- หน้าแรก
- วิถีชีวิตหรูหราสุดแสนสำราญ
- บทที่ 423 หมู่บ้านไป๋อวิ๋น
บทที่ 423 หมู่บ้านไป๋อวิ๋น
บทที่ 423 หมู่บ้านไป๋อวิ๋น
บทที่ 423 หมู่บ้านไป๋อวิ๋น
หลังจากที่หลัวเทียนวั่งรวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดสำหรับปรุงยาลูกกลอนถอนพิษได้ครบ เขาก็ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการปรุงยา การบำเพ็ญเพียรของหลัวเทียนวั่งพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ การปรุงยาลูกกลอนร้อยสมุนไพรจึงง่ายดายขึ้นเรื่อยๆ นับประสาอะไรกับยาของมนุษย์ทั่วไปเช่นนี้ ทว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก หลัวเทียนวั่งจึงไม่ได้นำออกมาทั้งหมดในคราวเดียว แต่เลือกที่จะนำยาลูกกลอนถอนพิษออกมาใช้วันละสิบกว่าเม็ดเท่านั้นเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีอาการสาหัสที่สุด
ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ต้องการยาลูกกลอนถอนพิษเพียงเม็ดเดียวก็สามารถหายขาดได้ เมื่อทานควบคู่กับยาน้ำถอนพิษ สารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายก็จะถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น หลังจากทานยาลูกกลอนถอนพิษและเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลระยะหนึ่ง หากไม่มีปัญหาแทรกซ้อนใดๆ ก็สามารถอนุญาตให้กลับบ้านได้ทันที
ทว่ามาตรการปิดเมืองชิงตงยังคงไม่ถูกยกเลิก และยังคงถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวสารจากตำบลชิงตงรั่วไหลออกไปจนสร้างความตื่นตระหนกแก่สังคม การติดต่อสื่อสารและการเดินทางเข้าออกตำบลชิงตงจึงถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์ แม้แต่บริการโทรคมนาคมก็ถูกระงับทั้งหมด
แม้ว่ายาลูกกลอนถอนพิษจะถูกนำมาใช้และสามารถรักษาโรคร้ายนี้ได้ แต่ก็ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายแรก สัญญาณเตือนภัยอันตรายจึงยังไม่อาจยกเลิกได้ทั้งหมด
"อาจารย์หลี่ครับ เพื่อที่จะแก้ปัญหาโรคนี้ให้ได้อย่างเด็ดขาด พวกเรายังคงต้องไปลงพื้นที่ที่หมู่บ้านต้นตอของการแพร่ระบาดนะครับ" หลัวเทียนวั่งเสนอ
หลี่เซิงอวี่พยักหน้า "ถ้าทำแบบนั้นมันจะค่อนข้างอันตรายนะ"
หลัวเทียนวั่งส่ายหน้า "ความจริงแล้ว อันตรายไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอกครับ อย่างน้อยที่สุด ต่อให้ตอนนี้พวกเราถูกทำร้ายและติดเชื้อ พวกเราก็ยังมีวิธีรักษา แต่ถ้ายังกำจัดต้นตอของการติดเชื้อไม่ได้ วิกฤตที่นี่ก็ไม่มีทางคลี่คลายได้อย่างแท้จริงหรอกครับ"
หลังจากหลี่เซิงอวี่นำความคิดของหลัวเทียนวั่งไปแจ้งให้จ้าวหยวนชางทราบ จ้าวหยวนชางก็รีบติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในเหอเป่ยเหนือทันที เซียวเหวิน นายกเทศมนตรีตำบลชิงตงจึงเดินทางมาเพื่ออธิบายสถานการณ์ด้วยตัวเอง
