เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 วาสนาของอวิ๋นเซียว! ความแปลกแยกของอวี้ติ่ง!

บทที่ 22 วาสนาของอวิ๋นเซียว! ความแปลกแยกของอวี้ติ่ง!

บทที่ 22 วาสนาของอวิ๋นเซียว! ความแปลกแยกของอวี้ติ่ง!


“พวกเขาล้วนเป็นศิษย์ของข้า หยางเจี่ยน หยางฉาน และเหวินจิ้ง

พวกเจ้าทั้งสาม ยังไม่รีบมาคารวะสามเซียวเหนียงเหนียงและท่านอาจารย์อาจ้าวอีกรึ?”

เมื่อได้ยินอวิ๋นเซียวถามเช่นนี้ อวี้ติ่งเจินเหรินก็แนะนำพวกเขา

ประโยคสุดท้ายเป็นการเตือนหยางเจี่ยนและคนทั้งสาม

“ศิษย์หยางเจี่ยน (หยางฉาน/เหวินจิ้ง) คารวะสามเซียวเหนียงเหนียง คารวะท่านอาจารย์อาจ้าว”

เมื่อได้ยินคำเตือนของอวี้ติ่งเจินเหริน หยางเจี่ยนและคนทั้งสามก็ไม่ลังเล ในทันใดนั้นก็สำรวมกิริยา ประสานมือคารวะ

“สมแล้วที่ศิษย์เอกย่อมมาจากอาจารย์ผู้ปราดเปรื่อง ไม่เพียงแต่ศิษย์หลานเหวินจิ้งจะมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา บรรลุถึงระดับไท่อี่จินเซียนแล้ว แม้แต่ศิษย์หลานน้อยทั้งสองนี้ ก็มีพลังบำเพ็ญเช่นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ”

อวิ๋นเซียวเอ่ยชมอย่างจริงใจ

ก่อนหน้านี้เหวินจิ้งเรียกขานอวี้ติ่งเจินเหรินว่าท่านอาจารย์ นางก็สงสัยอยู่บ้างแล้ว บัดนี้เมื่อได้ยินอวี้ติ่งเจินเหรินแนะนำเช่นนี้ นางก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

อวี้ติ่งเจินเหรินไม่เพียงแต่เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยังมีพลังฝีมือที่สามารถทำให้หลัวซวนยอมจำนนได้ กระทั่งศิษย์ในสำนักก็ยังโดดเด่นถึงเพียงนี้!

อาจกล่าวได้ว่า ในทุกๆ ด้าน ล้วนไม่มีที่ติ!

อีกทั้ง...

ครั้งนี้อวี้ติ่งเจินเหรินพาศิษย์มาด้วย เกรงว่าจะไม่ได้มาเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมย่อยของสำนักเจี๋ยเท่านั้น

เพราะว่า...

การต่อสู้ระหว่างสำนักเจี๋ยและสำนักฉานนั้นมีมาอย่างยาวนาน

สำนักฉานดูแคลนที่มาที่ไปของศิษย์สำนักเจี๋ย สำนักเจี๋ยดูแคลนความถือตัวว่าสูงส่งของศิษย์สำนักฉาน

ดังนั้นจึงมักจะเผชิญหน้ากันอยู่เสมอ!

เพราะว่า...

เมื่อเทียบกับความถือตัวว่าสูงส่งของสำนักฉาน ที่มาที่ไปของสำนักเจี๋ยนั้นมีพลังโจมตีมากกว่า

ดังนั้นแม้ว่าศิษย์สำนักเจี๋ยจะมีจำนวนมาก ก็มักจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ

ตำแหน่งสายธาราเสวียนเหมิน ยังคงอยู่ในมือของสำนักฉาน

และแม้ว่าสำนักฉานจะมีศิษย์รุ่นที่สอง แต่กลับไม่มีศิษย์รุ่นที่สาม

ไม่ว่าจะเป็นหนานจี๋เซียนเวิง หยุนจงจื่อ หรือแม้แต่สิบสองเซียนทอง ล้วนแทบไม่รับศิษย์

แม้ว่าหนานจี๋เซียนเวิงจะรับไป๋เฮ่อถงจื่อเป็นศิษย์ แต่ก็เป็นเพียงสัตว์ขี่สำหรับเดินทางเท่านั้น ไม่สามารถนับเป็นศิษย์ที่แท้จริงได้

ดังนั้นเมื่อศิษย์สำนักเจี๋ยเยาะเย้ยศิษย์สำนักฉาน ก็มักจะใช้เรื่องการไร้ผู้สืบทอดมาเย้ยหยันเพิ่มอีกกระทงหนึ่ง

และสิ่งนี้ ก็มีพลังโจมตีมากกว่าความถือตัวว่าสูงส่งเสียอีก!

