
- บทที่ 8 - ฝันนิรันดร์ จุมพิตสลักรัก
บทที่ 8 - ฝันนิรันดร์ จุมพิตสลักรัก
บทที่ 8 - ฝันนิรันดร์ จุมพิตสลักรัก
จังหวะนั้น เสิ่นเพ่ยจือได้ถ่ายทอดพลังปราณในร่างกายให้กับเจียงผิงไปแล้ว
แต่ด้วยความที่สภาพร่างกายของเจียงผิงนั้นอ่อนแอเหลือเกิน เสิ่นเพ่ยจือจึงอดรู้สึกสงสารและเป็นห่วงไม่ได้
ทว่าพูดก็พูดเถอะ เจียงผิงในตอนนี้ช่างฮึดสู้ได้ใจจริงๆ ขอเพียงร่างกายของเขาสามารถทนรับพลังของขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นแปดได้ เขาก็สามารถทะลวงผ่านไปได้ทุกเมื่อ
เพราะกำแพงกั้นระดับสำหรับเขาในตอนนี้ มันบางเฉียบราวกับแผ่นกระดาษที่พร้อมจะขาดทะลุ
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นผลพวงมาจากการที่เขากล้าเสี่ยงตาย ฝึกเคล็ดวิชาผสานรักระดับกลางนั่นเอง
แต่ถ้าจะให้พูดตามตรง ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือความแข็งแกร่งระดับมอนสเตอร์ของเสิ่นเพ่ยจือนี่แหละ!
ลองคิดดูสิ ผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมลมปราณขั้นกากๆ มาบำเพ็ญเพียรคู่กับยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสูงสุด ใครจะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ถ้าไม่ใช่เขา!
ตอนนี้เจียงผิงนอนหมดสภาพอยู่บนร่างของเสิ่นเพ่ยจือ เขาทอดสายตามองหญิงงามใต้ร่าง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงว่า
“เพ่ยจือ ข้ารักเจ้าเหลือเกิน หากนี่ไม่ใช่ความฝันก็คงจะดี ข้าจะได้อยู่เคียงข้างเจ้าตลอดไป
แต่พอตื่นขึ้นมา เจ้าก็คงต้องจากข้าไปอีก ข้าอยากจะนอนกอดเจ้าไว้แบบนี้ตลอดกาล ไม่อยากพรากจากกันเลย”
พอเสิ่นเพ่ยจือได้ยินประโยคนั้น ก็ถึงกับสะดุ้ง ‘ห๊า? นี่หมายความว่าตาแก่นี่หลงคิดว่าตัวเองกำลังฝันไปงั้นเรอะ?
นี่กะจะฟันแล้วทิ้ง ไม่รับผิดชอบกันใช่ไหมเนี่ย!’
เสิ่นเพ่ยจือถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาด่า
จะให้นางทำหน้าหนาเหมือนเขา แล้วร้องป่าวว่า “ไม่ได้นะ! เจ้าต้องรับผิดชอบข้า!” งั้นหรือ?
นางเป็นถึงเจ้าวิหารหยินหยางอันทรงเกียรตินะ จะให้มาทำตัวไร้ยางอาย พูดจาพรรค์นั้นได้ยังไง!
เสิ่นเพ่ยจือน้ำตาร่วงเผาะ แอบด่าในใจ ‘ผู้ชายก็เหมือนกันหมด! พอสมหวังแล้วก็ตีตัวออกห่าง ไม่คิดจะรับผิดชอบ!’
แต่ความจริงเจียงผิงน่ะอยากจะรับผิดชอบใจจะขาด! อยากจะรับผิดชอบวันละหลายๆ รอบด้วยซ้ำ แต่เขามีโอกาสที่ไหนกันล่ะ!
พอเห็นหยาดน้ำตาของเสิ่นเพ่ยจือ เจียงผิงก็รีบก้มลงจุมพิตซับน้ำตาให้เบาๆ
“เพ่ยจือ เจ้างดงามเหลือเกิน เจ้ากำลังเศร้าใจอยู่หรือ?
ข้าอยากอยู่กับเจ้าตลอดไปจริงๆ นะ แต่ข้ากลัว... กลัวว่าพอตื่นขึ้นมา เจ้าจะไล่ข้ากลับไปที่สวนสมุนไพร
ถ้าข้ากลับไปที่นั่น ข้าก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเจ้าอีก คงไม่มีวันได้ใกล้ชิดเจ้าแบบนี้อีก
ไม่ได้! เจ้าห้ามรักษาแผลให้ข้าเด็ดขาดนะ! ถ้าข้าหายดี ข้าก็ต้องถูกส่งกลับไปสวนสมุนไพร
ข้าจะต้องทำให้ตัวเองบาดเจ็บหนักกว่านี้! ถึงข้าจะครอบครองเจ้าไม่ได้ แต่แค่ได้เห็นแผ่นหลังของเจ้าทุกวัน ข้าก็มีความสุขแล้ว”
โอย... เจอคำสารภาพรักระดับปรมาจารย์เข้าไปแบบนี้ สตรีคนไหนจะไปต้านทานไหว!
