- หน้าแรก
- หาว่าข้าโหดเหี้ยมเกินไป เช่นนั้นข้าจะไปสยบใต้หล้าในราชสำนัก
- บทที่ 6: งานยากที่ไม่มีใครกล้ารับ? ข้าทำเอง!
บทที่ 6: งานยากที่ไม่มีใครกล้ารับ? ข้าทำเอง!
บทที่ 6: งานยากที่ไม่มีใครกล้ารับ? ข้าทำเอง!
บทที่ 6: งานยากที่ไม่มีใครกล้ารับ? ข้าทำเอง!
"เจ้าหนุ่มที่มากับท่านอู่นั่นคือใครกัน? ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย?"
"เจ้าวัวแก่ เจ้าจะหูตาคับแคบเกินไปแล้ว! เด็กนั่นชื่อเซียวเหริน เป็นศิษย์เอกสายตรงของสำนักหลิงฝู ใต้เท้าจูเก่อเป็นคนไปทาบทามให้เข้าหน่วยเจิ้นอู่ไถของเราด้วยตัวเองเลยนะ!"
"เขาคือเซียวเหรินงั้นรึ?"
"พวกเรามีคนจากสำนักเข้ามารับใช้ราชสำนักเพิ่มอีกคนแล้วสินะ!"
"คนอื่นเขากับพวกเราน่ะไม่เหมือนกัน พวกเราน่ะวิ่งเข้ามาเสนอตัว แต่เขาน่ะถูกเชิญมา!"
"จะต่างกันตรงไหน? สุดท้ายเขาก็เป็นสุนัขรับใช้ราชสำนักเหมือนกันนั่นแหละ ที่นี่ไม่มีศิษย์เอกศิษย์โทอะไรทั้งนั้น วัดกันที่ตำแหน่งขุนนาง เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นเห็นพวกเราก็ต้องทำความเคารพไม่ใช่รึไง?"
ณ ลานฝึกหน่วยเจิ้นอู่ไถ
เซียวเหรินเดินตามเหล่าอู่มาที่นี่แล้วหาทางแยกตัวออกมาพิงกำแพงดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ
วันนี้จูเก่อเสินเฟิงเรียกประชุมนายกองระดับถ่งลิ่งขึ้นไปทั่วทั้งหนิงโจว แม้แต่รองผู้บัญชาการและผู้ตรวจการจากเขตต่างๆ ก็มารวมตัวกันครบครัน
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม จูเก่อเสินเฟิงต้องการพบเขา เซียวเหรินจึงถือโอกาสนี้มาดูเรื่องสนุกเสียหน่อย
เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอนเลย เพราะมัวแต่จมดิ่งอยู่กับการฝึกฝน ทักษะสร้างยันต์ในอากาศสมกับที่เป็นของจากระบบจริงๆ
ยันต์ระดับม่วงสองใบ เซียวเหรินใช้เวลาเพียงคืนเดียวก็สามารถคัดลอกได้สำเร็จทั้งหมด ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่คืนเดียวเลย ต่อให้ใช้เวลาเป็นเดือนเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
นอกจากนี้ยังมีตัวยาอวิ้นหลิงที่ช่วยให้ระดับพลังฝึกตนที่เพิ่งทะลวงมาเมื่อไม่นานนี้เริ่มเกิดความสั่นคลอนและพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง
จนถึงวันนี้ เซียวเหรินถึงได้ตระหนักว่าสิ่งที่เรียกว่า 'ทรัพยากร' และการมี 'เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่' มันดีเพียงใด
ตอนที่ยังอยู่สำนักหลิงฝู เซียวเหรินต้องพึ่งพาพรสวรรค์ของตนเองเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าสำนักไม่มอบทรัพยากรให้
แต่เป็นเพราะทั่วทั้งสำนักไม่มีทรัพยากรอะไรที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้เลยต่างหาก
อย่างเช่นยาอวิ้นหลิงนี้ ต่อให้เป็นฟางชิงเจิ้งก็คงไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรส
เซียวเหรินพิงกำแพงพลางสำรวจสถานการณ์ในลานฝึกด้วยความสนใจ
เขพอจะเข้าใจระบบพื้นฐานของหน่วยเจิ้นอู่ไถมาบ้างจากการศึกษาเมื่อวาน
กองบัญชาการใหญ่เจิ้นอู่ไถตั้งอยู่ในนครหลวงของต้าอวี๋ มีผู้บัญชาการสูงสุด (จงตู่) เป็นผู้ดูแล ส่วนมณฑลทั้งสี่สิบเก้าจะแบ่งออกเป็นสี่ภูมิภาคใหญ่
แต่ละภูมิภาคจะมีอัครผู้บัญชาการ (จงเจิ้นโซ่วสื่อ) หนึ่งคน คอยช่วยเหลือผู้บัญชาการสูงสุดบริหารงาน
ส่วนมณฑลทั้งสี่สิบเก้าจะมีผู้บัญชาการ (เจิ้นโซ่วสื่อ) มณฑลละหนึ่งคน และในแต่ละเมืองของมณฑลจะมีผู้ตรวจการ (เจียนฉาสื่อ) ประจำอยู่อีกหนึ่งคน โดยแต่ละระดับจะมีรองผู้บัญชาการสามถึงห้าคนคอยสนับสนุน
ลำดับถัดลงมาคือนายกอง (ถ่งลิ่ง) ซึ่งถือเป็นข้าราชการระดับพื้นฐานที่สุดของหน่วยเจิ้นอู่ไถ
ในขณะที่เซียวเหรินกำลังครุ่นคิด ประตูใหญ่กลางลานฝึกก็เปิดออก!
