- หน้าแรก
- สัญญารักฉบับมาเฟีย ภรรยาตัวแสบของนายน้อยเหยียน
- บทที่ 37 - ถือว่านายยังมีประโยชน์อยู่บ้าง!
บทที่ 37 - ถือว่านายยังมีประโยชน์อยู่บ้าง!
บทที่ 37 - ถือว่านายยังมีประโยชน์อยู่บ้าง!
บทที่ 37 - ถือว่านายยังมีประโยชน์อยู่บ้าง!
สิ่งที่ได้เห็นได้ยินที่ตระกูลจู๋ในวันนั้น ทำให้เธอได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ
นอกจากจะเกลียดชังจู๋จื่อโจวและบรรดาคุณนายทั้งสามเข้ากระดูกดำแล้ว เธอก็ยิ่งรู้สึกปวดใจและสงสารจู๋เชี่ยนอิ่งว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้มากขึ้นไปอีก
เพราะความปวดใจและสงสาร เธอจึงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมแทน คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจึงเต็มไปด้วยความห้าวหาญ พูดจบเธอยังจงใจยื่นมือไปตบหลังมือของจู๋เชี่ยนอิ่งเบาๆ เพื่อเป็นการเรียกขวัญกำลังใจและแสดงให้เห็นว่ามีคนคอยหนุนหลังอยู่
เหยียนป๋อที่นั่งจิบชาเงียบๆ อยู่ข้างๆ มาตลอด ขมวดคิ้วแล้วดึงแขนเสื้อเธอเบาๆ "เฮ้อ นิสัยแบบนี้ของเธอเนี่ย แก้ไม่ได้เลยใช่ไหม?"
นายหญิงเหยียนขมวดคิ้วเรียว ถลึงตากลมโตใส่ "แก้? จะให้แก้อะไร? หรือจะยอมปล่อยให้อิ่งเอ๋อร์ถูกพวกนางยักษ์ขมูขีในตระกูลจู๋นั่นรุมรังแกงั้นเหรอ?"
เหยียนป๋อเกิดในตระกูลข้าราชการ การศึกษาที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กจึงเป็นแบบแผนและเข้มงวดมาก สำหรับวิธีการแก้ปัญหาที่เอะอะก็ใช้กำลังนั้น เดิมทีเขาก็รังเกียจอยู่แล้ว เพียงแต่ ผู้หญิงที่เขารัก ดันเป็นราชินีแห่งโลกมืดที่ถนัดใช้กำลังแก้ปัญหาเสียนี่
เวลาผ่านไปหลายปี ความรักที่เขามีต่อเธอไม่เคยลดน้อยลง มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น ทว่ากับวิธีการรับมือกับปัญหาบางอย่างของเธอ เขาก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยอยู่ดี
ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เธอเพิ่งพูดออกมา เขาก็ไม่อาจเห็นด้วย "แน่นอนว่าไม่ใช่อย่างนั้น แต่เธอก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงแก้ปัญหานะ"
นายหญิงเหยียนไม่ปฏิเสธว่านี่คือการใช้ความรุนแรงโต้ตอบ แต่เธอก็ยังยืนกรานว่านี่แหละคือวิธีจัดการกับพวกบรรดาคุณนายชอบสร้างเรื่องพวกนั้นได้ดีที่สุด
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? กับผู้หญิงพวกนั้น พูดด้วยเหตุผลแล้วมันฟังไหมล่ะ? ลงมือจัดการไปเลยได้ผลเร็วกว่าตั้งเยอะ"
ในฐานะคนกลาง จู๋เชี่ยนอิ่งเห็นผู้อาวุโสทั้งสองทุ่มเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงเพราะเรื่องบ้าๆ บอๆ ในบ้านของเธอ ก็รู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมาก รีบลุกขึ้นรินชาเพิ่มให้ทั้งคู่
"คุณลุงคุณป้าคะ ขอบคุณที่ห่วงใยนะคะ เรื่องในบ้าน ฉันจัดการเองได้ค่ะ"
นายน้อยเหยียนที่นั่งดูเรื่องสนุกอยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย "จริงด้วย แม่จะไปห่วงทำไม? ยัยเด็กนี่ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนยอมคนง่ายๆ เธอจะไปยอมให้ใครเขารังแกเอาดื้อๆ ได้ยังไง?"
นายน้อยเหยียนยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนที่ใครจะมาแหย่เล่นได้ง่ายๆ แต่ยัยเด็กนี่ ก่อนหน้านี้ตอนที่ปะทะคารมกัน เธอท้าทายขีดจำกัดของเขาตั้งหลายครั้ง แต่ก็มักจะหาเหตุผลมาทำให้เขาทำอะไรเธอไม่ได้อยู่เสมอ
เขาเชื่อว่าสายตาตัวเองไม่มีทางมองพลาด คนที่เจ้าเล่ห์แสนกลยิ่งกว่าจิ้งจอกแบบนี้ ต่อให้บรรดาคุณนายบ้านตระกูลจู๋จะร่วมมือกัน ก็ยังห่างชั้นกับเธออยู่หลายขุมนัก
"ลูกชาย แกพูดแบบนี้ได้ยังไง? ทำไมอิ่งเอ๋อร์ถึงไม่ใช่คนยอมคนล่ะ? หรือว่าต้องเป็นพวกที่โดนเอามีดจ่อคอหอยแล้วยังเสนอหน้ายื่นคอไปให้เขาปาด ถึงจะเรียกว่าคนยอมคน? แบบนั้นเขาเรียกว่าไอ้โง่ต่างหากล่ะ! โดนรังแกก็ต้องสู้สิ ขืนไม่สู้ อีกฝ่ายเห็นว่าเรารังแกง่าย ก็มีแต่จะได้ใจแล้วก็ทำตัวกำเริบเสิบสานมากขึ้นเท่านั้นแหละ"
นายหญิงเหยียนรู้สึกไม่พอใจลูกชายของตัวเองเป็นอย่างมาก!
"แน่นอน ฉันไม่ได้ไม่เชื่อว่าอิ่งเอ๋อร์จะเอาตัวรอดไม่ได้ แต่ที่เธอต้องทำตัวแข็งกร้าว ก็เพราะว่าถ้าเธอไม่ออกโรงปกป้องตัวเอง ก็ไม่มีใครหน้าไหนมาทวงความยุติธรรมให้เธอไงล่ะ แต่นี่มันคนละเรื่องกับการมีคนแกร่งๆ คอยเป็นแบ็กอัปสนับสนุนอยู่ข้างหลังเลยนะ ลองดูฉันเป็นตัวอย่างสิ มีใครกล้ารังแกฉันบ้างไหม? แต่ถึงฉันจะเป็นคนแบบนี้ พ่อแกก็ยังยืนหยัดอยู่เคียงข้างฉัน คอยสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ฉันมาตลอดหลายปีนี้ไม่เคยเปลี่ยน"
ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีใครมีสิทธิ์พูดได้ดีไปกว่านายหญิงเหยียนอีกแล้ว
จู๋เชี่ยนอิ่งมองดูครอบครัวตระกูลเหยียนเถียงกันไม่หยุดหย่อนเพราะปัญหาของตัวเองแล้ว ก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอลุกขึ้นเดินไปซ้อนด้านหลังนายหญิงเหยียน วางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ของเธอแล้วบีบนวดเบาๆ เพื่อหวังจะปลอบประโลม
"คุณป้าคะ สิ่งที่คุณป้าพูด นายน้อยเหยียนเขาเข้าใจค่ะ เขาไม่ได้จะไม่ปกป้องฉันหรอกค่ะ แต่เขารู้ว่าฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น สถานการณ์ตอนนี้ ยังไม่ถึงขั้นต้องรบกวนให้พวกคุณป้าออกโรงหรอกค่ะ"
นายหญิงเหยียนอารมณ์เย็นลงบ้างแล้ว เธอยกมือขึ้นตบหลังมือของจู๋เชี่ยนอิ่งเบาๆ แล้วหันไปค้อนใส่ลูกชายอีกวง "เห็นไหมล่ะ มีลูกสาวนี่แหละที่ทั้งรู้ใจและไม่ต้องให้ปวดหัว คลอดลูกชายออกมาก็รังแต่จะทำให้ตัวเองโมโหเปล่าๆ"
นายน้อยเหยียนเบิกตากว้างจ้องหน้าแม่กลับ "ถงเสี่ยวหวย ถ้าไม่มีลูกชายที่ไม่ได้เรื่องอย่างผม ยัยเด็กนี่ไม่มีทางได้ก้าวเข้ามาในตระกูลเหยียนแม้แต่ก้าวเดียวหรอก!"
ก่อนมา จู๋เชี่ยนอิ่งเคยคิดหาวิธีรับมือกับผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลเหยียนเอาไว้เหมือนกัน เพราะถึงยังไง เธอก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสองคนนี้เลยสักนิด
ไม่ว่าจะเรื่องความชอบหรือนิสัยใจคอ เธอไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
เธอรู้แค่ว่า ของขวัญที่เธอส่งมาให้ ผู้อาวุโสทั้งสองถูกใจมาก
และเหตุการณ์การไปเยือนตระกูลจู๋ในวันนั้น ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นทางอ้อมว่า ทั้งนายน้อยเหยียนและผู้อาวุโสทั้งสอง ต่างก็ให้ความสำคัญกับเธอมากกว่าตระกูลจู๋
ดังนั้น เรื่องอื่นเธออาจจะไม่แน่ใจ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจได้ก็คือ คนตระกูลเหยียนทั้งสามคนไม่เหมือนกับพ่อแท้ๆ ของเธอ พวกเขาไม่ได้มองว่าเธอเป็นแค่เครื่องมือในการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ แต่พวกเขาสนใจในตัวตนของเธอจริงๆ
ความรู้สึกที่ได้เป็นคนสำคัญของใครสักคน เป็นสิ่งที่เธอหวงแหนมาก เพราะเหตุนี้ เธอจึงไม่อยากให้นายหญิงเหยียนต้องมาทะเลาะกับนายน้อยเหยียนเพราะตัวเธอ
เพียงแต่ เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่า สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะตึงเครียดและพร้อมจะปะทะกันแบบนี้ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติของการอยู่ร่วมกันของแม่ลูกคู่นี้
ดังนั้น ตอนที่เธอคิดว่านายหญิงเหยียนกำลังจะถูกนายน้อยเหยียนยั่วโมโหจนกระอักเลือด เธอกลับได้ยินนายหญิงเหยียนที่อยู่ตรงหน้าหัวเราะ "พรืด" ออกมา
"จริงด้วยสิ ถือว่านายยังมีประโยชน์อยู่บ้าง!"
