เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 100 ขอแต่งงาน

บทที่ 100 ขอแต่งงาน

บทที่ 100 ขอแต่งงาน


บทที่ 100 ขอแต่งงาน

เพียงเท่านี้ คนทั้งสองคนก็พากันเดินออกจากสโมสรเซ็นจูรี่คลับมาเรียบร้อย

"ไปกันเถอะจ้ะ มันถึงเวลาที่พวกเราต้องเดินทางกลับไปพูดคุยเจรจาตกลงเรื่องงานแต่งงานร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ของฉันอย่างเป็นทางการเสียทีแล้วล่ะ"

หลังจากจัดแจงคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย ลู่หลินก็หันไปมองเหยียนรั่วเวยที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับพลางเอ่ยบอก

"อืม ใช่แล้วล่ะจ้ะ มันถึงเวลาที่จะต้องพูดคุยตกลงเรื่องงานสำคัญเรื่องนี้กันเสียทีแล้วล่ะ"

เหยียนรั่วเวยพยักหน้ารับคำเห็นด้วย พลางทอดสายตามองตรงไปข้างหน้า ไม่รู้ว่าในหัวกำลังคิดอ่านเรื่องราวอะไรอยู่

"ใช่แล้วล่ะครับ หลังจากพูดคุยตกลงธุระด่วนเสร็จสิ้นเรียบร้อยและผู้ใหญ่ของทั้งสองครอบครัวได้เดินทางมาพบหน้ากันเรียบร้อย เธอก็จะได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่หมั้นอย่างเป็นทางการของผมแล้วล่ะครับ"

ลู่หลินมองดูเหยียนรั่วเวยพลางเอ่ยพูดออกมา

"ไม่เอาหรอกจ้ะ เธอยังไม่ได้เคยจัดพิธีขอแต่งงานกับฉันอย่างเป็นทางการเลยนะฮะ เพราะงั้นฉันไม่มีทางยอมตอบตกลงแต่งงานด้วยง่ายๆ หรอกจ้ะ"

เมื่อเห็นเหยียนรั่วเวยเหมือนจู่ๆ จะนึกถึงเรื่องราวสำคัญเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เธอก็แค่นเสียงพ่นลมหายใจเบาๆ ออกมาทีหนึ่งอย่างงอนๆ พลางเอ่ยพูดแก้เขิน

"อ้าว มันเป็นแบบนั้นเองเหรอครับ?"

"ถ้างั้น เอาแบบนี้ดีไหมครับ เธอช่วยแหงนหน้าขึ้นไปมองดูภาพบนท้องฟ้าข้างบนตรงโน้นดูสักหน่อยสิ?"

ลู่หลินพยักหน้ารับคำ จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า พลางหันไปบอกเหยียนรั่วเวย

"ท้องฟ้าเหรอ?"

สายตาเคลื่อนย้ายมองตามทิศทางนิ้วชี้ของลู่หลิน เหยียนรั่วเวยค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นไปมองดูภาพบนท้องฟ้าข้างบน ทว่า เธอกลับพบเห็นเพียงแค่ความมืดมิดอันแสนหม่นหมองของผืนฟ้าในยามค่ำคืนเท่านั้นและไม่ได้มองเห็นสิ่งผิดปกติอะไรเลยสักชิ้นเดียว

"มันไม่มีอะไรเลยนี่นา"

มองดูผืนฟ้าอันแสนจะมืดมิด เหยียนรั่วเวยก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ฮั่นแน่ รอกรอบตรงนี้สักครู่นะครับแล้วคอยจับตาดูผมแสดงมายากลชิ้นโบว์แดงให้เธอชมเปิดหูเปิดตาดูละกันนะ"

หลังจากนั้น ลู่หลินก็เอื้อมมือไปดีดนิ้วเบาๆ ทีหนึ่งส่งสัญญาณสั่งการ และในทันใดนั้น ทั่วทั้งผืนฟ้าอันแสนจะมืดมิดก็พลันสว่างเจิดจ้าขึ้นมาทันทีในพริบตาเดียวล่ะครับ

แสงไฟสีชมพูหวาแหววแปรอักษรรวมตัวกันกลายมาเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่สามคำปรากฏเด่นชัดอยู่บนท้องฟ้า คำว่า แต่งงานกับผมนะ

เมื่อได้เห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้ากะทันหัน เหยียนรั่วเวยก็จ้องมองดูภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนประหลาดใจสุดขีด ลู่หลินจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า

"เธอแอบจัดเตรียมความพร้อมเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"

"อืม ก็คงจะเป็นช่วงเวลาตอนเช้ามืดหลังจากที่เธอแอบย่องเข้ามาในห้องนอนของฉันเมื่อคืนนี้แล้วแอบวิ่งหนีกลับไปห้องตัวเองนั่นแหละจ้ะ"

"นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ฉันก็เริ่มลงมือจัดเตรียมความพร้อมสำหรับแผนการในครั้งนี้ทันทีเลยล่ะจ้ะ"

"แตมันแอบน่าเสียดายอยู่บ้างเล็กน้อยนะตรงที่พื้นที่ภายในตัวเมืองมีกฎระเบียบสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้จุดพลุเฉลิมฉลองน่ะ ไม่อย่างนั้นฉันคงสามารถเนรมิตการแสดงพลุที่แสนจะงดงามตระการตาให้เธอชมเปิดหูเปิดตาได้อีกรอบแน่นอนเลยล่ะจ้ะ"

"ฉันไม่มีทางเลือกทำได้เพียงต้องเลือกใช้ระบบโดรนแปรอักษรเดินทางมาทำหน้าที่คอยทำหน้าทีคุมทิศทางแทนเท่านั้นเองแหล่ะจ้ะ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ผลลัพธ์ความสำเร็จของมันก็นับว่ายอดเยี่ยมและดูดีมากทีเดียวเลยนะ"

ลู่หลินเอื้อมมือไปกุมมือของเหยียนรั่วเวยไว้แน่น มองดูฝูงบินโดรนแปรอักษรที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้าพลางเอ่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

"หึ แล้วแหวนแต่งงานล่ะฮะซ่อนไว้ที่ไหน?"

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในส่วนลึกของหัวใจจะมีความรู้สึกตื้นตันใจและดีใจเป็นอย่างยิ่งขนาดไหนก็ตาม แตเหยียนรั่วเวยก็ยังคงต้องการจะรักษาภาพลักษณ์ความรักนวลสงวนตัวของตัวเองไว้ก่อนอยู่ดีนั่นแหละ

"โธ่ เรื่องสำคัญขนาดนี้ เธอคิดว่าคนอย่างฉันจะยอมทำตัวเป็นคนสะเพร่าและซุ่มซ่ามมองข้ามรายละเอียดไปได้ลงคอเหรอ?"

"มาครับ มุ่งมั่นตั้งใจดูแผนการปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปได้เลยครับ!"

ลู่หลินหยิบเครื่องวิทยุสื่อสารออกมาจากกระเป๋าเสื้อตำแหน่งไหนไม่ทราบได้ เขาจัดแจงกดส่งคำสั่งพูดใส่เครื่องวิทยุสื่อสารทันที

หลังจากนั้น ตัวอักษรขนาดใหญ่สามคำคำว่า Marry Me ที่แปรอักษรอยู่บนท้องฟ้าก็พลันดับมืดลงทันทีในพริบตาเดียว และในตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลออกไปไม่มากนัก ภาพของแหวนเพชรสีขาวนวลประกายเจิดจ้าก็พลันปรากฏขึ้นมาแทนที่ เนรมิตผืนฟ้าอีกฝั่งหนึ่งให้สว่างไสวเจิดจ้าขึ้นมาทันทีในพริบตา

"ลองดูสิ ภาพแหวนเพชรวงนี้มันดูยอดเยี่ยมและสวยงามกว่าบรรดาแหวนเพชรเม็ดโตหัวไข่นกพิราบเหล่านั้นตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ?"

