- หน้าแรก
- สวนหลังบ้านทะลุมิติ เปลี่ยนขยะข้ามภพให้เป็นสมบัติล้ำค่า
- บทที่ 210 - เสื้อคลุมล่องหนระดับ S
บทที่ 210 - เสื้อคลุมล่องหนระดับ S
บทที่ 210 - เสื้อคลุมล่องหนระดับ S
บทที่ 210 - เสื้อคลุมล่องหนระดับ S
วินาทีต่อมา หลิวชิงซงก็ไปโผล่อยู่ในตรอกแคบๆ แถวแฟลตที่พักใกล้โรงงานปุ๋ยฉินอัน เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน ตรอกนี้จึงมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงเสียงหนูแทะเศษไม้อยู่ประปราย
หลิวชิงซงแหงนมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ
กำลังจะก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปที่แฟลตของเฮยหนิว วูบ~~! มิติด้านหลังก็ถูกฉีกออก ตามมาด้วยกิ่งก้านของเถาวัลย์พิทักษ์นายที่ยื่นออกมารัดตัวหลิวชิงซง ดึงเขากลับมาที่ห้องกระจกใสอย่างรวดเร็ว
พอตั้งหลักได้
หลิวชิงซงก็หันไปถามหุ่นยนต์โลหะเหลวด้วยความแปลกใจ "เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ ถึงดึงฉันกลับมาล่ะ?"
"นายดูเอาเองสิ" หุ่นยนต์โลหะเหลวชี้ไปที่กระจกตามรอย
หลิวชิงซงหันไปมอง
พอเห็นภาพในกระจกตามรอยว่ามีตำรวจติดอาวุธหลายนายกำลังล้อมแฟลตของเฮยหนิวอยู่ เขาก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง "นี่มันอะไรกันเนี่ย? นายเป็นคนแจ้งตำรวจเหรอ?"
หุ่นยนต์โลหะเหลว: "เปล่า"
"แล้วตำรวจพวกนี้ไปล้อมแฟลตของเฮยหนิวได้ยังไง?" หลิวชิงซงถาม
ในเมื่อเฮยหนิวมีจ้าวเทียนเสียงหนุนหลังอยู่
ปกติแล้วถ้ามีคนแจ้งความ เฮยหนิวก็ต้องรู้ล่วงหน้าสิ
หุ่นยนต์โลหะเหลว: "ไม่รู้สิ แต่ที่แน่ๆ คือในกลุ่มตำรวจพวกนั้น มีคนของตระกูลเย่รวมอยู่ด้วย"
"คนของตระกูลเย่เหรอ???" หลิวชิงซงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถึงบางอ้อ "แปลว่าตระกูลเย่ส่งคนจับตาดูเฮยหนิวอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม? พอสบโอกาสก็เลยกะจะรวบตัวให้สิ้นซากเลย?"
"น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ" หุ่นยนต์โลหะเหลวพยักหน้า "พอฉันเห็นตำรวจมา ฉันก็เลยรีบสั่งให้เถาวัลย์พิทักษ์นายดึงนายกลับมาไง จะได้ไม่โป๊ะแตก"
"นายทำถูกแล้วล่ะ" หลิวชิงซงเอ่ยชมหุ่นยนต์โลหะเหลว "ในเมื่อตระกูลเย่เป็นคนจัดการเฮยหนิว ฉันก็จะไม่เข้าไปยุ่งแล้วล่ะ นายช่วยจับตาดูเฮยหนิวให้ดีนะ ถ้าเห็นมันหนีไปได้เมื่อไหร่ ก็หาจังหวะให้เถาวัลย์พิทักษ์นายฉีกมิติไปเก็บมันซะเลย"
สรุปง่ายๆ ก็คือ
ในเมื่อเฮยหนิวโผล่มาถึงเมืองต้าอวี่แล้ว ก็อย่าหวังจะได้กลับไปแบบมีชีวิตเลย
"ได้! ได้!" หุ่นยนต์โลหะเหลวพยักหน้ารับคำ
หลิวชิงซงมองไปรอบๆ แล้วก็เดินออกจากลานขยะหมื่นภพไป
เพิ่งจะก้าวเท้าออกมา ก็ได้ยินเสียงหวานใสของเสี่ยวหนัวมี่ตะโกนอยู่ที่หน้าประตู "พั่งตุน อย่าจับมั่วซั่วสิ นี่รถของคุณน้าหนูนะ เดี๋ยวก็พังหรอก"
"เชอะ! คุณน้าเธอมีรถแล้ววิเศษนักหรือไง? ไม่ให้จับก็ไม่จับ ฉันไม่เล่นกับเธอแล้ว" พั่งตุนวิ่งหนีไปอย่างหัวเสีย
ทำเอาเสี่ยวหนัวมี่ทำตัวไม่ถูก กำลังจะวิ่งตามพั่งตุนไป หลิวชิงซงก็เปิดประตูเดินออกมาพอดี "เมื่อกี้พวกหนูเถียงอะไรกันน่ะ?"
