เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45: ดุจอสูรและปีศาจ

บทที่ 45: ดุจอสูรและปีศาจ

บทที่ 45: ดุจอสูรและปีศาจ


บทที่ 45: ดุจอสูรและปีศาจ

หัวหน้าหมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เหงื่อขนาดเท่าเม็ดถั่วไหลรินบนใบหน้าของเขา

ถึงอย่างนั้น ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาจึงยังคงจับกระบี่หัวพยัคฆ์ของเขาเอาไว้แน่น

“เป็นไปไม่ได้! เจ้าจะแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง!”

เขาถือกระบี่หัวเสือไว้ในมือข้างหนึ่ง และอีกมือหนึ่งกดเอวที่มีเลือดไหลไว้ สายตาของเขาจดจ้องไปที่ลู่หยุนอย่างเหลือเชื่อ

ลู่หยุนเพิกเฉยต่อคำพูดของอีกฝ่าย เขามองไปมาระหว่างกระบี่หัวเสือของหัวหน้าหมู่บ้านกับกระบี่หักในมือของเขา จากนั้นเขาก็ส่ายหัว

เขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมด้วยแววตาอันเย็นชา เลือดสดยังคงหยดลงมาจากใบกระบี่ที่หัก

“พวกเจ้ายังมัวรออะไรอีก? รีบฆ่ามันซะ!”

หัวหน้าหมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬซ่งซิงตะโกนเสียงดังใส่พวกโจรที่อยู่ข้างหลังเขา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขามองย้อนกลับไป พวกโจรทั้งหมดต่างก็กำลังสั่นสะท้านด้วยความกลัวหรือไม่ก็ได้นอนจมกองเลือดไปแล้ว

ขณะเดียวกัน พวกโจรที่ยังรอดชีวิตอยู่ก็กำลังวิ่งหนีออกไปจากหมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม ในชั่วพริบตา โจรที่กำลังวิ่งงหลบหนีด้วยความตื่นตระหนกอยู่ก็ต้องหยุดนิ่งไปโดยทันที พวกเขาชูมือทั้งสองข้างขึ้นคว้าคอของตนและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะหยุดเลือดสดไม่ให้ไหลพุ่งออกมา

ในไม่ช้า แววตาของพวกเขาก็สิ้นประกายแสง และพวกเขาก็ได้สูญเสียพลังชีวิตไป

“กระบี่ของเจ้าเป็นของข้าแล้ว!”

ลู่หยุนโยนกระบี่ที่หักทิ้งลงบนพื้น เขากำหมัดแน่นพร้อมกับปล่อยออร่าหยางพิสุทธิ์ออกมาคลุมหมัดและชกใส่หัวหน้าหมู่บ้านซ่งซิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

บู้มมมม!

ราวกับเสียงฟ้าร้องคำรามดังฟาดลงมาโดยไม่คาดคิด ซ่งซิงถูกโยนกระเด็นกลับไปโดยทันที แม้แต่กระบี่หัวเสือก็ยังหลุดกระเด็นออกจากมือของเขาและตกลงตรงหน้าลู่หยุน

ลู่หยุนหยิบกระบี่หัวเสือขึ้นมาจากพื้นและค่อยๆ ลูบนิ้วมือลงบนใบกระบี่ ความรู้สึกอันหนาวเย็นเคลื่อนขึ้นมาจากปลายนิ้วสู่จิตใจ “กระบี่ดี!”

ดวงตาของลู่หยุนเผยให้เห็นถึงความพึงพอใจโดยไม่คิดจะปิดบัง

“เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับของขวัญของเจ้า ข้าจะมอบสิทธิพิเศษให้เจ้าได้เป็นเหยื่อรายแรกของกระบี่เล่มนี้!”

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ซ่งซิงก็สั่นเทาด้วยความโกรธ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยเพลิงแค้น เขาหวังว่าเขาจะสามารถฆ่าเจ้าเด็กเหลือขอตรงหน้าเขาให้ตายได้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว และลู่หยุนก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มบ้านนอกที่เขาจะสามารถฆ่าฟันหรือรังแกได้อีกต่อไป

ด้วยการแกว่งกระบี่เพียงครั้งเดียว หัวศีรษะขนาดกลมโตก็หล่นลงไปกลิ้งอยู่บนพื้น และร่างขนาดมหึมาของหัวหน้าหมู่บ้านซ่งซิงก็ล้มลงพร้อมกับเสียงกระแทกดังลั่น

มันเหลือเพียงความเงียบในห้องโถงภักดีชอบธรรม

มันคือความเงียบที่ทำให้จิตใจสั่นไหว

เสี่ยวเฉินยืนนิ่งพร้อมกับดาบในมือของเขา เขามองดูเหล่าโจรที่กำลังกลัวจนตัวสั่นอย่างเย็นชา ออร่าพลังปราณอันทรงพลังของเขาทำให้ร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านมากยิ่งขึ้น

โจรส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตยุทธ์เท่านั้น และมันก็มีเพียงบางคนเท่านั้นที่โชคดีพอจะอยู่ในขอบเขตเส้นลมปราณขั้นต้น

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะโชคดียังไง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคมดาบของเสี่ยวเฉิน โชคดีก็ยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็นโชคร้ายได้

และสิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวยิ่งกว่านั้นก็คือพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวของเด็กทั้งสอง

คนหนึ่งทรงพลังราวกับอสูร ส่วนอีกคนก็เย็นชาราวกับปีศาจ!

เกือบจะพร้อมๆ กัน ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในจิตใจของพวกโจรที่กำลังหวาดกลัวจนสั่นสะท้าน

ลู่หยุนถือกระบี่หัวพยัคฆ์ซึ่งยาวเกือบครึ่งหนึ่งของเขาและเดินกลับเข้ามาในโถงภักดีชอบธรรม

ในช่วงเวลาที่เขากำลังจัดการกับหัวหน้าหมู่บ้านซ่งซิงอยู่นั้น เสี่ยวเฉินก็ได้สังหารเหล่าโจรไปหลายสิบคนแล้ว และโจรที่เหลือก็หวาดกลัวกับความแข็งแกร่งของเขา

ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ที่น่าเกรงขามนี้น่าทึ่งอย่างแท้จริง!

เมื่อเห็นลู่หยุนเดินกลับเข้ามา เสี่ยวเฉินก็พยักหน้าเล็กน้อย

ความจริงที่ว่าลู่หยุนได้สังหารหัวหน้าหมู่บ้านซ่งซิงซึ่งอยู่ที่จุดสูงสุดของขอบเขตเส้นลมปรารด้วยการเคลื่อนไหวเพียงสามถึงสี่ครั้งนั้นแสดงให้เห็นแล้วว่าความแข็งแกร่งของเขานั้นสูงกว่าที่เสี่ยวเฉินคาดการณ์ไว้เสียอีก

ลู่หยุนเองก็ยิ้มให้เสี่ยวเฉินเช่นกัน “ว่ากันว่าผู้ฝึกดาบจะมีการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัว และวันนี้ข้าก็ได้มาเห็นมันกับตาตัวเองแล้ว!”

“พวกนี้มันก็แค่พวกลิ่วล้อ!”

เสี่ยวเฉินส่ายหัว จากนั้นสายตาของเขาก็ดูเย็นชาชึ้นในขณะที่เขามองไปที่โจรที่เหลืออยู่ในห้องโถง

“แต่ถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นเพียงพวกลิ่วล้อ แต่พวกมันก็ยังเป็นพวกสารเลวที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไร้เมตตาด้วย!”

ขณะที่เขาพูด เขาก็สะบัดดาบยาวของเขา แสงดาบหลายสายพุ่งออกมาโดยทันที แสงดาบนั้นเหมือนกับดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับพร่างพราว มันทำให้พวกโจรตาบอดและทำให้พวกมันสูญเสียการรับรู้ทิศทาง

เมื่อแสงดาบหายไป เสี่ยวเฉินก็ได้เก็บกระบี่ของเขากลับเข้าฝัก ทั้งร่างกายและแม้แต่ใบดาบไม่มีเลือดติดอยู่เลยแม้แต่หยดเดียว ราวกับว่าการต่อสู้อันดุเดือดที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย

เมื่อมองดูศพที่ร่วงหล่นล้มลงกับพื้น ลู่หยุนก็ไม่ได้พูดอะไรเลย

เสี่ยวเฉินพูดถูก แม้ว่าโจรเหล่านี้จะสูญเสียผู้นำไปแล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคนธรรมดา พวกมันก็ยังคงเป็นตัวอันตรายที่ต้องถูกกำจัดอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น คนเหล่านี้ก็ยังเป็นพวกมือเปื้อนเลือดกันทั้งนั้น ดังนั้นการสังหารหมู่พวกมันในวันนี้จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรทำแล้ว

“อืม หัวหน้าหวังหายไปอยู่ไหนกัน?”