เหล่านายกองในที่นั้นต่างจัดระเบียบชุดเครื่องแบบแล้วก้มกายทำความเคารพ บรรดารองผู้บัญชาการและผู้ตรวจการที่นั่งอยู่บนแท่นสูงต่างรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
"ข้าน้อยขอนอบน้อมต่อใต้เท้า!"
เสียงตะโกนดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่ม
เซียวเหรินที่อยู่มุมลานฝึกมองเห็นภาพนี้ได้อย่างชัดเจน แรงกดดันทางสายตาเช่นนี้ยากจะพรรณนาเป็นคำพูดได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า... อำนาจ! อย่างใกล้ชิด
การได้นอนหนุนตักสาวงามจะรู้สึกดีเพียงใดเขาไม่รู้ แต่ความรู้สึกที่ได้กุมอำนาจล้นฟ้าในขณะที่มีสติครบถ้วนนั้น มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
จูเก่อเสินเฟิงเดินผ่านฝูงชนขึ้นไปยังแท่นสูง เมื่อเขานั่งลงบนตำแหน่งประธานแล้วโบกมือเบาๆ เหล่าขุนนางระดับสูงของหนิงโจวจึงทยอยกันนั่งลง
บรรดานายกองด้านล่างถึงได้ยืดตัวขึ้นตรง
"ข้าได้รับคำสั่งจากอัครผู้บัญชาการถัง ว่ามณฑลหนิงโจวของเราจะกลายเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการประกาศใช้กฎเกณฑ์ใหม่สำหรับสำนักฝึกตน!"
จากมุมมองของเซียวเหริน เขาเห็นได้ชัดเจนว่าหลังจากจูเก่อเสินเฟิงพูดจบ บรรดาขุนนางระดับสูงบนแท่นต่างมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
"พวกจอมยุทธ์มักใช้กำลังละเมิดกฎหมาย! เมื่อครั้งก่อตั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ เพื่อให้แผ่นดินสงบสุขโดยเร็ว องค์ปฐมจักรพรรดิจึงจำต้องทำข้อตกลงกับสำนักฝึกตน โดยแบ่งระดับสำนักและอนุญาตให้พื้นที่รอบสำนักหลายสิบหลี้ ไปจนถึงหลายร้อยหลายพันหลี้เป็นเขตปกครองตนเอง"
"แต่หลายปีที่ผ่านมา สำนักเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปกครองได้ไม่ดี แต่กลับกลายเป็นที่กบดานของอาชญากรโหดเหี้ยมที่ฉวยโอกาสนี้หลบหนีการจับกุม ราษฎรต้องทนทุกข์มานานแสนนาน"
"และจากการรวบรวมข้อมูลของเจิ้นอู่ไถ พบว่าอาชญากรส่วนใหญ่เป็นศิษย์ที่ถูกขับออกจากสำนัก! บางคนถึงขั้นใช้กฎของสำนักมาอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง!"
"กฎเกณฑ์เช่นนี้ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว!"
ดวงตาของเซียวเหรินฉายแววประหลาดใจ เขามาจากสำนักฝึกตน ย่อมเข้าใจดีว่าคำพูดนี้หมายถึงอะไร
หน่วยเจิ้นอู่ไถกำลังจะฉีกหน้ากากแผ่นสุดท้ายที่ขวางกั้นระหว่างสำนักและราชสำนักทิ้ง!
นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปครั้งยิ่งใหญ่!
ทว่าหนิงโจวซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลและไม่มีสำนักใหญ่ๆ ตั้งอยู่ จึงนับว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้น
จูเก่อเสินเฟิงลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลัง "อำนาจปกครองตนเองของสำนักต้องถูกยกเลิก อำนาจการตรวจสอบต้องถูกส่งมอบมาให้เรา! เรื่องนี้จัดการได้ยากยิ่ง แต่หากใครทำสำเร็จ หนทางสู่อำนาจจะเปิดกว้างแน่นอน!"
"และทุกท่านโปรดวางใจ หน่วยเจิ้นอู่ไถของเราจะลงมืออย่างมีหลักการ!"
จูเก่อเสินเฟิงปรบมือคราหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีคนยกตั้งจดหมายและเอกสารกองใหญ่ขึ้นมาบนแท่น
"ในนี้บันทึกข้อมูลของคนในสำนักต่างๆ ของหนิงโจวที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เมื่อก่อนเราต้องยอมปล่อยให้สำนักลงโทษกันเองเพราะข้อจำกัดเรื่องกฎเกณฑ์ แต่ผลเป็นอย่างไร? พวกเขายังคงเข้าออกสำนักได้อย่างอิสระเสรี!"
"สิ่งเหล่านี้แหละ คือความชอบธรรมในการลงมือของเรา!"
เมื่อพูดจบ จูเก่อเสินเฟิงก็หันไปมองชายที่มีแผลเป็นบนใบหน้าซึ่งนั่งอยู่มุมหนึ่งของแท่นสูง
"จ้าวเหมิ่ง!"
ชายแผลเป็นคนนั้นรีบลุกขึ้นยืน "ใต้เท้า!"
"เจ้ามาจากสำนักตำหนักดาบหักซึ่งเป็นสำนักที่ใหญ่ที่สุดในหนิงโจว! ข้าเตรียมจะให้คนทั้งหมดที่ย้ายมาจากสำนักต่างๆ มาอยู่ในสังกัดของเจ้า ให้เจ้าเป็นคนไปจับกุมอาชญากรเหล่านั้นกลับมาดำเนินคดี และเป็นตัวแทนไปเจรจากับสำนักต่างๆ เรื่องนี้เจ้าจัดการได้หรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำสั่งของจูเก่อเสินเฟิง จ้าวเหมิ่ง ผู้ตรวจการประจำเมืองเฉิงฝูถึงกับเหงื่อกาฬไหลพราก เขาอึกอักพูดไม่ออก
เซียวเหรินที่อยู่ด้านล่างเห็นท่าทางนั้นก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก
เขาเคยได้ยินชื่อจ้าวเหมิ่งคนนี้มาบ้าง เป็นคนดังในหนิงโจว อดีตเคยเป็นผู้อาวุโสของตำหนักดาบหัก แต่เพราะไปแอบมีความสัมพันธ์ลับกับอนุภรรยาของเจ้าสำนักคนเก่า จึงถูกเจ้าสำนักสั่งล่าสังหารด้วยเงินรางวัลมหาศาล
สุดท้ายจึงไม่มีทางเลือกต้องซมซานมาเข้าหน่วยเจิ้นอู่ไถ เขามีพลังฝีมืออยู่ในระดับเหยี่ยนหลิง ขั้นที่ 7 ช่วงปลาย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่อ้ำอึ้งไม่ยอมตอบ เซียวเหรินก็เดาะลิ้นเบาๆ นี่ไม่ใช่การหักหน้าจูเก่อเสินเฟิงหรอกหรือ?
[ทางเลือกแห่งโชคชะตาปรากฏ!]
[ทุกทางเลือกคือจุดเปลี่ยนของชีวิต โปรดเลือกอย่างรอบคอบ]
[ทางเลือกที่ 1: ก้าวออกไปชิงชัย รางวัลวิชากายาขั้นสีทอง: 【กายาอมตะหมิงหวัง】 ผ่านพันพ้นภัย ร่างกายคงกระพัน]
[ทางเลือกที่ 2: นิ่งเฉยไม่ส่งเสียง รางวัลสมบัติระดับสีม่วง: 【ดาบวายุ】 อาวุธชั้นยอดที่แฝงคุณสมบัติธาตุลม]
เซียวเหรินได้ยินเสียงในหัว รอยยิ้มดูเรื่องสนุกพลันแข็งค้าง 'เอาอีกแล้วรึ!'
ทางเลือกแห่งโชคชะตานี้ช่างส่งผลต่อทุกย่างก้าวในอนาคตของเขาจริงๆ
มีสองทางเลือก! ทางหลังนั้นปลอดภัยมั่นคง ส่วนทางแรกนั้นเสี่ยงและดุดัน!