ลู่หลินใช้นิ้วชี้ไปที่ภาพแหวนเพชรที่แปรอักษรอยู่บนท้องฟ้าพลางเอ่ยบอก

"อะไรกัน ของรางวัลชิ้นนี้มันไม่สามารถนำมาสวมใส่ไว้บนนิ้วมือจริงได้เสียหน่อย แบบนี้มันไม่ได้นับรวมหรอกนะ"

เหยียนรั่วเวยเริ่มมีขอบตารื้นแดงขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ แต่บนปากของเธอก็ยังคงเอ่ยพูดคำพูดโต้แย้งออกมาอย่างหนักแน่นเด็ดขาดอยู่ดีนั่นแหละ

"อืม ตั้งแต่วันแรกที่ได้ทำความรู้จักร่วมกันกับเธอมา ฉันก็รู้ดีอยู่แล้วล่ะว่าเธอเป็นคนมีนิสัยดื้อรั้นเด็ดเดี่ยวขนาดไหน และมีเพียงฉันคนเดียวเท่านั้นแหละที่จะสามารถเป็นฝ่ายคอยทำหน้าที่ช่วยดัดนิสัยทำให้เธอใจอ่อนลงมาได้สำเร็จน่ะจ้ะ"

"มาครับ แผนการปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไป เริ่มต้นได้เลยครับ"

สิ้นคำสั่งสัญญาณของลู่หลิน มันก็มีเสียงดังหึ่งๆ ของใบพัดดังแจ้งเตือนแว่วเข้ามาในหูทันที ซึ่งเสียงร้องคำรามนั้นมันคือเสียงที่ถูกส่งออกมาจากระบบใบพัดของฝูงบินโดรนแปรอักษรนั่นเอง

หลังจากนั้น บรรดาฝูงบินโดรนแปรอักษรต่างก็จัดแจงแปรแถวขบวนแล่นตรงเข้ามาหาตัวรถราวกับเป็นขบวนรถยนต์ที่ทรงอิทธิพล คอยกระพริบแสงไฟสีแดงเรืองรอง บินร่อนตรงเข้ามาหาเหยียนรั่วเวยและลู่หลินทันที

และจากนั้น ในตอนที่แล่นมาถึงบริเวณหน้าตัวรถของลู่หลินเรียบร้อย ฝูงบินโดรนแปรอักษรก็จัดแจงกระจายตัวออกไปแปรขบวน เนรมิตภาพรูปหัวใจสีแดงขนาดใหญ่โอบล้อมรอบตัวรถของลู่หลินเอาไว้มิดชิดจนรอบด้านทันทีในพริบตาเดียว

จากนั้น มีโดรนแปรอักษรตัวหนึ่งค่อยๆ ร่อนตัวบินลงมาจากท้องฟ้าตรงดิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าของลู่หลินช้าๆ ตรงบริเวณใต้ตัวโดรนตัวนั้นมีกล่องของขวัญใบเล็กสีแดงสดผูกติดอยู่ชิ้นหนึ่ง

"สำหรับแหวนแต่งงานวงนี้ คราวนี้เธอคิดว่ามันจะสามารถนำมาสวมใส่ไว้บนนิ้วมือจริงได้หรือยังล่ะ?"

ลู่หลินแกะกล่องของขวัญใบเล็กใบนั้นออกมา เปิดกล่อง และหยิบแหวนแต่งงานวงงามออกมาบรรจงสวมใส่เข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเหยียนรั่วเวยทันทีอย่างนุ่มนวล

"เธอแอบไปหาซื้อแหวนแต่งงานวงนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"

เหยียนรั่วเวยเอามือปิดปากแน่นสนิททันทีพลางมีน้ำตาอุ่นๆ เริ่มไหลรื้นออกมาจากขอบตาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจระคนดีใจเป็นอย่างยิ่งจนทำตัวไม่ถูก

"หึหึ..."