"ชาวบ้านที่ป่วยคือหวังเค่อซิน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นตำบลของเรา เขาเป็นคนแรกที่ล้มป่วยครับ ตามข้อมูลที่ได้จากชาวบ้าน หมู่บ้านไป๋อวิ๋น หวังเค่อซินมักจะขึ้นไปล่าสัตว์บนยอดเขาไป๋อวิ๋นบ่อยๆ ก่อนช่วงปีใหม่ เขาเพิ่งลงจากเขามาไม่กี่วันก่อนปีใหม่นี่เอง ตอนนั้นชาวบ้านก็สังเกตเห็นความผิดปกติในตัวเขาแล้ว วันต่อมา หวังเค่อซินก็ไปกัดคนอื่น หลังจากกัดคน หวังเค่อซินก็ถูกขังไว้ในบ้านของตัวเอง แต่พอครอบครัวเอาข้าวไปส่ง หวังเค่อซินก็หายตัวไปแล้ว ทางตำบลจัดกำลังคนออกค้นหาไปทั่ว แต่ก็ไร้วี่แวว คาดว่าเขาอาจจะหนีเข้าป่าไปแล้วครับ" เซียวเหวินอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
"หลังจากนั้นไม่มีการค้นหาในป่าเลยหรือครับ" หลัวเทียนวั่งซัก
เซียวเหวินเหลือบมองหลัวเทียนวั่งแล้วตอบต่อ "ค้นหาครับ เราใช้สุนัขตำรวจดมกลิ่นตั้งกว่าสิบตัวจากหน่วยเคไนน์ของเมือง แต่ยอดเขาไป๋อวิ๋นมันกว้างใหญ่มาก ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอ ประกอบกับเวลาผ่านไปนานแล้ว หลังจากค้นหาติดต่อกันหลายวันหลายคืน ก็ยังไม่พบเบาะแสของหวังเค่อซินเลย จำเป็นต้องยุติปฏิบัติการค้นหาไปครับ"
ไม่กี่วันต่อมา ผู้ติดเชื้อทั้งหมดได้รับการรักษา และการแพร่ระบาดในตำบลชิงตงก็ยุติลงชั่วคราว เนื่องจากไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ มาตรการปิดเมืองชิงตงจึงผ่อนปรนลงมาก คาดว่าอีกไม่นานมาตรการนี้จะถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์
ทีมแพทย์จากจิงตู ยกเว้นทีมของหลี่เซิงอวี่ เดินทางกลับกันไปหมดแล้ว การอยู่ต่อของพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์อะไร รังแต่จะเพิ่มภาระให้กับการสนับสนุนในท้องถิ่นเสียเปล่าๆ หลังจากจ้าวหยวนชางรายงานเบื้องบนแล้ว เขาก็สั่งถอนกำลังคนที่เหลือกลับทั้งหมด
ส่วนทีมของหลี่เซิงอวี่นั้นเดินทางมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านไป๋อวิ๋นด้วยกัน ชาวบ้านไป๋อวิ๋นทุกคน ยกเว้นผู้ติดเชื้อที่ถูกกักตัวไว้ที่โรงพยาบาลประจำตำบล ได้รับคำสั่งห้ามออกจากหมู่บ้านเด็ดขาด บุคคลภายนอกก็ห้ามเข้าหมู่บ้านเช่นกัน จุดตรวจสำคัญๆ ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นมีเจ้าหน้าที่ประจำการเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านหลบหนี
หลัวเทียนวั่งเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นพร้อมกับเซียวเหวิน เจ้าหน้าที่ระดับตำบลอีกหลายคน และตำรวจติดอาวุธครบมืออีกหลายนาย
"นั่นไงครับหมู่บ้านไป๋อวิ๋น" เซียวเหวินชี้ไปยังหมู่บ้านที่อยู่ลิบๆ
หมู่บ้านไป๋อวิ๋นตั้งอยู่บริเวณตีนเขา มีบ้านเรือนปลูกสร้างกระจัดกระจายอยู่เบาบาง
หลัวเทียนวั่งมองดูแล้วรู้สึกว่าหมู่บ้านแห่งนี้ดูวังเวงแปลกๆ ดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวาสักเท่าไหร่
ตั้งแต่หวังเค่อซินเริ่มกัดคนก่อนช่วงปีใหม่ บรรยากาศก็ตึงเครียดถึงขีดสุด ตลอดทั้งเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติไม่มีอารมณ์เฉลิมฉลองใดๆ เลย
หวังเต้าฮวา เลขาธิการพรรคสาขาหมู่บ้านไป๋อวิ๋นรีบรุดมาหา ทันทีที่เห็นเซียวเหวิน เขาก็ปล่อยโฮออกมา "นายกเซียว ในที่สุดคุณก็มา! ผมนึกว่าหมู่บ้านไป๋อวิ๋นของเราถูกรัฐบาลทอดทิ้งเสียแล้ว!"
