- หน้าแรก
- ผมบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนในสถานีตำรวจ
- บทที่ 53 เดินทางกลับเมืองชีเสีย
บทที่ 53 เดินทางกลับเมืองชีเสีย
บทที่ 53 เดินทางกลับเมืองชีเสีย
ขับรถมอเตอร์ไซค์พลางสัมผัสถึงสายลมที่พัดผ่านข้างหู ในที่สุดหัวใจของเจียงหลินเฟิงที่เคยเต้นระทึกโครมครามเพราะเงินก้อนโตห้าล้านหยวนก็ค่อยๆ กลับมาสงบนิ่งลง
เขาเริ่มลองใช้เหตุผลในการวิเคราะห์เงินลาภลอยที่ได้มาอย่างกะทันหันนี้
“เราแบบนี้... คงไม่นับว่าเป็นข้าราชการทำธุรกิจหหรอกมั้ง?”
เขาคิดคำนวณในใจเงียบๆ
“ร้านก็ไม่ได้เปิด โรงงานก็ไม่ได้ทำ ก็แค่... ก็แค่ให้บริการทางเทคนิคไปนิดหน่อย แล้วรับเงินค่าตอบแทนน้ำใจมาบ้าง?”
ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าเหตุผลนี้ค่อนข้างฟังไม่ขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายเป็นถึงนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง
เรื่องนี้หากนำมาว่าความกันจริงๆ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูเหมือนเขากับเหยียนก่วงซิ่นมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ขัดต่อกฎหมายกันอยู่
เขาหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ
“ฮ่าๆ แบบนี้ถ้าถูกคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาวินัยเชิญไปดื่มน้ำชาเพื่อสอบสวนขึ้นมา ฉันคงมีปากก็ยากจะแก้ตัวจริงๆ”
อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักเขาก็สลัดความกกังวลนี้ทิ้งไปไว้เบื้องหลัง
ประการแรก เขาบริสุทธิ์ใจ เงินก้อนนี้เป็นค่าตรวจรักษาที่อีกฝ่ายยัดเยียดมาให้เองโดยที่เขาไม่ได้เอ่ยปากเรียกร้องเลยสักนิด และไม่ได้รับประกันผลการรักษาด้วยซ้ำ
ประการที่สอง เขาเชื่อว่าคนที่มีฐานะระดับเหยียนก่วงซิ่น ย่อมมีวิจารณญาณในการจัดการเรื่องแบบนี้อย่างเหมาะสม และคงไม่เอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้ใครฟัง
ประการที่สาม... การที่เขาครอบครองระบบและมีความสามารถในการบำเพ็ญเพียร ทำให้ส่วนลึกในจิตใต้สำนึกของเขาเริ่มอยู่เหนือระเบียบเกณฑ์ปกติของโลกมนุษย์ไปแล้ว
เมื่อคิดตกเช่นนี้ เงินห้าล้านหยวนจึงไม่ได้นำความตื่นตระหนกมาให้อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นความรู้สึกสะใจในการหาเงินมาได้ด้วยความสามารถของตนเอง
อารมณ์เปลี่ยนเป็นผ่อนคลายและเป็นสุข เขาถึงกับฮัมเพลงตามเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ไปตลอดทางอย่างอารมณ์ดี
เมื่อกลับมาถึงสถานีตำรวจภูธรเมืองชีเสีย บรรยากาศภายในลานกว้างยังคงเป็นภาพที่คุ้นตา เพียงแต่คราวนี้เจ้าหน้าที่ในสถานีได้รับบาดเจ็บพร้อมกันถึงสามคน จึงทำให้สถานีดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา
ผู้กำกับหยางไห่เฟิงกำลังเดินออกมาจากห้องทำงานพอดี และเหลือบไปเห็นเจียงหลินเฟิงที่เพิ่งจอดรถเรียบร้อย
เขาเดินก้าวใหญ่เข้ามาหา บนใบหน้าฉายแววความกังวลและความสงสารอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่เจียงหลินเฟิงหนักๆ
“หลินเฟิง กลับมาแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงของหยางไห่เฟิงนุ่มนวลกว่าปกติมาก
“เฮ้อ เรื่องราวทั้งหมดฉันได้ยินมาหมดแล้วนะ... เธอเองก็อย่าโศกเศร้าจนเกินไปเลย อี่หนิงเขา... คนดีผีคุ้ม เดินทางไปปักกิ่งแล้ว ย่อมต้องได้รับการรักษาที่ดีที่สุดแน่นอน”
เขามองดูใบหน้าที่ดูสงบนิ่งของเจียงหลินเฟิง แล้วคิดไปเองว่าชายหนุ่มกำลังแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ในใจจึงยิ่งรู้สึกเวทนาซาบซึ้งใจ และเอ่ยปากปลอบโยนต่อ
“ทางผู้กำกับการเวินประสานงานไว้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าแน่นอน ในเมื่อพวกเขาบอกว่ามั่นใจ พวกเราก็ต้องมีความหวังนะ พ่อหนุ่ม หนทางยังอีกยาวไกล เจอเรื่องราวอะไรก็ต้องมองไปข้างหน้า คิดในแง่ดีเข้าไว้...”
เมื่อได้รับฟังคำปลอบโยนที่เปี่ยมด้วยความจริงใจของผู้กำกับหยาง เจียงหลินเฟิงก็รู้สึกซาบซึ้งใจในส่วนลึกมาก
เขารู้ดีว่าผู้กำกับหยางมีความห่วงใยในตัวเขาและเวินอี่หนิงจากใจจริง
แต่เขาไม่อาจอธิบายความจริงได้ จะให้พูดได้อย่างไรว่า “ผู้กำกับครับไม่ต้องห่วงหรอกครับ อี่หนิงโดนยาเทวดาของผมรักษาจนหายดี วิ่งปร๋อไปเที่ยวพักผ่อนที่ปักกิ่งเรียบร้อยแล้วครับ”?
เรื่องนี้มันเหนือธรรมชาติเกินไป และหากถูกซักไซ้ถึงที่มาของโอสถเขาก็คงไม่มีคำอธิบายอยู่ดี
ทำได้เพียงเออออไปตามคำพูดของผู้กำกับหยาง บนใบหน้าแสร้งทำสีหน้าอมทุกข์ผสมปนเปความหวังปนเศร้า พลางพยักหน้ารับคำ
“ครับผู้กำกับหยาง ผมเข้าใจครับ คุณลุงเวินก็บอกเหมือนกันว่าหมอทางปักกิ่งมีความมั่นใจในการรักษาอี่หนิงมากครับ”
คำพูดนี้เขาเลือกใช้คำอย่างแยบยล ไม่ได้โกหก และสามารถสร้างความสบายใจที่สมเหตุสมผลให้แก่ผู้กำกับหยางได้
เป็นไปตามคาด หยางไห่เฟิงลอบถอนหายใจในใจ เพราะในมุมมองของเขา เวินอี่หนิงบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น ที่บอกว่ามีความมั่นใจส่วนใหญ่คงเป็นคำปลอบใจที่เวินเจิ้นหัวพูดเพื่อประคับประคองจิตใจของเจียงหลินเฟิงเท่านั้น
แต่ปากของเขายังคงเออออตามน้ำไป
“ใช่แล้ว! หมอดังในเมืองหลวง ฝีมือย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว! เธอวางใจเถอะ อี่หนิงเป็นเด็กผู้หญิงที่แข็งแกร่ง ต้องผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน!”