"ลองเปิดดูใบเสร็จหลักฐานการสั่งซื้อชิ้นนี้ดูสิ"

"อ๋อ มันคือวันเดียวกันกับวันที่ฉันพากลับไปเปิดหูเปิดตาชมทะเลดอกไม้นั่นแหละจ้ะ"

ลู่หลินหยิบใบเสร็จหลักฐานการสั่งซื้อออกมาชิ้นหนึ่งส่งไปให้เธอดู ซึ่งมันคือใบเสร็จหลักฐานการสั่งซื้อแหวนแต่งงานวงงามที่กำลังสวมใส่อยู่บนนิ้วมือของเหยียนรั่วเวยในตอนนี้จริงๆ นั่นแหละคัป

"นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นี่เธอแอบวางแผนเรื่องราวสำคัญชิ้นนี้ไว้หมดแล้วใช่ไหม?"

เหยียนรั่วเวยจ้องมองลู่หลิน สายตายังคงแฝงไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่บ้างเล็กน้อยซ่อนอยู่ภายในดวงตา

"ความจริงแล้ว มันควรจะตื่นรู้และวางแผนไว้ตั้งแต่วันแรกๆ นานกว่านั้นอีกแล้วล่ะจ้ะ เพียงแต่ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยคาดคิดคาดฝันเลยจริงๆ ว่าจะสามารถมีโอกาสได้คบหาเป็นแฟนร่วมเคียงคู่ไปพร้อมกับเธอได้สำเร็จน่ะจ้ะ"

"แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ฉันควรจะหาทางสั่งซื้อมาเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าให้เร็วกว่านั้นตั้งเยอะเลยล่ะจ้ะ"

"เอาล่ะ ในเมื่อเรื่องราวมาถึงขนาดนี้แล้ว ตอนนี้เธอควรจะทำตัวว่าง่ายยอมตกลงยอมแต่งงานออกเรือนร่วมไปกับพี่ชายคนนี้ได้ซะทีแล้วใช่ไหมคุณหนูรั่วเวย"

ในขณะที่พูด ลู่หลินก็เอื้อมมือไปสวมกอดเหยียนรั่วเวยไว้แน่นทันทีพลางเอ่ยพูดบอกความในใจ

"อืม... ฉันยอมตกลงแต่งงานด้วยจ้ะ"

เหยียนรั่วเวยพยักหน้ารับคำพยักหน้าเห็นพ้องพลางกระซิบคำตอบรับที่ข้างหูของลู่หลินเสียงเบา

"เธอเอ่ยพูดคำไหนออกมานะ พอดีเสียงลมมันแรงฉันได้ยินไม่ค่อยชัดเจนเลยจริงๆ"

"ฉันบอกว่า ฉันตกลงยอมแต่งงานด้วยโว้ยจ้ะ!"

เหยียนรั่วเวยแกะมือออกจากอ้อมกอดของลู่หลินสะบัดตัวออกมา จ้องมองลู่หลินพลางตะโกนบอกความในใจออกมาเสียงดังลั่น

"จึ๊ๆ ยอมตกลงรับคำมั่นเหมาะรวดเร็วขนาดนี้ แผนการปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปที่ฉันจัดเตรียมไว้เซอร์ไพร์สต่อมันก็ยังไม่ทันได้เริ่มเปิดฉายเลยนะเนี่ยจ้ะ"

"มาครับ แผนการปฏิบัติตามขั้นตอนชิ้นสุดท้าย จัดเต็มเปิดฉายร่วมกันได้เลยครับ!"