ต่อให้เป็นเทพธิดาฉางเอ๋อบนดวงจันทร์ ก็คงโดนเจียงผิงปั่นหัวจนหลงทิศหลงทางไปแล้ว!
เสิ่นเพ่ยจือคาดไม่ถึงเลยว่า การที่เขายอมทำร้ายตัวเองจนเจ็บเจียนตาย ก็เพียงเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดนาง
หัวใจของนางอ่อนยวบเป็นน้ำ ละลายไปกับคำหวานของเจียงผิงจนหมดสิ้น
นางสวมกอดเจียงผิงแน่น กระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าจากข้าไปไหนเด็ดขาด”
เจียงผิงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนของเสิ่นเพ่ยจืออีกครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างนางโดยไม่พูดอะไรอีก
ในใจแอบกู่ร้องอย่างผู้ชนะ ‘ฝันนิรันดร์! ขอให้ฝันนี้ยาวนานชั่วนิรันดร์!’
แต่พอนอนไปสักพัก เขาก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีสายตาคู่สวยกำลังจ้องมองเขาเขม็ง เล่นเอาเจียงผิงขนลุกซู่ไปทั้งตัว
‘เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมความฝันนี้มันยาวนานจังวะ
ช่างเถอะ! ตื่นก็ตื่น! อย่างมากข้าก็แค่ซ้อมตัวเองให้กระดูกหักทุกวัน แค่นี้ข้าก็จะได้อยู่ที่นี่ต่อแล้ว!’
ขณะที่เจียงผิงกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ เสิ่นเพ่ยจือก็ยกเท้าขึ้น ถีบเปรี้ยงเข้าที่ก้นของเขาอย่างจัง!
ร่างของเจียงผิงกระเด็นกลิ้งตกเตียงไปดังโครม!
เขารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ถลึงตาใส่เสิ่นเพ่ยจืออย่างเอาเรื่อง
“ปกติข้าไม่กล้าแตะต้องเจ้าเพราะข้าเคารพเจ้า!
แต่จำไว้ซะ ในความฝันนี้ เจ้าคือผู้หญิงของข้า! เจ้าเป็นของข้าแล้ว...!”
คำว่า ‘แล้ว’ ยังไม่ทันหลุดพ้นปาก เจียงผิงก็พลันรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
‘เดี๋ยวๆๆ... ทำไมความรู้สึกมันสมจริงขนาดนี้วะ!’
เขาเผลอยกมือขึ้นหยิกเอวตัวเองเต็มแรง... “โอ๊ย! เจ็บโว้ย!”
นี่... นี่มันไม่ใช่ความฝันนี่หว่า!
แล้วที่ทำไปทั้งหมดเมื่อกี้... นางโดนของจริงงั้นเรอะ!
ตอนนี้สมองของเจียงผิงรวนไปหมด แยกไม่ออกแล้วว่าอะไรจริงอะไรฝัน
เขายกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองอย่างแรง ก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง
พอสัมผัสได้ว่าระดับพลังของตัวเองเลื่อนขึ้นมาอยู่ขั้นเจ็ดจริงๆ เขาก็หน้าถอดสีทันที
‘ซวยแล้ว! นางต้องฆ่าปิดปากข้าแน่ๆ!
ข้ามันก็แค่ศิษย์รับใช้กระจอกๆ แถมเมื่อกี้ยังปากดีพล่ามอะไรไปตั้งเยอะแยะ ไหนจะเผลอกัดนางอีก ข่มเหงนางสารพัด!
นางต้องเอาคืนข้าอย่างสาสมแน่ๆ!’
เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของเจียงผิง ก่อนจะหยดแหมะลงบนพื้นห้อง เสียงดังฟังชัดในความเงียบ
เสิ่นเพ่ยจือมองดูอาการเลิ่กลั่กของเจียงผิง แล้วหลุดหัวเราะคิก
“มีน้ำยาแค่นี้เองรึ?
เมื่อกี้บนเตียงยังปากเก่งอยู่เลยนี่นา! ที่แท้ก็เป็นแค่พวกดีแต่ปาก!
เจ้ามันไร้น้ำยาจริงๆ!”
มีหรือที่ลูกผู้ชายอย่างเจียงผิงจะยอมให้ใครมาหยามว่า ‘ไร้น้ำยา’!
เขายืดอกขึ้นทันที สวนกลับไปว่า “ใครว่าข้าไร้น้ำยา! เมื่อกี้ข้ามีน้ำยาหรือเปล่า เจ้าก็น่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่รึไง!”
เจอสวนกลับแบบนี้ เสิ่นเพ่ยจือถึงกับหน้าแดงแปร๊ด “จะ... เจ้า... เจ้าคนหน้าด้าน!”
