- หน้าแรก
- ยอดตำรวจปลาเค็มกับระบบสืบสวนขั้นเทพ
- บทที่ 450 - พระพุทธรูปประทับบัลลังก์หยกยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก!!
บทที่ 450 - พระพุทธรูปประทับบัลลังก์หยกยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก!!
บทที่ 450 - พระพุทธรูปประทับบัลลังก์หยกยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก!!
บทที่ 450 - พระพุทธรูปประทับบัลลังก์หยกยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก!!
ด้วยความสงสัย แขกเหรื่อก็เริ่มแห่กันมามุงดูที่หน้าประตูห้องโถงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างพากันหยุดชะงัก ชะโงกหน้าเข้าไปดูเพื่อความกระจ่าง
กวนจิ่งเซี่ยเองก็โดนพระพุทธรูปทองคำในกล่องไม้ดึงดูดความสนใจไปเหมือนกัน
วินาทีต่อมา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง ในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เพราะสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า ดูเหมือนจะเป็นพระพุทธรูปพระศากยมุนีปิดทองประทับนั่งในยุคหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง
คนนอกอาจจะประเมินราคาจากน้ำหนักทองคำ แต่คนเล่นของเก่ารู้ดีว่า พระพุทธรูปปิดทองในยุคนี้มีค่าควรเมือง ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2013 ที่สถาบันประมูลซัทเทบีส์สาขาฮ่องกง เคยมีการประมูลพระพุทธรูปปิดทองชิ้นหนึ่งไปในราคาสูงถึงกว่าสองร้อยล้านเหรียญฮ่องกง
ดั้งนั้น กวนจิ่งเซี่ยจึงไม่เข้าใจเลยว่า ตระกูลเผิงที่เป็นศัตรูกับตระกูลกวนมาหลายสิบปี วันนี้ทำไมถึงยอมใจป้ำ ควักเงินก้อนโตซื้อพระพุทธรูปทองคำมาเป็นของขวัญวันเกิดให้พ่อของเขา
นี่มันซ่อนแผนการร้ายอะไรไว้กันแน่??
เมื่อคิดได้ดังนั้น...
เขาก็ตวัดสายตากลับไปมองเผิงเฟยหลง ความเย็นชาบนใบหน้าทวีความรุนแรงขึ้น เขารีบปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า "ตระกูลกวนของเราไม่..."
"น้องรอง!"
คำว่า "ต้อนรับ" ยังไม่ทันได้หลุดออกจากปาก เสียงของพี่ใหญ่ก็ดังแทรกขึ้นมาจากข้างหลัง กวนจิ่งเซี่ยชะงักกึก หันกลับไปมองกวนจิ่งชุน
"พี่ใหญ่"
กวนจิ่งชุนพยักหน้า เดินเข้ามาขนาบข้างกวนจิ่งเซี่ย เขากวาดสายตามองรถหงฉี รุ่น L7 ที่จอดอยู่ด้านหลังเผิงเฟยหลงแวบหนึ่ง
พอแน่ใจว่ารถคันนี้เป็นรถประจำตำแหน่งของเผิงหงฮว่า เขาก็หันไปมองเผิงเฟยหลงด้วยสายตาจับผิด
ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย เอ่ยปากถาม "จู่ๆ ท่านรัฐมนตรีเผิงก็เอาของขวัญล้ำค่ามามอบให้ ตระกูลกวนของเราคงรับไว้ไม่ไหวหรอกครับ ท่านเอากลับไปเถอะครับ!"
สุภาษิตว่าไว้อย่าตบหน้าคนที่ส่งยิ้มให้
เวลาอยู่ในที่สาธารณะก็ต้องรู้จักพูดจารักษาน้ำใจกันบ้าง ยิ่งอีกฝ่ายเป็นถึงคนของตระกูลเผิง ถ้าขืนปล่อยให้น้องรองพูดจาถากถางไล่ตะเพิดแขกออกไปเหมือนเมื่อกี้ ตระกูลกวนก็จะมีแต่เสียหน้าเปล่าๆ
สำหรับพวกนักธุรกิจหรือข้าราชการที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางระหว่างตระกูลเผิงกับตระกูลกวน ก็จะพากันมองว่าตระกูลกวนใจแคบ ไร้มารยาท ไม่มีสง่าราศีของตระกูลผู้ดีเอาซะเลย
แต่การที่เขาใช้วิธีพูดจาหว่านล้อมแบบผู้ดีก่อนลงดาบแบบนี้ นอกจากจะไม่โดนคนอื่นนินทาแล้ว ยังทำให้คนอื่นพอจะเดาออกด้วยว่า ตระกูลเผิงกับตระกูลกวนอาจจะมีเรื่องบาดหมางกันอยู่
แน่นอนว่าเผิงเฟยหลงก็ไม่ยอมถอยง่ายๆ เขายังคงส่งยิ้มให้กวนจิ่งชุนแล้วถามกลับ "ท่านรัฐมนตรีกวนจะไม่ลองพิจารณาดูของขวัญชิ้นนี้ให้ดีๆ ก่อนปฏิเสธหน่อยเหรอครับ?"
