- หน้าแรก
- ผลข้างเคียงจากการฝึกวิชาสามารถถ่ายโอนได้ งั้นข้าจะฝึกวิชามารอย่างบ้าคลั่ง
- บทที่ 38 หลอมกลั่นให้สิ้น!
บทที่ 38 หลอมกลั่นให้สิ้น!
บทที่ 38 หลอมกลั่นให้สิ้น!
บทที่ 38 หลอมกลั่นให้สิ้น!
“พี่เฟิง ข้าผิดไปแล้ว...”
“ข้าไม่อยากตาย... ข้าไม่อยากตายจริงๆ นะ...”
สวีห้าวหรานทรุดฮวบลงอีกครั้ง ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กที่ทำความผิดมหันต์
โจวเฟิงมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าเอามือลงมาเองเถอะ”
พูดจบเขาก็ขยับกายเข้าไปใกล้
อันที่จริง กระดูกข้อมือทั้งสองข้างของสวีห้าวหรานถูกโจวเฟิงบดขยี้ไปนานแล้ว ตอนนี้ย่อมใช้การไม่ได้อีก
แต่เขายังคงมีความหวังลมๆ แล้งๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนนายน้อยสาม... ไม่ใช่สิ ไอ้สารเลวหยางเหยียนเผิงนั่นเคยบอกว่า ตอนหลอมกลั่น ใช้เพียงมือเดียวก็พอแล้ว...”
“ดังนั้นพี่เฟิง ท่านจะ... เหลือไว้ให้ข้าสักข้างได้หรือไม่?”
“ขอร้องล่ะท่าน! คิดซะว่าข้าเป็นแค่ตดที่ท่านปล่อยทิ้งไปเถอะ...”
สวีห้าวหรานพลิกตัวคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะให้โจวเฟิงไม่หยุด
“มือเดียวก็พอรึ?” โจวเฟิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เรื่องแบบนี้เจ้ายังจะเชื่ออีกรึ!”
สวีห้าวหรานรีบสำทับ “เรื่องจริงขอรับ จริงแท้อย่างแน่นอน หยางเหยียนเผิงเคยให้ข้าดูเคล็ดการหลอมกลั่นในตำราฝ่ามือเบญจพิษมาแล้ว...”
โจวเฟิงปรายตามองเจ้าหมอนี่ด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาทรมานหยางเหยียนเผิง แน่นอนว่าต้องสอบถามวิธีการหลอมกลั่นอย่างละเอียด
เดิมทีเขาต้องรอให้หยางเหยียนเผิงปริปากออกมาเอง แต่ใครจะคิดว่าไอ้หมอนี่กลับพกตำราฝ่ามือเบญจพิษฉบับสมบูรณ์ติดตัวไว้ด้วย
เรื่องนี้ไม่ได้น่าแปลกใจนัก เพราะขั้นตอนสุดท้ายของการหลอมกลั่นนั้นสำคัญยิ่ง หยางเหยียนเผิงคงกลัวว่าจะเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงนิด การพกตำราไว้ทบทวนความจำตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องสามัญ
และเมื่อครู่โจวเฟิงก็ได้อ่านส่วนสำคัญที่บันทึกวิธีหลอมกลั่นไว้เรียบร้อยแล้ว ในนั้นไม่ได้ระบุเลยว่าต้องการเพียงมือเดียวถึงจะสำเร็จ
แต่ก็นั่นแหละ หากจะเถียงกันจริงๆ ในตำราก็ไม่ได้เขียนว่าต้องใช้มือทั้งสองข้างของ 'อีกฝ่าย' เช่นกัน...
โจวเฟิงคร้านจะเสียเวลากับเขาอีกต่อไป เขาหยิบดาบเหล็กกล้าที่หยางเหยียนเผิงเตรียมไว้ก่อนหน้าขึ้นมา แล้วลงมือฟาดฟันอย่างรวดเร็วสองครา
มือทั้งสี่ถูกตัดขาดในพริบตา!
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหยางเหยียนเผิงและสวีห้าวหรานดังระงมขึ้นในห้องอีกครั้ง
หากเป็นปุถุชนธรรมดาที่ถูกตัดมือทั้งสองข้างทิ้งเช่นนี้ หากไม่รีบช่วยชีวิตก็คงไม่พ้นความตาย ทว่าทั้งสองเป็นนักรบ จึงยังพอโคจรพลังเพื่อหยุดเลือดได้ชั่วคราว
ขณะที่หยางเหยียนเผิงและสวีห้าวหรานกำลังกังวลว่าโจวเฟิงจะลงดาบสุดท้ายเพื่อปลิดชีพพวกเขาหรือไม่... พวกเขากลับพบว่าโจวเฟิงไม่ได้คิดจะลงมือสังหาร
เขาหิ้ว "มือทั้งสี่" ตรงไปยังอ่างกระเบื้องใบใหญ่ที่บรรจุน้ำยาหลอมกลั่น
แน่นอนว่าทั้งสองไม่คิดว่าโจวเฟิงจะเมตตา แต่น่าจะเป็นเพราะเขาเร่งรีบจะหลอมกลั่นมือพิษ จนยังไม่มีเวลามาจัดการพวกตนมากกว่า
ในสถานการณ์นี้ แม้สวีห้าวหรานจะสิ้นหวังจนทำได้เพียงรอความตาย ทว่าในดวงตาของหยางเหยียนเผิงกลับฉายประกายแห่งความหวังขึ้นมา!
บางที... เขาอาจจะมีโอกาสรอดชีวิตไม่น้อย...
การหลอมกลั่น "มือพิษ" จากกู่มนุษย์ มันจะง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ?
ต่อให้มีเคล็ดวิชาและฝึกวิชาเบญจพิษมาเหมือนกัน แต่ปัญหาใหญ่คือวิชาที่โจวเฟิงฝึกนั้นเป็นเพียงฉบับไม่สมบูรณ์ ใช่ โจวเฟิงอาจจะฝึกฝนฉบับขาดๆ เกินๆ นั่นจนกลายเป็นรูปแบบใหม่ที่ดูแข็งแกร่งกว่าเดิม แต่มันก็ยังไม่ใช่ของดั้งเดิม
ในสายตาของหยางเหยียนเผิง การที่โจวเฟิงรีบร้อนลงมือหลอมกลั่นทันทีเช่นนี้ ไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย พิษกู่มนุษย์ที่ฝึกจากฝ่ามือเบญจพิษนั้น ร้ายแรงกว่าพิษทั่วไปหลายเท่าตัว แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่กล้ารับประกันเลยว่า ระหว่างการหลอมกลั่นจะไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น...
เมื่อคิดได้ดังนั้น หยางเหยียนเผิงก็เริ่มสาปแช่งในใจอย่างบ้าคลั่ง เขาสาปแช่งความอวดดีของโจวเฟิง และมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องตายอย่างสยดสยองแน่!
ทว่าหยางเหยียนเผิงคงกังวลเสียเปล่า เรื่องที่เขานึกได้ มีหรือโจวเฟิงจะนึกไม่ถึง?
ที่หยางเหยียนเผิงกับสวีห้าวหรานยังมีลมหายใจอยู่ตอนนี้ ก็เพราะโจวเฟิงกังวลว่าผลกระทบย้อนกลับจากการหลอมกลั่นจะรุนแรงเกินไปนั่นเอง
[รายชื่อเป้าหมายที่สามารถถ่ายโอนได้: หยางหลิง, หยางเหยียนเผิง, หลี่หลี่, สวีห้าวหราน]
เมื่อมองหน้าต่างสถานะ โจวเฟิงก็ลอบคิดในใจว่า มี 'พี่ชาย' ทั้งสี่คนนี้คอยแบกรับภาระให้ น่าจะเพียงพอแล้วกระมัง?
เช่นนั้น คนแรกที่จะลงสังเวียนก็คือ... อืม น้องห้าวหราน ข้าเลือกเจ้านี่แหละ!
เนื่องจากแต่ละครั้งเลือกได้เพียงคนเดียว โจวเฟิงจึงเลือกสวีห้าวหรานที่อ่อนแอที่สุดมาหยั่งเชิงดูก่อน หากสวีห้าวหรานทนไม่ไหว เขาก็แค่คิดในใจเพื่อเปลี่ยนคนอื่นมาแทนได้ทันที
วินาทีต่อมา โจวเฟิงไม่รอช้า เริ่มโคจรเคล็ดวิชาหลอมกลั่นทันที
วิชานี้สำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกฝนฝ่ามือเบญจพิษมาแล้ว ไม่ได้มีความยากเย็นอะไรเลย ยังคงเป็นคำเดิม... ความยากของวิชามาร ส่วนใหญ่มาจากผลกระทบย้อนกลับ
เมื่อแน่ใจว่าการโคจรพลังถูกต้อง โจวเฟิงก็โยน "มือพิษ" ทั้งสี่ข้างลงในอ่างกระเบื้องใบใหญ่
ทันทีที่มือพิษสัมผัสน้ำ มันราวกับหยดน้ำเย็นที่ตกลงในกระทะน้ำมันร้อนระอุจนเกิดเสียงระเบิดดังปัง มือพิษทั้งสี่ละลายหายไปในของเหลวอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หลังผ่านปฏิกิริยารุนแรง น้ำยาในอ่างก็เดือดพล่านปุดๆ ไม่หยุด เมื่อเห็นพิษกู่พิเศษเต็มอ่างเช่นนี้ โจวเฟิงก็รู้สึกใจสั่นเหมือนกัน หากไม่มีพี่ชายคอยค้ำประกันชีวิต ใครจะกล้ายื่นมือลงไปตรงๆ? มิใช่ว่ายื่นมือเนื้อลงไป แล้วได้มือกระดูกกลับขึ้นมาหรอกหรือ
แม้จะบ่นในใจแต่โจวเฟิงก็ขยับอย่างรวดเร็ว เขายื่นมือลงไปทันทีเพื่อไม่ให้สรรพคุณยาละลายหายไปอย่างเปล่าประโยชน์
เมื่อฝ่ามือทั้งสองจุ่มลงในน้ำ กลับไม่มีความเจ็บปวดอย่างที่คิด มันร้อน แต่เป็นความร้อนที่กำลังดีเหมือนแช่น้ำอุ่น
หรือว่าข้าจะประเมินสูงไป? ผลกระทบย้อนกลับมันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นหรือ?
ความคิดนี้เพิ่งแวบเข้ามาในหัว เสียง "ปุ๊" ก็ดังขึ้นไม่ไกล
เมื่อหันไปมอง สวีห้าวหรานกลับกลายเป็นน้ำพุมีชีวิต เขาแหงนหน้าพ่นโลหิตออกมาเป็นสายราวกับทำนบแตก และหน้าท้องของเจ้าหมอนี่ก็บวมเป่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าสยดสยอง มันกำลังจะระเบิดแล้ว!
ให้ตายสิ รุนแรงขนาดนี้เลยรึ?
โจวเฟิงไม่กล้าลังเลอีกต่อไป รีบเปลี่ยนเป้าหมายถ่ายโอนไปยังหยางเหยียนเผิงทันที
ไม่ถึงอึดใจหลังเปลี่ยนเป้าหมาย เสียง "โผละ" ก็ดังขึ้น สวีห้าวหรานระเบิดออกจริงๆ ช่วงท้องที่บวมเป่งฉีกขาด ร่างกายแทบขาดเป็นสองท่อน ศีรษะห้อยตกลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง สภาพเช่นนี้ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ยากจะฉุดกระชากวิญญาณกลับมา!
อีกด้านหนึ่ง หยางเหยียนเผิงที่ลอบมองอยู่ทั้งตกตะลึงและมึนงง เขาไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ในห้องมีสามคน คนที่รนหาที่ตายคือโจวเฟิง แล้วเหตุใดสวีห้าวหรานถึงระเบิดตายไปกะทันหันเช่นนั้น?
แต่เขาก็ไม่มีเวลาให้คิดสงสัยอีกต่อไป เมื่อหน้าที่ 'พี่ใหญ่' ตกมาถึงมือ ผลกระทบจากการหลอมกลั่นพิษกู่ของโจวเฟิงก็ถาโถมเข้าสู่ร่างของหยางเหยียนเผิงอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่หากเทียบกับสวีห้าวหรานแล้ว หยางเหยียนเผิงมีความอดทนสูงกว่ามาก แม้จะถูกทรมานจนเจ็บปวดแทบขาดใจ แต่ร่างกายเขาก็ยังไม่ระเบิดในทันที
โจวเฟิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสมาธิโคจรเคล็ดวิชาต่อไป กระบวนการหลอมกลั่นทั้งหมดคงใช้เวลาไม่นานนัก ในรายชื่อถ่ายโอนยังมีหยางหลิงและหลี่หลี่รออยู่ โดยเฉพาะหลี่หลี่ที่เป็นถึงยอดฝีมือสายพิษตัวจริง ปัญหาไม่น่าจะใหญ่นัก!
“อ๊าาา...”
หยางเหยียนเผิงดิ้นพล่านบนพื้น เส้นเลือดใต้ผิวหนังปูดโปนจนแทบจะปริแตก ตอนนี้เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงจะสาปแช่งโจวเฟิงอีกแล้ว ในทางกลับกัน เขาอยากอ้อนวอนให้โจวเฟิงช่วยปลิดชีพเขาให้พ้นทุกข์เสียที
แต่หลังจากความเจ็บปวดขั้นสุดยอดได้ทำลายพลังชีวิตของหยางเหยียนเผิงจนมอดไหม้ เขาก็ค่อยๆ สิ้นความรู้สึกไป หยางเหยียนเผิงรู้ดีว่า ตนเองมาถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว
ท่ามกลางสติที่เลือนลาง เสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีของโจวเฟิงก็ดังเข้าสู่โสตประสาท
“สำเร็จแล้ว!!”