"เลขาธิการหวัง ใจเย็นๆ ก่อนครับ พรรคและรัฐบาลยังห่วงใยพวกคุณอยู่นะครับ แม้แต่จิงตูก็ยังให้ความสนใจหมู่บ้านไป๋อวิ๋นของเราเลยนะ เมื่อก่อนอาจจะไม่มีใครในจิงตูรู้จักหมู่บ้านเรา แต่ตอนนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในจิงตูรู้จักหมู่บ้านไป๋อวิ๋นของเรากันหมดแล้ว นี่คือผู้เชี่ยวชาญจากจิงตูครับ ผู้ติดเชื้อหลายคนในหมู่บ้านเราตอนนี้หายเป็นปกติแล้ว และจะกลับมาที่หมู่บ้านได้หลังจากดูอาการที่โรงพยาบาลระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องกังวลมากเกินไปหรอกครับ ต้องเชื่อมั่นในพรรคและรัฐบาลนะครับ" เซียวเหวินกล่าวอย่างหนักแน่น
"เลขาธิการหวัง ตอนนี้สถานการณ์ในหมู่บ้านเป็นยังไงบ้างครับ" หลัวเทียนวั่งเอ่ยถาม
หวังเต้าฮวาส่ายหน้า "ไม่ค่อยดีเลยครับ"
"เกิดอะไรขึ้นครับ มีผู้ต้องสงสัยรายใหม่เพิ่มมาอีกหรือเปล่าครับ" เซียวเหวินถามด้วยความร้อนใจ
หวังเต้าฮวาส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังหวาดผวา รอคอยความตายกันไปวันๆ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้ไม่ได้ติดเชื้อกันทั้งหมู่บ้าน ทุกคนก็คงไม่รอดอยู่ดี"
"เลขาธิการหวัง ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ ผู้เชี่ยวชาญค้นพบวิธีรักษาแล้ว โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ เดี๋ยวคุณเรียกประชุมชาวบ้านแล้วอธิบายสถานการณ์ให้ทุกคนฟังให้เข้าใจ จะได้สบายใจกันนะครับ" เซียวเหวินปลอบใจ
"จะไปมีประโยชน์อะไรล่ะครับ ถ้ายังหาตัวเค่อซินไม่เจอ หมู่บ้านไป๋อวิ๋นของเราก็ไม่มีวันสงบสุขหรอก! ถ้ารู้อย่างนี้ พวกเราน่าจะยิงหวังเค่อซินทิ้งไปเลยตั้งแต่แรก หมู่บ้านเราจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายแบบนี้ ขวัญกำลังใจของคนในหมู่บ้านตอนนี้แทบจะไม่เหลือแล้วครับ" หวังเต้าฮวาระบายความอัดอั้น
"เลขาธิการหวัง เบื้องบนส่งผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว ผู้ติดเชื้อทุกคนก็รักษาหายหมดแล้ว การแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าจะตายไป คุณจะมัวกังวลอะไรอยู่อีก ต่อให้หวังเค่อซินโผล่มา ก็แค่จับตัวเขาไว้ ถึงจะบาดเจ็บ กินยาแป๊บเดียวก็หายแล้ว จะไปกลัวอะไรกันครับ" เซียวเหวินพยายามพูดให้กำลังใจ
หลังจากพ่อแม่เดินทางกลับไปแล้ว เจ้าหมาดำน้อยและเจ้านกกระจอกน้อยไม่ได้ตามไปด้วย หลัวเทียนวั่งจึงพาพวกมันมาด้วย เจ้าหมาดำน้อยดูเผินๆ ก็เหมือนสุนัขพื้นเมืองทั่วไป ส่วนเจ้านกกระจอกน้อยยิ่งดูธรรมดาเข้าไปใหญ่ จึงไม่มีใครให้ความสนใจพวกมันนัก