"คุณน้าคะ พั่งตุนเขาปีนขึ้นไปเล่นบนรถคันใหญ่ แล้วยังไปดึงกระจกจนงออีก หนูว่าเขาไปสองคำ เขาก็เลยวิ่งหนีไปเลยค่ะ" เสี่ยวหนัวมี่เงยหน้าฟ้องอย่างน่าสงสาร
"งั้นเหรอ?" หลิวชิงซงยิ้มๆ หลังจากดัดกระจกมองข้างให้ตรงเหมือนเดิม เขาก็อุ้มเสี่ยวหนัวมี่ขึ้นไปนั่งบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง "ปล่อยพั่งตุนไปเถอะ เขาไม่ฟังเราก็ช่างเขา ไป! เดี๋ยวคุณน้าพาหนูไปซิ่งกินลมชมวิวดีกว่า"
"จริงเหรอคะ?" เสี่ยวหนัวมี่ดีใจจนเนื้อเต้น
"จริงสิลูก" หลิวชิงซงตอบ "แต่หนูต้องใส่หมวกก่อนนะ ไม่งั้นเดี๋ยวลมโกรกเอาจะหนาวแย่"
พูดจบ หลิวชิงซงก็เดินกลับเข้าบ้าน
ครู่ต่อมา เขาก็กลับออกมาพร้อมหมวกกับผ้าพันคอให้เสี่ยวหนัวมี่
พอเห็นเสี่ยวหนัวมี่ใส่เสร็จเรียบร้อย หลิวชิงซงก็สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขับวนไปรอบๆ ลานตากข้าว ก่อนจะพาเสี่ยวหนัวมี่มุ่งหน้าไปทางถนนบนภูเขา
น้องเล็กที่กำลังเล่นซนอยู่หน้าบ้านพั่งตุนเห็นดังนั้น ก็สับขาสั้นๆ วิ่งตามมาทันที "พี่สาม รอหนูด้วย หนูจะนั่งรถด้วย"
"ได้เลย!" หลิวชิงซงเหยียบเบรกจอดรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างรอ
ใครจะไปรู้ว่าพอจอดรถ เสี่ยวเถาชี่กับพั่งตุนก็วิ่งตามน้องเล็กมาด้วย
พั่งตุนที่วิ่งเร็วจี๋มาถึงก่อนใคร ไม่รอให้หลิวชิงซงอนุญาต ก็ปีนขึ้นไปนั่งเบียดเสี่ยวหนัวมี่บนรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างหน้าตาเฉย
ตอนนั้นเสี่ยวหนัวมี่ยังเคืองพั่งตุนอยู่เลย!
พอเห็นพั่งตุนมานั่งเบียด ก็เอียงคอถามอย่างเอาเรื่อง "ไหนบอกว่าจะไม่เล่นกับหนูแล้วไง? แล้วมานั่งรถคันใหญ่ของคุณน้าหนูทำไม?"
"แหะๆ... เมื่อกี้ฉันพูดเล่นน่ะ" พั่งตุนเกาหัวตัวเองอย่างเขินอาย
"ชิ!" เสี่ยวหนัวมี่สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง แต่พอเห็นหลิวชิงซงขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างออกไปช้าๆ เธอก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง "คุณน้าคะ คุณน้า... ขับเร็วๆ อีกสิคะ เร็วๆ อีก"
แต่หลิวชิงซงไม่ยอมทำตาม
ก็แหม นี่มันตอนกลางคืนนะ แถมบนรถยังมีเด็กเล็กๆ นั่งอยู่ตั้งหลายคน
ขืนขับเร็วแล้วรถคว่ำขึ้นมา เขาคงซวยแน่ๆ
หลังจากขับไปตามถนนบนภูเขาได้ไม่กี่นาที เขาก็หาที่กว้างๆ กลับรถ แล้วขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างกลับบ้าน
พอจอดรถสนิทปุ๊บ
หวังเย่าชิ่งก็พานางหลี่กับชาวบ้านคนอื่นๆ มามุงดูด้วยความสนใจ
เถากั๋วชิ่งเดินเอามือไพล่หลังตามมาติดๆ
พอเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ยิ้มพูดว่า "ชิงซง ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าเธอจะขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเป็นด้วย เจ้ารถนี่มันขับยากจะตาย ระวังรถคว่ำนะ"
"ครับ ผมรู้" หลิวชิงซงพยักหน้า
"แล้วเธอมีใบขับขี่หรือยังล่ะเนี่ย?" เถากั๋วชิ่งตบถังน้ำมันเบาๆ "เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะให้เสี่ยวอู่ไปทำใบขับขี่ให้เธอนะ จะได้ไม่ต้องกลัวโดนเรียกตรวจ"
"งั้นผมต้องขอขอบคุณคุณปู่เถาไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ" หลิวชิงซงรีบตอบ
อันที่จริงใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ในประเทศเรามีมาตั้งแต่ปี 1957 แล้วนะ แต่เพราะเมื่อก่อนคนทั่วไปไม่สามารถซื้อขายรถมอเตอร์ไซค์กันได้ตามใจชอบ ก็เลยไม่ค่อยมีใครรู้จักมันเท่านั้นเอง
แต่เขาในฐานะคนขับ ก็ต้องมีใบขับขี่ติดตัวไว้ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา การมีใบขับขี่มันก็ดีกว่าไม่มีตั้งเยอะ
ต่อให้ถนนในเมืองต้าอวี่ตอนนี้จะยังไม่มีถนนคอนกรีตดีๆ ให้วิ่ง และก็ไม่มีตำรวจจราจรมายืนโบกรถ แต่มีใบขับขี่ไว้ก็อุ่นใจกว่า
แถมในยุค 79 การทำใบขับขี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ ถ้าไม่มีหน่วยงานต้นสังกัดรับรอง ไม่มีผู้ใหญ่เซ็นค้ำประกันให้ หรือไม่มีคนรู้จักช่วยเดินเรื่องให้ล่ะก็ ต่อให้มีเงินก็ทำใบขับขี่ไม่ได้หรอก
แต่ตอนนี้เขามีเถากั๋วชิ่งออกหน้าให้ ปัญหาพวกนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจอะไรแล้ว
เมื่อเห็นหวังเย่าชิ่งกำลังลูบๆ คลำๆ รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างอย่างหลงใหล เขาจึงยื่นกุญแจรถให้ "อย่ามัวแต่มองสิครับ อยากขับก็ขึ้นไปลองขับดู แค่บิดคันเร่งให้นิ่งๆ เหยียบเบรกให้เป็น ขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างมันก็เหมือนขับรถของเล่นนั่นแหละครับ"
"จริงเหรอ?" หวังเย่าชิ่งรับกุญแจรถมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ สตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เข้าเกียร์ค่อยๆ ขับออกไปตามที่หลิวชิงซงบอก
ตอนแรกๆ ทุกอย่างก็ดูราบรื่นดี
