- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุค 80 ขอใช้ความทรงจำพลิกชะตา
- บทที่ 46 - รถหงฉีคันใหญ่ในพระราชวังต้องห้าม
บทที่ 46 - รถหงฉีคันใหญ่ในพระราชวังต้องห้าม
บทที่ 46 - รถหงฉีคันใหญ่ในพระราชวังต้องห้าม
บทที่ 46 - รถหงฉีคันใหญ่ในพระราชวังต้องห้าม
หลังจากส่งซ่งเจินเจินขึ้นรถ เซี่ยหงจวินก็รีบกลับไปที่สำนักพิมพ์
งานสัมมนากวีนิพนธ์กินเวลาทั้งหมดหนึ่งวันครึ่ง บรรดากวีที่เข้าร่วมได้ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนถึงพัฒนาการและทิศทางของบทกวี ทุกคนต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความมั่นใจต่ออนาคตของวงการกวีนิพนธ์
แต่ในใจของเซี่ยหงจวินกลับรู้สึกเศร้าหมอง
ความเจริญรุ่งเรืองของกวีนิพนธ์จีน แท้จริงแล้วกระจุกตัวอยู่แค่ช่วงปลายยุค 70 ถึงกลางยุค 80 ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึงสิบปี มันเบ่งบานเปล่งประกายเจิดจ้าที่สุดดั่งดอกไม้ฤดูร้อน ก่อนจะร่วงโรยเสื่อมถอยไปอย่างรวดเร็ว
อีกไม่นาน คลื่นเศรษฐกิจการค้าจะถาโถมเข้ามา ประชาชนจะก้าวเข้าสู่ยุคที่ทุกคนต่างมุ่งหน้าทำธุรกิจ
เหมือนกับที่เจิ้งจื้อฮว่าร้องไว้ในเพลง "มหาประชาราษฎร์" ว่า "ประชากรพันล้านเป็นพ่อค้าไปแล้วเก้าร้อยล้าน อีกร้อยล้านกำลังรอดูท่าที"
ถึงตอนนั้น ใครจะมานั่งฟังพวกกวีร้องรำทำเพลง พร่ำเพ้อพรรณนาอยู่อีกล่ะ?
ยุคสมัยเวลาจะทอดทิ้งคุณ มันไม่แม้แต่จะเอ่ยคำบอกลาเลยด้วยซ้ำ
สำหรับกวีนิพนธ์ก็เช่นกัน
กวีนิพนธ์ตายไปแล้ว บรรดากวีก็จากไป
สิ่งที่หลงเหลือไว้ มีเพียงความโหยหาและความทรงจำที่พวกวัยรุ่นสายอาร์ตในอีกหลายปีให้หลังมีต่อยุคสมัยนี้ แม้ว่าเซี่ยหงจวินจะรู้ถึงเส้นทางการพัฒนาของประวัติศาสตร์ เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้อยู่ดี
ในการแสดงความคิดเห็น เซี่ยหงจวินระมัดระวังตัวมาก เขาพูดแต่เรื่องผิวเผินแบบกว้างๆ ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เพราะยังไงซะ เขาก็เป็นแค่นักเรียน ม.ปลาย ที่ยังอ่อนประสบการณ์
เที่ยงวันที่สอง หลังจากทุกคนกินข้าวที่ร้านอาหารและถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกแล้ว ก็แยกย้ายกันไป
เซี่ยหงจวินกำลังจะกลับที่พัก แต่ถูกเซ่าเสียงเรียกไว้ "เสี่ยวเซี่ย เธอจะหาทางให้มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เยียนจิงรับเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษใช่ไหม?"
เซี่ยหงจวินพยักหน้า
"ความจริงแล้ว ครูขงของพวกเธอเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเป็นการเฉพาะเลยนะ ให้ฉันช่วยดูแลด้วย บอกว่าฉันรู้จักคนเยอะในเยียนจิง ความจริงเขาคิดมากไปแล้ว ด้วยผลงานของเธอตอนนี้ อย่าว่าแต่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เยียนจิงเลย แม้แต่มหาวิทยาลัยเยียนต้าก็อาจจะรับเธอเป็นกรณีพิเศษได้นะ!"
มหาวิทยาลัยเยียนต้าเหรอ?!
