- หน้าแรก
- สวนหลังบ้านทะลุมิติ เปลี่ยนขยะข้ามภพให้เป็นสมบัติล้ำค่า
- บทที่ 120 - หยาดฝนสีแดง หลิวชิงซงผลัดเปลี่ยนอีกครั้ง!
บทที่ 120 - หยาดฝนสีแดง หลิวชิงซงผลัดเปลี่ยนอีกครั้ง!
บทที่ 120 - หยาดฝนสีแดง หลิวชิงซงผลัดเปลี่ยนอีกครั้ง!
บทที่ 120 - หยาดฝนสีแดง หลิวชิงซงผลัดเปลี่ยนอีกครั้ง!
บ้านของหลิวฮว่าเกิน
บนลานตากข้าวทางฝั่งขวาของประตูใหญ่
หลิวจินฮวาและหวงพั่งจื่อที่มีสภาพหน้าตาบวมปูดถูกคนตระกูลหลิวหลายคนช่วยกันดึงแยกออก แต่ถึงแม้จะถูกจับแยกกันแล้ว ปากของทั้งคู่ก็ยังคงด่าทอทุ่มเถียงกันไม่หยุด โดยเฉพาะหลิวจินฮวาที่เอาแต่พร่ำด่าหวงพั่งจื่อว่าหน้าด้านไร้ยางอาย กล้ากินเงินของคนเป็นอาอย่างเธอได้ลงคอ
คำพูดนี้ทำเอาหวงพั่งจื่อที่ถูกข่วนหน้าจนลายพร้อยถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห "หลิวจินฮวา อาต่างหากที่หน้าด้าน! ถ้าจะบอกว่าเรานั่งล้อมวงเล่นไพ่กันตาละสามเฟินห้าเฟินก็ว่าไปอย่าง ผมยังพอแกล้งแพ้เสียเงินให้อาเอาไปซื้อยากินได้ แต่อาเล่นพนันตาใหญ่ๆ กับผมตาละหนึ่งเหมา แล้วยังจะมาคาดหวังให้ผมยอมเสียเงินให้อาอีก ใช้ตรรกะอะไรมาคิดไม่ทราบ?"
"ก็เพราะแกหน้าตาอัปลักษณ์ไงล่ะ!"
"อา... อาพูดว่าอะไรนะ?" หลิวจินฮวาที่กำลังเลือดขึ้นหน้าพุ่งตัวเข้าไปเตรียมจะลงไม้ลงมือกับหวงพั่งจื่ออีกรอบ
เรื่องนี้ทำเอาชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำที่ยืนอยู่ด้านข้าง ซึ่งก็คือ 'หวงฮว่า' สามีของเธอถึงกับปวดหัวตึบ รีบถลันตัวเข้าไปดึงรั้งไว้ทันที
ยังไงเสีย หวงพั่งจื่อก็เป็นลูกเขยคนที่สองของหลิวฮว่าเกิน ซึ่งหลิวฮว่าเกินเองก็เป็นพี่ชายของเขา ในสถานการณ์เช่นนี้ การมาทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องขี้ปะติ๋วอย่างเล่นไพ่เสียเงินมันไม่คุ้มเอาเสียเลย
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ยังเป็นงานฉลองแซยิดหกสิบปีของพี่ใหญ่หลิวฮว่าเกินอีกด้วย
พวกเขาสองคนไม่รักหน้าตัวเอง พี่ใหญ่ก็ยังต้องรักษาหน้าตาบ้าง
ทว่าเพียงเพราะการดึงรั้งของหวงฮว่าในครั้งนี้ กลับทำให้หลิวจินฮวาระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างหมดความอดทน
หลิวจินฮวาชี้หน้าด่าทอหวงฮว่าสาดเสียเทเสียต่อหน้าทุกคนที่มาร่วมงาน
หวงฮว่าเป็นที่รู้กันดีว่ากลัวเมียอย่างกับอะไรดี พอเห็นหลิวจินฮวาระเบิดอารมณ์กราดเกรี้ยว เขาก็ก้มหน้าก้มตารีบหันหลังเดินหนีไปทันที ไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าไปใกล้หลิวจินฮวาอีกแม้แต่ครึ่งก้าว
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาหลิวฮว่าเกินที่มองดูอยู่ถึงกับส่ายหน้าดิก สีหน้าของหลิวฮว่าเซิงเองก็ดูไม่ได้เช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วเมื่อคืนตอนที่หลิวจินฮวาเล่นไพ่ ก็เพิ่งจะถูกเนี่ยเสี่ยวจวิ้นทุบตีเอาเพราะไปเบี้ยวหนี้พนัน
เพิ่งจะเสียค่ารักษาพยาบาลไปสิบกว่าหยวน หลิวจินฮวาก็ยังไม่หลาบจำ กลับมานั่งเล่นไพ่กับหวงพั่งจื่ออีก
เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อคืน พวกเขาถึงกับต้องกำชับแล้วกำชับอีก ให้หวงพั่งจื่อกับหลิวจินฮวาเล่นไพ่กันตาเล็กๆ หน่อย อย่างน้อยเวลาเสียเงินจะได้ไม่หน้ามืดตามัว
ใครจะไปคาดคิดว่าหวงพั่งจื่อกับหลิวจินฮวาจะเอาคำพูดของพวกเขาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เข้าไปนั่งเล่นไพ่ตาใหญ่ๆ กันต่อในบ้าน
ผลก็คือ
หวงพั่งจื่อเป็นฝ่ายชนะอีกแล้ว
แถมยังชนะไปตั้งหลายสิบหยวนอีกต่างหาก
ถ้าหลิวจินฮวาจะไม่หน้ามืดขึ้นมาทะเลาะกับหวงพั่งจื่อสิถึงจะแปลก
เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ หลิวจินฮวาเสียเงินไปแล้วร้อยกว่าหยวน ขนาดเงินร้อยหยวนที่เตรียมไว้สำหรับสั่งจองเห็ดหลินจือป่าให้หลิวฮว่าเกินก็ยังเอาไปละลายในวงไพ่จนหมดเกลี้ยง
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังจนปัญญาไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมอย่างไรดี หลิวชิงซงก็จูงมือเสี่ยวหนัวมี่กับน้องเล็กปรากฏตัวขึ้น
หวังเย่าชิ่งที่เดินตามหลังมาเห็นหลิวจินฮวามีสภาพหน้าบวมปูดเหมือนหัวหมูก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะแล้วถามหวงพั่งจื่อ "นายลงมือหนักเกินไปหน่อยมั้ง? อย่าลืมสิว่าหลิวจินฮวาเป็นคุณอาของนายนะ"
"ไปๆๆ! ไปไกลๆ เลย หน้าของอาแกไม่ได้โดนผมตีหรอก เนี่ยเสี่ยวจวิ้นเป็นคนทำต่างหาก" หวงพั่งจื่อโบกมือปัดอย่างหงุดหงิดพลางตอบกลับ
"แล้วเนี่ยเสี่ยวจวิ้นล่ะ?" หลิวชิงซงถาม
"จ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้วก็กลับไปแล้ว" หวงพั่งจื่อตอบ
ขืนอยู่ต่อ รอบด้านก็มีแต่คนตระกูลหลิวทั้งนั้น มันก็คงจะดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
"งั้นเหรอ? แล้วทำไมนายถึงไปมีเรื่องลงไม้ลงมือกับหลิวจินฮวาอีกล่ะ?" หลิวชิงซงถามต่อ
เหตุผลที่เขาเรียกชื่อหลิวจินฮวาออกมาตรงๆ แทนที่จะเรียกว่าคุณอาสี่ นั่นก็เพราะในใจของหลิวชิงซงไม่มีคนชื่อคุณอาสี่คนนี้อยู่นานแล้ว จะมีก็แต่หลิวจินฮวาผู้หน้าด้านไร้ยางอายเท่านั้น
หลิวจินฮวาย่อมไม่รู้เรื่องนี้ ยังคิดว่าหลิวชิงซงแค่พลั้งปาก จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไร
แต่หวงพั่งจื่อที่กำลังอารมณ์คุกรุ่นกลับฟังออก เขากระแทกเสียงตอบ "หล่อนเสียเงินแล้วไม่ยอมจ่าย แถมยังมาด่าว่าผมเป็นไอ้อ้วนบัดซบ หาว่าผมหน้าด้านที่กล้ากินเงินของคนเป็นอาอย่างหล่อน โดนแบบนี้แล้วจะให้ผมอยู่เฉยไม่ลงมือได้ยังไง?"
"นี่แก... แกยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ?" หลิวจินฮวาคิดว่าหลิวชิงซงกำลังออกรับแทนตน จึงถลันตัวเข้าไปหมายจะข่วนหน้าหวงพั่งจื่ออีกรอบ
เมื่อหลิวชิงซงเห็นเช่นนั้น เขาก็ทำหน้าถมึงทึงแล้วยกแขนขวางหลิวจินฮวาเอาไว้ "พอได้แล้ว อาไม่อายแต่ผมอาย วันนี้เป็นงานแซยิดหกสิบปีของคุณลุงใหญ่นะ อามาทะเลาะกับหวงพั่งจื่อแบบนี้มันสนุกนักหรือไง?"
