เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 - จะมีวันที่ลูกต้องร้องไห้

บทที่ 25 - จะมีวันที่ลูกต้องร้องไห้

บทที่ 25 - จะมีวันที่ลูกต้องร้องไห้


บทที่ 25 - จะมีวันที่ลูกต้องร้องไห้

วันนี้ นายน้อยเหยียนตื่นนอนตอนหกโมงเช้าตามปกติ เขาไปวิ่งจ๊อกกิ้งในสวนสองสามรอบ กลับมาอาบน้ำชำระร่างกายจนสดชื่น แล้วจึงลงมาทานอาหารเช้าชั้นล่าง

แต่เขากลับเห็นนายหญิงเหยียน ซึ่งไม่ได้ตื่นก่อนเจ็ดโมงเช้ามานานมากแล้ว อยู่ในห้องอาหาร "แม่ครับ นาฬิกาในห้องแม่เสียหรือเปล่าครับ?"

นายน้อยเหยียนพูดพลางเหลือบมองท้องฟ้าด้านนอกโดยสัญชาตญาณ ทางทิศตะวันออก พระอาทิตย์ยามเช้าเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า ซึ่งนั่นก็หมายความว่า นาฬิกาของเขาไม่ได้เสีย

"ลูกจ๋า อิ่งเอ๋อร์ไปได้ครึ่งเดือนแล้วใช่ไหม?" นายหญิงเหยียนทำราวกับไม่ได้ยินคำถามของเขา เธอถามกลับพลางตักผักดองกับต้นหอมโรยหน้าโจ๊กของตัวเอง

"แม่ครับ ผมเริ่มสงสัยจริงๆ นะ ว่าจริงๆ แล้วจู๋เชี่ยนอิ่งเป็นคนที่แม่แอบหมายตาไว้ แล้วก็แอบส่งเธอเข้ามาประกวดคัดเลือกหรือเปล่า"

แม่ของเขาไม่เคยแม้แต่จะเจอหน้าจู๋เชี่ยนอิ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขากลับต้องได้ยินชื่อเล่น "อิ่งเอ๋อร์" จากปากของเธออย่างน้อยก็วันละหลายครั้ง หรือบางวันก็หลายสิบครั้ง จนช่วงนี้แค่ได้ยินคำว่า "อิ่งเอ๋อร์" หนังตาเขาก็กระตุกยิกๆ ไม่หยุดแล้ว

"ลูกจ๋า นี่ลูกกำลังชมแม่ หรือกำลังดูถูกสติปัญญาของตัวเองอยู่กันแน่ฮะ?"

นายหญิงเหยียนปรายตามองเขาเรียบๆ แล้วตักโจ๊กคำโตเข้าปาก

แน่นอนว่านายน้อยเหยียนรู้ดีว่า ถึงแม้แม่จะอยากอุ้มหลานมากแค่ไหน แต่ก็คงไม่ถึงขั้นใช้วิธีสกปรกยัดเยียดคนมาให้เขาแบบนี้หรอก

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้แม่ของเขาใช้วิธีสกปรกแบบนั้นจริงๆ เขาก็ไม่มีทางยอมให้เธอสมหวังหรอก

เพราะฉะนั้น คำพูดเมื่อกี้ก็แค่คำพูดประชดประชันเท่านั้นแหละ

"ลูกจ๋า ถึงแม่จะยังไม่เคยเจออิ่งเอ๋อร์ตัวจริง แต่สัญชาตญาณของแม่บอกว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ดีและหาได้ยากมากเลยนะ"

นายหญิงเหยียนเป็นนายหญิงของตระกูลถงมาหลายสิบปี พบปะผู้คนและผ่านเรื่องราวมานับไม่ถ้วน

ทักษะการมองคนให้ออกทะลุปรุโปร่งผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั้น เธอฝึกฝนมาจนชำนาญขั้นเทพแล้ว

"แม่ครับ อย่าหาว่าผมไม่เตือนนะ แม่บอกให้ลุงไห่เตรียมยาอมใต้ลิ้นฉุกเฉินไว้ให้แม่กับพ่อด้วยก็ดีนะ"

นายน้อยเหยียนไม่อยากทำลายความคาดหวังอันสวยงามของแม่เลย แต่มีคำกล่าวไว้ว่าอะไรนะ?

