- หน้าแรก
- รวยไม่ไหวแล้วโว้ยยยยย
- บทที่ 12 กอดกันแล้ว แต่นายกลับหลับไปงั้นเหรอ?
บทที่ 12 กอดกันแล้ว แต่นายกลับหลับไปงั้นเหรอ?
บทที่ 12 กอดกันแล้ว แต่นายกลับหลับไปงั้นเหรอ?
บทที่ 12 กอดกันแล้ว แต่นายกลับหลับไปงั้นเหรอ?
หวังจื้อเฉียงอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบๆ มองตามแผ่นหลังของเกาหยางและตู้มู่เฉิงที่กำลังจะเข้าประตูอาคารไป ก่อนจะหันมามองสีหน้าของโจวจื่อโหรวที่แสดงออกชัดเจนว่า “นายหมดหวังแล้วล่ะ” ในที่สุดเขาก็ร้อง “อ้อ—” ออกมาคำหนึ่ง ลากเสียงยาว บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มกว้างเหมือนเพิ่งตาสว่าง “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว! งั้นฉันไปไม่ได้จริงๆ... ฮี่ๆ”
เขาเกาหัวแกรกๆ แล้วนั่งลงตามเดิม แต่สายตายังคงลอบมองไปที่ประตูอาคาร ปากก็พึมพำจิ๊จ๊ะ “ไม่เลวเลยนะหยางจื่อ เมาได้ถูกจังหวะจริงๆ”
โจวจื่อโหรวขี้เกียจจะใส่ใจเขา เธอทอดสายตามองตามร่างของทั้งสองที่หายลับเข้าไปในประตู มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยด้วยสายตาเอ็นดูราวกับป้าข้างบ้านที่กำลังลุ้นความสัมพันธ์ของหลานๆ
จากลานกว้างสู่ตัวอาคารพักอาศัย และยาวไปจนถึงทางเดินชั้นสองที่ห้องพักตั้งอยู่ ระยะทางเพียงไม่กี่สิบเมตรนี้สำหรับตู้มู่เฉิงแล้วกลับรู้สึกว่ามันยาวนานเป็นพิเศษ
เกาหยางทิ้งน้ำหนักตัวเกือบครึ่งหนึ่งลงบนร่างของเธอ ฝีเท้าของเขาสะเปะสะปะ เดินเซไปมาจนคุมทิศทางลำบาก
เธอไม่เพียงแต่ต้องพยุงเขาไว้สุดแรง แต่ยังต้องคอยระวังขั้นบันไดและหลีกเลี่ยงการชนเข้ากับผนังหรือประตูห้องอื่นตามทาง
เดินไปได้เพียงไม่นาน บนหน้าผากนวลก็เริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมา ลมหายใจเริ่มหอบถี่ เสื้อยืดที่แผ่นหลังเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อเล็กน้อย
เกาหยางรู้สึกได้ถึงความลำบากของเธอ เขาพยายามจะทรงตัวด้วยตัวเองให้มากขึ้น แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์กลับทำให้สมองส่วนควบคุมการทรงตัวเป็นอัมพาต ทุกครั้งที่เขาพยายามปรับท่าทาง มันกลับยิ่งทำให้ทั้งคู่เสียหลักจนตู้มู่เฉิงต้องรีบคว้าตัวเขาไว้แน่นกว่าเดิม
“นายอย่าขยับสิ!” ตู้มู่เฉิงเอ่ยเตือนด้วยเสียงหอบเหนื่อย น้ำเสียงสั่นพร่าเพราะต้องใช้กำลังอย่างหนัก
เกาหยางจึงทำได้เพียงปล่อยตัวตามสบาย ทำตัวเป็น “ภาระชิ้นใหญ่” ปล่อยให้เธอพยุงไปตามทาง
กลิ่นแชมพูหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของเธอโชยมาเตะจมูกเขาเป็นระยะ
ในที่สุดก็มาถึงหน้าห้อง ตู้มู่เฉิงพยายามใช้มือข้างที่ว่างบิดลูกบิดประตูอย่างทุลักทุเล ก่อนจะกึ่งประคองกึ่งลากเกาหยางเข้าไปในห้องได้สำเร็จ
ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ส่องเข้ามาไกลๆ และแสงจันทร์รำไรที่ทอดผ่านหน้าต่าง พอให้มองเห็นโครงร่างเฟอร์นิเจอร์เลือนลาง หวังจื้อเฉียงยังไม่กลับมา เตียงทั้งสองจึงยังคงว่างเปล่า