เขาพูดจาปลอบโยนซ้ำๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ช่วงนี้เธอเองก็ลำบากมามาก ความกดดันทางจิตใจก็คงสูง เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันจะอนุมัติวันหยุดให้เธอสักระยะ ไปพักผ่อนปรับสภาพจิตใจ หรือเดินทางไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างก็ได้นะ”
ทว่าเจียงหลินเฟิงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ สายตากวาดมองลานสถานีที่ดูเงียบเหงา
“ผู้กำกับครับ ผมไม่เป็นไร ไม่ต้องพักหรอกครับ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานี ทั้งอี่หนิงและเจิ้งเฉียนต่างก็บาดเจ็บจนต้องพักรักษาตัว กำลังพลเดิมทีก็ขาดแคลนอยู่แล้ว หากผมมาขอหยุดพักผ่อนอีก ความกดดันคงไปตกอยู่ที่ผู้กำกับและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ผมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติครับ”
หยางไห่เฟิงมองดูแววตาที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวของเจียงหลินเฟิง ในใจรู้สึกทั้งอุ่นใจและสงสารระคนกัน เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับคำ
“เอาแบบนั้นก็ได้! ไอ้หนูเธอนี่มันกระดูกเหล็กจริงๆ! วันนี้ถือว่าพักไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มงาน แล้วฉันจะรีบทำเรื่องรายงานเบื้องบน ขอกำลังพลเสริมหรือขอยืมตัวเจ้าหน้าที่จากหน่วยอื่นมาช่วยงานโดยด่วน”
“รับทราบครับ!” เจียงหลินเฟิงยืนตรงรับคำสั่ง
หลังจากสนทนากับผู้กำกับหยางเสร็จสิ้น เจียงหลินเฟิงก็เดินกลับเข้าห้องพักของตัวเอง
การเดินทางอย่างต่อเนื่อง การหลอมโอสถ และเหตุการณ์ระทึกขวัญที่สนามบิน ประกอบกับอารมณ์ที่ขึ้นลงอย่างรุนแรง พอจิตใจเริ่มปล่อยวาง ความเหนื่อยล้าก็พุ่งจู่โจมเข้ามาประดุจคลื่นยักษ์
เขาล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาหมายจะดูเวลา ถึงได้พบว่าแบตเตอรี่หมดจนเครื่องดับไปนานแล้ว
รีบเสียบสายชาร์จทันที ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา เสียงแจ้งเตือนข้อความจากเวย์ซินก็ดังระรัวขึ้นมาทันทีราวกับเสียงประทัด หน้าจอถูกถมทับด้วยสัญลักษณ์สีแดงแจ้งเตือนข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่านนับไม่ถ้วนในพริบตา
เจียงหลินเฟิงใช้นิ้วนวดคลึงหว่างคิ้ว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูทีละข้อความ
ข้อความบนสุดเป็นของลู่ถิงผู้เป็นแม่ที่ส่งมาหลายข้อความติดต่อกัน:
“เสี่ยวเฟิง สถานการณ์ทางโน่นเป็นยังไงบ้าง? เพื่อนร่วมงานของลูกอาการดีขึ้นหรือยัง?”
“ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม? ทำไมไม่ตอบข้อความเลย? อย่าไปทำอะไรที่มันอันตรายนะ!”
“เห็นข้อความแล้วรีบโทรกลับหาแม่ด้วย ไม่งั้นแม่กับพ่อจะซื้อตั๋วเดินทางไปหาจริงๆ แล้วนะ!”
ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยความกังวลของคนเป็นแม่
เจียงหลินเฟิงรู้สึกอุ่นใจรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับทันที:
“แม่ครับ ไม่มีอะไรแล้วครับ เพื่อนร่วมงานย้ายไปรักษาตัวที่ปักกิ่งแล้ว อาการคงที่ครับ ทางผมเองก็ปกติสุขดีทุกอย่าง พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลนะครับ และไม่ต้องเดินทางมาด้วย ไว้ช่วงที่งานไม่ยุ่งแล้วผมจะเดินทางกลับไปเยี่ยมครับ”
ตอนนี้เขาก็จงใจตัดปัญหาการอธิบายเรื่องราวที่มาที่ไปให้วุ่นวาย จึงยังไม่คิดจะบอกเรื่องของเวินอี่หนิงให้พ่อแม่รู้
ถัดมาเป็นข้อความจากเจ้าซวี่:
“เฟิงจื่อ ได้ยินเรื่องอี่หนิงแล้ว... เฮ้อ นายเองก็อย่าโศกเศร้าจนเกินไปเลยนะ พี่สะใภ้ต้องคนดีผีคุ้มแน่นอน! มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้ตลอดเวลานะ! เย็นนี้จะออกไปดื่มเหล้าย้อมใจกันหน่อยไหม?”
ตอนท้ายข้อความยังส่งสติกเกอร์รูปกอดและแก้วเบียร์มาด้วยสองสามอัน
มองดูคำปลอบใจที่เรียบง่ายตรงไปธรรมดา ทว่าเปี่ยมด้วยความห่วงใยของเพื่อน เจียงหลินเฟิงยิ้มบางๆ แล้วพิมพ์ตอบกลับ:
“ไม่เป็นไรเพื่อน ขอบใจมาก อี่หนิงย้ายไปรักษาที่ปักกิ่งแล้ว มีความหวังสูงมาก เรื่องดื่มเหล้าไว้วันหลังแล้วกัน ช่วงสองสามวันนี้งานที่สถานียุ่งมาก”
จากนั้น เขาก็มองเห็นข้อความจากหลี่หว่านชิว
เวลาแสดงผลบอกว่าเธอและช่างภาพเดินทางกลับถึงตัวมณฑลตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว
“คุณตำรวจเจียงเกี่ยวกับเรื่องของคุณตำรวจเวิน ฉันรู้สึกเสียใจและเสียดายอย่างสุดซึ้งจริงๆ ค่ะ โปรดรับความห่วงใยอย่างจริงใจจากฉันด้วยนะคะ”
“ในฐานะคนทำงานสื่อ ฉันรู้ดีว่าเวลานี้ไม่ควรมารบกวนคุณ แต่การใช้หน้ากล้องเพื่อตีแผ่ความจริงของอาชญากรรม และแสดงให้เห็นถึงการอุทิศตนและการเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับปฏิบัติการ คือเนื้อหาที่ฉันคิดว่ามีคุณค่าและปรารถนาจะเผยแพร่ออกไปอย่างต่อเนื่องค่ะ ดังนั้น เกี่ยวกับวัตถุดิบและภาพที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ ทางทีมงานรายการของเรายังคงหวังว่าจะได้รับความยินยอมจากคุณในการนำไปจัดทำเป็นรายงานพิเศษต่อไปค่ะ”
“โปรดวางใจได้เลยนะคะ เพื่อความปลอดภัย ภาพใบหน้าตรงของคุณและคุณตำรวจเวินในรายการทั้งหมด ทางเราจะทำการพรางใบหน้าและเซนเซอร์อย่างเป็นพิเศษ จะไม่มีวันเปิดโอกาสให้พวกอาชญากรจดจำใบหน้าหรือตามมาแก้แค้นได้อย่างเด็ดขาดค่ะ แน่นอนว่าหากคุณไม่ยินยอม ทางเราเคารพการตัดสินใจอย่างเต็มที่ และจะทำลายวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทิ้งทันทีค่ะ”
“รอคอยคำตอบของคุณนะคะ”