ยิ่งหวังมาก ก็ยิ่งผิดหวังมาก ไม่ใช่หรือ?

ผู้หญิงที่ชื่อจู๋เชี่ยนอิ่งคนนั้น ตกลงแล้วเธอมีกี่หน้ากันแน่ จนถึงตอนนี้นายน้อยเหยียนก็ยังไม่แน่ใจนัก

เขารู้เพียงแค่ว่า เธอเคยพูดอย่างไม่อายปากว่า เขาต้องการตัวเธอ ส่วนเธอต้องการเงินของเขา

ผู้หญิงที่เข้าหาเขาเพราะเรื่องเงิน เขาเกรงว่า สุดท้ายแล้วจะทำให้แม่ต้องผิดหวัง

"ลูกจ๋า ลูกพูดถึงอิ่งเอ๋อร์ซะแย่ขนาดนี้ แล้วลูกยังจะยอมแต่งงานกับเธออีกเหรอ?" นายหญิงเหยียนมองเขาด้วยความสนใจ

นายน้อยเหยียนยักไหล่ "แบบนี้แหละถึงจะสนุก ไม่ใช่หรือไงครับ?"

ก็เพราะความไม่แน่นอนเหล่านี้แหละ ที่ทำให้ชีวิตอันแสนน่าเบื่อของเขาในช่วงนี้ มีสีสันขึ้นมาบ้าง

ผู้หญิงแบบนี้ ทำไมเขาจะไม่แต่งล่ะ?

"ลูกจ๋า แม่เคยเตือนลูกตั้งนานแล้วนะ ว่าคนที่เล่นกับไฟ สุดท้ายจะโดนไฟเผาตัวเอง! ลืมไปแล้วเหรอ?" นายหญิงเหยียนเตือนลูกชายด้วยความหวังดี

พูดก็พูดเถอะ ถึงแม้จนถึงตอนนี้เธอจะยังไม่เคยเจอตัวจริง แต่เธอก็ชอบเด็กสาวที่ชื่อจู๋เชี่ยนอิ่งคนนี้เข้าจริงๆ เสียแล้ว

แต่ดูท่าทีของลูกชายตอนนี้สิ มองมุมไหนก็เหมือนพวกเพลย์บอยไม่เอาไหนชัดๆ

น่าตีจริงๆ!

"แม่ครับ วางใจเถอะ ลูกชายแม่คนนี้มีภูมิคุ้มกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ยาพิษอะไรก็ทำอันตรายไม่ได้หรอก!"

ระหว่างที่คุยกัน นายน้อยเหยียนก็ทานอาหารเช้าเสร็จพอดี เขาเช็ดปากแล้วลุกขึ้นอย่างสง่างาม

ตอนที่กำลังผูกเนกไทอยู่ข้างนอก เสียงอันทรงพลังของแม่ก็ดังทะลุกระจกออกมา

"เถียงคำไม่ตกฟากไปเถอะ จะมีวันที่ลูกต้องร้องไห้"

นายน้อยเหยียนทำเสียง "ชิ" ในลำคอ นิ้วเรียวยาวรูดปมเนกไทขึ้นไปถึงคอเสื้ออย่างคล่องแคล่ว เขามองชายหนุ่มรูปหล่อเหลาไร้ที่ติในกระจก มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รับกระเป๋าคอมพิวเตอร์จากลุงไห่ แล้วตะโกนบอกเข้าไปในห้องอาหาร "แม่ครับ ผมไปทำงานแล้วนะ"

"ไปเถอะๆ ถ้าวันนี้อิ่งเอ๋อร์กลับมา ก็อย่าลืมพาเธอมาด้วยล่ะ เมื่อหลายวันก่อนแม่ให้ลุงไห่เตรียมวัตถุดิบทำอาหารไว้เพียบเลย..."