เซี่ยหงจวินรู้สึกตื่นเต้นนิดๆ แต่ปากก็ยังถ่อมตัว "บก. เซ่า คุณยกย่องผมเกินไปแล้วครับ"
"ฮะๆ เสี่ยวเซี่ย อย่าดูถูกตัวเองสิ อนาคตของกวีนิพนธ์จีนก็ต้องพึ่งพาคนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอนี่แหละ... วันหน้าถ้ามาเรียนที่เยียนจิง มีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้เลยนะ!" เซ่าเสียงกระตือรือร้นมาก
"ขอบคุณมากครับ" เซี่ยหงจวินกล่าวขอบคุณ
หลังจากบอกลาเซ่าเสียง เซี่ยหงจวินกลับมาที่ห้องพักแต่ก็ไม่ได้รีบร้อนเก็บกระเป๋า ในเมื่อมาถึงเยียนจิงแล้ว ก็ต้องเดินเที่ยวชมซึมซับบรรยากาศและวิถีชีวิตของเยียนจิงในยุค 80 สักหน่อย นี่คือภาพที่เคยเห็นแต่ในรูปถ่ายเก่าๆ เท่านั้นนะ
บนท้องถนน สายไฟของรถรางโยงระยางตัดสลับกันไปมาเหนือหัวผู้คน เสียงกระดิ่งรถจักรยานดังกังวานมาจากตรอกซอกซอยลึก คู่รักจับกลุ่มเต้นรำกันในสวนสาธารณะเป่ยไห่ เซี่ยหงจวินเดินเที่ยวอย่างอารมณ์ดี ซึมซับวิถีชีวิตหลากหลายรูปแบบของเมืองเก่าแห่งนี้
เดินเที่ยวอยู่สองวันเต็มๆ บ่ายวันนี้เขานั่งรถไปที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
นักท่องเที่ยวในยุคนี้ยังมีน้อย จัตุรัสจึงดูโล่งกว้าง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกวัยรุ่นที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนพื้นอย่างตั้งใจ ใกล้ๆ กันมีกลุ่มคนที่ดูเหมือนนักเรียนล้อมวงกันอยู่ ตรงกลางมีเด็กสาวผมสั้นกำลังอ่านบทกวีเสียงดังฟังชัด:
ปิตุภูมิ โอ้ปิตุภูมิที่รักของฉัน
ฉันคือกังหันน้ำเก่าคร่ำคร่าริมแม่น้ำของท่าน
หมุนวนร้องเพลงอันเหนื่อยล้ามานานนับร้อยปี
ฉันคือตะเกียงเหมืองที่รมควันจนดำบนหน้าผากของท่าน
ส่องแสงให้ท่านคลำทางคืบคลานในอุโมงค์ประวัติศาสตร์
ฉันคือรวงข้าวที่แห้งเหี่ยว คือฐานรางรถไฟที่ขาดการซ่อมแซม
........
"ปิตุภูมิ โอ้ปิตุภูมิ" ของชูถิง
ท้องฟ้าสีคราม เมฆสีขาว จัตุรัสอันกว้างใหญ่
คนหนุ่มสาวที่กำลังศึกษาเล่าเรียน หญิงสาวที่กำลังอ่านบทกวี
เซี่ยหงจวินรู้สึกว่าภาพนี้มันช่างงดงามเหลือเกิน
ต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อยแล้ว!
เขารีบวิ่งไปที่ร้านถ่ายรูปของรัฐริมจัตุรัส พอถามราคา รูปขาวดำสองใบตั้งห้าเหมา! ถ้าส่งไปรษณีย์ต้องเพิ่มอีกหนึ่งเหมา!
ราคานี้ไม่เบาเลยนะ...
ช่างภาพเป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่า ในมือถือกล้องสะท้อนเลนส์คู่ยี่ห้อไห่โอว!
ของเล่นชิ้นนี้ระดับมืออาชีพเลยนะเนี่ย!
เซี่ยหงจวินเริ่มตั้งตารอคอยรูปถ่ายใบนี้ขึ้นมาตงิดๆ
หลังจากเดินวนรอบจัตุรัสวงใหญ่ เซี่ยหงจวินก็เตรียมตัวจะเข้าไปเดินเล่นในพระราชวังต้องห้าม
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงสำเนียงปักกิ่งแท้ๆ ดังขึ้น: "มันเทศเผาจ้า....... มันเทศเผาร้อนๆ จ้า..." เซี่ยหงจวินหันกลับไปมอง ก็เห็นคุณลุงคนหนึ่งปั่นรถสามล้อมาอย่างสบายอารมณ์ บนรถมีเตาเผามันเทศตั้งอยู่ด้วย
คุณลุงครับ ลุงเจ๋งไปเลย.....
เอามันเทศเผามาเร่ขายถึงในจัตุรัสเทียนอันเหมินเลยเหรอ!
ก็จริงนะ ยุคนี้หน่วยเทศกิจผู้ยิ่งใหญ่ของเรายังไม่ถือกำเนิดขึ้นนี่นา
"คุณลุงครับ มันเทศหัวละเท่าไหร่ครับ?" เซี่ยหงจวินถาม
"หนึ่งเหมา"
สมกับเป็นเมืองหลวงจริงๆ ค่าครองชีพสูงชะมัด!