"ใครว่าไม่สนุกล่ะ หวงพั่งจื่อมันกินเงินฉันไปตั้งหลายสิบหยวนเชียวนะ" หลิวจินฮวาถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะเปิดฉากด่าทออีกครั้ง
แต่หลิวชิงซงไม่เปิดโอกาสให้เธอทำแบบนั้น
เขาหันไปพูดกับหวังเย่าชิ่งแทน "ลุงหวัง! ในเมื่อผมพูดดีๆ แล้วไม่ฟัง ลุงก็ช่วยพาคนไปแจ้งความที่สถานีตำรวจที บอกว่าที่บ้านลุงใหญ่ผมมีการรวมกลุ่มเล่นการพนัน ให้พวกเขาส่งคนมาจับตัวพวกนี้ไปขังให้หมด"
"ได้เลย!" หวังเย่าชิ่งรับคำทันที จากนั้นก็พาหลิวชิงสุ่ยและหลิวต้าจ้วงหันหลังเดินออกไป
"เดี๋ยวสิ..." พอหลิวจินฮวาเห็นเหตุการณ์พลิกผันก็ถึงกับหน้าถอดสี "ชิงซง จู่ๆ ทำไมหลานถึงไปแจ้งความล่ะ? ไม่รู้หรือไงว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็คนกันเองทั้งนั้นนะ?"
หวงพั่งจื่อไม่ปริปากพูดอะไร
เพราะเขารู้ดีว่าหลิวชิงซงยืนอยู่ข้างเขาอย่างแน่นอน ต่อให้แจ้งความจับ ท้ายที่สุดเขาก็คงไม่โดนเอาผิดอะไรร้ายแรงหรอก
"อาก็รู้ด้วยเหรอว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือคนกันเองทั้งนั้น!" หลิวชิงซงขมวดคิ้วจ้องมองหลิวจินฮวา "ผมจะบอกอาให้นะ เล่นไพ่เสียเงินน่ะไม่น่าอายหรอก แต่การเบี้ยวหนี้แล้วไม่มีสปิริตนักพนันต่างหากที่น่าอาย"
"ฉัน... ฉัน..." หลิวจินฮวาถูกตอกกลับจนเถียงไม่ออก
"ฉันอะไรล่ะ ถ้าวันหน้าอายังอยากจะมาเยี่ยมญาติที่หน่วยผลิตเล็กต้นฮวายล่ะก็ ก็ช่วยทำตัวให้มันสงบเสงี่ยมหน่อย ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าผมไม่เกรงใจ" หลิวชิงซงทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้ ก่อนจะเดินตรงไปหาหวงพั่งจื่อ "นายตามฉันมา ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยเป็นการส่วนตัว"
"ได้ๆ!" หวงพั่งจื่อยิ้มรับ ก่อนจะรีบเดินตามหลังหลิวชิงซงไป
"นี่... ทำไมหวงพั่งจื่อถึงได้ยอมเชื่อฟังชิงซงขนาดนั้นนะ?" หลิวจินฮวาชะงักงันด้วยความประหลาดใจ
"ก็เพราะคำพูดของเขามีเหตุผลน่ะสิ แถมเขายังเป็นถึงหัวหน้าหน่วยผลิตเล็กต้นฮวายด้วย" หลิวฮว่าเกินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน "ไม่เหมือนแกหรอก วันนี้ทำฉันขายหน้าจนป่นปี้หมดแล้ว"
หลิวจินฮวา "..."
ปกติแล้วคำพูดพวกนี้มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่เอาไว้ด่าหลิวฮว่าเกิน หลิวฮว่าเซิง และหลิวฮว่าเหล่ย
เพราะตั้งแต่แต่งงานเข้าไปอยู่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ เสื้อผ้าการแต่งกาย หรือหน้าที่การงาน เธอก็ล้วนแต่ดีกว่าพวกเขาทั้งนั้น
ทว่าตอนนี้ พอได้นึกถึงคำพูดของหลิวฮว่าเกินและหลิวชิงซง เธอก็รู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
เมื่อเห็นบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงรอบด้านต่างพากันซุบซิบนินทาเธอ เธอจึงรีบวิ่งหนีเข้าไปในลานหลังบ้านด้วยความอับอายทันที
...