“ถึงแล้ว นายนั่งลงก่อน...” เธอยังพูดไม่ทันจบ เกาหยางที่กำลังโซเซก็ถูกแรงดึงนำพาไปทางเตียงจนเสียการทรงตัว ร่างหนาล้มตึงลงบนเตียงเสียงดังตุ้บจนสปริงเตียงส่งเสียงประท้วงเอี๊ยดอ๊าด
ส่วนตู้มู่เฉิงที่ยังคล้องแขนพยุงเขาไว้ถูกแรงฉุดกระชากอย่างกะทันหันจนเสียหลัก เธออุทานออกมาด้วยความตกใจก่อนจะล้มคว่ำลงไปข้างหน้าตามแรงดึง
ในวินาทีนั้นเอง ด้วยสัญชาตญาณที่ยังหลงเหลืออยู่ภายใต้ความมึนเมา มือของเกาหยางที่พาดอยู่บนไหล่ของตู้มู่เฉิงไม่ได้ปล่อยออก แต่กลับรั้งตัวเธอเข้าหาตามทิศทางที่เธอล้มลงมา
ตู้มู่เฉิงรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง กว่าจะรู้ตัวร่างของเธอก็ล้มลงบนเตียงนุ่มได้จังหวะพอดิบพอดี โดยมีใบหน้าซบลงบนหน้าอกแกร่งของเกาหยาง
จากนั้น แขนอีกข้างของเกาหยางก็วาดมาโอบรอบเอวและแผ่นหลังของเธอไว้แน่น
“ว้าย!” ตู้มู่เฉิงอุทานสั้นๆ ด้วยความตกใจ เธอพยายามดิ้นรนตามสัญชาตญาณ
แต่ทว่าแขนของเกาหยางที่ดูเหมือนจะโอบไว้อย่างหลวมๆ กลับกลายเป็นพันธนาการที่แข็งแกร่ง ล็อกตัวเธอไว้ในอ้อมกอดอย่างสมบูรณ์
ใบหน้าของเธอแนบชิดกับอกอุ่นผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตบางๆ เธอสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงของเกาหยางได้อย่างชัดเจน
“ตึกตัก... ตึกตัก...”
ลมหายใจที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์ร้อนผ่าวรดลงบนเรือนผมและหน้าผากของเธอ
ร่างของตู้มู่เฉิงแข็งทื่อไปชั่วขณะ
เวลาในห้องเหมือนจะถูกหยุดไว้เพียงแค่นั้น
ความมืดปกคลุมรอบกาย มีเพียงแสงรำไรที่วาดโครงหน้าคมสันและแนวกรามของเกาหยาง รวมถึงกระดูกไหปลาร้าที่โผล่พ้นคอเสื้อเชิ้ตซึ่งหลุดลุ่ยเล็กน้อย
ใบหน้าของตู้มู่เฉิงเห่อแดงขึ้นมาทันที ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านตั้งแต่ใบหู ลำคอ ไปจนถึงทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
เลือดในกายสูบฉีดขึ้นสู่สมองจนหูอื้ออึง ความคิดกระเจิดกระเจิงจนสมองขาวโพลน
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยใกล้ชิดกับเขามาก่อน อย่างเหตุการณ์จูบกะทันหันบนรถไฟเมื่อตอนกลางวันนั่น...
แต่นั่นมันเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียว
ทว่าตอนนี้ เธอถูกเขากอดไว้แน่นในอ้อมแขน...
ตู้มู่เฉิงรู้สึกได้ถึงแรงขยับขึ้นลงของแผ่นอกตามจังหวะหายใจของเขา กลิ่นอายความเป็นชายผสมกับกลิ่นเหล้าจางๆ ยิ่งเน้นย้ำถึงระยะห่างที่ใกล้จนแทบไม่มีอากาศคั่นกลาง
สัมผัสที่รุกล้ำนี้ทำให้เธอมึนงงทำอะไรไม่ถูก ร่างกายอ่อนระทวยจนแม้แต่แรงจะดิ้นรนก็ดูเหมือนจะจางหายไป
ขณะที่สมองของตู้มู่เฉิงกำลังช็อต หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา เธอก็สังเกตเห็นว่าแรงที่โอบรัดรอบตัวเธอเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ตามมาด้วยเสียงผ่อนลมหายใจยาวๆ อย่างสม่ำเสมอจากเหนือศีรษะ
ตู้มู่เฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอย่างระมัดระวัง
เกาหยางหลับไปแล้ว...
หลังจากดึงเธอมากอดไว้ในอ้อมอก เขากลับหลับไปดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ?
ตู้มู่เฉิงนิ่งค้างไปหลายวินาที กว่าจะยอมรับความจริงที่น่าเหลือเชื่อนี้ได้
ในใจของเธอตอนนี้บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกอย่างไร
ดูเหมือนจะโล่งอกที่สถานการณ์ไม่บานปลายไปมากกว่านี้
แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ที่อธิบายไม่ได้จู่โจมเข้ามาในหัวใจ?
นายคนร้ายกาจนี่!
ดึงฉันลงมาบนเตียง กอดไว้แน่นขนาดนี้ แล้วก็นอนหลับไปเฉยๆ เลยเนี่ยนะ?!
เขาตั้งใจแกล้งหรือว่าคอพับไปจริงๆ กันแน่?
ความคิดสับสนวุ่นวายตีกันยุ่งอยู่ในหัว
ตู้มู่เฉิงเบิกตากว้าง มองใบหน้าที่ดูสงบราบเรียบเป็นพิเศษของเกาหยางท่ามกลางแสงสลัว พลางขบเม้มริมฝีปากตัวเองเบาๆ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆ แทรกตัวออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างเบามือ แล้วลุกขึ้นยืนจัดแจงเสื้อผ้า
พอมองดูเกาหยางที่นอนหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องรู้ราว ตู้มู่เฉิงก็อดไม่ได้ที่จะชกอากาศระบายอารมณ์ใส่เขาหลายครั้ง เธอทำท่าทางขู่ฟ่อแต่กลับขบเคี้ยวเคี้ยวฟันกรอด ราวกับว่าเบื้องหน้าคือเจ้าคนตัวดีคนนั้น
“เกาหยางตาบ้า!”
“เกาหยางไอ้คนใจร้าย!”
“เกาหยางไอ้คนฉวยโอกาส!”
เธอเค้นเสียงด่าเบาๆ อย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทุกคำพูดเหมือนถูกบดขยี้ออกมาจากไรฟัน
ด่าไปได้ไม่กี่คำดูเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ เธอยกขาขึ้นทำท่าเตะลมไปอีกที ประหนึ่งว่าอากาศตรงหน้าคือตัวแทนของเกาหยางที่เธออยากจะระบายอารมณ์ใส่ให้เต็มที่
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
ตู้มู่เฉิงมองร่างที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้งจนอารมณ์เริ่มสงบลง เธอเดินไปที่ประตู วางมือบนลูกบิด แต่ก็ยังไม่วายหันกลับไปมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย
เธอมองนิ่งอยู่สองวินาที แล้วรีบสะบัดหน้ากลับ บิดลูกบิดประตูแล้วแทรกตัวออกไป ปิดประตูตามหลังอย่างเงียบเชียบที่สุด
ทางเดินกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง
ตู้มู่เฉิงพิงหลังกับประตูห้องที่ปิดสนิท เธอยกมือขึ้นลูบแก้มที่ยังคงร้อนผ่าว พลางกดมือลงบนหน้าอกที่หัวใจยังคงเต้นระรัวไม่หยุด ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
วันรุ่งขึ้น เวลาเจ็ดโมงเช้า
เกาหยางลืมตาตื่นขึ้น สิ่งแรกที่สัมผัสได้คืออาการปวดศีรษะตุบๆ จากการเมาค้าง และลำคอที่แห้งผากราวกับทะเลทราย
เขานอนแผ่อยู่บนเตียง พักสายตาอยู่ครู่ใหญ่เพื่อตั้งสติ
เมื่อคืนเขาดื่มกับเหล่าหวง เดิมทีแค่ตั้งใจจะปรับทุกข์คุยกันเล่นๆ แต่ไม่รู้ทำไมเบียร์แค่ไม่กี่กระป๋องกลับทำให้เขามึนหัวจนภาพตัดไปได้ขนาดนั้น
แล้วหลังจากนั้น...
เหมือนว่าตู้มู่เฉิงจะเดินเข้ามา?
เกาหยางใช้แขนยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางนวดขมับ ในสมองเริ่มปรากฏภาพความทรงจำที่แตกเป็นเสี่ยงๆ: ใบหน้าที่บึ้งตึงของตู้มู่เฉิง สัมผัสจากไหล่บอบบางที่พยุงเขาไว้ เสียงพึมพำบ่นอย่างรำคาญใจของเธอ และความรู้สึกโอนเอนขณะที่เธอแบกเขาเดินฝ่าความมืดตามทางเดิน
เขาจำไม่ได้ว่ากลับมานอนบนเตียงท่าไหน ความทรงจำช่วงนั้นเลือนลางเหลือเกิน
แต่ที่แน่ๆ คือ ตู้มู่เฉิงเป็นคนพยุงเขากลับมาส่งถึงห้องจริงๆ
[จบตอน]