นางถึงกับพูดไม่ออก เถียงสู้ไม่ได้
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่มาสายตลอดศก ก็ดังขึ้น:
[ระดับความประทับใจของนางเอกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอย่างต่อเนื่อง เปิดใช้งานฟังก์ชันใหม่: ‘ค้นหา’]
พูดตามตรง เจียงผิงก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้ฟังก์ชัน ‘ค้นหา’ นี่มันมีไว้ทำอะไร
เขาพยายามจะตีซี้ถามระบบ แต่ไอ้ระบบก็หยิ่งซะเหลือเกิน เงียบกริบไม่ยอมตอบ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งงมกับฟังก์ชันใหม่ เรื่องคอขาดบาดตายที่สุดในตอนนี้ คือต้องหาวิธีง้อแม่ประคุณทูนหัวตรงหน้านี้ให้ได้!
ถ้าเขาเกาะชายกระโปรงเสิ่นเพ่ยจือไว้ได้แน่นๆ ต่อไปนี้เขาก็สามารถเดินกร่างในวิหารหยินหยางได้สบายแฮ!
เมื่อก่อนมีแค่หลินเมี่ยวอินคอยหนุนหลัง แต่ตอนนี้เขามีแบ็คใหญ่ระดับเจ้าวิหารเลยนะโว้ย!
‘ข้าต้องไปสะสางบัญชีแค้น! ต้องไปกระทืบไอ้เวรนั่นให้จมดิน!’
เจียงผิงฉุกคิดขึ้นมาได้ ‘แต่เรื่องล้างแค้น ข้าต้องลงมือเองถึงจะสะใจ! ขืนยืมมือเสิ่นเพ่ยจือไปจัดการ มันก็ไม่ได้อรรถรส แถมอาจจะทำให้มลทินแปดเปื้อนจิตใจอันบริสุทธิ์ของข้าด้วย’
ถ้ามีใครล่วงรู้ความคิดของเจียงผิงในตอนนี้ คงได้หัวเราะจนฟันร่วงแน่ๆ!
ไอ้ขยะหลอมรวมลมปราณหน้าด้านๆ แบบแกเนี่ยนะ มีจิตใจอันบริสุทธิ์ในการฝึกตนกับเขาด้วย!
เจียงผิงรวบรวมความหน้าด้านทั้งหมดที่มี เดินดุ่มๆ เข้าไปหาเสิ่นเพ่ยจือ
คราวนี้เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น คว้าหมับเข้าที่ตัวเสิ่นเพ่ยจือแล้วดึงเข้ามากอดแน่น!
เขาไม่คิดจะอธิบายอะไรให้มากความ เพราะรู้ดีว่าการอธิบายมันเปล่าประโยชน์ การกระทำต่างหากที่ชัดเจนที่สุด!
เขาประกบริมฝีปากปิดปากเสิ่นเพ่ยจืออีกครั้ง!
จุมพิตนี้ช่วยพัดพาความคลางแคลงใจของเสิ่นเพ่ยจือให้ปลิวหายไป และสลายปมในใจของคนทั้งคู่จนหมดสิ้น
จุมพิตนี้คือการตกลงปลงใจ คือการผูกวาสนาที่จะทำให้คนทั้งสองไม่มีวันพรากจากกันอีก
ช่างหัวกฎเกณฑ์โลกีย์ ช่างหัวสายตาคนอื่น! หลังจุมพิตนี้ อะไรก็ช่างแม่งมันเถอะ!
เสิ่นเพ่ยจือถูกเจียงผิงจู่โจมด้วยจูบแบบไม่ทันตั้งตัว ทั้งอายทั้งโกรธ
นางผลักอกเจียงผิงเบาๆ ค้อนขวับ “เจ้าคนบ้า! ยิ่งนานวันยิ่งเหิมเกริมใหญ่นะ!”
เจียงผิงหัวเราะแหะๆ “เพ่ยจือ ข้าหักห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ นี่นา”
เสิ่นเพ่ยจือค้อนให้อีกวง “ฮึ! คราวหน้าห้ามทำรุ่มร่ามแบบนี้อีกนะ ไม่งั้นข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
เจียงผิงพยักหน้ารัวๆ ทำตัวว่าง่ายราวกับเด็กดี
ทันใดนั้น เสียงโวยวายก็ดังลั่นมาจากนอกตำหนัก
“แย่แล้วเจ้าค่ะ! แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เสิ่นเพ่ยจือขมวดคิ้วมุ่น รีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย “เจ้ารออยู่ที่นี่นะ ข้าจะออกไปดูหน่อย”
เสิ่นเพ่ยจือเดินออกไปหน้าตำหนัก ก็พบศิษย์คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ท่านเจ้าวิหาร แย่แล้วเจ้าค่ะ! ศิษย์ของวิหารหยินหยางที่ออกไปทำภารกิจข้างนอก พลั้งมือฆ่าศิษย์ของนิกายมารโลหิตตาย!
ตอนนี้ เซวียอู๋เฮิ่น ประมุขนิกายมารโลหิต บุกมาถึงหน้าประตูสำนักแล้ว บังคับให้ท่านออกไปชี้แจงเรื่องนี้เจ้าค่ะ!”
(จบแล้ว)