กวนจิ่งชุนหันไปมองตาม
เผิงเฟยหลงก็เปิดฝากล่องไม้จื่อถานออกจนสุด
วินาทีต่อมา
สีหน้าของกวนจิ่งชุนก็ชะงักไปทันที
"นี่มัน—!!"
เขาเบิกตาโพลง เงยหน้ามองเผิงเฟยหลงด้วยความตกใจสุดขีด
"นี่มันสมบัติประจำตระกูลกวนที่หายไปช่วงยุค 60-70 ไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงไปอยู่ในมือคุณได้?"
พอกวนจิ่งเซี่ยได้ยินพี่ชายพูดแบบนั้น ก็ตกใจหน้าเหวอไปเหมือนกัน
"พี่ใหญ่ นี่ไม่ใช่พระพุทธรูปพระศากยมุนีปิดทองยุคหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิงเหรอ??"
กวนจิ่งชุนส่ายหน้า "ดูเผินๆ อาจจะคล้ายกับพระพุทธรูปพระศากยมุนีในยุคหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง แต่จริงๆ แล้ว พระพุทธรูปองค์นี้เก่าแก่กว่านั้นมาก แถมยังเป็นของหายากที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกด้วยซ้ำ"
เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
"ถ้าฉันดูไม่ผิด พระพุทธรูปองค์นี้ก็คือสมบัติประจำตระกูลที่หายไปในยุค 60-70 เป็นสมบัติล้ำค่าของหลิวอวี้แห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก ที่ตกทอดมาถึงบรรพบุรุษตระกูลกวน พระพุทธรูปพระศากยมุนีปิดทองประทับบัลลังก์หยกนั่นเอง!"
และกวนจิ่งชุนก็ยังจำได้แม่นว่า ปู่เคยบอกเขาไว้ว่า ที่ใต้ฐานบัลลังก์ดอกบัวหยกของพระพุทธรูปองค์นี้ มีตราประทับของบรรพบุรุษตระกูลกวนในยุคก่อนราชวงศ์หมิงประทับอยู่
ดังนั้น สำหรับคนตระกูลกวนแล้ว สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ไม่ได้มีคุณค่าแค่ในแง่ของโบราณวัตถุและประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่มันยังมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นก็คือการสืบทอดมรดกของตระกูล
พอกวนจิ่งเซี่ยได้ฟัง สีหน้าก็ยิ่งตกตะลึงหนักกว่าเดิม หันไปมองเผิงเฟยหลงด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจอย่างแรง
"แล้วทำไมมันถึงไปตกอยู่ในมือพวกตระกูลเผิงได้ล่ะ!"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน"
กวนจิ่งชุนหันขวับไปมองเผิงเฟยหลงทันที
เผิงเฟยหลงรีบอธิบาย "เมื่อห้าปีก่อน เผิงเฟยเซี่ยง น้องสี่ของผม ไปประมูลของชิ้นนี้มาจากงานประมูลที่อังกฤษ ในราคาสามสิบล้านปอนด์ครับ!"
พอได้ยินราคาที่เผิงเฟยหลงบอก ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็แตกตื่นฮือฮากันใหญ่อีกรอบ
"แพงหูฉี่เลย! ตั้งสามสิบล้านปอนด์แหนะ นึกว่าแค่ไม่กี่สิบล้านหยวนซะอีก!"
"สามสิบล้านปอนด์ก็ตกราวๆ สามร้อยล้านหยวนเลยนะ แถมยังเป็นราคาเมื่อห้าปีก่อนด้วย ตอนนี้น่าจะบวกเพิ่มไปอีกร้อยล้านแล้วมั้ง??"
"ส่งของขวัญเป็นของเก่าราคาตั้งสามร้อยล้าน ใจป้ำสุดๆ ไปเลย แต่ดูจากท่าทางของท่านรัฐมนตรีกวนแล้ว สองตระกูลนี้คงจะบาดหมางกันมานานแน่ๆ??"
...
ท่ามกลางเสียงซุบซิบของแขกเหรื่อ กวนจิ่งชุนก็หันไปพูดกับเผิงเฟยหลง "ขอดูตราประทับใต้ฐานบัลลังก์หยกหน่อยได้ไหมครับ?"
"แน่นอนครับ!"
เผิงเฟยหลงสั่งให้คนอุ้มพระพุทธรูปขึ้นมาจากกล่อง แล้วค่อยๆ พลิกกลับด้านอย่างระมัดระวัง
กวนจิ่งชุนเพ่งตามองทันที
ใต้ฐานบัลลังก์มีตัวอักษรจีนตัวเต็มสี่ตัวประทับอยู่ — "ตราประทับกวนหลิวสุ่ย"
กวนจิ่งชุนดีใจเนื้อเต้น
"ใช่แล้ว! ของชิ้นนี้แหละ!"
เขารีบหันไปพูดกับเผิงเฟยหลง "ท่านรัฐมนตรีเผิงรบกวนช่วยตั้งราคามาได้เลยครับ ตระกูลกวนของเรายินดีซื้อสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้กลับมาในราคาที่สูงกว่าสามสิบล้านปอนด์แน่นอนครับ!"