เซี่ยหงจวินซื้อมันเทศมาหนึ่งหัว เดินกินไปพลางมุ่งหน้าไปทางพระราชวังต้องห้ามไปพลาง
ซื้อตั๋วเดินผ่านประตูเข้าไป ด้านหน้าคือลานประตูอู่เหมิน เขาเห็นคนมุงดูกันอยู่กลางลาน ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเดินเข้าไปดู
พอเห็นภาพตรงหน้า เขาก็ต้องตกใจสุดขีด ด้านหน้ามีรถยนต์หงฉีสีดำจอดอยู่หนึ่งคัน ข้างๆ มีป้ายตั้งไว้ เขียนด้วยพู่กันจีนตัวเบ้อเริ่มว่า: "ในกรณีที่ไม่รบกวนการทำงานของสถานที่ ผู้เข้าชมสามารถนั่งรถยนต์ได้หนึ่งรอบ ค่าบริการสองเหมา!"
บ้าเอ๊ย....
นี่มันแผนธุรกิจบ้าบออะไรเนี่ย?
ทำธุรกิจในพระราชวังต้องห้ามเลยเรอะ!
เซี่ยหงจวินถึงกับอึ้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะค่าบริการแพงเกินไป หรือเพราะรถยนต์เป็นของมีค่าเกินเอื้อมสำหรับชาวบ้านธรรมดากันแน่ คนมุงดูน่ะมีเยอะ แต่ไม่มีใครกล้าขึ้นไปลองนั่งสักคน
เวรเอ๊ย!
การได้นั่งรถหงฉีกินลมชมวิวในพระราชวังต้องห้ามมันจะรู้สึกยังไงกันนะ?
เซี่ยหงจวินเกิดอาการคันไม้คันมืออยากลองขึ้นมาทันที
เขารีบเดินไปซื้อตั๋ว
คนขายตั๋วเป็นชายหนุ่มดัดผมลอนใส่แว่นตาดำ กำลังนอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบข้างๆ พอได้ยินว่ามีคนจะเช่ารถ ก็รีบลุกพรวดขึ้นมาถอดแว่นตาดำออก
"เป็นนายเองเหรอ?!"
เซี่ยหงจวินตกใจมาก
ที่แท้ก็คือกัวเฉียนจิ้น ไอ้หนุ่มที่ยัดหนังสือปกเหลืองใส่มือเขาที่หน้าประตูโรงเรียนวันนั้นนี่เอง!
กัวเฉียนจิ้นก็จำเซี่ยหงจวินได้ ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มทันที "น้องชาย มาเที่ยวเยียนจิงเหรอ?"
"มาเยี่ยมญาติน่ะครับ เลยแวะมาเที่ยวพระราชวังต้องห้าม" เซี่ยหงจวินตอบยิ้มๆ
"ฮ่าๆ ฉันบอกแล้วไงว่าเราสองคนมีวาสนาต่อกัน..." กัวเฉียนจิ้นหัวเราะลั่น "ว่าไง อยากจะเช่ารถนั่งเล่นสักหน่อยไหม?"
"อื้ม ไม่เคยนั่งน่ะครับ เลยอยากลองสัมผัสดู" เซี่ยหงจวินบอกตามตรง
"ป่ะ เดี๋ยวพี่ขับพานายโฉบชมวังเอง ฟรี!" กัวเฉียนจิ้นพูดจบก็ดึงแขนเซี่ยหงจวินเดินไปที่รถ
ที่บอกว่าขับรถชมวัง เอาเข้าจริงก็แค่วนอยู่แถวๆ ประตูอู่เหมินรอบนึง ไม่นานก็จบ เซี่ยหงจวินเตรียมตัวจะขอตัวลากลับ แต่ถูกกัวเฉียนจิ้นดึงไว้
"วันนั้นฉันจะขอบใจนายแต่นายดึงดันปฏิเสธ วันนี้มาถึงเยียนจิงแล้วฉันปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด! เดี๋ยวฉันเลิกงานแล้ว จะพานายไปกินข้าว!"
กัวเฉียนจิ้นกระตือรือร้นมาก เซี่ยหงจวินปฏิเสธไม่ลงก็เลยต้องตกลง
เวลาล่วงเลยไปถึงสี่โมงครึ่ง ในวังไม่มีนักท่องเที่ยวแล้ว กัวเฉียนจิ้นถึงให้เซี่ยหงจวินขึ้นรถหงฉี แล้วขับช้าๆ มุ่งหน้าออกไปทางประตูอู่เหมิน
"นายเจ๋งไปเลยนะ พี่กัว นายเป็นผู้บริหารของสำนักงานดูแลพระราชวังหรือเปล่าเนี่ย เลิกงานยังมีรถประจำตำแหน่งขับด้วย" เซี่ยหงจวินแอบอิจฉา
"ตดสิ! นายเคยเห็นผู้บริหารที่ไหนมานั่งอาบแดดอยู่กลางลานบ้างล่ะ? ฉันไม่ใช่คนที่นี่หรอก!" กัวเฉียนจิ้นตอบกลับอย่างเกียจคร้าน
(จบแล้ว)