ดังนั้นแม้ว่าทางสำนักฉานจะไม่ได้แสดงท่าทีอะไร ย่อมต้องเก็บความแค้นไว้ในใจ!

อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้เอง หลังจากที่อวี้ติ่งเจินเหรินรับศิษย์แล้ว จึงได้มาที่นี่ เพื่อเข้าร่วมการชุมนุมย่อยของสำนักเจี๋ย

เมื่อคิดได้ดังนี้ อวิ๋นเซียวก็อดที่จะพยักหน้าในใจไม่ได้ เผยรอยยิ้มออกมา

“สหายเต๋าอวี้ติ่ง ท่านมาครั้งนี้ เกรงว่าจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ใช่หรือไม่?”

พลัน นางก็เอ่ยถามอวี้ติ่งเจินเหริน

“ฮ่าฮ่า มิน่าเล่าจึงไม่อาจรอดพ้นสายตาอันหลักแหลมของนางเซียนอวิ๋นเซียวไปได้ นักพรตผู้นี้มาครั้งนี้ ก็ด้วยมีคำสั่งของศิษย์พี่หนานจี๋มาด้วย”

เมื่อได้ยินอวิ๋นเซียวถามเช่นนี้ อวี้ติ่งเจินเหรินก็หัวเราะเสียงดังออกมา แต่กลับไม่ได้ปิดบัง

“หนานจี๋เซียนเวิงรึ? ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูของท่านอาจารย์ลุงรองแล้ว”

เมื่อได้ยินคำตอบของอวี้ติ่งเจินเหริน อวิ๋นเซียวก็อดที่จะตั้งสมาธิขึ้นมาไม่ได้

อวี้ติ่งเจินเหรินบอกว่าเป็นหนานจี๋เซียนเวิง แต่นางกลับรู้ดีว่า ความหมายนี้เกรงว่าจะไม่ได้มาจากหนานจี๋เซียนเวิงเพียงผู้เดียว แต่ยังมาจากท่านผู้นั้นที่อยู่ในวังอวี้ซวีอีกด้วย

นางก็ไม่คิดว่า การต่อสู้ของศิษย์รุ่นหลังเช่นพวกนาง จะไปถึงความสนใจของปราชญ์เทวะได้

อีกทั้งท่านอาจารย์ลุงรองผู้นี้ยังเป็นผู้มีบัญชาลงมาด้วยตนเอง ให้อวี้ติ่งเจินเหรินมาประลองเคล็ดวิชาเต๋า

จะเห็นได้ว่าสถานการณ์นั้นร้ายแรงเพียงใด!

“สำหรับท่านอาจารย์ลุงผู้นี้ คงจะต้องให้ความเคารพสักหน่อย”

พลัน อวิ๋นเซียวก็ครุ่นคิดในใจ

เมื่อเทียบกับอวิ๋นเซียวแล้ว ฉงเซียวและปี้เซียวกลับมองไม่ทะลุความสัมพันธ์ชั้นนี้

พลัน ปี้เซียวก็อดที่จะถามไม่ได้ว่า: “ศิษย์พี่อวี้ติ่ง ท่านกับหนานจี๋เซียนเวิงมิใช่ศิษย์พี่ศิษย์น้องหรอกหรือ? เหตุใดท่านจึงต้องทำตามคำสั่งของเขา?”

“หนานจี๋เซียนเวิงเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักฉานของข้า ในฐานะที่เป็นศิษย์น้อง ย่อมต้องปฏิบัติตามคำสั่ง อีกทั้งเขายังขึ้นสวรรค์เพื่อสำนักฉานของข้า รับตำแหน่งเซียนขุนนาง มีคุณูปการใหญ่หลวง นักพรตผู้นี้ยิ่งไม่อาจไม่ปฏิบัติตามได้”

เมื่อได้ยินปี้เซียวถามเช่นนี้ อวี้ติ่งเจินเหรินก็ยิ้มออกมา อธิบายอย่างจริงจัง

จากนั้น เขาก็ยิ้มให้กับอวิ๋นเซียว: “นางเซียนอวิ๋นเซียว หากมีส่วนใดที่ล่วงเกินไป หวังว่านางเซียนจะให้อภัย”

เมื่อได้ยินวาจาของอวี้ติ่งเจินเหริน ปี้เซียวก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก

ก็แค่ประลองเคล็ดวิชาเต๋ามิใช่หรือ? เหตุใดยังจะมีการล่วงเกินอีกเล่า?