เมื่อเข้ามาในหมู่บ้าน หวังเต้าฮวาก็นำทางทุกคนตรงไปยังบ้านของหวังเค่อซินทันที
"ตอนนั้นพวกเราขังเค่อซินไว้ในห้องนี้แหละครับ แต่พอครอบครัวของเค่อซินเอาข้าวมาส่ง เค่อซินก็หายตัวไปแล้ว" หวังเต้าฮวาเล่า
เมื่อเข้าไปในบ้าน หลัวเทียนวั่งมองดูห้องนั้นด้วยความแปลกใจ ประตูและหน้าต่างยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หากมีคนถูกขังอยู่ข้างในจริงๆ ก็คงไม่ได้พังประตูหรือหน้าต่างหนีออกไปอย่างแน่นอน
"มีใครปล่อยหวังเค่อซินไปหรือเปล่าครับ" หลัวเทียนวั่งตั้งข้อสังเกต
"น่าจะมีคนปล่อยไปนั่นแหละครับ แต่ยังหาตัวคนปล่อยไม่เจอ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขามีจุดประสงค์อะไรถึงได้ปล่อยหวังเค่อซินหนีไปแบบนี้" หวังเต้าฮวากล่าว
"แล้วครอบครัวของหวังเค่อซินมีใครบ้างครับ" หลัวเทียนวั่งถามต่อ
"เค่อซินเป็นชายโสด อายุสี่สิบกว่าแล้วครับ เป็นเพราะเขาขี้เกียจสันหลังยาว ไม่ยอมทำงานทำการให้เป็นหลักเป็นแหล่ง งานบ้านงานเรือนก็ไม่เอาไหน วันๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนอกลู่นอกทาง ใครจะอยากยกลูกสาวให้ล่ะ ใครจะอยากมาเป็นเมียคนแบบนี้ พ่อของเขาเพิ่งจะตกหน้าผาตายไปเมื่อปีที่แล้วตอนขึ้นเขาไปหาเก็บสมุนไพร ศพก็ยังหาไม่เจอเลย ส่วนแม่ก็สุขภาพไม่ค่อยดี อาศัยอยู่กับพี่ชายคนโต ถ้าขืนมาอยู่กับหวังเค่อซิน ป่านนี้คงอดตายไปนานแล้วล่ะครับ" หวังเต้าฮวาอธิบาย
"งั้นแม่ของเขาเป็นคนมาเปิดประตูให้หรือเปล่าครับ" เซียวเหวินถามขึ้น
"ไม่มีทางหรอกครับ แม่ของเค่อซินขาไม่ค่อยดี ตอนนี้แทบจะลุกจากเตียงไม่ได้อยู่แล้ว คงอยู่ได้อีกไม่กี่วันหรอก อย่าว่าแต่จะมาเปิดประตูให้เลย แค่เดินมาที่นี่ก็ลำบากเต็มทนแล้ว" หวังเต้าเหวินปฏิเสธ
"แล้วคุณคิดว่าใครน่าจะเป็นคนปล่อยตัวเขาไปมากที่สุดครับ" หลัวเทียนวั่งซักต่อ
"คนที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเซียวไท่กุ้ย เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวจากหมู่บ้านเซี่ยเหอนั่นแหละครับ เค่อซินชื่อเสียงในหมู่บ้านไม่ค่อยจะดีนัก ไม่มีใครอยากจะเสวนาด้วยหรอก แต่เขากลับสนิทชิดเชื้อกับเซียวไท่กุ้ยจากหมู่บ้านเซี่ยเหอ ก่อนช่วงปีใหม่ เห็นชาวบ้านบอกว่าเห็นเค่อซินกับเซียวไท่กุ้ยเข้าป่าไปด้วยกันด้วย" หวังเต้าฮวาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
"คุณพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเซียวไท่กุ้ยคนนี้บ้างไหมครับ" หลัวเทียนวั่งหันไปถามเซียวเหวิน
