- หน้าแรก
- สัญญารักฉบับมาเฟีย ภรรยาตัวแสบของนายน้อยเหยียน
- บทที่ 55 - ที่ทำไป ก็เพื่อเงินทั้งนั้น
บทที่ 55 - ที่ทำไป ก็เพื่อเงินทั้งนั้น
บทที่ 55 - ที่ทำไป ก็เพื่อเงินทั้งนั้น
บทที่ 55 - ที่ทำไป ก็เพื่อเงินทั้งนั้น
จู๋จื่อโจวกว่าจะเค้นคำพูดที่ฟังดูดีรักษาหน้าตัวเองและไม่ล่วงเกินตระกูลเหยียนออกมาได้ ช่างยากลำบากเหลือเกิน
ไม่รู้ว่านายหญิงเหยียนฟังแล้วจะรู้สึกยังไง แต่จู๋เชี่ยนอิ่งที่ก้มหน้าอยู่ รู้สึกสะอิดสะเอียนจนขนลุกซู่ไปหมด
นายหญิงเหยียนหัวเราะหึๆ ออกมาสองเสียง ใครที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็ฟังออกว่าเธอกำลังเยาะเย้ยจู๋จื่อโจวอย่างโจ่งแจ้ง รวมไปถึงตัวจู๋จื่อโจวเองด้วย
"คุณจู๋ คำพูดสวยหรูพวกนั้นเราไม่ต้องพูดกันหรอก คุณมีความคิดเห็นอะไรก็พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า พวกเราไม่ใช่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก คำพูดอ้อมค้อมไม่ต้องพูดหรอก ฉันไม่ชอบฟัง!"
จู๋เชี่ยนอิ่งมักจะคิดว่าบางทีตัวเองก็เป็นคนหยิ่งยโสและน่าหมั่นไส้มาก แต่พอได้ฟังคำพูดของนายหญิงเหยียน เธอก็เพิ่งจะรู้ตัวว่า เมื่อเทียบกับวีรสตรีตรงหน้านี้ ความหยิ่งยโสของเธอมันก็เป็นแค่เรื่องขี้ผง เป็นแค่เด็กอมมือที่ยังไม่รู้ประสีประสาแล้วเอาแต่คุยโวโอ้อวดไปวันๆ เท่านั้นแหละ
เพราะความหยิ่งยโสของเธอบางครั้งมันก็เป็นแค่การสร้างภาพ แต่สำหรับนายหญิงเหยียน มันคือความหยิ่งยโสที่มีอำนาจและอิทธิพลที่แท้จริงหนุนหลังอยู่ต่างหาก
จู๋จื่อโจวที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน พอถูกจับได้ว่าพูดโกหกต่อหน้าคนอื่น ก็อดไม่ได้ที่จะเสียหน้า ชั่วขณะหนึ่งก็หาคำพูดที่เหมาะสมมาตอบโต้ไม่ได้ ทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ สองสามทีเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดและน่าอับอายของตัวเอง
"พูดมาเถอะค่ะ ฉันกับเหล่าเหยียนชอบอิ่งเอ๋อร์มากจริงๆ เพราะงั้น ไม่ว่าฉันจะตั้งแง่กับใคร ฉันก็ไม่มีวันทำแบบนั้นกับอิ่งเอ๋อร์เด็ดขาด"
พอเธอพูดแบบนี้ จู๋จื่อโจวก็ยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่
เดิมที เขามองลูกสาวคนนี้ที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจ เป็นเพียงเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ แต่ตอนนี้ เครื่องมือต่อรองนี้กลับเป็นที่โปรดปรานของอีกฝ่าย แถมอีกฝ่ายยังประกาศตัวเป็นแบ็กอัปให้อย่างเปิดเผย ส่วนตัวเขาเอง เมื่อกี้ก็เพิ่งโดนด่าไปฉาดใหญ่เพราะแสดงท่าทีไม่เห็นค่าเครื่องมือต่อรองชิ้นนี้
แล้วในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายบอกให้เขา 'พูดมาตรงๆ' แบบนี้ เขาควรจะพูดอะไรดีล่ะ?
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่จู๋จื่อโจวในวัยเฉียดหกสิบ รู้สึกเหมือนหมดหนทางสู้และไอคิวลดฮวบลงอย่างหนักเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น
จู๋จื่อโจวใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะพูดความจริง
ยังไงซะ ครอบครัวตระกูลเหยียนทั้งสามคนนี้ ล้วนแต่เป็นพวกเสือสิงห์กระทิงแรดที่เคี้ยวคนไม่คายกระดูกทั้งนั้น การที่เขาจะมานั่งเล่นแง่ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่อหน้าพวกเขา ก็คงไม่รอดพ้นสายตาไปได้หรอก
ในเมื่อเป็นอย่างนี้ สู้ทำตามที่นายหญิงเหยียนบอก พูดความจริงออกมาเลยดีกว่า
จู๋จื่อโจวตัดสินใจเด็ดขาด รวบรวมความกล้าแล้วสบตากับนายหญิงเหยียน "คุณนายเหยียนครับ เรื่องฤกษ์แต่งงานกับสถานที่จัดงาน พวกคุณจัดการได้ตามสบายเลย ผมไม่มีปัญหาจริงๆ ครับ"
จู๋จื่อโจวหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองนายน้อยเหยียน "ผมแค่อยากจะถามว่า... เรื่องเงินสินสอดกับโปรเจกต์ความร่วมมือที่นายน้อยเหยียนเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ยังถือเป็นข้อตกลงอยู่หรือเปล่าครับ?"
นายน้อยเหยียนเหยียดยิ้มมุมปาก เกือบจะหลุดขำออกมา แต่สุดท้ายก็ข่มกลั้นเอาไว้ได้ เขาเอื้อมมือไปโอบไหล่จู๋เชี่ยนอิ่ง ดึงร่างของจู๋เชี่ยนอิ่งที่ยังตั้งตัวไม่ทันให้เข้ามาแนบชิดในอ้อมอก
"คุณจู๋ ในเมื่ออิ่งเอ๋อร์เป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่ผมขนาดนี้ ถ้าผมบอกว่าไม่ตกลงแล้ว มันก็เท่ากับผมขัดใจพ่อแม่ตัวเองน่ะสิครับ? คนภายนอกอาจจะมองว่าผมเป็นคนไม่เอาไหน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมยืนยันได้คือ ผมเป็นลูกกตัญญู เพราะงั้น เงินสินสอดกับโปรเจกต์ความร่วมมือที่เคยคุยกันไว้ ยังคงเป็นไปตามเดิมทุกประการครับ!"
ไม่มีใครในห้องรู้สึกว่าคำพูดของนายน้อยเหยียนมีปัญหาอะไร เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่า การที่จู๋เชี่ยนอิ่งได้มาเกี่ยวพันกับนายน้อยเหยียนได้ ก็เพราะการตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ตั้งราคาไว้อย่างชัดเจน การจะบอกว่านายน้อยเหยียนกับจู๋เชี่ยนอิ่งมีความรักให้กัน มันฟังดูไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย
ดังนั้น พอได้ยินคำพูดนี้ของนายน้อยเหยียน แม้แต่จู๋เชี่ยนอิ่งเองก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย มีเพียงนายหญิงเหยียนเท่านั้นที่เงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ลูกชายตัวเองอย่างเอาเรื่อง
อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจ อยากจะให้จู๋เชี่ยนอิ่งได้ใช้เวลาคลุกคลีกับเขาให้มากขึ้น เพื่อปลูกฝังความผูกพันแล้วค่อยๆ คุยเรื่องแต่งงาน
ไอ้ลูกบ้าคนนี้ดันมาทำพังซะได้ คำพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ มันทำลายความฝันอันสวยงามของเด็กผู้หญิงทุกคนได้สบายๆ เลยนะ นับประสาอะไรกับคนหัวไวอย่างจู๋เชี่ยนอิ่ง?
นายหญิงเหยียนไม่รู้เลยว่า ลูกชายตัวดีของเธอ ได้ลงมือทำลายความรู้สึกดีๆ และความเชื่อใจเพียงเล็กน้อยที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาให้กับพวกเขาทั้งสองคนจนแหลกสลายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ในตอนนี้ จู๋เชี่ยนอิ่งจึงสามารถนั่งฟังพ่อแท้ๆ ที่ให้กำเนิดเธอ และผู้ชายที่เพิ่งจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วยเมื่อคืน เอาตัวเธอมาวางบนโต๊ะเจรจา ประเมินค่าเป็นสินค้าได้อย่างสงบนิ่งและเปิดเผย
นายน้อยเหยียนจ่ายสินสอดสองร้อยล้านบวกกับโปรเจกต์ความร่วมมือมูลค่ากว่าหมื่นล้านในอนาคต ส่วนจู๋จื่อโจวก็ยกยกลูกสาวที่ตัวเองไม่ได้สนใจไยดีให้กับนายน้อยเหยียน
แลกเปลี่ยนกันอย่างยุติธรรม ไม่ติดค้างกันและกัน!
นายหญิงเหยียนมองดูจู๋เชี่ยนอิ่งที่ถูกลูกชายโอบกอดไว้ แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงแหน่ว จู่ๆ ก็รู้สึกปวดใจและสงสารเด็กสาวคนนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ลึกๆ ในใจเกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาว่า ไอ้ลูกชายจอมโง่เง่าของเธอ ในอนาคตจะต้องชดใช้อย่างหนักให้กับความโง่เขลาของตัวเองในวันนี้แน่ๆ
เพียงแต่ ต่อให้เป็นคนที่มีสายตาเฉียบแหลมมองการณ์ไกลอย่างนายหญิงเหยียน ก็คงคาดไม่ถึงหรอกว่า ราคาที่ลูกชายจะต้องจ่ายในอนาคตนั้น มันจะหนักหนาสาหัสกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้มากนัก
แน่นอนว่า นั่นมันเป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้คนที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ไม่มีใครมีพลังหยั่งรู้อนาคตได้ และสิ่งที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนตรงหน้า ก็คืองานแต่งงานของหนุ่มสาวทั้งสองคน
ในเมื่อจู๋จื่อโจวกับนายน้อยเหยียนเปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว การเจรจาหลังจากนี้ก็เลยง่ายและตรงประเด็นมากขึ้นเยอะ
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที นายน้อยเหยียนก็ตกลงกับจู๋จื่อโจวเรียบร้อย กำหนดจัดงานแต่งงานในช่วงปลายปี ในวันคริสต์มาส
ส่วนเรื่องสินสอดสองร้อยล้านกับโปรเจกต์ความร่วมมือที่จู๋จื่อโจวเฝ้ารอคอย นายน้อยเหยียนก็พูดชัดเจนว่า ยื่นหมูแมว เขาจะมารับตัวจู๋เชี่ยนอิ่งในวันที่ 25 ธันวาคม และจะจ่ายเงินสดให้ครบในวันนั้นเลย
และในช่วงเวลาไม่ถึงสิบนาทีนั้น นายหญิงเหยียนและเหยียนป๋อก็ไม่ได้สอดแทรกอะไรขึ้นมาอีกเลย
เพราะนายหญิงเหยียนถูกลูกชายตัวเองยั่วโมโหจนไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว
ถึงจู๋จื่อโจวจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้างที่ต้องรออีกตั้งสองเดือนกว่าจะได้เงิน แต่นายน้อยเหยียนก็พูดมีเหตุผล ว่าคนที่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้าน จะให้จ่ายเงินก้อนโตขนาดนั้นไปก่อนได้ยังไง?
แต่ปัญหาเร่งด่วนของเขาตอนนี้ มีเพียงนายน้อยเหยียนเท่านั้นที่ช่วยแก้ได้ ขืนต้องรอไปจนถึงวันคริสต์มาส มีหวังโรงแรมหมิงเซวียนสาขาอื่นๆ ในเมือง L คงถูกลากไปพังพินาศด้วยกันหมดแน่
"นายน้อยเหยียน เอาแบบนี้ดีไหมครับ... เราหาฤกษ์จัดงานหมั้นกันก่อนไหม?"
จู๋จื่อโจวกำลังคิดหาทางออกอะไร นายน้อยเหยียนย่อมเข้าใจดี แต่ยังไม่ทันที่เขาจะปฏิเสธ จู๋เชี่ยนอิ่งก็ปฏิเสธข้อเสนอของจู๋จื่อโจวไปซะก่อนแล้ว
"พ่อคะ อีกแค่สองเดือนกว่าๆ เอง จะมาจัดงานหมั้นให้วุ่นวายทำไมอีกล่ะคะ? นายน้อยเหยียนเขางานยุ่งจะตาย จะเอาเวลาที่ไหนมาวุ่นวายเรื่องพวกนี้? อีกอย่าง หลังจากนี้ฉันก็มีเรื่องต้องทำอีกเยอะแยะ ไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระพวกนี้กับพ่อหรอกนะคะ"
การถูกนายน้อยเหยียนพูดจาเหน็บแนมอย่างไม่ไว้หน้า จู๋จื่อโจวพอรับได้
ก็แน่ล่ะ เขามีเรื่องต้องขอร้องคนอื่น ก็ต้องยอมก้มหัวแกล้งทำตัวเป็นหลานไป
แต่การที่ลูกสาวตัวเองมาพูดจาปีนเกลียวต่อหน้าคนนอกแบบนี้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ?
"แกจะมีเรื่องอะไรต้องทำนักหนาฮะ? ก็แค่วันๆ เอาแต่กินๆ เที่ยวๆ เล่นสนุกไปทั่วกับพวกลูกคุณหนูไม่ใช่หรือไง?"
ในสายตาของจู๋จื่อโจว ลูกสาวคนนี้แทบจะไม่มีตัวตนมาตลอด ดังนั้นในความทรงจำของเขา ลูกสาวคนนี้ก็เป็นแค่คนตกงานที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เรื่องที่เธอบอกว่ามีอะไรต้องทำ ก็คงหนีไม่พ้นการกินเที่ยวเล่นสนุกนั่นแหละ
จู๋เชี่ยนอิ่งกำลังจะอ้าปากเถียง มือที่โอบไหล่เธออยู่ก็กระชับแน่นขึ้น ใบหน้าของนายน้อยเหยียนโน้มเข้ามาใกล้ กระซิบถามข้างหูเธอด้วยเสียงแผ่วเบาว่า "พวกลูกคุณหนู? สิงป๋อลุนงั้นเหรอ?"
(จบแล้ว)