แต่พั่งตุนที่เห็นพ่อตัวเองขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างได้ ก็ตื่นเต้นดีใจกระโดดขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายหน้าตาเฉย
หวังเย่าชิ่งที่กำลังประหม่าอยู่แล้ว พอรู้สึกว่ามีคนกระโดดขึ้นมานั่งข้างหลัง ก็เลยเผลอเหยียบเบรก แต่ดันไปบิดคันเร่งแรงขึ้นซะงั้น รถเลยพุ่งทะยานออกไปดังบรื้น ทำให้พั่งตุนตกใจแทบหงายหลัง และเขาก็ตกใจตัวเองด้วยเหมือนกัน
ด้วยความตกใจ
เขาก็เลยเผลอปล่อยเบรกรถไปซะงั้น
รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างก็เลยพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกธนูหลุดจากแล่ง
"แย่แล้ว!" หลิวชิงซงรีบวิ่งตามไป แต่ยังไม่ทันจะถึง โครม! รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างก็พุ่งชนต้นเลี่ยนริมทางจนพลิกคว่ำ เหวี่ยงหวังเย่าชิ่งกับพั่งตุนกระเด็นตกลงมา
พอพั่งตุนลุกขึ้นมาได้
ก็ปล่อยโฮออกมาดังลั่น
หวังเย่าชิ่งไม่เป็นอะไรมาก แต่พอตั้งสติได้ ก็คว้าท่อนไม้บนพื้นวิ่งไล่ตีพั่งตุนด้วยความโมโห "ไอ้ลูกบ้า แน่จริงแกอย่าหนีนะ! แกรู้ไหมว่าถ้ารถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างพังขึ้นมา เราจะต้องจ่ายค่าซ่อมตั้งเท่าไหร่?"
พั่งตุนไม่ได้ตอบ แต่กลับวิ่งหนีเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในใจก็แอบสงสัยว่าทำไมหลิวชิงซงขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างได้สบายๆ แต่พ่อเขาขับปุ๊บก็คว่ำปั๊บเลยล่ะ
หลิวชิงซงมองภาพนั้นแล้วก็อดส่ายหน้าไม่ได้
เมื่อเห็นว่าหวังเย่าชิ่งกับพั่งตุนไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก
เขาก็ถลกแขนเสื้อขึ้น แล้วช่วยเถากั๋วชิ่งพลิกรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างให้กลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม
พอเห็นว่ารถยังสตาร์ทติด แค่สีถลอกไปนิดหน่อย เขาก็ขับรถกลับไปที่บ้าน
พอกลับมาถึงบ้าน หลิวชิงซงก็ล็อกรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง แล้วไล่เสี่ยวหนัวมี่กับน้องเล็กไปล้างหน้าล้างเท้าเข้านอน
ส่วนเขาก็ไปที่สวนหลังบ้านเพื่อดูพวกลูกหมู ลูกไก่ และลูกเสือน้อย
พอเห็นว่าพวกมันสบายดี เขาก็ปิดประตูสวนหลังบ้านแล้วเปิดใหม่อีกครั้ง ก้าวเข้าไปในลานขยะหมื่นภพทันที
ในห้องกระจกใส หน้ากระจกตามรอย
พอหุ่นยนต์โลหะเหลวเห็นหลิวชิงซงเดินเข้ามา ก็รีบรายงาน "เฮยหนิวถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เด็กผู้หญิงที่ถูกลักพาตัวก็ได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลเย่ทั้งหมด แต่มีวัยรุ่นสองคนฉวยโอกาสชุลมุนหนีไปได้"
"แล้วนายไม่ได้ให้เถาวัลย์พิทักษ์นายช่วยจัดการเหรอ?" หลิวชิงซงถามกลับเรียบๆ
ขืนปล่อยให้พวกมันรอดไปได้ ก็เหมือนปล่อยเสือเข้าป่าสิ
หุ่นยนต์โลหะเหลว: "ตอนนั้นคนเยอะเกินไป ไม่สะดวกให้เถาวัลย์พิทักษ์นายลงมือน่ะ"
"อ้อ งั้นเหรอ!" หลิวชิงซงพยักหน้าเข้าใจ "งั้นนายก็ไม่ต้องไปตามล่าพวกมันแล้วล่ะ ระดับคนของตระกูลเย่ การจะตามจับผู้ร้ายหลบหนีสองคนคงไม่ใช่เรื่องยากหรอก"
หุ่นยนต์โลหะเหลว: "โอเค"
"อ้อ จริงสิ!" หลิวชิงซงมองไปรอบๆ "ตอนที่นายกับเถาวัลย์พิทักษ์นายคัดแยกขยะ เจอเมล็ดพันธุ์ผักที่ปลูกในฤดูใบไม้ผลิบ้างไหม?"
ถ้าเจอ
เขาก็ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อที่สหกรณ์แล้ว
หุ่นยนต์โลหะเหลว: "มีอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะงอกหรือเปล่านะ"
"งั้นพาฉันไปดูหน่อยสิ!" หลิวชิงซงเสนอ
"ได้!" หุ่นยนต์โลหะเหลวเดินนำไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของม่านพลังป้องกัน
ตรงนั้นมีโต๊ะทำงานตัวหนึ่งวางอยู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยขวดโหลและกระป๋องมากมาย
บนขวดหลายใบมีป้ายชื่อเมล็ดพันธุ์ผักติดอยู่ด้วย
หลิวชิงซงหยิบขึ้นมาดู พอเห็นว่าเป็นเมล็ดแตงกวา ผักกาดขาว และมะเขือเทศ ซึ่งเหมาะจะปลูกในฤดูใบไม้ผลิพอดี ตาก็ลุกวาว "นี่แหละผักที่ปลูกช่วงใบไม้ผลิ เดี๋ยวฉันจะเอาไปให้หมดเลยนะ"
"ได้สิ!" หุ่นยนต์โลหะเหลวพยักหน้าหน้าตาย "แต่นายต้องระวังหน่อยนะ เมล็ดพวกนี้ไม่ใช่ของบนโลกเราหรอก อย่างเมล็ดมะเขือเทศน่ะ มาจากเกมที่ชื่อว่า 【ซูเปอร์ฟาร์ม】 นู่น"
"อ้อ แล้วก็มีเมล็ดแตงไทยนี่ด้วย"
"มาจากโลกของเกมเหมือนกัน"
พูดจบ หุ่นยนต์โลหะเหลวก็ยื่นกล่องแก้วใสที่บรรจุเมล็ดพันธุ์อยู่ให้หลิวชิงซง
"งั้นเหรอ?" หลิวชิงซงรับเมล็ดแตงไทยมาพร้อมกับขมวดคิ้ว
สิ่งที่เขาต้องการคือเมล็ดพันธุ์ผักธรรมดาๆ นะ
ขืนเอาของแปลกๆ ไปปลูก
แล้วมีคนจับได้ขึ้นมา เขาคงซวยแน่ๆ
ขณะที่กำลังปวดหัวไม่รู้จะทำยังไงดี หุ่นยนต์โลหะเหลวก็เสนอความคิดขึ้นมา "การปลูกเมล็ดพวกนี้บนโลกมันอาจจะเสี่ยง แต่ในลานขยะหมื่นภพน่ะไม่มีปัญหาหรอก ถ้านายอยากปลูก เดี๋ยวฉันขนดินจากกองขยะมาถมในม่านพลังป้องกันให้ปลูกผักเลยก็ได้นะ"
"จริงด้วยสิ! ทำไมฉันถึงคิดไม่ถึงนะเนี่ย!" หลิวชิงซงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที "แต่ไม่ต้องปลูกหลายชนิดหรอกนะ นายลองปลูกแค่ไม่กี่ชนิดก่อนก็พอ ยังไงซะนายก็มีงานอื่นต้องทำอีกเยอะนี่นา"
"ได้เลย!" หุ่นยนต์โลหะเหลวพยักหน้าหงึกๆ แล้วหมุนตัวไปหาอุปกรณ์เตรียมขนดินจากกองขยะมาปลูกผักทันที
หลิวชิงซงวางเมล็ดแตงไทยลงบนโต๊ะ กำลังจะเดินไปดูขยะที่คัดแยกเสร็จแล้ว อาร์ซีที่นอนนิ่งอยู่บนแท่นก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แล้วมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
"เธอฟื้นแล้วเหรอ?" หลิวชิงซงเดินเข้าไปทัก
"นายเป็นใคร?" อาร์ซีกระโดดลงมาจากแท่น
"เป็นเจ้าของที่นี่ไงล่ะ" หลิวชิงซงยิ้ม
"เจ้าของงั้นเหรอ?" อาร์ซีพยายามนึกทบทวนความจำ "นายบอกว่านายเป็นเจ้าของลานขยะหมื่นภพแห่งนี้ใช่ไหม? งั้นนายส่งฉันกลับไปที่ดาวไซเบอร์ทรอน บ้านเกิดของฉันได้ไหม?"