แม่ยังคงตะโกนสั่งเสียอะไรต่อมิอะไรเสียงดังลั่น แต่นายน้อยเหยียนฟังไม่จบหรอก เพราะเปลี่ยนรองเท้าเสร็จเขาก็พุ่งตัวออกไปทันที

พอประตูปิดลง นายน้อยเหยียนก็เผลอพ่นลมหายใจออกมายาวๆ

ถ้าเทียบกับจู๋เชี่ยนอิ่งแล้ว แม่ของเขาต่างหากที่รับมือยากกว่าตั้งเยอะ!

เช้านี้เขาไม่ได้เข้าบริษัทเครือเหยียนหวง เพราะมีธุระทางฝั่งตระกูลถงที่ต้องไปจัดการ

แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร แค่จำเป็นต้องให้เขาไปออกหน้าจัดการด้วยตัวเองเท่านั้นแหละ

วันนี้คนที่ขับรถให้เขา ไม่ใช่คนขับรถประจำ แต่เป็นฉินซิว ผู้ช่วยพิเศษสารพัดประโยชน์ของเขานั่นเอง

"นายน้อยครับ วันนี้ เป็นวันสุดท้ายแล้วใช่ไหมครับ?"

นายน้อยเหยียนเพิ่งจะโดนแม่บ่นกรอกหูมาตลอดช่วงเช้าที่บ้าน ไม่คิดเลยว่าพอมาถึงอาณาเขตของตัวเอง อยู่กับลูกน้องแท้ๆ กลับต้องมาทนฟังเรื่องของยัยผู้หญิงจู๋เชี่ยนอิ่งนั่นอีก

"หุบปาก! รำคาญ!"

คำตวาดสั้นๆ แต่เด็ดขาดของนายน้อยเหยียน ปิดปากฉินซิวได้สนิททันที

ธุรกิจหลักของตระกูลถงในเมือง L ส่วนใหญ่จะเป็นพวกบาร์และร้านคาราโอเกะ

และคนที่นายน้อยเหยียนต้องไปพบในวันนี้ ก็คือผู้บริหารระดับสูงของเครือร้านคาราโอเกะระดับประเทศ ที่เพิ่งจะเข้ามาบุกตลาดในเมือง L ด้วยความมั่นหน้ามั่นโหนกเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อปีที่แล้ว ผู้บริหารคนนี้ได้เปิดร้านคาราโอเกะที่ใหญ่ที่สุดในเมือง L ในวันตัดริบบิ้นเปิดร้าน เขาถึงกับกล้าลั่นวาจาต่อหน้านักข่าวว่า ภายในสามปี ร้านคาราโอเกะในเมือง L จะต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อแบรนด์ของเขาให้หมด

นายน้อยเหยียนแค่แสยะยิ้มเยาะเย้ยให้กับคำท้าทายนี้ แต่เขาไม่ตอบโต้อะไรกลับไปเลยสักคำ เขาเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบพูด แต่เน้นลงมือทำต่างหาก

ผลก็คือ หนึ่งปีให้หลัง ผู้บริหารแซ่โจวคนนั้น ต้องมาอ้อนวอนขอเข้าพบเขาแทบจะกราบกราน โดยอ้างว่าอยากจะมาหารือแนวทางความร่วมมือเพื่อความกลมเกลียว

ตอนแรกนายน้อยเหยียนไม่คิดจะสนใจเขาเลย แต่พอลองคิดดูอีกที ไปคุยด้วยหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา ช่วงนี้เขากำลังรำคาญใจที่ถูกแม่ปั่นหัวอยู่พอดี กำลังหาที่ระบายความหงุดหงิดอยู่เชียว

มีตัวตลกเพิ่มมาให้เล่นแก้เครียดอีกสักคน ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรนี่ ใช่ไหมล่ะ?