ทันใดนั้นลู่หยุนก็ตระหนักได้ว่าหัวหน้าหวังซึ่งบุกเข้ามาในโถงภักดีชอบธรรมพร้อมๆ กับพวกเขาได้หายตัวไป

“มีโจรคนหนึ่งวิ่งหนีไปก่อนหน้านี้ และหัวหน้าหวังก็ได้ไล่ตามมันไป!” เสี่ยวเฉินตอบแล้วเริ่มค้นซากศพ

ลู่หยุนผงะกับการกระทำของเขา

แต่หลังจากชะงักไปไม่นาน เขาก็เริ่มก้มลงและดำเนินการค้นศพร่วมกับเสี่ยวเฉิน

หลังจากผ่านไปสิบห้านาที ทั้งสองก็มองหน้ากันและอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มให้กันและกัน

การเก็บเกี่ยวครั้งนี้ได้มาไม่มากนัก ลู่หยุนพบเงินเพียงสองร้อยตำลึงกว่าเท่านั้น

ถึงอย่างนั้น เมื่อมองว่ามันเป็นรายได้พิเศษ ลู่หยุนก็รู้สึกค่อนข้างพึงพอใจกับมัน

“จะว่าไปเราลืมจับตัวประกันไว้รึเปล่า?” ดูเหมือนเขาจะเพิ่งคิดอะไรขึ้นได้ และเสี่ยวเฉินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะที่อุทานออกมา

“ห้ะ?”

เมื่อเห็นการจ้องมองที่งุนงงของลู่หยุน เสี่ยวเฉินจึงกล่าวต่อว่า “มันน่าจะมีห้องเก็บสมบัติอยู่ในหมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬ ดังนั้นหากไม่มีใครนำทาง พวกเราก็อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะหามันพบ”

“ใช่แล้ว ข้าลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไงกันนะ!”

ลู่หยุนกระทืบเท้าแล้วพูดกับเสี่ยวเฉินว่า “ตามข้ามา!”

เสี่ยวเฉินไม่ได้สงสัยอะไร เขาเดินตามลู่หยุนออกไปจากห้องโถงภักดีชอบธรรมและมุ่งหน้าไปยังอาคารที่พักอาศัย

ลู่หยุนมุ่งหน้าตรงไปยังอาคารที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง และหลังจากเข้าไปในห้องด้านใน ออร่าหยางอันทรงพลังก็รวมตัวกันบนใบกระบี่ จากนั้นเขาก็ฟันออกไปในแนวนอนและทำให้ผนังตรงหน้าพังทลายลงโดยทันที

ตามที่ลู่หยุนคาดไว้ มันมีอีกโลกหนึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังกำแพงจริงๆ

“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าจะมีห้องลับอยู่ที่นี่? ราวกับว่าเจ้าเคยมาที่นี่มาก่อนเลย” เสี่ยวเฉินมองดูลู่หยุนด้วยความประหลาดใจ

หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าลู่หยุนมาที่นี่พร้อมกันกับเขา เขาก็อาจคิดว่าลู่หยุนเป็นสมาชิกของหมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬได้

“ในหมู่บ้านทั้งหมด หัวหน้าหมู่บ้านพยัคฆ์ทมิฬก็ดำรงตำแหน่งสูงสุด และโดยธรรมชาติแล้ว ห้องเก็บสมบัติก็มักจะได้รับการดูแลโดยผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นมันจึงเป็นไปได้สูงที่มันจะถูกเก็บเอาไว้ในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน”

“แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้า และมันก็โชคดีที่ข้าเดาไม่ผิด”

หลังจากพูดจบแล้ว ลู่หยุนก็เดินไปข้างหน้า

มีหีบขนาดใหญ่ทั้งหมดสามหีบที่นี่ และด้วยการสะบัดมือขวาของลู่หยุน ล็อคบนหีบก็พังลง

“ดูเหมือนว่าครั้งนี้เราจะได้กำไรมางามๆ เลยนะ!”

เมื่อมองดูเงินที่ส่องประกายอยู่ข้างหน้าเขา ลู่หยุนก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วปิดหีบ

จากนั้นเขาก็เปิดหีบอีกสองใบ

อย่างไรก็ตาม คราวนี้มันก็มีคนเร็วกว่าเขาแล้ว ลู่หยุนหัวเราะเบาๆ และส่ายหัว

คนที่เปิดหีบคือเสี่ยวเฉิน ซึ่งดูเหมือนจะมีทักษะและความเชี่ยวชาญมากกว่าลู่หยุนมาก

ดวงตาของลู่หยุนจ้องมองไปที่หีบสมบัติทั้งสอง อันหนึ่งบรรจุอัญมณีหลากสีสันและเครื่องประดับเงินที่แวววาวเอาไว้

ขณะที่อีกหีบหนึ่งว่างเปล่า มันมีเพียงตำราหนังสือเล่มสีเหลืองสองเล่มวางไว้อยู่ข้างในเท่านั้น

“นี่คือตำรายุทธ์หรอ?”

จบบทที่ บทที่ 45: ดุจอสูรและปีศาจ

คัดลอกลิงก์แล้ว