น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนเป็นเชิงหยอกล้อ ไม่หลงเหลือกลิ่นอายของดินปืนที่ฉุนกึกเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
นายน้อยเหยียนเองก็หดหนามแหลมคมกลับไปในพริบตา "แน่นอนสิ ผมเป็นลูกชายของแม่นะ!"
น้ำเสียงแฝงความภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย
ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาสำหรับจู๋เชี่ยนอิ่งเลยทีเดียว ที่แท้แม่ลูกก็สามารถอยู่ร่วมกันแบบนี้ได้ด้วย
เธอเคยคิดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ไม่เป็นเหมือน "พี่ใหญ่" ของเธอกับคุณนายใหญ่ ที่ทำตัวเหมือนเด็กไม่หย่านม เอะอะก็เรียกหาแต่แม่ กลัวคนอื่นจะไม่รู้หรือไงว่าตัวเองเป็นลูกชายคนโตหลานชายสายตรงที่เกิดจากภรรยาแต่งที่ถูกต้องตามกฎหมายของตระกูลจู๋
ก็เป็นเหมือน "พี่รอง" ของเธอกับคุณนายรอง ที่เอาแต่รังเกียจแม่แท้ๆ ของตัวเองที่เป็นถึงผู้ดูแลผับบาร์ หาว่าทำให้คุณชายรองตระกูลจู๋อย่างเขาต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง จนแทบจะมองหน้ากันไม่ติด
"เอาล่ะๆ สองแม่ลูกนี่ เลิกเล่นอะไรเลี่ยนๆ ได้แล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ!"
คำพูดของท่านผู้เฒ่าเหยียน ขัดจังหวะการสนทนาของทุกคน
จู๋เชี่ยนอิ่งหันไปมอง สาวใช้ในห้องนั่งเล่นกำลังเดินเข้าเดินออกวุ่นวายกับการยกอาหารไปจัดเตรียมที่ห้องอาหาร ส่วนลุงไห่ก็กำลังก้าวฉับๆ เดินมาทางนี้ ดูท่าทางแล้วคงจะได้เวลาอาหารค่ำจริงๆ
ทั้งสี่คนลุกขึ้นพร้อมกัน สองพ่อลูกตระกูลเหยียนเดินนำหน้า ส่วนจู๋เชี่ยนอิ่งควงแขนนายหญิงเหยียนเดินตามหลัง
"อิ่งเอ๋อร์ ปีนี้หนูเพิ่งยี่สิบเองเหรอ?"
นายหญิงเหยียนรู้อยู่แล้วล่ะว่าเธอเพิ่งอายุยี่สิบ แต่ทว่าจากการสัมผัสและได้รู้จักจู๋เชี่ยนอิ่งหลังจากเจอกัน ทำให้เธอเริ่มสงสัยขึ้นมา
"ใช่ค่ะ ฉันเกิดวันเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างพอดี"
นายหญิงเหยียนตบมือเธอเบาๆ พอนึกถึงว่าอายุแค่นี้ก็ต้องมาทนรับคำครหาและการรังแกจากพวกบรรดาคุณนายของตระกูลจู๋ เธอก็อดถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่ได้
"ถ้าตอนนั้นฉันกับลุงเขาแต่งงานกันเร็วกว่านี้ ป่านนี้หลานสาวคงโตเท่าหนูแล้วล่ะ"
จู๋เชี่ยนอิ่งเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมาก "คุณป้าคะ คุณป้าดูรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ฉันเลยนะคะ จะไปมีหลานสาวโตขนาดนี้ได้ยังไงกัน?"
ตราบใดที่เป็นผู้หญิง ไม่มีใครหรอกที่ไม่ชอบให้คนอื่นชมว่าตัวเองดูเด็กและสวย
แม้แต่ผู้หญิงอย่างนายหญิงเหยียนก็ไม่เว้น
"ฮ่าๆๆ อิ่งเอ๋อร์นี่ปากหวานจริงๆ ไม่เห็นเหมือนเจ้าเด็กเสี่ยวหานนั่นเลย วันๆ เอาแต่กางหนามทิ่มแทงฉันอยู่ได้"
นายน้อยเหยียนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าพอได้ยินแม่ตัวเองนินทา ก็หันขวับมาชี้นิ้วไปทางจู๋เชี่ยนอิ่ง "แม่ อย่าโดนท่าทางใสซื่อของยัยนี่หลอกเอานะ ปากยัยนี่น่ะ ร้ายจะตายไป!"
(จบแล้ว)