เซียวเหวินรับช่วงต่อ "ตอนนั้นทางตำรวจก็เรียกตัวเซียวไท่กุ้ยมาสอบปากคำแล้วล่ะครับ แต่ผลออกมาเป็นยังไงผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ที่แน่ๆ คือเซียวไท่กุ้ยก็หายตัวไปแล้วเหมือนกัน สันนิษฐานว่าเขาอาจจะเป็นคนปล่อยหวังเค่อซินแล้วก็พากันหนีเข้าป่าไปครับ"
"สองคนนี้เป็นหัวขโมยตัวยงที่ขึ้นชื่อลือชาในละแวกสิบลี้นี้เลยล่ะครับ ถ้าตำรวจทำงานเร็วกว่านี้ ป่านนี้พวกมันคงเข้าไปนอนในคุกแล้ว น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจจะจัดการพวกมัน ปล่อยปละละเลยจนเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมาจนได้" หวังเต้าฮวาบ่นอย่างไม่พอใจ
"พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับเลขาธิการหวัง สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือให้ความร่วมมือกับสหายจากจิงตูสืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง และที่สำคัญที่สุดคือต้องหาต้นตอของการแพร่ระบาดให้เจอ มิฉะนั้นพวกเราก็คงต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ แบบนี้อยู่ร่ำไป" เซียวเหวินรีบตัดบท
ขณะที่หลัวเทียนวั่งและคนอื่นๆ กำลังฟังหวังเต้าฮวาและเซียวเหวินอธิบายสถานการณ์ เจ้าหมาดำน้อยและเจ้านกกระจอกน้อยก็มุดเข้าไปในห้องที่เคยใช้คุมขังคน เจ้าหมาดำน้อยดมฟุดฟิดไปทั่วห้อง จู่ๆ มันก็เริ่มตะกุยดินใต้เตียงอย่างบ้าคลั่ง
ดินบริเวณนั้นดูร่วนซุยมาก เมื่อเจ้าหมาดำน้อยลงมือตะกุย ดินก็กระเด็นกระดอนไปทั่วทิศทาง
หลัวเทียนวั่งรู้สึกผิดสังเกต จึงเดินเข้าไปก้มดูใต้เตียง และพบว่าดินถูกเจ้าหมาดำน้อยตะกุยจนเผยให้เห็นแผ่นไม้ซ่อนอยู่ข้างใต้
"มาช่วยกันหน่อยครับ!" หลัวเทียนวั่งร้องเรียก
หยวนจื้อหมิงและหลิวป๋อถิงรีบวิ่งเข้ามาช่วยหลัวเทียนวั่งยกเตียงออก จากนั้นพวกเขาก็เปิดแผ่นไม้ออก เผยให้เห็นหลุมดำมืดอยู่ภายใน
หลัวเทียนวั่งรีบเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องลงไปในหลุม
หลุมนั้นลึกมาก แม้จะส่องไฟฉายลงไป ความมืดมิดก็ยังคงปกคลุมจนมองไม่เห็นก้นหลุม หลัวเทียนวั่งดึงไฟฉายกระบอกใหญ่ออกมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วสาดแสงลงไป ทว่าภายในกลับว่างเปล่า
"นี่มันอะไรกันเนี่ย" เซียวเหวินถามด้วยความตกตะลึง
"น่าจะเป็นหลุมหลบภัยน่ะครับ บางทีอาจจะไม่มีใครมาเปิดประตูให้เขาหรอก แต่หลังจากที่พวกคุณตรวจค้นห้องเสร็จแล้วไม่ได้ล็อกประตู ตอนนั้นหวังเค่อซินอาจจะซ่อนตัวอยู่ในหลุมนี้ พอทุกคนไปกันหมด เขาถึงได้คลานออกมา บางทีอาจจะไม่มีใครมาช่วยเขาเลยก็ได้" หลัวเทียนวั่งสันนิษฐาน