พระพุทธรูปปิดทององค์นี้มีความสำคัญกับตระกูลกวนมาก กวนจิ่งชุนต้องหาทางเอามันกลับคืนสู่ตระกูลกวนให้จงได้
แต่เผิงเฟยหลงกลับส่ายหน้ายิ้มๆ "สมบัติล้ำค่าชิ้นนี้มีไว้แจกเท่านั้น ไม่ได้มีไว้ขาย ถ้าท่านรัฐมนตรีกวนยอมเชิญผมเข้าไปในงาน ผมก็ยินดีคืนของชิ้นนี้ให้เจ้าของเดิมแบบฟรีๆ โดยไม่คิดเงินสักแดงเดียวครับ!"
กวนจิ่งชุนและกวนจิ่งเซี่ยถึงกับชะงักไปทันที
พวกเขาเดาใจคนตระกูลเผิงไม่ออกเลยจริงๆ ว่าต้องการอะไรกันแน่
ถ้าตั้งใจจะมาป่วนงาน ก็คงไม่หอบของล้ำค่าขนาดนี้มาด้วยหรอก...
แต่ถ้ามาอวยพรด้วยใจจริง แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตระกูลเผิง ซึ่งทรงอิทธิพลเป็นอันดับสามของปักกิ่ง ยอมก้มหัวเป็นฝ่ายมาผูกมิตรด้วยก่อนล่ะ??
เมื่อคิดได้ดังนั้น กวนจิ่งชุนก็รีบหันไปกระซิบกับกวนจิ่งเซี่ย "นายรีบไปเชิญพ่อมาดูสิ ว่าพ่อจะว่ายังไง"
"ได้ครับ!!"
กวนจิ่งเซี่ยหมุนตัวเดินผละจากประตูห้องจัดเลี้ยงไปทันที
จากนั้นกวนจิ่งชุนก็หันไปสั่งกวนเฮ่าเหมี่ยวให้ทำหน้าที่ต้อนรับแขกเหรื่อต่อไป อย่าปล่อยให้แขกมายืนออรวมกันอยู่ที่หน้าประตู
กวนจิ่งเซี่ยวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในโซนพักผ่อนระดับไฮเอนด์ของห้องจัดเลี้ยง
พอผู้เฒ่ากวนเจ๋อเซิ่งรู้ว่าคนตระกูลเผิงมา แกก็ทำหน้าบึ้งตึง สวนกลับไปทันที "ไปบอกเผิงเฟยหลงเลยนะ ว่าตระกูลกวนของเราไม่ต้อนรับเขา!"
แต่พอกวนเจ๋อเซิ่งพูดจบ กวนจิ่งเซี่ยก็เล่าเรื่องพระพุทธรูปยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออกที่เผิงเฟยหลงเอามาให้ฟัง
ปฏิกิริยาของผู้เฒ่ากวนก็ไม่ต่างจากกวนจิ่งชุน แกผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกตะลึง
"พระพุทธรูปพระศากยมุนีประทับบัลลังก์หยกยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออกจริงๆ เหรอ??"
กวนจิ่งเซี่ยพยักหน้า "พี่ใหญ่เป็นคนตรวจดูใต้ฐานด้วยตัวเองเลยครับ มันคือสมบัติล้ำค่าที่หายไปของตระกูลเราจริงๆ!"
"งั้นจะมัวรออะไรอยู่ล่ะ รีบพาพ่อไปดูเดี๋ยวนี้เลย!"
กวนเจ๋อเซิ่งเดินจ้ำอ้าวไปได้สองก้าว จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าบุคคลหมายเลขเจ็ดแห่งเทียนเก๋อยังนั่งอยู่ข้างหลัง เลยรีบหันกลับไปมอง
ผลปรากฏว่า บุคคลหมายเลขเจ็ดแห่งเทียนเก๋อก็ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วพูดกับผู้เฒ่ากวนว่า "ท่านผู้เฒ่ากวน เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อนด้วยครับ"
อันที่จริง สำหรับหมายเลขเจ็ดแล้ว เขาอยากเห็นตระกูลเผิงกับตระกูลกวนปรองดองกันใจจะขาด
เมื่อพิจารณาจากทิศทางการพัฒนาของประเทศในปัจจุบัน เราก้าวข้ามยุคแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดไร้ทิศทางมาแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาคุณภาพสูงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
และพื้นฐานของการพัฒนาคุณภาพสูง ก็คือการร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย ไม่ใช่การแข่งขันแบบฟาดฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
ถ้าตระกูลเผิงกับตระกูลกวนร่วมมือกันได้ ไม่ว่าจะเป็นผลดีต่อขุมอำนาจของพวกเขาเอง หรือต่อการพัฒนาสังคม มันก็ย่อมส่งผลดีทั้งนั้น
นอกจากนี้ ถ้าเขาสามารถใช้โอกาสนี้เป็นกาวใจเชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลได้ มันก็ยิ่งเป็นการขยายเครือข่ายและอิทธิพลของเขาเอง เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียว!!
(จบแล้ว)