"ไม่ได้หรอก" หลิวชิงซงส่ายหัว "เพราะถ้าเดาไม่ผิด ดาวไซเบอร์ทรอนน่าจะแหลกสลายไปตั้งนานแล้วล่ะ"
"ไม่... ไม่มีทาง" อาร์ซีพูดจบก็วิ่งออกไปนอกม่านพลังป้องกัน
หุ่นยนต์โลหะเหลวเห็นดังนั้น ก็เตรียมจะวิ่งตามไปจับอาร์ซีกลับมา แต่หลิวชิงซงยกมือห้ามไว้ "ปล่อยเธอไปเถอะ! นี่มันคือลานขยะหมื่นภพนะ เดี๋ยวพอเธอเห็นซากของออโต้บอทตัวอื่นๆ เธอคงจะกลับมาเองแหละ"
"รับทราบ!" หุ่นยนต์โลหะเหลวพยักหน้ารับ
ส่วนหลิวชิงซงก็เดินไปสำรวจขยะที่คัดแยกไว้แล้ว
พอเห็นว่ามีแต่ของธรรมดาๆ ทั่วไป เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบกรงเล็บเหล็กที่ดัดแปลงเองเดินออกนอกม่านพลังป้องกัน ไปคุ้ยหาของในกองขยะแถวนั้นต่อ
คุ้ยไปคุ้ยมา
ไม่นานนัก เขาก็เดินห่างจากม่านพลังป้องกันมาไกลถึงเจ็ดแปดร้อยเมตรแล้ว
หลิวชิงซงเห็นว่าหาอะไรไม่เจอเลย กำลังจะหันหลังกลับไปนอนพักผ่อน แต่จู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นเครื่องปั่นไฟดีเซลเก่าๆ เครื่องหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากกองขยะข้างหน้า
ข้างๆ เครื่องปั่นไฟดีเซลนั้น มีกล่องทองเหลืองใบหนึ่งวางอยู่
กล่องใบนั้นมีรอยบุบบี้เหมือนถูกของแข็งกระแทกอย่างแรง แต่เนื้อโลหะดูแปลกตากว่าโลหะทั่วไปมาก ถึงจะโดนน้ำฝนกัดเซาะ แต่ก็ไม่มีรอยสนิมเลยสักนิด
หลิวชิงซงรู้สึกสงสัยใคร่รู้ จึงรีบจ้ำอ้าวเข้าไปดู
พอเดินเข้าไปใกล้ เขาก็พบว่าในกล่องมีเสื้อคลุมตัวหนึ่งที่เปล่งแสงสีทองเรืองรองอยู่ด้วย
หลิวชิงซงหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาปัดฝุ่นและเศษขยะออก สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่หนักอึ้งอย่างน้อยสิบกว่าชั่ง ภายนอกดูเก่าคร่ำคร่าแต่ไม่มีรอยฉีกขาดเลย เขาจึงหอบมันเดินตรงไปที่ป้ายหินที่อยู่ใกล้ที่สุด
พอเดินเข้าไปใกล้
หลิวชิงซงก็เริ่มประเมินเสื้อคลุมตัวนั้น
ตอนแรกเขาคิดว่าเสื้อคลุมตัวนี้คงจะเป็นแค่เสื้อผ้าธรรมดาๆ แต่สิ่งที่ทำให้หลิวชิงซงคาดไม่ถึงก็คือ เสื้อคลุมตัวนี้กลับกลายเป็นเสื้อคลุมล่องหนระดับ S ซะงั้น
ใช่แล้ว มันคือเสื้อคลุมล่องหน!
แถมยังไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัดอีกด้วย
แม้แต่ป้ายหินก็ยังตรวจสอบไม่ได้ว่ามันมาจากไหน
เมื่อหลิวชิงซงตั้งสติได้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้น
หลังจากสอบถามวิธีใช้งานเสื้อคลุมล่องหนจากป้ายหินแล้ว เขาก็แบกกล่องทองเหลืองที่ใส่เสื้อคลุม พร้อมกับเครื่องปั่นไฟดีเซลเก่าๆ มุ่งหน้ากลับไปที่ม่านพลังป้องกัน
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว
เขาก็เห็นอาร์ซีเข้าพอดี
ตอนนี้อาร์ซีกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างกับหุ่นยนต์โลหะเหลวอยู่
พอเห็นหลิวชิงซงกลับมา เธอก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยรับเครื่องปั่นไฟดีเซลเก่าๆ ไปถือไว้ "เมื่อกี้ลูกน้องของนายเล่ากฎของลานขยะหมื่นภพให้ฉันฟังคร่าวๆ แล้วล่ะ เขาบอกว่าถ้าอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ ก็ต้องยอมรับนายเป็นเจ้านาย เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย?"
"อืม ก็ลานขยะหมื่นภพมันอันตรายจะตายไป ฉันคงปล่อยให้หุ่นยนต์ที่มีความคิดเป็นของตัวเองแถมยังมีพลังโจมตีสูงอย่างเธอมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้หรอก" หลิวชิงซงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แต่เธอก็เลือกได้นะ จะออกไปเร่ร่อนในลานขยะหมื่นภพเหมือนผู้บุกรุกตัวอื่นๆ ก็ได้ ตราบใดที่เธอไม่มาเป็นภัยคุกคามกับฉัน ฉันก็จะไม่แตะต้องเธอแม้แต่ปลายก้อยเลยล่ะ"
"ขอเวลาฉันตัดสินใจสักสองสามวันได้ไหม?" อาร์ซีถามหลังจากเข้าใจเจตนาของหลิวชิงซงแล้ว
"ได้สิ" หลิวชิงซงพยักหน้า ก่อนจะหันไปสั่งหุ่นยนต์โลหะเหลว "เดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ นายไม่ต้องตามเฝ้าอาร์ซีหรอก ปล่อยให้เธอเดินเข้าออกม่านพลังป้องกันได้ตามสบายเลย"
"แต่ห้ามให้เธอเข้าไปในห้องกระจกใสนะ"
"รับทราบ!" หุ่นยนต์โลหะเหลวพยักหน้ารับคำ
หลิวชิงซงเดินตรงไปที่ทางออกของลานขยะหมื่นภพ
ไม่นานร่างของเขาก็หายวับไป
...
พอออกมาได้
หลิวชิงซงก็ไม่ได้กลับไปนอนต่อ
เขาเดินตรงไปที่ครัว แล้วเริ่มลงมือซักเสื้อคลุมล่องหน
ไม่ซักก็ไม่ได้หรอก เพราะมันเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบสกปรกเต็มไปหมด
หลังจากซักและล้างน้ำเปล่าซ้ำๆ ไปถึงห้าหกรอบ หลิวชิงซงถึงได้บิดน้ำออกแล้วยัดใส่กระเป๋ามิติ ก่อนจะกลับไปนอน
เหตุผลที่เขาไม่เอาไปตากให้แห้ง ก็เพราะกลัวว่าจะมีขโมยมาลักไปน่ะสิ
ขืนโดนขโมยไปล่ะก็ เขาคงซวยครั้งใหญ่แน่ๆ
ดังนั้น เขาเลยยอมให้เสื้อคลุมล่องหนมันชื้นๆ อยู่แบบนั้น ดีกว่าต้องมานั่งระแวงเรื่องความปลอดภัย
ค่ำคืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณแปดโมงกว่า หลิวชิงซงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของเสี่ยวหนัวมี่ "คุณน้าคะ คุณน้า... คุณแม่หนูมาหาค่ะ แม่บอกให้คุณน้าออกไปหาหน่อย"
"งั้นเหรอ?" หลิวชิงซงขยี้ตาที่ยังลืมไม่ขึ้น แล้วก็ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
พอแต่งตัวเสร็จ เขาก็จูงมือเสี่ยวหนัวมี่เดินไปที่หน้าประตู
ตรงหน้าประตู ใต้ต้นส้มโอ หลิวชุนฮวากำลังยืนคุยกับน้องเล็กอยู่
พอเห็นหลิวชิงซงเดินออกมา เธอก็รีบปรี่เข้าไปหา "ชิงซง พี่เพิ่งได้รับข่าวจากหัวหน้าหยางเมื่อวานนี้เอง เขาบอกว่าอาการบาดเจ็บของหวังชิงดูเหมือนจะทรุดลงเรื่อยๆ ต้องรีบส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมืองด่วนเลยนะ แกคิดว่า..."
พูดมาถึงตรงนี้
หลิวชุนฮวาก็อึกอัก ไม่กล้าพูดต่อ
"อ้าว ทำไมเรื่องสำคัญขนาดนี้พี่รองถึงไม่บอกผมเลยล่ะครับเนี่ย?" หลิวชิงซงขมวดคิ้วมุ่น
"ตอนนี้เธอกำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่ที่สถานีอนามัยน่ะสิ สงสัยคงจะลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลยมั้ง" หลิวชุนฮวารีบอธิบายเสียงเบา
"นั่นก็จริงครับ" หลิวชิงซงพยักหน้าเห็นด้วย "งั้นเดี๋ยวผมไปตามคุณปู่เจียงให้ไปช่วยตรวจอาการพี่หวังชิงก่อนดีกว่า"
"จะ... จะดีเหรอ?" หลิวชุนฮวาถามด้วยความเป็นห่วง
ที่เธอเป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องฝีมือการรักษาของหมอเจียงหรอก แต่เป็นห่วงว่าหมอเจียงจะไม่ยอมไปตรวจให้ต่างหาก
"น่าจะได้นะครับ!" หลิวชิงซงพูดจบ ก็รีบจ้ำอ้าวไปทางบ้านของพั่งตุนทันที
หลิวชุนฮวาจูงมือเสี่ยวหนัวมี่เดินตามหลังมาติดๆ "อ้อ จริงสิ! ชิงซง รถแทรกเตอร์ที่ซื้อมาเมื่อวานนี้ เอาไปซ่อมแล้วนะ อีกไม่กี่วันก็คงเอาไปใช้วิ่งรับส่งของที่ตลาดมืดได้แล้ว พี่ต้องขอบใจแกจริงๆ นะที่ช่วย"
"ขอบคุณอะไรกันล่ะครับ ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเอง" หลิวชิงซงตอบเสียงเรียบ "แต่พอกลับไป พี่อย่าลืมบอกให้พี่เขยไปสอบใบขับขี่รถแทรกเตอร์ด้วยล่ะ จะได้ไม่ต้องมีปัญหาตามมาทีหลัง"
ยังไงซะ การไปวิ่งรถรับส่งของในตลาดมืด
ไม่สิ ต้องเรียกว่าในตลาดสดที่จะเปิดใหม่ในอนาคต มันก็ต้องมีการพบปะผู้คนร้อยพ่อพันแม่ ถ้าไม่มีเอกสารอะไรให้ครบถ้วนล่ะก็ โดนคนเขาต้มตุ๋นเอาได้ง่ายๆ เลยนะ
"ได้จ้า! ได้จ้า!" หลิวชุนฮวาพยักหน้ารับคำ แล้วก็จำคำเตือนนั้นไว้ในใจ
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบใบขับขี่รถแทรกเตอร์ว่าต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็แว่วมาจากหน้าบ้านของพั่งตุน
เด็กผู้หญิงคนนั้นมีรอยฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัว บนใบหน้าก็มีบาดแผลเต็มไปหมด เธอกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งยาว เพื่อให้หมอเจียงฝังเข็มรักษาให้
พอหลิวชิงซงเห็นสภาพของเด็กผู้หญิงคนนั้น ก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสาร
...
(จบแล้ว)