"นายน้อยครับ เดี๋ยวให้ผมขึ้นไปเป็นเพื่อนไหมครับ?"

ฉินซิวที่นั่งเงียบมาตลอดทางเพราะโดนตวาดไปเมื่อกี้ พอใกล้จะถึงร้านน้ำชาที่นัดไว้ ก็เอ่ยถามนายน้อยเหยียนที่กำลังยุ่งอยู่เบาะหลัง

"ไม่ต้อง นายรออยู่ในรถแหละ อ้อ แล้วก็ช่วยจัดการสรุปข้อมูลสำหรับงานประมูลสัปดาห์หน้าให้เรียบร้อยด้วยล่ะ"

เมื่อได้รับคำสั่ง ฉินซิวก็จอดรถอย่างว่าง่าย มองตามบอดี้การ์ดส่วนตัวที่เดินตามนายน้อยเหยียนเข้าไปในร้านน้ำชาจนลับตา จากนั้นจึงกางแล็ปท็อปออก เริ่มต้นสะสางงานที่ได้รับมอบหมาย

โทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่ฉินซิวกำลังปวดหัวกับตัวเลขชุดหนึ่ง เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายโดยไม่ได้มองหน้าจอเลยด้วยซ้ำ "สวัสดีครับ ผมฉินซิวครับ"

"คุณฉิน สวัสดีค่ะ ฉันเอง จู๋เชี่ยนอิ่ง!"

มืออีกข้างของฉินซิวที่ตอนแรกกำลังรัวแป้นพิมพ์อยู่ ความสนใจทั้งหมดจดจ่ออยู่ที่เอกสารประมูล พอได้ยินชื่อจู๋เชี่ยนอิ่ง สมาธิของเขาก็หลุดจากเอกสารทันที

"คุณจู๋ สวัสดีครับ!" น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด

แน่ล่ะสิ ทำไมเขาจะไม่ดีใจล่ะ ก็ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาซึ่งเป็นคนกลาง ต้องรับศึกหนักทั้งจากนายหญิงเหยียนที่คอยโทรมาคาดคั้น และนายน้อยเหยียนที่หงุดหงิดพาลใส่

ในที่สุด ต้นเหตุของเรื่องก็โผล่หัวมาสักที วันเวลาอันแสนยากลำบากของเขากำลังจะจบลงแล้ว

หลังจากวางสายจากจู๋เชี่ยนอิ่งได้ไม่นาน นายน้อยเหยียนก็เดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน และคนที่เดินตามออกมาด้วย ก็คือประธานโจวที่มีสีหน้าบึ้งตึง

ภาพแบบนี้ ฉินซิวคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นตอนที่ก้าวลงจากรถ สีหน้าของเขาก็ราบเรียบเป็นปกติ เขาเพียงแค่พยักหน้าให้ประธานโจว "สวัสดีครับ ประธานโจว!"

อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา สะบัดหน้าเดินหนีไปก้าวยาวๆ ทิ้งทั้งสองคนไว้เบื้องหลัง

ฉินซิวเปิดประตูรถด้านหลังให้นายน้อยเหยียน หลังจากนายน้อยเหยียนขึ้นไปนั่งเรียบร้อย เขาก็จับประตูรถไว้ โน้มตัวเข้าไปกระซิบกับนายน้อยเหยียนที่ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า "นายน้อยครับ เมื่อกี้คุณจู๋โทรมาครับ"

แล้วเขาก็ได้เห็นกับตา ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้านาย หุบฉับลงทันที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 25 - จะมีวันที่ลูกต้องร้องไห้

คัดลอกลิงก์แล้ว