เซียวเหรินไม่สนใจหรอกว่ามันจะดุดันหรือมั่นคง เขาเน้นที่รางวัลเป็นหลัก รางวัลไหนสูงเขาก็เลือกอันนั้น
ยิ่งรางวัลสูง ความเสี่ยงย่อมต้องสูงตามเป็นธรรมดา
แต่กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้มันก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่รึ?
อยากได้รางวัลแต่กลัวความเสี่ยง แล้วจะมียะบบไว้ทำพระแสงอะไร? สู้ไปแต่งงานมีลูกแล้วแก่ตายไปไม่ดีกว่าหรือ?
บนแท่นสูงในลานฝึก
สีหน้าของจูเก่อเสินเฟิงเริ่มแสดงความไม่พอใจ ตลอดสามปีที่เขาอยู่หนิงโจว จ้าวเหมิ่งทำงานให้เขาได้อย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอด และเขาก็ปูนบำเหน็จให้มากมาย
ไม่นึกเลยว่าในวันนี้ ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ อีกฝ่ายกลับนิ่งเฉยไม่กล้ารับคำ!
"จ้าวเหมิ่ง! ข้าถามว่าเจ้าจัดการได้หรือไม่! หรือว่าเจ้ากลายเป็นคนใบ้ไปแล้ว?" จูเก่อเสินเฟิงตวาดลั่น
จ้าวเหมิ่งทรุดตัวลงคุกเข่าดังปึก เขาเอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่ยอมตอบคำถาม
งานนี้มีความดีความชอบมหาศาลก็จริง แต่ความเสี่ยงก็สูงลิบลิ่ว และจ้าวเหมิ่งเองก็มีความกังวลในส่วนของเขา
สีหน้าของจูเก่อเสินเฟิงเย็นเยียบถึงขีดสุด
หากลูกน้องอย่างจ้าวเหมิ่งยังมีท่าทีเช่นนี้ แล้วรองผู้บัญชาการคนอื่นๆ จะยอมลงมือทำอย่างเต็มกำลังได้อย่างไร?
คำพูดที่เขาประกาศออกมาเมื่อครู่ก็จะกลายเป็นเรื่องตลกที่น่าขันที่สุด
ในขณะที่บรรยากาศกำลังอึดอัดจนถึงที่สุด
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมลานฝึก
"ข้าน้อยเพิ่งเข้าหน่วยเจิ้นอู่ไถ หวังว่าใต้เท้าจะให้โอกาส! งานนี้ ข้าน้อยขอรับไว้เอง!"
สิ้นเสียงนั้น สายตานับไม่ถ้วนต่างพุ่งไปที่ต้นเสียงทันที
เมื่อเห็นว่าเป็นเซียวเหริน...
ลานฝึกอันกว้างใหญ่พลันเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มหล่น
เจ้าเด็กนี่เพิ่งเข้าหน่วยมาวันเดียว ตำแหน่งนายกองก็ยังไม่มี แต่กลับกล้ารับงานใหญ่ขนาดนี้งั้นรึ? ที่จูเก่อเสินเฟิงเจาะจงเรียกจ้าวเหมิ่ง ก็เพราะพวกที่มาจากสำนักต่างยอมศิโรราบให้จ้าวเหมิ่งทั้งสิ้น
และอีกฝ่ายก็มีชื่อเสียงสั่งสมมานานในหนิงโจว
ส่วนเซียวเหรินก็แค่เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง!
เขาคิดว่าตัวเองเป็นมังกรข้ามมหาสมุทรหรืออย่างไร? ช่างไม่รู้จักตายจริงๆ!
แม้แต่จูเก่อเสินเฟิงเองก็คาดไม่ถึงว่าเซียวเหรินจะกล้าก้าวออกมาในเวลานี้ วันนี้เขาให้เซียวเหรินมาเพื่อมาดูความยิ่งใหญ่ของหน่วยเจิ้นอู่ไถเท่านั้น
จ้าวเหมิ่งปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก ยืดตัวขึ้นมองเซียวเหรินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
เขาไม่อยากทำงานนี้ก็จริง แต่เขารู้ดีว่าจูเก่อเสินเฟิงมีความสามารถพอที่จะคุ้มครองเขาได้ ที่เขาเอาแต่เงียบไม่ใช่เพราะจะไม่ทำ แต่เขากำลังรอให้จูเก่อเสินเฟิงเพิ่มบำเหน็จให้ต่างหาก
การที่เซียวเหรินกระโดดออกมาในตอนนี้ มันเท่ากับเป็นการแย่งชามข้าวของเขาไปชัดๆ!