หลังจากลู่หลินพูดจบ บทสุนทรพจน์แปรอักษรที่เนรมิตขึ้นมาจากฝูงบินโดรนแปรอักษรก็พลันปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้าตรงหน้าของเหยียนรั่วเวยและลู่หลินทันที ในภาพแปรอักษรนั้น ปรากฏภาพของลู่หลินและเหยียนรั่วเวยกำลังนั่งเรียนเคียงคู่กันอยู่ภายในห้องเรียนของมหาวิทยาลัยฉินตู่ตี้หยวน

เห็นได้ชัดว่า นี่คือภาพประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่คนทั้งสองคนได้มีโอกาสจัดนัดพบพูดคุยและประสานงานร่วมกันอย่างเป็นทางการนั่นเอง

หลังจากนั้น ตำแหน่งทิศทางของฝูงบินโดรนแปรอักษรก็เริ่มได้รับการปรับเปลี่ยนแปรขบวนอีกรอบ ภาพที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่ก็คือภาพเหตุการณ์ตอนที่เหยียนรั่วเวยแผลงฤทธิ์ปล่อยโหมดด่าเปิดศึกตบหน้าฉินหานจนไม่มีชิ้นดีภายในสโมสรเซ็นจูรี่คลับ

และหลังจากนั้น ภาพเหตุการณ์การแข่งรถซิ่ง ทะเลดอกไม้ และเรื่องราวอื่นๆ อีกสารพัดรายการ

คอยก่อน คอยก่อนเถอะ ไม่รู้ว่ามีโดรนแปรอักษรปริศนาจำนวนมหาศาลเท่าไหร่คอยร่วมทำหน้าที่แปรขบวนเนรมิตภาพความทรงจำอันแสนงดงามสารพัดชิ้นพวยพุ่งขึ้นมาเต็มท้องฟ้าไปหมดเพื่อคอยย้ำเตือนความทรงจำของคนทั้งสองคน

"ไอ้คนนิสัยไม่ดีคอยทำเรื่องราวให้คนอื่นเขาต้องหลั่งน้ำตาออกมาเยอะขนาดนี้จนร่างกายจะเกิดอาการขาดน้ำอยู่แล้วนะเนี่ย"

มองดูภาพความทรงจำอันแสนงดงามแปรอักษรอยู่บนท้องฟ้า เหยียนรั่วเวยก็เอ่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อัดแน่นไปด้วยความตื้นตันใจระคนดีใจสุดขีด

"มาครับ ดื่มน้ำรองท้องสักหน่อยสิ"

"น้ำแร่กลิ่นผลไม้สูตรผสมเกลือแร่ไอโซโทนิก คอยทำหน้าที่ช่วยเติมเต็มและชดเชยสารอนินทรีย์ที่คุณคิดว่าสูญเสียไปเพราะเหตุผลสารพัดชิ้นเมื่อครู่นี้ทันทีด่วนครับ"

ในขณะที่พูด ลู่หลินก็หยิบขวดเครื่องดื่มอีกขวดหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อตำแหน่งไหนไม่ทราบได้ส่งไปให้เหยียนรั่วเวยด่วนทันที

"โอเคจ้ะ เลิกแกล้งทำตัวไร้สาระได้แล้วล่ะจ้ะ"

"รีบพากันเดินทางกลับบ้านกันได้แล้วล่ะจ้ะ ฉันอยากจะรีบโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีให้คุณอาและคุณน้าได้รับทราบล่วงหน้าก่อนเลยล่ะจ้ะ ผู้ใหญ่ของทั้งสองครอบครัวจะได้สามารถหาเวลานัดหมายเดินทางมาพบหน้าเจรจากันได้ไวๆ ไง"

เหยียนรั่วเวยจ้องมองลู่หลินพลางเอ่ยพูดขึ้นมาด้วยความร้อนรนด่วนด่วน

"ฮ่าๆๆ โอเคครับ งั้นพวกเราพากันรีบกลับบ้านไปป่าวประกาศและแจ้งข่าวสารอันแสนวิเศษชิ้นใหญ่ชิ้นโตนี้ให้คุณตาเฒ่าและคุณยายเฒ่าที่บ้านได้รับรู้กันเถอะครับ!"