ณ บริเวณริมขอบลานตากข้าวทางทิศเหนือ
เมื่อเห็นว่ารอบๆ ไม่มีใคร หลิวชิงซงก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบถามหวงพั่งจื่อ "นายทำบ้าอะไรของนายเนี่ย? การเล่นตุกติกโกงเงินหลิวจินฮวามันยากนักหรือไง? ถึงขนาดปล่อยให้ตัวเองโดนข่วนหน้าลายแบบนี้ น่าขายหน้าชะมัด"
"เฮ้อ! ใครจะไปรู้ล่ะว่าหลิวจินฮวาพอเสียเงินแล้วจะทำตัวอันธพาลแบบนี้น่ะ!" หวงพั่งจื่อหัวเราะเจื่อนๆ พลางลูบหัวที่อวบอ้วนของตน "แต่เมื่อคืนฉันปล่อยให้เนี่ยเสี่ยวจวิ้นซ้อมหลิวจินฮวาซะน่วม ก็ถือเป็นการระบายความแค้นแทนพี่สาวคนที่สองของนายแล้วนะ"
"แล้วเนี่ยเสี่ยวจวิ้นไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" หลิวชิงซงถาม
"ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่จ่ายค่ารักษาพยาบาลนิดหน่อยเท่านั้นแหละ" หวงพั่งจื่อหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ "ตอนนี้ฉันเชื่อคำพูดที่นายเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้หมดใจเลยล่ะ หลิวจินฮวาคนนี้น่ะนะ! เพื่อเงินแล้วหล่อนทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมเลยจริงๆ"
"นายเชื่อก็ดีแล้ว" หลิวชิงซงปรายตามองท้องฟ้าแวบหนึ่ง "จริงสิ ก่อนหน้านี้ตอนที่ทะเลาะกัน นายไม่ได้หลุดปากเรื่องที่หลิวจินฮวาหลอกเอาเงินบ้านฉันไปใช่ไหม?"
"ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือไง?" หวงพั่งจื่อขมวดคิ้ว
"โอเค!" หลิวชิงซงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ถ้าพูดออกไปก็ดีน่ะสิ เขาจะได้ถือโอกาสจัดการหลิวจินฮวาต่อหน้าคนตระกูลหลิวซะเลย
แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ ดูเหมือนคงต้องรอโอกาสหน้าเสียแล้ว
"คุณน้า คุณน้า..." เสี่ยวหนัวมี่วิ่งเตาะแตะเข้ามา "คุณน้ารองเรียกให้ไปจองที่กินข้าวแล้วต้า!"
"อื้อ อื้อ! มื้อเที่ยงมีหัวปลาอร่อยๆ ให้กินด้วยนะ" น้องเล็กที่เดินตามหลังมาเสริม
"งั้นเหรอ? งั้นพวกเราไปกินข้าวกันเถอะ" หลิวชิงซงยิ้มรับ ก่อนจะพาหวงพั่งจื่อเดินตรงไปยังประตูใหญ่
...
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ
เมื่อได้นั่งพูดคุยสัพเพเหระกับหลิวฮว่าเกิน หลิวฮว่าเซิง และคนตระกูลหลิวคนอื่นๆ อยู่พักใหญ่ หลิวชิงซงก็ขอตัวพาเสี่ยวหนัวมี่กับน้องเล็กกลับบ้าน
ส่วนหลิวลี่จวนและหลิวชุนฮวานั้นรั้งอยู่ต่อเพื่อช่วยเตรียมงานเลี้ยงสำหรับช่วงเย็นเวลาประมาณหกโมง
ที่หน่วยผลิตเล็กต้นฮวายแห่งนี้ งานเลี้ยงวันเกิดและงานแต่งงานล้วนจัดขึ้นในช่วงเย็นทั้งสิ้น ส่วนมื้ออื่นๆ จะเป็นเพียงอาหารมื้อเล็กๆ
แถมอาหารมื้อเล็กๆ พวกนี้ยังทำแบบลวกๆ อีกต่างหาก บางทียังมีหัวไชเท้าดองกับมันเทศต้มยกมาเสิร์ฟด้วยซ้ำ
เนื่องจากในช่วงปี 1978 ผู้คนมากมายยังกินไม่อิ่มท้องด้วยซ้ำ การมีมันเทศกับหัวไชเท้าดองให้กินก็ถือว่าดีมากแล้ว
แต่งานเลี้ยงฉลองก็ยังคงไม่ทำแบบลวกๆ หรอก นอกจากจะมีเนื้อหมูป่าแล้ว ก็ยังมีปลา มีไก่ แถมอาจจะได้เห็นเมนูผัดน้ำมันถั่วเหลืองอีกด้วย
นั่นก็หมายความว่า หากจัดงานเลี้ยงให้ใหญ่โตสักหน่อย เจ้าภาพก็มีแต่จะขาดทุน
เพราะเงินช่วยซองในยุคเจ็ดแปดของบรรดาญาติพี่น้องทั่วไปก็อยู่ที่ประมาณห้าเหมาถึงหนึ่งหยวนเท่านั้น อย่างดีหน่อยก็สองหยวน
มีเพียงพี่น้องร่วมสายเลือดอย่างครอบครัวของหลิวชิงซง หรือครอบครัวของหลิวฮว่าเซิงเท่านั้นแหละที่จะใส่ซองช่วยสามถึงห้าหยวน
เมื่อหลิวลี่จวนเห็นปู่หกนั่งกางกระดาษสีแดงอยู่ที่โต๊ะแปดเซียนเพื่อเตรียมตัวช่วยจดบันทึกเงินช่วยซองด้วยพู่กัน เธอก็รีบควักเงินห้าหยวนที่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ยื่นส่งให้ทันที "หลิวฮว่าเหล่ย ห้าหยวนค่ะ!"
"หวังขุยอู่สามหยวนค่ะ" หลิวชุนฮวาเองก็ควักเงินส่งให้ปู่หกเช่นกัน
"ดี! ดี!" ปู่หกยิ้มรับอย่างอ่อนโยน
ทว่าหลังจากรับเงินของหลิวชุนฮวามาแล้ว เขากลับยังไม่ยอมลงบันทึก แต่หันไปมองทางหลิวฮว่าเซิงแทน
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะการลงบันทึกเงินช่วยซองนั้นมีกฎธรรมเนียมอยู่ ว่าต้องเริ่มจากพี่น้องในครอบครัวเดียวกันก่อน ส่วนหลิวชุนฮวานั้นคนละรุ่นกัน จึงต้องรอไปก่อน
กฎข้อนี้หลิวชุนฮวาย่อมรู้ดี จึงไม่ได้พูดอะไร
หลิวฮว่าเซิงเองก็รีบควักเงินห้าหยวนส่งให้ปู่หกทันที
และลำดับต่อไปก็ถึงคิวของหลิวจินฮวาแล้ว ในเมื่อเธอเป็นลูกคนที่สี่ของครอบครัว พี่รองหลิวฮว่าเหล่ยกับพี่สามหลิวฮว่าเซิงก็มอบเงินช่วยซองกันไปหมดแล้ว หลิวจินฮวาก็ย่อมต้องเป็นรายต่อไป
แต่ที่น่าแปลกก็คือ
ตอนนี้กลับไร้เงาของหลิวจินฮวา
แม้แต่หวงฮว่า สามีของเธอก็ไม่ได้อยู่บนลานตากข้าวหน้าบ้าน
หลิวฮว่าเซิงไม่มีทางเลือก เพื่อไม่ให้คนที่ต่อแถวรอลงบันทึกเงินช่วยซองคนอื่นๆ ต้องรอนาน เขาจึงต้องออกโรงไปตามหาหลิวจินฮวากับหวงฮว่าด้วยตัวเอง
หลายนาทีต่อมา
ก็ตามตัวคนกลับมาได้ แต่ก็ยื้อยุดฉุดกระชากกันมา
โดยที่ใบหน้าของหลิวจินฮวาฉายแววไม่เต็มใจอย่างเห็นได้ชัด
"เอ็งเป็นอะไรไปล่ะ?" ปู่หกที่ประคองถ้วยน้ำชาอยู่ทนไม่ไหวจึงเอ่ยถาม
"คือ... คือว่าฉันเอาเงินไปเล่นไพ่จนหมดแล้วค่ะ คุณปู่พอจะให้ฉันยืมสักห้าหยวนได้ไหมคะ?" หลังจากที่อึกอักอยู่นาน หลิวจินฮวาก็ตัดสินใจแบมือขอเงินปู่หกเสียอย่างนั้น
พรวด!
ปู่หกถึงกับพ่นน้ำชาออกจากปากทันทีที่ได้ยิน "ไสหัวไปเลย! คนแก่ๆ อย่างข้าจะไปมีเงินเยอะแยะขนาดนั้นได้ยังไง มีเงินเอาไปเล่นไพ่ แต่ไม่มีเงินใส่ซอง เอ็งยังจะมียางอายอยู่อีกไหมห๊ะ?"
บรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงรอบๆ ต่างพากันซุบซิบนินทาอย่างออกรส
เรื่องนี้ทำเอาหลิวจินฮวาอับอายจนแทบอยากจะมุดดินหนี
เมื่อเห็นว่ายืมเงินจากปู่หกไม่ได้แน่แล้ว
เธอจึงรีบหันไปหาหลิวฮว่าเซิง "พี่สาม... พี่ช่วย..."
ยังไม่ทันจะพูดจบ หลิวฮว่าเซิงก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว
เมื่อหลิวลี่จวน หลิวชุนฮวา และคนตระกูลหลิวคนอื่นๆ เห็นดังนั้น แต่ละคนก็พากันวิ่งหนีสุดชีวิตชนิดที่ว่าใครเร็วกว่าคนนั้นรอด
หลิวจินฮวา "..."
หวงฮว่า "..."
"เอาล่ะ! เอาล่ะ! ถ้าพวกเอ็งไม่มีเงิน งั้นก็ลงบัญชีเชื่อไว้ก่อนก็แล้วกัน" เมื่อปู่หกเห็นดังนั้น จึงรีบหาทางลงให้หลิวจินฮวาทันที
ความหมายของการลงบัญชีเชื่อไว้ก่อน
จริงๆ แล้วก็คือการติดหนี้ไว้นั่นแหละ
คราวหน้าที่หลิวฮว่าเกินไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านหลิวจินฮวา
เขาก็แค่บอกให้ลงบัญชีเชื่อไว้ก่อนก็ถือว่าเจ๊ากัน
ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร
แต่สีหน้าของหลิวจินฮวากลับดูย่ำแย่ลงถนัดตา
เพราะถ้าเธอเป็นคนเริ่มธรรมเนียมแบบนี้ขึ้นมา
ต่อไปเวลาที่บ้านเธอจัดงานเลี้ยง ใครที่ไหนจะยอมจ่ายเงินใส่ซองอีกล่ะ!
แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เธอจะทำอะไรได้ นอกเสียจากต้องพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจนัก
หวงพั่งจื่อที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นเหตุการณ์นี้เข้าก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำพรืดออกมา
จนกระทั่งหลิวจินฮวาตวัดสายตามามอง เขาถึงได้หันหลังเดินหนีไปช่วยงานในครัว
...
ตัดภาพมาที่หลิวชิงซง
หลังจากกลับมาถึงบ้าน เขาก็ปล่อยให้เสี่ยวหนัวมี่กับน้องเล็กไปให้อาหารไก่และลูกหมูที่ลานหลังบ้าน ส่วนตัวเขาเองหลังจากวางมีดหัก หน้าไม้ไม้ไผ่ และกระเป๋าเป้หนังวัวลงแล้ว ก็เดินไปหยิบกระดูกจากห้องเก็บฟืนมาให้เสี่ยวเฮยขุยแทะ
สำหรับลูกเหยี่ยว เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
เพราะเวลานี้มันไม่ได้อยู่ในลานหลังบ้านเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นว่าพวกลูกไก่ ลูกหมู และเสี่ยวเฮยขุยที่กินจนอิ่มหนำสำราญไม่ได้มีปัญหาอะไร หลิวชิงซงก็เดินไปที่ห้องครัว เพื่อตรวจดูเนื้อหมูป่าที่หมักเอาไว้
เมื่อกลับมาที่ลานหลังบ้านอีกครั้ง เสี่ยวหนัวมี่กับน้องเล็ก สองตัวแสบก็แอบย่องออกไปหาพั่งตุนกับเพื่อนๆ เล่นกันสนุกสนานเสียแล้ว
ขนาดหลิวชิงซงยืนอยู่ตรงลานหลังบ้าน เขายังได้ยินเสียงหัวเราะหยอกล้อของพวกเด็กๆ ดังมาแต่ไกลเลย
แต่หลิวชิงซงก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายอะไร เขาคว้ากระเป๋าเป้หนังวัวเดินออกจากลานหลังบ้าน จัดการปิดประตูไม้บานหนาให้สนิท ก่อนจะผลักมันเปิดออกอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าคือลานขยะหมื่นภพอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หลิวชิงซงก็กวาดสายตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
หลังจากนำของในกระเป๋าเป้หนังวัวไปเก็บไว้ในกล่องพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เดิมทีหลิวชิงซงตั้งใจจะออกไปทันที เพราะเดี๋ยวจูสือเถียนก็คงจะเอาสัญญาซื้อขายปลาที่หวังเสี่ยวเหอเคยเซ็นไว้มายกเลิก เขาไม่อาจโอ้เอ้อยู่ในลานขยะหมื่นภพได้นานนัก
ทว่าพอหันหลังกลับ เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาทันที
ส่วนที่บอกว่าผิดปกติตรงไหนน่ะหรือ
นั่นก็เพราะวันนี้เถาวัลย์ไม่ได้ยื่นกิ่งก้านออกมา 'ต้อนรับ' เขาน่ะสิ
มันกลับโผล่ลำต้นออกมาเพียงเล็กน้อยเพื่อฝังตัวหลับใหลอยู่ใต้ดิน
"หรือว่ามันยังดูดซับผลึกสีแดงที่ให้ไปก่อนหน้านี้ไม่เสร็จกันนะ?" หลิวชิงซงลอบคาดเดาในใจ ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปตรวจดู จู่ๆ เหนือกองขยะที่อยู่ห่างออกไปทางขวามือร้อยกว่าเมตรก็เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหว
เรื่องนี้ทำเอาหลิวชิงซงถึงกับปวดขมับ
ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
เขาจึงต้องคว้าโล่กัปตันอเมริกาขึ้นมาเตรียมพร้อมรับมือทุกเมื่อ
แต่ที่น่าแปลกก็คือ หลังจากนั้นกลับไม่มีขยะอะไรตกลงมาจากเหนือกองขยะนั้นเลย ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ
หลิวชิงซงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ก่อนจะลดโล่กัปตันอเมริกาลงอย่างไม่ใส่ใจนัก
ทว่าในตอนนั้นเอง ขยะจำนวนมหาศาลก็ร่วงหล่นลงมาจากเหนือกองขยะดังกึกก้อง พร้อมกับส่งเสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน
แต่ 'ขยะโลหะ' เหล่านี้ไม่ได้กระเด็นลอยมาทางเขา
พวกมันกลับกองสุมรวมกันอย่างรวดเร็ว
เมื่อหลิวชิงซงเพ่งมองขยะโลหะเหล่านั้นให้ดี
ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เพราะมันคือจักรยานแชร์ไบค์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแชร์ไบค์ที่เขาเคยเห็นก่อนที่จะเกิดใหม่ทั้งนั้นเลย ทว่าส่วนใหญ่มันพังและขึ้นสนิมไปหมดแล้ว มีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าบางคันที่บังเอิญไปกระแทกเข้ากับของแข็งจนเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา
เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลาม หลิวชิงซง
รีบคว้าถังดับเพลิงที่เขาเพิ่งขุดเจอจากกองขยะเมื่อสองวันก่อนเดินตรงเข้าไปทันที
เมื่อเข้าไปใกล้ หลิวชิงซงก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าในกองขยะโลหะนี้ นอกจากจะมีจักรยานแชร์ไบค์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแชร์ไบค์ที่พังแล้ว ยังมีมอเตอร์ไซค์รุ่นต่างๆ ที่อยู่ในสภาพพังยับเยินปะปนอยู่ด้วย
แต่ก็มีมอเตอร์ไซค์บางคันที่สภาพยังดีอยู่เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ยางยังใช้งานได้อยู่เลยด้วยซ้ำ
ส่วนจักรยานแชร์ไบค์บางคันก็มีสภาพใหม่เอี่ยมถึงเจ็ดแปดสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่าด้วยเหตุผลกลใดถึงถูกตีตราว่าเป็นขยะแล้วส่งมาทิ้งไว้ในลานขยะหมื่นภพแบบนี้
แต่หลิวชิงซงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก หลังจากดับไฟเสร็จ เขาก็ปีนขึ้นไปบนกองขยะโลหะ แล้วจัดการย้ายจักรยานแชร์ไบค์ที่ยังพอปั่นได้ลงมาหลายคัน
เขายังเจอมอเตอร์ไซค์สีแดงรุ่น 125 อีกหนึ่งคัน หลังจากงัดตัวล็อกคอรถออกได้แล้ว เขาก็จัดการต่อสายตรงเข้าด้วยกันทันที
ตอนแรกคิดว่าใช้เท้าสตาร์ทคงไม่ติดหรอก ใครจะไปรู้ว่าแค่กระทืบเท้าสตาร์ทไปสองที เครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
หลิวชิงซงฟังเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มด้วยความเบิกบานใจสุดๆ เพราะถ้ามีมอเตอร์ไซค์คันนี้ ต่อไปการเดินทางในลานขยะหมื่นภพก็คงสะดวกสบายขึ้นเป็นกอง อย่างน้อยก็ช่วยทุ่นแรงขนของไปที่ทางออกได้เยอะเลยล่ะ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลิวชิงซงก็รีบขี่มอเตอร์ไซค์ตรงดิ่งไปยังทางออกของลานขยะหมื่นภพทันที จักรยานแชร์ไบค์หลายคันที่ขนลงมาเขาก็เข็นตามมาด้วยเช่นกัน
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขณะที่หลิวชิงซงกำลังจะออกไปดูว่าจูสือเถียนมาหรือยัง จู่ๆ ก็มีหยาดฝนร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน
หลิวชิงซงสะดุ้งตกใจ รีบแหงนหน้ามองท้องฟ้าทันที
ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่นหมอง มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบซ่อนอยู่ภายใน
หลิวชิงซงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ลางดีแน่ พอได้สติเขาก็รีบคว้ากระเป๋าเป้หนังวัวขึ้นมา แล้วกวาดของทุกอย่างที่พอจะหยิบฉวยได้ยัดลงไป
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากลานขยะหมื่นภพ
เขาก็ชะงักงันไปในทันที
ก่อนจะเพิ่งสังเกตเห็นว่าหยาดฝนที่ตกลงมาบนท่อนแขนและใบหน้าของเขานั้นเป็นสีแดง
พอหยิบขึ้นมาดมใกล้ๆ จมูก กลับได้กลิ่นยาสมุนไพรฉุนกึก
เมื่อกลิ่นยานั้นลอยเข้าสู่โพรงจมูก จังหวะการหายใจของหลิวชิงซงก็เริ่มถี่กระชั้นขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างก็พลันแดงก่ำ เส้นเลือดดำบนท่อนแขนและหน้าผากปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดในพริบตา
"หรือว่า..." หลิวชิงซงเริ่มคิดฟุ้งซ่านด้วยความหวาดผวา ขณะที่เขากำลังจะใช้ความเร็วสูงสุดเผ่นหนีออกจากลานขยะหมื่นภพ เถาวัลย์ที่กำลังหลับใหลอยู่ใต้ดินกลับแทงทะลุกิ่งก้านสาขาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก่อนจะแผ่ขยายออกไปครอบคลุมพื้นที่รัศมีสิบเมตรรอบตัวหลิวชิงซงจนมิดชิดไม่มีช่องโหว่
หลิวชิงซงที่ยืนอยู่ตรงกลาง ได้ยินเสียงหยาดฝนจำนวนมหาศาลสาดกระหน่ำกระทบกิ่งก้านสีทองหม่นของเถาวัลย์ดังกึกก้องอย่างชัดเจน
จากนั้นก็มี 'เสียงกรีดร้อง' ของพายุฝนฟ้าคะนองดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงขยะชิ้นใหญ่หล่นกระแทกใส่กิ่งก้านเถาวัลย์
ทว่าตอนนี้กิ่งก้านของเถาวัลย์ได้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ขนาดความหนาก็พอๆ กับท่อนแขนของหลิวชิงซงเลยทีเดียว ดังนั้นขยะธรรมดาๆ ที่ตกลงมากระแทกจึงไม่ระคายผิวมันเลยแม้แต่น้อย
เถาวัลย์ไม่ได้ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาเลยด้วยซ้ำ
นี่เองที่ทำให้หลิวชิงซงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในเมื่อตอนนี้ยังออกไปไม่ได้
เขาจึงทำได้เพียงนั่งรออยู่ข้างกล่องพยาบาล ทว่าอาการไม่ค่อยสู้ดีของเขากลับไม่ได้ทุเลาลงเลยสักนิด
สิบกว่านาทีต่อมา พายุฝนฟ้าคะนองด้านนอกก็สงบลง และกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
เถาวัลย์สะบัดหยาดฝนสีแดงบนกิ่งก้านออกจนหมด ก่อนจะมุดกลับลงไปหลับใหลอยู่ใต้ดินอย่างรวดเร็ว
เมื่อหลิวชิงซงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก คว้ากระเป๋าเป้หนังวัวขึ้นสะพายหลัง แล้วหันหลังเดินตรงไปยังทางออกทันที
แต่เดินไปได้สักพัก จู่ๆ หลิวชิงซงก็หันขวับกลับมามองลานขยะหมื่นภพอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่เบื้องหลัง
เวลานี้ขยะทั้งหมดที่อยู่ในระยะสายตาล้วนถูกชโลมไปด้วยหยาดฝนสีแดง ทุกอย่างดูแปลกประหลาดน่าสะพรึงกลัว บางชิ้นก็มีหมอกสีขาวพวยพุ่งออกมา
ไม่รู้ว่ามันคือหมอกอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือ 'การขยายตัว' ของหมอกนี้รวดเร็วมาก เพียงแค่สิบกว่าวินาที มันก็ปกคลุมพื้นที่ที่หลิวชิงซงยืนอยู่จนมิด
ด้วยตาเปล่า หลิวชิงซงไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ห่างออกไปเกินรัศมีสองเมตรได้เลย
เรื่องนี้ทำเอาเขาสะดุ้งตกใจสุดขีด เพื่อไม่ให้ตัวเองได้รับอันตรายจากหมอกประหลาดนี่ เขาก็รีบจ้ำอ้าวตรงไปยังทางออกของลานขยะหมื่นภพทันที
ทว่ายังไม่ทันจะไปถึง ป้ายหินระบบรอบด้านก็สาดแสงสีแดงฉานออกมาอาบไล้ร่างของหลิวชิงซงในชั่วพริบตา ก่อนจะหลอมรวมเข้ากับร่างกายของหลิวชิงซงอย่างรวดเร็ว ทำการ 'ชำระล้าง' หยาดฝนสีแดงที่ร่วงหล่นใส่ตัวเขาและแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของหลิวชิงซงออกไปจนหมดสิ้น
"อ๊าก..." หลิวชิงซงที่ทนความเจ็บปวดจากกระบวนการชำระล้างนี้ไม่ไหวแผดเสียงร้องโหยหวนออกมา ก่อนที่วินาทีต่อมาเขาจะหมดสติไปในทันที
...
(จบแล้ว)