เพราะในความคิดของนาง อวี้ติ่งเจินเหรินไม่ได้ดูหยิ่งทะนงเหมือนศิษย์สำนักฉานคนอื่นๆ ตลอดทางมาล้วนแต่มีมารยาทดี จะมีการล่วงเกินที่ใดกัน?

“ไม่เป็นไร”

เมื่ออวิ๋นเซียวได้ยิน สีหน้าก็เคร่งขรึมลงเล็กน้อย กล่าวอย่างจริงจัง

จากนั้น นางก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สำนักเจี๋ยของข้าก็ต้องเตรียมตัวสักหน่อย โปรดอนุญาตให้ข้าไปกราบเรียนท่านอาจารย์ก่อน”

นี่เป็นเรื่องใหญ่ของสองสำนักฉานและเจี๋ย อีกทั้งยังเป็นพระประสงค์ของปราชญ์เทวะ นางไม่อาจประมาทได้

“แน่นอน”

สำหรับเรื่องนี้ อวี้ติ่งเจินเหรินก็ไม่ลังเล

พลัน พวกเขาก็พูดคุยทักทายกันอีกครู่หนึ่ง จากนั้นอวี้ติ่งเจินเหรินและพวกพ้องจึงได้เข้าพักที่หอรับรองเซียน

หลังจากจัดแจงที่พักให้อวี้ติ่งเจินเหรินและพวกพ้องเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นเซียวและจ้าวกงหมิงและคนอื่นๆ ก็ไม่รอช้า มุ่งหน้าไปยังวังปี้โหยวโดยตรง

“น้องหญิง พวกเรามาวังปี้โหยวทำไม? ท่านอาจารย์น่าจะกำลังเข้าฌานบำเพ็ญเพียรอยู่ พวกเราไปเช่นนี้ จะเป็นการรบกวนท่านอาจารย์หรือไม่?”

เมื่อเห็นอวิ๋นเซียวไปวังปี้โหยว จ้าวกงหมิงก็อดที่จะประหลาดใจไม่ได้ เอ่ยถาม

เมื่อได้ยินจ้าวกงหมิงถามเช่นนี้ อวิ๋นเซียวก็อดที่จะส่ายหน้าเล็กน้อยไม่ได้

พี่ชายของนางผู้นี้ ช่างทื่อมะลื่อเสียจริง จนบัดนี้ยังมองไม่ออกอีก

“ท่านอาจารย์เกรงว่าจะรู้แล้วว่าพวกเราจะมา พวกเราไปเช่นนี้ จะไม่เป็นการรบกวนท่านอาจารย์”

พลัน อวิ๋นเซียวก็อธิบายเช่นนั้น

“รู้ว่าพวกเราจะมารึ?”

เมื่อได้ยินคำอธิบายของอวิ๋นเซียว จ้าวกงหมิงก็ยิ่งนิ่งอึ้งไปอีก ในใจก็ยิ่งไม่เข้าใจ

แม้ว่าปราชญ์เทวะจะรอบรู้ทุกสิ่ง แต่ก็ไม่ได้คอยจับตามองเรื่องราวของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

“อืม ศิษย์พี่อวี้ติ่งเป็นศิษย์เอกของสำนักฉาน เขามาวันนี้เป็นที่น่าจับตามอง ท่านอาจารย์ย่อมต้องให้ความสนใจเช่นกัน”

“พวกเราพี่น้องรับผิดชอบต้อนรับเขา บัดนี้เมื่อต้อนรับเรียบร้อยแล้ว ก็ควรจะไปกราบเรียนท่านอาจารย์สักหน่อย”

ในเมื่อจ้าวกงหมิงมองไม่ทะลุ อวิ๋นเซียวก็ไม่ได้ชี้แจง เพียงแค่พูดความหมายที่ผิวเผินออกมา

“จริงด้วย”

เมื่อได้ยินวาจาของอวิ๋นเซียว จ้าวกงหมิงก็อดที่จะพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้

จากนั้น พวกเขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เข้าไปในวังปี้โหยวโดยตรง

