- หน้าแรก
- โสดแล้วรวย ระบบซูเปอร์คาร์ของผมมันเก็บความลับไม่อยู่!
- บทที่ 110 เพื่อนเก่าสมัยเรียน
บทที่ 110 เพื่อนเก่าสมัยเรียน
บทที่ 110 เพื่อนเก่าสมัยเรียน
บทที่ 110 เพื่อนเก่าสมัยเรียน
"เมื่อกี้คุณว่าใครเป็นยัยตัวล้างผลาญนะ?"
เมื่อได้ยินลู่หลินหาว่าเธอเป็นพวกล้างผลาญ เหยียนรั่วเวยก็เอามือหยิกหมับเข้าที่เอวของลู่หลินพลางขู่ฟ่ออย่างเอาเรื่อง
"ผิดไปแล้วจ้า เมียจ๋า ยกโทษให้เค้าด้วย"
"โอ๊ยๆ ๆ เจ็บนะเนี่ย เจ็บจริงๆ "
"หึ!"
"เอาละ นอนได้แล้ว"
"จ้า"
"อ้อ จริงด้วย 'ป้า' ของฉันไปแล้วนะ"
"?"
"คุณรู้ตัวไหมว่าตัวเองกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่?"
"ไม่มีอะไร ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นแหละ"
"ชิ ช่างเถอะ ไว้ค่อยว่ากันคืนพรุ่งนี้แล้วกัน"
"เดี๋ยวคุณจะเดินไม่ไหวเอาเสียเปล่าๆ "
"บ้า! คนลามก รีบนอนไปเลยนะ"
"เอามือออกไปเลย"
"ไม่เอา ขอกอดหน่อยแล้วจะนอน"
หลังจากบทสนทนาและการกระทำที่ไม่เหมาะกับเด็กผ่านพ้นไป ทั้งคู่ก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสงบในที่สุด
วันต่อมา เพราะต้องไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นกับเหยียนรั่วเวย ลู่หลินจึงไม่ได้เข้าไปที่ซิงฮั่นเทคโนโลยี แต่ตรงไปยังโรงแรมไข่หยวนด้วยรถของเหยียนรั่วเวยแทน
"เมียจ๋า บอกหน่อยสิ งานแต่งของเราจะเอาอย่างไรดี?"
ลู่หลินนอนแผ่อยู่บนโซฟาในห้องทำงาน ปากก็พูดไป มือก็กดเกมในโทรศัพท์ไปพลาง
"ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะ รอดูว่าพ่อกับแม่จะจัดเตรียมอย่างไรแล้วกัน"
"ฉันไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้เสียหน่อย"
เนื่องจากไม่มีงานคั่งค้างในมือ แม้จะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่เหยียนรั่วเวยก็ไม่ได้ทำงานแต่อย่างใด เธอกำลังนั่งดูซีรีส์ในคอมพิวเตอร์อย่างเพลิดเพลิน
"เหอะ เราต้องวางแผนกันหน่อยสิ ยังไงชีวิตนี้เราก็ควรจะแต่งงานกันแค่ครั้งเดียวนะ"
"ทำให้มันดีที่สุดไปเลย จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง"
ลู่หลินลุกขึ้นนั่ง เก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วหันไปมองเหยียนรั่วเวยที่กำลังดูซีรีส์อยู่พลางเอ่ยขึ้น
"อืม มันก็จริงอย่างที่คุณว่า"
"ต้องวางแผนให้ดีจริงๆ นั่นแหละ"
"ไม่ คุณต้องอธิบายให้หญิงชราคนนี้ฟังหน่อยว่า ไอ้คำว่าแต่งงานครั้งเดียวนี่มันหมายความว่าอย่างไร"
"ถ้าไม่ใช่ครั้งเดียว แล้วคุณอยากจะแต่งสักกี่ครั้งกันเชียว?"
"ครั้งเดียวสิ ครั้งเดียวแน่นอน และต้องเป็นกับเธอคนเดียวเท่านั้นด้วย"
ตลอดทั้งวัน ทั้งคู่ที่ว่างจัดอยู่ในห้องทำงานจึงได้แต่นั่งวางแผนขั้นตอนการแต่งงานกันไปเรื่อยเปื่อย
"เฮ้อ ให้ตายสิ การแต่งงานนี่มันยุ่งยากชะมัด"
"มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะแยะไปหมดเลย"
ต้องยอมรับเลยว่าการวางแผน โดยเฉพาะงานใหญ่ระดับนี้มันใช้สมองเปลืองจริงๆ เหยียนรั่วเวยกับลู่หลินช่วยกันคิดทั้งวันก็ยังสรุปแผนสุดท้ายไม่ได้เสียที
"นั่นสิ ถ้ามีบริษัทที่คอยช่วยเตรียมงานแต่งให้ก็คงดี"
"เดี๋ยวนะ?"
"มันเป็นไปได้ไหมว่าจะมีบริษัทแบบนั้นอยู่จริงๆ ที่เขาเรียกว่าบริษัทรับจัดงานแต่งน่ะ?"
"ก็น่าจะมีนะ แถมอีกอย่างที่ลืมไปคือ โรงแรมของเราก็มีแผนกที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะอยู่แล้ว แต่เราสองคนดันลืมไปเสียสนิท"
"เออ จริงด้วย"
"แล้วนี่เราสองคนมัวมานั่งทำบ้าอะไรกันอยู่ตั้งวันเนี่ย?"
"ไม่รู้สิ"
"เอาละ ได้เวลาแล้ว"
"ถึงเวลาลงไปเจอเพื่อนเก่าของเธอแล้วละ"
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลานัด ลู่หลินก็ตรงเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำของห้องทำงานเพื่อเตรียมตัวลงไปข้างล่าง
"อืม ไปกันเถนะ"
"ไม่แต่งหน้าหน่อยเหรอ?"
"ไม่ละ ไม่ใช่โอกาสสำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องจัดเต็มหรอก"
"แค่แต่งหน้าอ่อนๆ แบบนี้ก็ถือว่าฉันให้เกียรติพวกนั้นสุดๆ แล้ว"
เหยียนรั่วเวยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยอย่างถือตัว
"โอเคจ้ะเมียจ๋า งั้นเราไปกันเถนะ"
พูดจบ ลู่หลินก็จูงมือเหยียนรั่วเวยเดินตรงไปยังลิฟต์ทันที
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องรับรองส่วนตัวห้องหนึ่งในโรงแรมไข่หยวน
ชายหญิงหลายคนกำลังนั่งล้อมวงพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
"ต้องบอกว่าหัวหน้าห้องซุนของเรานี่บารมีล้นเหลือจริงๆ ถึงได้จองห้องรับรองในโรงแรมไข่หยวนแห่งนี้ได้"
ภายในห้อง ทุกคนต่างพากันประจบเอาใจชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตำแหน่งหัวโต๊ะ
แม้แต่หลินเซี่ยเองก็กำลังส่งสายตาหยาดเยิ้มและทำท่าทีออดอ้อนชายคนนั้นอยู่เช่นกัน
ชายคนนี้ชื่อว่า ซุนเฉิง เขาเป็นหัวหน้าห้องสมัยมัธยมปลายของเหยียนรั่วเวย ตัวเขาเองไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นอะไรนัก แต่เขามีดีที่เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาล
ครอบครัวของซุนเฉิงเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่านับหมื่นล้าน ตั้งอยู่ในฉินตู ชื่อว่า 'เฉิงอี้กรุ๊ป' โดยทำธุรกิจหลักเกี่ยวกับพาณิชย์นาวี
สมัยมัธยมปลาย ซุนเฉิงคือศูนย์กลางของห้องอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะอย่างไรเสีย ลูกหลานจากตระกูลมหาเศรษฐีก็ย่อมดูแตกต่างจากเด็กในครอบครัวธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ซุนเฉิงยังเป็นคนมือเติบและใช้เงินเก่ง ทำให้มีลูกสมุนคอยเดินตามต้อยๆ อยู่รอบตัวเสมอ
และอานุภาพของเงินตราก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อทุกคนก้าวเข้าสู่สังคมวัยทำงาน เห็นได้ชัดจากท่าทีที่เพื่อนคนอื่นๆ มีต่อซุนเฉิงในตอนนี้
การรวมตัวในวันนี้ แม้จะเรียกว่างานเลี้ยงรุ่น แต่ความจริงแล้วมันถูกจัดขึ้นอย่างกะทันหันหลังจากที่หลินเซี่ยได้พบกับเหยียนรั่วเวย
และเหตุผลเบื้องหลังทั้งหมดก็คือซุนเฉิงนั่นเอง
สมัยมัธยมปลาย ซุนเฉิงแอบชอบเหยียนรั่วเวยและตามจีบเธอมาโดยตลอด แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
หลังจากจบมัธยมปลาย ซุนเฉิงถูกครอบครัวส่งไปเรียนต่อต่างประเทศเพราะผลการเรียนย่ำแย่ เขาจึงต้องจากฉินตูไปนานหลายปี ทว่าในช่วงเวลาเหล่านั้น ซุนเฉิงกลับไม่เคยลืมเลือนเหยียนรั่วเวยได้เลย
ไม่สิ ทันทีที่เขากลับมาถึงประเทศจีน เขาก็รีบติดต่อเพื่อนเก่าที่พอจะตามตัวเหยียนรั่วเวยได้ทันทีเพื่อหาทางเข้าหาเธอ ประจวบเหมาะกับที่โจวหลินเซี่ยบังเอิญเจอเหยียนรั่วเวยที่โชว์รูมอาวดี้ครั้งก่อนพอดี เธอจึงรีบส่งข่าวบอกซุนเฉิง
หลังจากซุนเฉิงรู้ว่าเหยียนรั่วเวยมีแฟนแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ แต่กลับเลือกที่จะจัดงานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้ขึ้นมา เพียงเพื่อต้องการจะพบหน้าเหยียนรั่วเวยและเห็นหน้าแฟนของเธอให้ชัดๆ กับตา
"โธ่ เรื่องเล็กน้อยน่า แค่เงินไม่กี่บาทฉันไม่เสียดายหรอก"
"แต่ว่าหลินเซี่ย เรื่องที่เธอเคยบอกว่ารั่วเวยมีแฟนแล้วน่ะ เป็นเรื่องจริงเหรอ"
ซุนเฉิงมองไปทางหลินเซี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"จริงสิ ฉันเห็นเธออยู่กับแฟนเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง"
หลินเซี่ยพยักหน้าพลางตอบกลับอย่างขรึมขลัง
อันที่จริง ที่หลินเซี่ยยอมบอกความจริงกับซุนเฉิงนั้นก็เพราะความเห็นแก่ตัวของเธอเอง
หากซุนเฉิงยอมตัดใจจากเหยียนรั่วเวยหลังจากได้เห็นลู่หลิน และถ้าเธอปรากฏตัวได้ถูกที่ถูกเวลาเพื่อปลอบโยนซุนเฉิงที่กำลังใจสลาย เมื่อนั้นเธอก็คงมีโอกาสที่จะคว้าตำแหน่งคนข้างกายเขามาครองได้ไม่ยาก
สำหรับเจียงหมิงที่เป็นถึงผู้จัดการทั่วไปที่มีรายได้ต่อปีถึง 300 ล้าน หรือจะเป็นทายาทเศรษฐีที่มีธุรกิจครอบครัวมูลค่านับหมื่นล้าน หลินเซี่ยย่อมรู้ดีว่าควรจะเลือกข้างไหน
"ฉันเข้าใจแล้ว"
เมื่อซุนเฉิงได้ยินเช่นนั้น เขาก็เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเงียบไป ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอ่านสิ่งใดอยู่
และในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออก เหยียนรั่วเวยและลู่หลินเดินตามกันเข้ามาข้างใน
เมื่อเห็นเหยียนรั่วเวยเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็รีบกุลีกุจอเข้าไปทักทายเธอทันที
ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าซุนเฉิงชอบเหยียนรั่วเวย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าทำตัวสนิทสนมหรือแสดงความกระตือรือร้นต่อลู่หลินมากเกินไป เพราะไม่รู้ว่าซุนเฉิงจะคิดอย่างไร
เมื่อเห็นว่าทุกคนทักทายเพียงแค่เธอและไม่มีใครสนใจลู่หลินเลย เหยียนรั่วเวยจึงขยับไปยืนข้างๆ ลู่หลินแล้วแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จัก
"ฉันขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักนะ นี่คือลู่หลิน แฟนของฉันเอง"
"สวัสดีครับ"
ในเมื่อเหยียนรั่วเวยเป็นฝ่ายแนะนำก่อน ลู่หลินจึงเอ่ยทักทายกลุ่มคนตรงหน้าตามมารยาทเพื่อเป็นการให้เกียรติเธอ
ทว่า เมื่อเผชิญกับการทักทายของลู่หลิน กลับไม่มีใครเอ่ยปากตอบรับแม้แต่คำเดียว ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ซุนเฉิงซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานของโต๊ะเพียงคนเดียว