มองดูข้อความที่ใช้ถ้อยคำรัดกุมและเต็มไปด้วยความเคารพของหลี่หว่านชิว เจียงหลินเฟิงก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
เขาเข้าใจในมุมมองของหลี่หว่านชิว และยอมรับในคุณค่าแห่งการเผยแพร่ที่เธออ้างถึง
ประกอบกับอีกฝ่ายพิจารณาถึงเรื่องความปลอดภัยและยินดีจะจัดระเบียบภาพใบหน้า ถือว่ามีดุลยพินิจและแสดงความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม
เขาคิดทบทวนแล้วจึงพิมพ์ตอบกลับไป:
“คุณนักข่าวหลี่ครับ รายงานข่าวสามารถทำได้ครับ แต่ว่า ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากที่คุุณตำรวจเวินอี่หนิงได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะภาพมุมใกล้และภาพเจาะจงใบหน้า รบกวนช่วยลบทิ้งทั้งหมด ห้ามปรากฏอยู่ในผลงานที่จะเผยแพร่เด็ดขาดครับ นี่คือข้อกำหนดขั้นเด็ดขาดครับ”
หลังจากส่งข้อความไปได้ไม่นาน หลี่หว่านชิวก็ตอบกลับมาในพริบตา เห็นได้ชัดว่าเฝ้ารอคำตอบอยู่ตลอดเวลา:
“รับทราบค่ะคุณตำรวจเจียง ฉันเข้าใจและเคารพข้อกำหนดของคุณอย่างเต็มที่ค่ะ! ทางเราจะคัดเลือกวัตถุดิบอย่างเข้มงวดที่สุด จะไม่มีวันให้มีภาพเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจสร้างความกระทบกระเทือนใจหรือสร้างความไม่สะดวกให้แก่คุณตำรวจเวินปรากฏออกไปแน่นอนค่ะ ขอบพระคุณสำหรับความเข้าใจและการสนับสนุนอย่างยิ่งค่ะ!”
ถัดมาเธอก็ส่งมาอีกหนึ่งข้อความ:
“นอกจากนี้... ขอเสียมารยาทถามอีกสักคำถามนะคะ ตอนนี้อาการของคุณตำรวจเวิน... มีทิศทางที่ดีขึ้นบ้างไหมคะ?”
เจียงหลินเฟิงตอบกลับ:
“ตอนนี้พ้นขีดอันตรายเบื้องต้นแล้วครับ ไปอยู่ปักกิ่งน่าจะได้รับการรักษาที่ดีกว่านี้ครับ”
เขายังคงเลือกใช้คำอธิบายที่คลุมเครือเหมือนเดิม
หลี่หว่านชิวรีบตอบกลับทันที:
“ไม่รู้จะปลอบใจคุณอย่างไรดี แต่โปรดเชื่อมั่นนะคะว่าทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่นอน คุณเองก็ต้องรักษาสุขภาพร่างกายด้วยนะคะ!”
หลังจากจัดการกับข้อความที่พุ่งจู่โจมเข้ามาเป็นระลอกเสร็จสิ้น เจียงหลินเฟิงก็วางโทรศัพท์มือถือลง พลางระบายลมหายใจออกมาคำโต
เรื่องราวเบ็ดเตล็ดในชีวิตประจำวัน ความห่วงใยจากญาติมิตร และความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน... สิ่งที่คุ้นเคยเหล่านี้ ได้ช่วยฉุดดึงเขาออกจากสภาวะแปลกประหลาดที่เต็มไปด้วยความเป็นความตายและการพลัดพรากก่อนหน้านี้ ให้กลับคืนสู่ชีวิตปกติทีละน้อย
เขานอนแผ่อยู่บนเตียงในห้องพัก สายตาเหม่อมองเพดานห้อง
เวินอี่หนิงปลอดภัยดี ในกระเป๋ามีเงิน ตั๋วเงินสด ระบบบำเพ็ญเพียรอยู่กับตัว และหน้าที่การงานยังคงดำเนินต่อไป
ชีวิต ดูเหมือนจะพลิกผ่านหน้ากระดาษที่ตื่นเต้นระทึกขวัญไปแล้วหนหนึ่ง และกำลังจะเปิดฉากเข้าสู่บทบันทึกหน้าใหม่อีกครั้ง