และเมื่อพวกเขามาถึงวังปี้โหยว ก็เป็นไปตามที่อวิ๋นเซียวคาดไว้ ประมุขทงเทียนได้ออกจากด่านแล้ว กำลังรอพวกเขาอยู่

ในเวลานี้เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นเมฆ ไอเซียนอบอวล สวมชุดนักพรตสีครามหลวมๆ ใบหน้าเด็ดเดี่ยว ในดวงตาราวกับมีดวงดาวโคจรอยู่

แม้ว่าจะได้เป็นบรรพชนแล้ว แต่ก็ยังคงรักษารูปลักษณ์ของชายหนุ่มไว้

ทว่าบารมีอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาโดยไม่ต้องแสดงโทสะ ก็ยังคงทำให้ผู้คนมิกล้าดูแคลน

เมื่ออวิ๋นเซียวและพวกเขาเห็นประมุขทงเทียน ก็ล้วนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

“เรื่องนี้ข้ารับรู้แล้ว พอดีกับที่หั่วหลิงออกจากด่านบำเพ็ญตน ก็ให้ศิษย์สามรุ่นประลองเคล็ดวิชาเต๋า พิสูจน์ฝีมือซึ่งกันและกันเถิด พวกเจ้าจงคอยดูแลอยู่ข้างๆ อย่าให้เสียความสามัคคีเป็นอันขาด”

ประมุขทงเทียนเห็นดังนั้น ก็ไม่ลังเล สั่งการโดยตรง

“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”

เมื่อได้ยินคำสั่งของประมุขทงเทียน อวิ๋นเซียวก็ไม่ลังเล รับคำในทันที

จากนั้น พวกเขาก็ทูลลาลงมา

และในระหว่างกระบวนการนี้ จ้าวกงหมิงก็ไม่ต่างจากฉงเซียวและปี้เซียว ตลอดเวลาที่ผ่านมาล้วนอยู่ในสภาพมึนงงไม่เข้าใจสถานการณ์

เมื่อมองดูพี่น้องของเขาจากไป ประมุขทงเทียนก็ทั้งส่ายหน้าและพยักหน้า:

“จ้าวกงหมิงแม้จะเป็นพี่ชาย แต่รากวิญญาณกลับด้อยกว่าอวิ๋นเซียว น่าเสียดายยิ่งนัก!”

“กลับเป็นอวิ๋นเซียว หากให้เวลานางอีกหน่อย อาจจะสามารถตัดร่างกุศล(น่าจะวิชาตัดสามศพของบรรพชนเต๋า) กลายเป็นกึ่งปราชญ์ได้ ขอเพียงแค่นางไม่ถูกความรักของพี่น้องฉุดรั้งไว้”

ประมุขทงเทียนถอนหายใจในใจ จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง

เกี่ยวกับอนาคตของอวิ๋นเซียวและจ้าวกงหมิงและคนอื่นๆ เขามองเห็นมานานแล้ว

อีกทั้งยังมีหลายเส้นทางที่ไม่แน่นอน

และในบรรดาเส้นทางเหล่านี้ จ้าวกงหมิงและสามพี่น้องปี้เซียวแทบจะแน่นอนแล้ว

มีเพียงอวิ๋นเซียวเท่านั้น ที่ยังมีหนทางรอดอยู่หนึ่งสาย

ทว่า...

“อวี้ติ่ง อวี้ติ่ง ชะตาของเด็กผู้นี้เกี่ยวพันกับบุญคุณความแค้นซับซ้อน ทำให้มองอนาคตของเขาได้ไม่ชัดเจน เป็นเพราะมหาภัยพิบัติสถาปนาเทพกำลังจะมาถึง? หรือเป็นเพราะเด็กคนนี้มีความเกี่ยวข้องกว้างขวาง? หรือว่า...

ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในความแปลกแยก?”

ประมุขทงเทียนคิดเช่นนั้น ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้

เขาไม่สามารถมองเห็นอนาคตของอวี้ติ่งเจินเหรินได้

กระทั่ง...

ชะตากรรมในอนาคตของอวิ๋นเซียวและคนอื่นๆ ก็พลอยคลุมเครือเลือนรางไปด้วย หลังจากที่ได้เข้าไปพัวพันกับอวี้ติ่งเจินเหริน

นี่ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง!

“บางที นี่อาจเป็นวาสนาของนางก็เป็นได้!”

จบบทที่ บทที่ 22 วาสนาของอวิ๋นเซียว! ความแปลกแยกของอวี้ติ่ง!

คัดลอกลิงก์แล้ว