ลู่หลินหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่น จัดแจงสตาร์ทรถยนต์ และออกเดินทางมุ่งตรงกลับไปยังวิลล่าหมายเลขหนึ่งทันที

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง คนทั้งสองคนก็เดินทางกลับมาถึงบ้านและนำรถเข้าจอดเรียบร้อย

บนใบหน้าของเหยียนรั่วเวย ดวงตาของเธอยังคงมีรอยรื้นแดงอยู่บ้างเนื่องจากอาการร้องไห้ตื้นตันใจเมื่อครู่นั่นเองครับ

"คุณย่าครับ คุณพ่อครับ คุณแม่ครับ พวกเรากลับมาแล้วครับ"

จัดแจงผลักประตูรั้ววิลล่าก้าวเข้าบ้านมา ลู่หลินก็ส่งเสียงตะโกนร้องเรียกเข้าไปข้างในทันทีเสียงดังลั่น

เมื่อได้ยินเสียงของลู่หลิน ลู่ต้าเหิงก็จัดแจงเดินทำสีหน้าท่าทางหงุดหงิดตรงเข้ามาหาลู่หลินทันทีพลางเอ่ยพูดขึ้นว่า

"เดินทางกลับมาถึงแล้วก็กลับมาสิฮะเจ้าลูกตัวแสบ จะมาทำเสียงดังส่งเสียงร้องเอะอะโวยวายราวกู่ร้องเรียกหาผีสางหมาป่าทำไมกันฮะ"

"มาๆ หนูรั่วเวยรีบมาเปลี่ยนรองเท้าก่อนเถอะลูก คุณน้าเขาคอยจัดเตรียมผลไม้เลิศรสไว้ต้อนรับหนูเรียบร้อยหมดแล้วล่ะจ้ะ"

ทว่า ทันทีที่คุณพ่อลู่ต้าเหิงเดินก้าวมาจนถึงตัวของเหยียนรั่วเวยชัดๆ และได้เหลือบไปเห็นขอบตาที่แดงรื้นของเหยียนรั่วเวยเข้าพอดี เขาก็จัดแจงชักดึงเข็มขัดหนังเจ็ดหมาป่าออกจากเอวทันทีในพริบตาและเปิดฉากหวดสะบัดใส่ลู่หลินเต็มแรงทันที

"ไอ้ลูกตัวแสบ แกแอบไปทำเรื่องราวแกล้งรังแกหนูรั่วเวยมาอีกแล้วใช่ไหมฮะ?!"

"ถึงขนาดทำให้เด็กเขาต้องหลั่งน้ำตาเสียใจกลับมาบ้านขนาดนี้เลยฮะ!"

"เจ้าเด็กคนนี้แกยังจะกล้าหน้าด้านเดินกลับมาบ้านอีกเหรอฮะ!"

"คอยดูเถอะ วันนี้คนเป็นพ่อจะลงมือทุบตีแกให้ตายคามือเดี๋ยวนี้เลยฮะ!"

เมื่อได้ยินคำพูดดุด่าตักเตือนของคุณพ่อ ลู่หลินก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะทันที ลำดับแรกเขารีบขยับร่างกายหลบหลีกอาวุธนัดแรกไปได้อย่างฉิวเฉียดก่อน จากนั้นเขาก็รีบวิ่งเตลิดสร้างระยะห่างออกจากลู่ต้าเหิงทันทีพลางเอ่ยพูดขึ้นมาด่วนว่า

"ไม่ใช่ละครับคุณพ่อ มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ยทำไมผมถึงกลายเป็นฝ่ายไปแกล้งรังแกเขาได้ล่ะครับคุณพ่อ!"

"ก่อนจะลงมือทุบตีทำร้ายคนอื่น คุณพ่อจะไม่คิดยอมเอ่ยปากสอบถามต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวให้เข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งก่อนเลยเหรอครับคุณพ่อ?!"

จบบทที่ บทที่ 100 ขอแต่งงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว