- หน้าแรก
- มิติแดนท่องเที่ยวบำเพ็ญเพียรก็ได้ขุดหาสมบัติก็ดี
- บทที่ 5 หลางหยา
บทที่ 5 หลางหยา
บทที่ 5 หลางหยา
บทที่ 5 หลางหยา
เจียงเย่หันไปหาหลี่เจี้ยนกั๋ว "พวกเราเข้าเมืองด้วยสภาพนี้ไม่ได้หรอก นานๆ ทีจะได้ย้อนเวลามาไกลถึงยุคราชวงศ์ฉินเมื่อกว่าพันปีก่อนทั้งที พวกนายไม่อยากเห็นเหรอว่าบ้านเมืองในยุคนี้เป็นยังไง? ไม่อยากเห็นวิถีชีวิตผู้คนงั้นเหรอ? ไม่อยากเห็นจิ๋นซีฮ่องเต้ตัวเป็นๆ บ้างหรือไง?"
ประโยคสุดท้ายนั้นช่างทรงพลังจนทำให้หลี่เจี้ยนกั๋วถึงกับหุบปากฉับ นัยน์ตาเปล่งประกายเจิดจ้า
หลี่เจี้ยนกั๋วพยักหน้าหงึกหงัก "มีเหตุผล!"
จางหมิงฮุยกับคนอื่นๆ สบตากัน ก่อนจะพร้อมใจกันหันไปมองร่างทั้ง 6 ที่กองอยู่บนพื้น พร้อมเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
ทั้ง 6 คนยื่น 'กรงเล็บมาร' พุ่งเข้าใส่โจรภูเขาทั้ง 6 อย่างพร้อมเพรียง
วินาทีต่อมา เสียงร้องโหยหวนของชายฉกรรจ์ทั้ง 6 ก็ดังระงมไปทั่วผืนป่า
"อ๊ากกก—!!!!"
5 นาทีต่อมา พวกเขาทั้ง 6 คนในชุดสไตล์ราชวงศ์ฉินที่มีรอยปะชุนก็เดินออกมาจากพงไม้ เมื่อมองหน้ากันเองก็พากันระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
โดยเฉพาะเมื่อเห็นชุดที่คับติ้วผิดไซซ์ของจางเทา พวกเขาก็ยิ่งหัวเราะงอหาย
"ฮ่าๆๆ พี่จาง พี่ต้องลดน้ำหนักบ้างแล้วล่ะ"
เจียงเย่ราวกับเล่นกล จู่ๆ เขาก็หยิบหมวกวิกผม 6 ใบออกมาแจกจ่ายให้ทุกคนคนละใบ
"สวมวิกพวกนี้ซะ"
ทรงผมปัจจุบันของพวกเขาไม่เหมาะจะออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอก ขืนปล่อยไว้แบบนี้คงสะดุดตาเกินไป
จางหมิงฮุยสวมหมวกวิกผมลงบนศีรษะและต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามันแนบสนิทไปกับรูปศีรษะของเขาอย่างพอดิบพอดี ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายโดยไม่มีความรู้สึกขัดหูขัดตาเลยแม้แต่น้อย
คนอื่นๆ เองก็สัมผัสได้ถึงความพิเศษของวิกผมนี้เช่นกัน
"หมวกนี่ใส่พอดีเป๊ะเลย"
"นึกว่าจะใส่แล้วอึดอัดซะอีก ที่ไหนได้ สบายสุดๆ"
ทั้ง 6 คนจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย ดูไปดูมาก็กลมกลืนใช้ได้เลยทีเดียว ติดก็แค่เสื้อผ้าที่ดูซอมซ่อไปหน่อยเท่านั้น
"ผู้อำนวยการเจียง แล้วเสื้อผ้าของพวกเราล่ะ..."
ทั้ง 5 คนต่างถือเสื้อผ้าชุดเก่ายุคปัจจุบันของตนเองไว้ในมือ
"เอามาให้ฉันสิ"
เจียงเย่นำเสื้อผ้าของทั้ง 5 คนเก็บเข้าไปในช่องเก็บของที่ระบบจัดเตรียมไว้ให้ พื้นที่จัดเก็บไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีความจุเพียง 1 ลูกบาศก์เมตร แต่ก็เหลือเฟือสำหรับเก็บเสื้อผ้าพวกนี้
จางเทากับอีก 4 คนมองดูเสื้อผ้าในมือเจียงเย่ที่จู่ๆ ก็อันตรธานหายไปในพริบตา
แม้จะรู้ว่าเจียงเย่ไม่ธรรมดา แต่พอได้มาเห็นอะไรแบบนี้กับตาก็อดตื่นตะลึงไม่ได้อยู่ดี
พวกเขาพยายามรวบรวมสติและกวาดสายตามองไปรอบๆ
จางหมิงฮุยเอ่ยถาม "ผู้อำนวยการเจียง เราจะไปทางไหนกันต่อดีครับ?"
เจียงเย่เปิดระบบนำทางขึ้นมาดูทิศทางครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ไปยังถนนหลวงทางขวามือ "ไปทางนี้"
หลังจากเดินเท้ามาได้ 2 ชั่วโมง ผู้คนบนถนนหลวงก็เริ่มขวักไขว่มากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานนัก เมืองโบราณแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ปลายสุดของเส้นขอบฟ้า แถวยาวเหยียดทอดตัวอยู่ที่ประตูเมือง ขณะที่ทหารยามกำลังตรวจตรา 'ป้ายประจำตัว' ของผู้ผ่านทางทีละคน
จางหมิงฮุยกระซิบเสียงแผ่ว "ผู้อำนวยการเจียง พวกเขากำลังตรวจป้ายประจำตัวครับ"
คนอื่นๆ ต่างหันไปมองเจียงเย่ สายตาสื่อความหมายว่า 'เอาไงดี?'
เจียงเย่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงซี่ ก่อนจะล้วงหยิบป้ายประจำตัว 6 อันออกมาจากกระเป๋าอย่างไม่สะทกสะท้าน "นี่ไง ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว"
เจียงเย่แจกจ่ายให้ทีละคน ทั้ง 5 คนรับป้ายประจำตัวที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ มาพลิกดูอย่างละเอียด หลังจากพิจารณาอยู่นาน จางเทาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น "ดูเหมือนของจริงมากเลยนะ... แต่มันจะใช้ได้จริงๆ หรอ?"
จางหมิงฮุยเสริม "ผู้อำนวยการเจียง เรื่องนี้ล้อเล่นไม่ได้นะครับ ถ้าพวกนั้นจับได้ว่าเป็นของปลอม พวกเราได้ไปนอนในคุกกันหมดแน่"
เมื่อเผชิญกับสายตาเคลือบแคลงของทั้ง 5 คน เจียงเย่ก็ตบหน้าอกรับประกัน "ไม่ต้องห่วง นี่มันของแท้ 100%"
ผลิตผลจากระบบ รับประกันคุณภาพคับแก้ว!
การปลอมแปลงของพรรค์นี้เป็นแค่เรื่องกล้วยๆ สำหรับระบบอยู่แล้ว
ทั้ง 5 คนเดินตามเจียงเย่ไปด้วยใจที่เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ พวกเขาเดินไปต่อแถวอย่างว่าง่าย
ชาวนาชรา 2-3 คนที่หาบของอยู่ด้านหน้า กระซิบกระซาบกับเพื่อนร่วมทาง "ทำไมวันนี้ถึงเข้าเมืองช้านักล่ะ?"
"ช่วง 2-3 วันมานี้เห็นตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดเชียว ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น"
"หรือว่าจะมีบุคคลสำคัญมาเยือนเมืองหลางหยาของเรา"
...เจียงเย่และพรรคพวกได้ยินบทสนทนาของชาวนาด้านหน้า ก็หันมามองหน้ากัน
พวกเขาพอจะเดาสาเหตุได้คร่าวๆ และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดๆ
นั่นคือจิ๋นซีฮ่องเต้เชียวนะ!
ปฐมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล!
ท่ามกลางหัวใจที่เต้นรัว ในที่สุดก็ถึงคิวของพวกเขาเสียที
เจียงเย่เป็นฝ่ายยื่นป้ายประจำตัวส่งให้อย่างกระตือรือร้น
ทหารยามรักษาเมืองเงยหน้าขึ้น ปรายตามองเจียงเย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะนำลักษณะรูปร่างหน้าตาไปเทียบกับข้อมูลบนป้ายอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าทุกอย่างถูกต้องตรงกัน ก็ส่งป้ายประจำตัวคืนให้
จางเทากับคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังเฝ้ามองทุกการกระทำ พอเห็นทหารยามส่งป้ายคืนให้เจียงเย่ ความตึงเครียดในใจก็บรรเทาลงไปเปราะหนึ่ง
จางเทาฉีกยิ้มกว้างพร้อมยื่นป้ายประจำตัวของตนให้ ทหารยามมองประเมินเขา สายตาไปหยุดอยู่ที่ชุดอันซอมซ่อและรัดติ้วผิดไซซ์ พลางเลิกคิ้วขึ้น "เสื้อผ้าของเจ้านี่มันยังไงกัน?"
ดูจากรูปร่างหน้าตาที่อวบอั๋นสมบูรณ์แล้ว ชายคนนี้น่าจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะ แต่เสื้อผ้ากลับดูคับแคบผิดไซซ์ มองยังไงก็ดูพิลึกพิลั่น
จางเทาใจหล่นวูบ แต่ไหวพริบยังดี เขาแสร้งทำเป็นปาดน้ำตาทันที "ใต้เท้า ท่านไม่รู้อะไร ข้าน้อยโชคร้ายเจอโจรภูเขาระหว่างทาง ก็เลย ก็เลย... โธ่ สินค้าของข้าน้อย เสื้อผ้าของข้าน้อย ถูกปล้นไปหมด... ชุดที่ใส่อยู่นี่ ข้า... ข้าก็ไปยืมบ่าวรับใช้มาขอรับ"
พร่ำพรรณนาไปก็ปาดน้ำตาไป ร้องห่มร้องไห้ราวกับหัวใจสลาย
"เอาล่ะๆ" ทหารยามโบกมืออย่างรำคาญ ก่อนจะส่งป้ายประจำตัวคืนให้จางเทา
จางเทารับป้ายมาพลางปาดน้ำตาป้อยๆ กล่าวขอบคุณใต้เท้า แล้วรีบจ้ำอ้าวเข้าเมืองไป
เมื่อถึงตาของจางหมิงฮุยและอีก 4 คนที่เหลือ ทุกอย่างก็ผ่านฉลุยโดยไม่มีการซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความ ทหารยามปล่อยให้พวกเขาก้าวผ่านประตูเมืองไปอย่างง่ายดาย
หลังจากทั้ง 6 คนลอบเข้าเมืองมาได้อย่างราบรื่น พวกเขาก็กวาดสายตามองสิ่งแวดล้อมรอบตัว ถนนหนทางเก่าแก่ อาคารบ้านเรือนสถาปัตยกรรมยุคราชวงศ์ฉินที่เรียงรายกันราวกับเกล็ดปลา พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยที่ส่งเสียงร้องตะโกนขายของกันเซ็งแซ่
ผู้คนบนท้องถนนส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าป่านและผ้าทอใยหยาบที่ไม่ได้ผ่านการย้อมสี โทนสีส่วนใหญ่จึงเป็นสีน้ำตาลและสีขาวหม่น นานๆ ทีถึงจะเห็นคนใส่เสื้อผ้าสีเขียวอมเทาหรือสีน้ำเงินครามหลงมาสักคน
สีสันอันจืดชืดช่างแตกต่างกับเสื้อผ้าหลากสีสันในยุคปัจจุบันอย่างลิบลับ
"ให้ตายเถอะ! สีเสื้อผ้าพวกนี้มันจืดชืดสุดๆ ไปเลย" จางเทาอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบ
พอเคยชินกับโลกที่เต็มไปด้วยสีสันละลานตา จู่ๆ ต้องมาเจอแต่สีทึมๆ แบบนี้ ก็ทำเอาปรับตัวแทบไม่ทัน
หลี่เจี้ยนกั๋วเห็นด้วย "ไม่เหมือนกับที่เห็นในทีวีเลยแฮะ"
ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผมไปจนถึงร้านรวงข้างทาง มันช่างแตกต่างจากราชวงศ์ฉินในละครโทรทัศน์อย่างสิ้นเชิง
"ไม่งั้นเขาจะเรียกว่าละครโทรทัศน์ไปทำไมล่ะ?"
จางหมิงฮุยและพรรคพวกมองดูเมืองที่ดู 'ทรุดโทรม' แห่งนี้ ซึ่งช่างผิดไปจากเมืองหลวงในจินตนาการของพวกเขาโดยสิ้นเชิง
ทั้ง 6 คนเดินเตร็ดเตร่ไปรอบเมือง มองนู่นดูนี่ไปเรื่อยเปื่อย
ทุกสิ่งที่ผ่านหูผ่านตากลายเป็นของแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด
ทันใดนั้น เสียงเกือกม้าก็ดังกึกก้องมาจากทางประตูเมือง พร้อมกับเสียงตะโกนออกคำสั่ง
"ทุกคน หลบไปด้านข้าง!"
"ทุกคน หลบไปด้านข้าง!"
...เจียงเย่และทั้ง 6 คนหันขวับไปตามเสียง ก็เห็นทหารกองหน้ากำลังเร่งเคลียร์เส้นทางบนถนน
จางเทามองดูธงทิวที่โบกสะบัดอยู่ด้านหลังกองทหารม้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "มาแล้ว"
"ในที่สุดก็มาถึงจนได้"
ก่อนที่ทหารเคลียร์ทางจะเข้ามาถึง เจียงเย่และพรรคพวกก็รีบถอยไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ริมถนนทั้งสองฝั่ง กลมกลืนไปกับชาวบ้านคนอื่นๆ
บรรดาชาวบ้านสองข้างทางเมื่อเห็นขบวนทัพอันยิ่งใหญ่ ก็อดไม่ได้ที่จะซุบซิบนินทากับคนข้างๆ
"บุคคลสำคัญกำลังจะมาแล้ว"
"ไม่รู้ว่าใครจะมาเยือน ถึงได้จัดขบวนใหญ่โตอลังการขนาดนี้"
"หรือว่าจะเป็นขุนนางใหญ่จากราชสำนัก"
ชาวบ้านที่หูตาคับแคบต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา ทว่าพวกพ่อค้าคหบดีและขุนนางที่กว้างขวางต่างก็พอจะเดาออกว่าผู้ที่กำลังจะมาถึงคือใคร
"ได้ยินมาว่าองค์ฮ่องเต้กำลังเสด็จประพาสภาคตะวันออก หรือว่าจะเป็นองค์ฮ่องเต้?"
"ไม่มีทางน่า?!"
"เจ้าไม่เห็นธงของทัพหน้าหรือไง? นั่นมันธงของราชวงศ์เชียวนะ!"
...ไม่นานนัก ข่าวลือที่ว่าจิ๋นซีฮ่องเต้เสด็จมาเยือนก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง
เพียงชั่วครู่ กองทหารรักษาพระองค์จำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาทางประตูเมือง ขบวนทัพอันเกรียงไกรตั้งแถวขนาบสองข้างทาง คอยกั้นชาวบ้านให้อยู่ห่างออกไป
เจียงเย่และพรรคพวกถูกทหารรักษาพระองค์กั้นตัวเอาไว้ แต่ละคนต่างชะเง้อคอ มองตรงไปยังประตูเมืองด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกาย
ภายใต้สายตาที่จดจ่อของฝูงชน รถม้าพระที่นั่งของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็เคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา