- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ เป็นภรรยาทหาร เลี้ยงลูกด้วยมิติจิตสุดโกง
- บทที่ 57 ชวนคน / บทที่ 58 ฉินเสวี่ยผู้มึนงง
บทที่ 57 ชวนคน / บทที่ 58 ฉินเสวี่ยผู้มึนงง
บทที่ 57 ชวนคน / บทที่ 58 ฉินเสวี่ยผู้มึนงง
บทที่ 57 ชวนคน
หลังจากนึ่งซาลาเปาและหมั่นโถวเสร็จ ฉินเสวี่ยก็หยิบมาลองชิมหนึ่งลูก อื้ม... อร่อยจริงๆ แป้งนุ่มฟู ไส้ก็รสชาติกลมกล่อม!
พอกินซาลาเปาหมดไปหนึ่งลูก ฉินเสวี่ยก็นำปลามาขอดเกล็ดล้างทำความสะอาดแล้วนำไปทอดจนเหลืองทองทั้งสองด้าน ก่อนจะใส่ลงไปในหม้อต้มซุปกับเต้าหู้ด้วยไฟอ่อนๆ
เธอนึกได้เลยหุงข้าวสวยไว้ด้วย ใครชอบกินแป้งก็กินซาลาเปาหมั่นโถว ใครชอบกินข้าวก็กินข้าวสวย! ถ้ากินไม่หมดก็เอาใส่ไว้ในมิติเพื่อคงความสดเอาไว้! เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นหอมฟุ้งก็อบอวลไปทั่วทั้งบ้าน
แม้แต่บริเวณโถงทางเดินก็ยังมีกลิ่นหอมลอยออกมา คนที่เดินผ่านไปมาต่างอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และนึกสงสัยว่าบ้านไหนทำอาหารอะไรกันนะ ทำไมถึงได้หอมขนาดนี้!
ฉินเสวี่ยเปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมฉุนกึกพุ่งเข้าจมูกจนเธออดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก พอเห็นน้ำซุปปลาที่เคี่ยวจนขาวขุ่นราวกับน้ำนมแล้ว เธอก็ยิ้มออกมา พอดีกับที่ใช้น้ำพุวิญญาณทำอาหาร รสชาติอาหารที่ได้ถึงได้แตกต่างและหอมอร่อยกว่าปกติมาก!
ฉินเสวี่ยดูเวลาแล้วจึงเริ่มผัดอาหารทีละอย่างจนเสร็จสิ้นแล้วจัดใส่จาน พอวางบนโต๊ะแล้วมองดูต้องบอกเลยว่าน่ากินสุดๆ แต่ละจานมีทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติครบถ้วน!
ในโถงทางเดินมีเสียงพูดคุยของฟางหงและอวี๋ซิ่วดังขึ้นมา ฉินเสวี่ยทำเมนูสุดท้ายคือมะเขือม่วงผัดหมูสับเสร็จแล้ว จึงถอดผ้ากันเปื้อนออก แล้วหยิบกุญแจไปเคาะประตูบ้านของอวี๋ซิ่ว
อวี๋ซิ่วเพิ่งเข้าบ้านมาเปลี่ยนรองเท้าและกำลังล้างมือเพื่อจะเตรียมทำมื้อเย็น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น: "หู่จื่อ ไปเปิดประตูดูซิว่าใครมา!"
"ครับแม่!" สวี่หู่รีบวิ่งไปเปิดประตู "คุณอาครับแม่ คุณอามาครับ!" สวี่หู่ตะโกนเรียกฉินเสวี่ยที่เขาเรียกจนชินปาก
อวี๋ซิ่วเช็ดมือแล้วเดินออกมาจากห้องครัว: "ฉินเสวี่ย ทำไมถึงมาได้ล่ะ? นั่งก่อนสิ กินข้าวหรือยัง? ฉันกำลังจะเตรียมทำกับข้าวพอดี ถ้ายังไม่กิน งั้นเดี๋ยวมากินที่บ้านฉันนะ!"
"ไม่ต้องหรอกค่ะพี่สะใภ้ ที่ฉันมาวันนี้ก็เพื่อจะบอกพี่ว่าไม่ต้องทำอาหารแล้วนะคะ ฉันทำเสร็จหมดแล้ว! ไม่ปิดบังพี่หรอกค่ะ วันนี้ฉันไปตรวจที่โรงพยาบาลมา
แล้วพอดีฉันดีใจแถมยังอยากกินของอร่อยด้วย เลยทำกับข้าวไว้ชุดใหญ่ กะว่าจะชวนพี่และครอบครัวของพี่ฟางหงมากินข้าวด้วยกันเพื่อฉลองค่ะ!" ฉินเสวี่ยพูดกับอวี๋ซิ่วด้วยรอยยิ้ม
"โอ้โห ดีจังเลยนะ ฉันไม่ต้องทำอาหารก็ได้กินของอร่อยแล้ว มีเรื่องอะไรดีๆ กันล่ะถึงได้ดีใจขนาดนี้ เห็นหน้าแล้วยิ้มจนตาปิดเลยนะ!" อวี๋ซิ่วคุ้นเคยกับฉินเสวี่ยแล้ว ความเย็นชาในตอนแรกหายไปหมดสิ้น ยิ่งคบหาดูใจกันก็นิ่งพบว่าอวี๋ซิ่วเองก็เป็นคนที่มีน้ำใจมากคนหนึ่ง!
"พี่สะใภ้ พี่ไม่สังเกตเหรอคะว่าท้องของฉันใหญ่กว่าคนอื่นที่อายุครรภ์เท่ากัน วันนี้ฉันเลยไม่ได้ไปที่ร้านแต่ไปทำอัลตราซาวด์มาค่ะ!
พี่ทายสิว่าเจออะไร... ฉันท้องลูกแฝดค่ะ! แถมวันนี้ลูกยังดิ้นเตะฉันหลายทีเลย ฉันเลยดีใจมาก อยากให้พวกพี่มาร่วมยินดีด้วยกันน่ะค่ะ!"
"จริงเหรอเนี่ย ฉินเสวี่ย! ขอแสดงความยินดีด้วยนะ เขาว่ากันว่าคนดีมีบุญหนุนนำ เธอเป็นคนดีแบบนี้ก็สมควรได้รับผลบุญแล้วล่ะ!" อวี๋ซิ่วรู้สึกดีใจไปกับฉินเสวี่ยด้วยจริงๆ
"งั้นฉันไม่รบกวนพี่แล้วนะคะ เดี๋ยวพอท่านรองผู้การสวีเลิกงาน พี่ก็พาเด็กๆ ลงไปที่บ้านฉันได้เลย ฉันจะไปชวนพี่ฟางหงต่อ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพี่เขาทำอาหารก่อนจะยุ่งเอา!" ฉินเสวี่ยโบกมือลา
"หู่จื่อ ลูกไปบอกพ่อนะว่าเลิกงานแล้วให้ตรงไปกินข้าวที่บ้านคุณอาเลย เดี๋ยวแม่กับน้องจะไปรอที่นั่น ส่วนลูกเดี๋ยวกลับมาแล้วก็รีบตามไปนะ เข้าใจไหม?" อวี๋ซิ่วล้างหน้าล้างตาให้ลูกๆ เสร็จก็กำชับสวี่หู่ให้ไปตามท่านรองผู้การสวี
"ครับแม่ ผมเข้าใจแล้ว!" สวี่หู่ล้างหน้าเสร็จก็รีบไปบอกพ่อทันที ส่วนฉินเสวี่ยมาถึงบ้านของฟางหงพอดี เป็นจังหวะที่ฟางหงกำลังล้างหม้ออยู่
"ฉินเสวี่ยมาแล้วเหรอ นั่งก่อนสิ!" ฟางหงหยิบหม้อขึ้นมาเตรียมจะตักข้าวไปซาว ฉินเสวี่ยเห็นดังนั้นจึงรีบพูด: "พี่สะใภ้ ไม่ต้องทำอาหารแล้วค่ะ เย็นนี้มากินที่บ้านฉันเถอะ ฉันทำเสร็จหมดแล้ว! เดี๋ยวพอพี่เชี่ยเลิกงานก็ให้เขาตามไปกินที่บ้านฉันเลยนะ!"
ฟางหงเห็นฉินเสวี่ยดูมีความสุขขนาดนั้นก็อดหยอกล้อไม่ได้: "ฉินเสวี่ย เธอมีเรื่องอะไรดีๆ กันล่ะ ถึงได้มาเชิญพวกเราไปกินข้าวเนี่ย! บอกพี่สะใภ้มาสิว่ามีเรื่องดีอะไร?"
ฉินเสวี่ยจึงเล่าเรื่องที่บอกอวี๋ซิ่วให้ฟางหงฟังอีกรอบ "จริงเหรอเนี่ย ดีจังเลย! ฉินเสวี่ยยินดีด้วยนะ! ถ้าผู้พันฉู่ของเธอรู้ว่าเขามีลูกทีเดียวสองคน คงดีใจจนตัวลอยแน่ๆ! ดีจริงๆ! ไม่นึกเลยว่าผู้พันฉู่ของเธอจะไม่ใช่แค่เก่งเรื่องการทหารนะ แต่เรื่อง 'หว่านเมล็ด' นี่เก่งกว่าอีก ฮ่าๆๆๆ" ฟางหงหัวเราะร่าพลางหยอกล้อฉินเสวี่ย
"พี่สะใภ้ พี่นี่ร้ายจริงๆ มีอย่างที่ไหนมาหยอกกันแบบนี้! เผลอๆ พอครบสามเดือน พี่เชี่ยก็อาจจะเสกแฝดให้พี่บ้างเหมือนกันนั่นแหละ!"
ฉินเสวี่ยไม่มีทางยอมแพ้หรอก พวกเธอสนิทกันแล้วแถมยังเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ถ้าจะแซวก็ต้องแซวให้หมดทุกคนนี่แหละ!
(จบบท)
…
บทที่ 58 ฉินเสวี่ยผู้มึนงง
"ฉินเสวี่ย ฉันว่าเธอนับวันยิ่งหน้าไม่อายเข้าไปทุกทีนะ อะไรก็พูดออกมาได้!"
พูดตามตรง แม้ฟางหงจะอายุมากกว่าฉินเสวี่ยหลายปี แต่ความหน้าหนาของเธอนั้นเทียบไม่ได้กับฉินเสวี่ยเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายสามารถพูดเรื่องพรรค์นั้นออกมาได้โดยไม่สะทกสะท้าน แถมยังไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด!
"พี่สะใภ้ พี่เข้าใจผิดแล้วค่ะ สิ่งนี้เขาไม่เรียกว่าหน้าหนา แต่เรียกว่า 'อาหารและกามารมณ์เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์' มันคือปฏิกิริยาตามธรรมชาติค่ะ! อีกอย่างฉันก็พูดไม่ผิดด้วย ถ้าร่างกายพี่ปรับตัวจนสมบูรณ์แล้ว การจะมีลูกแฝดก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จริงไหมคะ?
แค่พี่กับพี่เขยต้องขยันกันหน่อย! รีบมีลูกให้เร็วกว่านี้ จะได้มาเป็นเพื่อนเล่นกับลูกของฉันไง! แค่คิดภาพตามก็มีความสุขจะแย่แล้ว!" ฉินเสวี่ยขยิบตาให้ฟางหงอย่างหยอกเย้า
"จ้าๆๆ เธอพูดอะไรก็มีเหตุผลไปหมด ฉันยอมแพ้แล้วก็ได้ พอใจหรือยัง?"
ฟางหงจนปัญญาจะเถียง ยิ่งได้ใช้เวลาอยู่กับฉินเสวี่ย เธอก็ยิ่งพบว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
"ฮ่าๆๆๆ พี่สะใภ้ สีหน้าพี่ตอนนี้เหมือนโดนฉันแกล้งจนน่วมเลยค่ะ!"
เห็นสีหน้าของฟางหงแล้ว ฉินเสวี่ยก็อดหัวเราะลั่นออกมาไม่ได้ ประตูบ้านไม่ได้ปิด เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังระงมไปทั่วโถงทางเดิน!
"คุยเรื่องอะไรกันอยู่เหรอ? หัวเราะกันสนุกเชียว!" ทันทีที่ได้ยินเสียงถาม ฟางหงก็กำลังทำท่าจะยกมือขึ้นตีไหล่ฉินเสวี่ยพอดี
ทว่าร่างของเธอกลับแข็งค้างไปทันทีเมื่อหันไปมองแล้วพบว่า เชี่ยจวินและฉู่โม่หลินกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตู และเจ้าของเสียงถามเมื่อครู่ก็คือเชี่ยจวินนั่นเอง!
นี่เธอทำอะไรลงไปเนี่ย! ดันลืมปิดประตูแล้วมาหยอกล้อกับฉินเสวี่ยซะได้! ถ้าแค่เชี่ยจวินเห็นคนเดียวก็ยังพอว่า แต่นี่ฉู่โม่หลินที่เป็นคนนอกมาเห็นด้วย มันน่าอายจริงๆ! ฟางหงรู้สึกเหมือนอยากจะมีรอยแยกบนพื้นให้มุดลงไปให้รู้แล้วรู้รอด!
ฉินเสวี่ยเห็นสีหน้าของฟางหงก็ยิ่งหัวเราะไม่หยุด แถมยังใช้มือข้างหนึ่งตบไหล่ฟางหง อีกข้างหนึ่งประคองท้องไว้พลางพูดว่า: "พี่สะใภ้ พี่ตลกชะมัด ไม่ไหวแล้ว ฉันหัวเราะจนปวดท้องไปหมดแล้ว!" แม้จะพูดแบบนั้นแต่เสียงหัวเราะก็ยังไม่หยุดลง
ท่าทางที่ดูไร้เดียงสาและซุกซนนั้นทำให้แววตาของฉู่โม่หลินหม่นแสงลงเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะมีมุมแบบนี้ด้วย!
"เอ่อ... พี่เชี่ย เลิกงานแล้วเหรอคะ? ผู้พันฉู่ กลับจากปฏิบัติภารกิจแล้วเหรอ? มาหาฉินเสวี่ยใช่ไหมคะ? เข้ามานั่งข้างในก่อนสิ!" ฟางหงถามชายหนุ่มทั้งสองที่ยังยืนลังเลอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
ฉินเสวี่ยหยุดหัวเราะกะทันหัน ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ 'ผู้พันฉู่, กลับจากปฏิบัติภารกิจ, มาหาฉินเสวี่ย' คำเหล่านี้ทำให้ฉินเสวี่ยคิดอะไรบางอย่างออก! เธอจึงถามฟางหงด้วยความมึนงงว่า: "พี่สะใภ้ พี่ว่าอะไรนะคะ? พี่บอกว่าเขาคือ... ฉู่โม่หลินเหรอ?"
"ใช่สิ เขาก็คือสามีของเธอ ฉู่โม่หลินไง? เธอคงไม่ได้ลืมแม้กระทั่งผู้พันฉู่หรอกนะ?" คราวนี้เป็นตาของฟางหงที่ประหลาดใจบ้าง!
"เอ่อ... คือว่า พี่สะใภ้คะ ฉันขอกลับไปก่อนนะคะ! ไว้ให้พวกพี่ค่อยตามไปกินข้าวที่บ้านฉันทีหลังนะ!"
พูดจบเธอก็ไม่รอฟังคำตอบ วิ่งแจ้นไปที่ประตูจนเผลอชนเข้ากับร่างของฉู่โม่หลินโดยไม่ได้ตั้งใจ!
เธอรีบเดินจ้ำอ้าวจากไปโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษ! ผู้ชายที่ดูเหมือนเทพบุตรคนนั้นคือสามีของร่างเดิม หรือก็คือสามีของฉินเสวี่ยคนนี้จริงๆ เหรอ? พระเจ้า... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
สามีตัวเองก็จำไม่ได้ไม่พอ ตอนเขาช่วยถือของกลับมายังไปไล่เขาออกจากบ้านอีก มีสามีบ้านไหนที่ถูกภรรยาทำเหมือนคนแปลกหน้าแล้วไล่ออกจากบ้านบ้าง? คาดว่าฉินเสวี่ยคงเป็นคนแรกแน่ๆ!
อ๊ากกก อับอายขายหน้าที่สุด! โทษไอ้ผู้ชายคนนั้นคนเดียวเลย ตอนไล่เขา ทำไมเขาไม่พูดสักคำว่าเขาคือฉู่โม่หลินล่ะ! ฮือๆ ไม่มีหน้าจะไปเจอใครแล้ว ฉินเสวี่ยเปิดประตูแล้วปิดดัง 'ปัง' ก่อนจะพิงแผ่นหลังกับบานประตูพลางหอบหายใจถี่
ในขณะที่ฟางหงและชายทั้งสองคนต่างยืนงงเป็นไก่ตาแตกมองฉินเสวี่ยที่ทิ้งประโยคหนึ่งไว้แล้ววิ่งหนีไป
ฉู่โม่หลินมองตามร่างที่ลนลานคนนั้นด้วยความรู้สึกร้อยแปดพันเก้าในใจ เขาหวนนึกถึงสิ่งที่เชี่ยจวินบอกเขาในตอนบ่าย:
"โม่หลิน ฉันต้องขอโทษนายจริงๆ ที่ช่วยดูแลฉินเสวี่ยได้ไม่ดีพอ หลังจากนายไปปฏิบัติภารกิจได้ไม่นาน น้องสะใภ้ก็ประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บที่ศีรษะ ตอนที่มีคนไปพบเธอเสียเลือดมากจนหมดสติไป! ฉันได้ยินจากพี่สะใภ้นายว่าเธอหมดสติไปหลายวันกว่าจะฟื้น พอฟื้นขึ้นมาก็สูญเสียความทรงจำ จำใครไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็ได้พี่สะใภ้นายกับครอบครัวท่านรองผู้การสวีช่วยกันดูแลเธอมาตลอด
โชคดีที่เด็กในท้องไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่รู้จะตอบนายยังไง! ตอนพวกนายไปปฏิบัติภารกิจ
ครอบครัวทหารกลับไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ... แต่ฉันได้ยินมาว่าตอนนั้นน้องสะใภ้ถูกไป๋จิ้งจากคณะศิลปวัฒนธรรมนัดออกไปข้างนอก แต่หลังจากนั้นพวกเธอก็แยกทางกัน!
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากแยกทางกันนั้น... เรื่องนี้คงต้องให้นายไปสืบเอง! หากมีปัญหาอะไร พวกเราค่อยมาช่วยกันแก้ไข!"
(จบบท)